Group Blog
 
 
กันยายน 2548
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
2 กันยายน 2548
 
All Blogs
 
...ขอบฟ้าคงทำให้เราใกล้กัน...

แด่เจน และ พี่เจน
ชื่อสถานที่ ชื่อตัวละคร เหตุการณ์ และช่วงเวลา
ถูกปิดบังและดัดแปลงไปบ้าง เพื่อความ
เหมาะสมแก่การจะให้เกียรติผู้ตาย.












"...กินข้าวกันไหม ?"

เสียงถามจากปลายสายสั้น ๆ
ที่คนถามเองก็รู้คำตอบอยู่แล้ว ว่าไม่ใช่การปฏิเสธ
เรานัดเจอกันที่ร้านเล็ก ๆ ย่านอโศก
เธอมารออยู่ก่อนแล้วเมื่อผมมาถึง
เราคุยถึงเรื่องราวเก่า ๆ สมัยเรียน
เธอควบคุมทิศทางการสนทนา-โดดจากหัวข้อหนึ่งไปหัวข้อถัดไปเรื่อย ๆ
โดยมีผมฟังเธออย่างตั้งใจ เออออเมื่อถูกถาม และเน้นย้ำถามนำในจุดสำคัญ
เราหัวเราะรัว ๆ เมื่อทวนไปถึงเรื่องบ๊อง ของเพื่อน ๆ บางคน
เธอหัวเราะเหมือนมันขำเสียเหลือเกินแล้ว...ผมไม่คิดว่าเธอจะขำได้ขนาดนั้น

คุยได้ไม่นานความนิ่งงันมาเยือนเหมือนกับทุกคราว
เรื่องจะพูดจะคุยหายไปในสายลม
เราต่างสำรวจลงไปในความคิดตนเอง
คร่ำควานหาความทรงจำดี ๆ สักสิ่งขึ้นมาคุย
แต่ก็หาไม่เจอ

เธอมองผมอย่างจะขออนุญาต
ก่อนหยิบซองสีเขียวขึ้นมา...จุดจ่อปากสูบ
บนซองเขียนคำเตือน ตัวแดง

"สูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์เหรอ...
งั้นเราก็สูบได้ เพราะเรามีลูกไม่ได้"

เธอพูดยิ้ม ๆ

ผมมองบุหรี่ปลายวาบแดงในความอึมครึมอย่างฟ้าก่อนฝนเท
เบื้องหน้า...หลายปีก่อนคือหญิงสาวผู้มองโลกด้วยหัวใจชื่นหวาน
บัดนี้เหลือเค้าความสะสวยก่อนเก่าแต่ก็ไม่ใช่เธอคนเดิมที่ผมหวังใจจะเห็น
เสื้อผ้าแบบที่ เราทั้งคู่เคยคิดกันว่า อนาจารน่าอาย ถ้าแต่งใส่จะเหมือนมารศาสนา
(เราคิดกันเล่น ๆ ว่าแต่งตัวแบบนี้เดินผ่านพระ พระคงรีบสึก)
เธอแต่งหน้าจัดจ้าน เฉกเดียวกับที่ผมกระแนะกระแหนเพื่อนนักศึกษาว่า
เหมือนครีมเค้กโปะหน้า - มองคล้ายดอกไม้สด พ่นสีสเปรย์

ดูเหมือนเธอทำทุกอย่างที่ตรงข้ามกับความเชื่อมั่นดีงามที่เคยยึดถือมาครึ่งชีวิต

เธอหยันปากเหยียดเย้ย ยิ้มให้ด้วยดวงตา ผมหลบตาคู่นั้น
ช่วยไม่ได้ที่จะมองไปที่ข้อมือซ้ายของเธอ
รอยกรีดเนื้อนูนสีแดง สามสี่เส้น บอกรอยทางชิวิตให้รู้ว่าเธอเคยแวะเชิญความตายให้มาหา
เห็นว่าผมมองดังนั้น เธอจึงยื่นข้อมือขวาคีบบุหรี่มาข้างหน้า
หันให้เห็นข้อมือแทบไม่เชื่อตัวเอง
สิ่งที่ไม่อยากเห็นปรากฎอยู่บนมือขวา,
แผลยาวราวสองนิ้วเย็บปิดสนิทด้วยด้ายดำไร้ผ้าก๊อซปกปิด เธอคงกรีดข้อมมือขวาแทน

"เมื่อไรจะเลิกทำร้ายตัวเองสักที....เจ็บใจแล้วอยากทำร้ายตนเอง
เพื่อให้คนอื่นร้าวรานมันคุ้นเหรอ ?"


"พูดอย่างนายไม่เคย,
เราเคยพูดคำนี้กับนายเอง
คราวนายทำอย่างนั้น ไม่ต้องมาย้อนหรอก"


"เมื่อไรเธอจะลืมมันเสียที...จะให้เราชดใช้ด้วยชีวิตไหม"

"ก็บอกแล้วไง ไม่ใช่ความผิดนาย ไม่ใช่ความผิดใครทั้งนั้น "

เธอหันหน้าเบือนไปนอกหน้าต่าง
ฝนสาดสายลงมาระลอก ๆ ตามแรงลมกระชากพัดกำกับจังหวะ

"เราจะเป็นไงก็เรื่องของเรา ชีวิตเรา
เราจะเลือกมันเอง จะตายหรือไม่ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ
แล้วถ้ามีเวลามาสั่งสอนเราละก็,
นายเอาเวลาไปสำนึกอดีตตัวเองดีกว่า"



"เอางี้ไหม อยากกรีดตัวเองนัก ไมไม่กรีดหน้าละ,
หรือถ้าอยากตาย ยาฆ่าหญ้าไง ขวดละไม่กีบาทหรอก
เราเบื่อจะทน แล้ว"



ผมทุบโต๊ะ น้ำตามาจากไหนไม่ทราบ มันไหลอาบมาจนชุ่มเสื้อแต่เมื่อไรกัน

"เธอจะทำร้ายเราไปถึงไหน ?"

เสียงผมตะโกนลั่นห้องอาหาร...
ผมผลุนผลันวิ่งออกมาจากที่ตรงนั้นฝ่าฝนออกไปสู่ถนนใหญ่....
เสียงเบรคสนั่น
ตามมาด้วยความมืดแน่น ๆ หนักอึ้งกดตัว



------ ------- ---- -- - --- - ----------------------

เราเหมารถจะไปพัทยากัน ไม่รู้หรอกว่าจะพักบ้านใคร จะอะไรยังไง
ผมก็เมาเสียแต่รถยังไม่ออก
ที่จริงเริ่มเมามาตั้งแต่วันสองสามวันแรกที่เขาบอกว่าจะไปเที่ยวแล้ว
เป็นธรรมดาที่เราจะกินเหล้ารอท่าการไปเที่ยว ผิดแต่ปกติไม่มีผมไปเมากับการเที่ยว
สำหรับผม ความเมากับการท่องเที่ยวไม่ใช่ของที่ไปด้วยกันได้
เว้นแต่ครานี้....ผมเมา, เมามาก,
เมาพร้อม ๆ กับเพื่อน ๆ อีกสองสามคนที่คอเดียวกัน
ต่างแต่แค่จุดประสงค์หรอก,
เพื่อนั้นกินกันจะเอาสนุก ส่วนผมดับไฟกลุ้ม รุมเร้าใจ


รถบัสเล็กแล่นไปทั้งวัน...แวะเที่ยวเขาใหญ่ก่อนช่วงบ่าย,
เราจะไปแค้มป์กันที่พัทยา หาดแห่งหนึ่งของเพื่อนเราที่
ทุกวันนี้ผมก็จำไม่ได้ว่าที่หาดนั่นมันบังกะโลของใคร
เจนอยู่นั่งหน้ากับตั้ม สองคนที่เป็นต้นแห่งความ ขื่นใจ

ผมกับเจน-เราเป็นเพื่อนกันมานานหนักหนา,
ตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น จวบจนปีสาม
ใครต่อใครต่างมองว่าเราเป็นแฟนกัน
แม้ผมจะเชื่อมั่นอย่างนั้นลึก ๆ ในใจ
ก็ยังคงบอกใคร ๆ
ว่าเราแค่เพื่อนสนิท เพื่อนซี้ เพื่อนที่ดีที่สุด

ผมกลัวว่าสิ่งดี ๆ ในวันคืนที่เราได้แชร์ชีวิตกันมันจะจางคุณค่าลง
หากว่าความเป็นเพื่อนจะแปรเป็นอะไรที่มากกว่านั้น---อย่างจะรักกันนั่น---
บอกรักแล้วเกิดเธอหมางใจจนเราไม่อาจมาเป็นเพื่อนกันได้อีก,
การมองหน้ากันไม่ได้ไปตลอดชีวิตคงร้าวรานเกินรับได้
แม้นรู้อยู่เต็มใจว่าเธอแสนดีเกินกว่าจะคิดอย่างนั้น
ความกลัวว่าเราจะห่างเหินกันมากจนกลบความกล้าสารภาพความในใจ

ตั้มเข้ามาแทรกกลางระหว่างเรา เมื่อต้นปีสาม,
เธอพูดถึงเขามากขึ้น ร่วมกิจกรรมกับเขามากขึ้น และ
อยู่กับเขานาน ๆ ในวันเหงา ๆ ของผมมากยิ่งขึ้น

ผมไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร การยื้อหัวใจ ไม่เคยอยู่ในห้วงคำนึง
ถ้าคนเราจะรักกัน มันคงรักกันได้เอง,
การทำดีให้คนมารัก หรือการยื้อแย่งความรักนั้น,
ผมหลงคิดไปว่าเป็นความเสแสร้งมากเกินไป ต้องใช้สมองกันเกินไป

ไม่อยากให้ความรัก มาจากการต่อสู้ ช่วงชิง
ไม่อยากให้ความรัก แปดเปื้อนเหตุผล
ไม่อยากได้ความรัก ที่มาจากสมอง


วันเกิดเธอก่อนสิ้นปี ผมนำหนังสือเวลาในขวดแก้วไปให้เธอที่บ้าน
เพื่อจะพบว่าตั้มก็มา...ด้วยดอกไม้แดงช่อใหญ่
ทั้งคู่เชิญผมขึ้นรถจะไปเที่ยวกัน
รถของเจนที่พ่อซื้อให้---ผมล้าเกินกว่าจะไปด้วยจึงเดินกลับบ้าน


เจนมีรถ, และ- ตลอดมาแม้เราจะไปกลับทางเดียวกัน ตลอดเกือบ ๑๐ ปี
บนรถโดยสารสายเดียวกัน
คราวนี้, มีตั้มไปด้วย
และเพราะบ้านตั้มอยู่ใกล้กว่า ตั้มนั่งหน้าคู่มากับเจนมารับผม ไปสถาบัน
....ผมป่วย... ไม่อยากขึ้นรถคันนั้นถ้าต้องนั่งหลัง นั่นคือข้ออ้างในวันแรก ๆ
ที่ทั้งสองมารับผมขึ้นรถ แล้วการเดินทางไปสถาบันของผมก็เปลี่ยนไป
เราไม่ได้ไปกลับพร้อมกันอีกแล้ว

นับแต่เจนมีรถ ผมมาสถาบันเช้าผิดปกติ แทบจะเป็นคนแรก
และมีเรื่องมีรายงาน หรือกิจกรรมมากมายจะทำ
เพียงอย่างจะเอาเป็นข้อหลบหน้าเจนมากกว่า
ผมไม่อยากไปกลับกับ---พวกเขา--- พวกเขาที่เคยเป็นเรา
แม้กระทั่งในชั้นเรียน -เรา-ที่เคยห่าง ๆ กันอยู่แล้วในยามปกติ
ยิ่งห่างกันยิ่งขึ้นไป,
ผมเลือกเข้าห้องเรียนเป็นคนสุดท้าย เพื่อจะได้เลือกนั่งหน้าสุด
ไม่อยากเห็นเธอนั่งเรียนกับตั้ม--


วาเลนไทน์ปีนี้...ผมไม่ได้มอบต้นไม้ให้เจน อย่างที่ทำมาตลอด
เมา เมา และ เมา

คืนนั้นเจนมาหาผมที่หน้าบ้านพัก เธอถามผมว่าผมเป็นอะไรไป

"เรื่องของเรา-เธอไม่ต้องมายุ่งหรอก...ยุ่งเรื่องของเธออย่างเดียวก็พอ"
"เราไม่เข้าใจ...นายเป็นอะไรไป---"

"ช่างมันเหอะ...ไม่สำคัญหรอก"

"นายคงไม่ทำร้ายตัวเองอีกหรอกนะ...
นายทำร้ายตัวเองเหมือนทำร้ายคนที่หวังดีกับนายด้วย"

เสียงเธอเครือ...
ผมหันหลังก่อนเธอจบประโยคนั้น

"เรื่องเก่า ๆ อย่ารื้อฟื้นเลย
เราไม่หลงโง่กับอะไรอย่างนั้นอีกต่อไปแล้ว...สวัสดี เราเมา ขอตัว"




...แม้นเวลาจะล่วงนานมาแสนนาน แววตารื้น ๆ ของเจนคู่นั้น
ยังหลอกหลอนลงโทษผมอยู่เสมอ
ถ้าวันนั้นเพียงผมจะเข้าใจอะไร ๆ ให้มากกว่านี้


--------------------------------------
ผมรู้สึกตัวจากหลับเมาอีกที
ก็เมื่อเรามาถึงพัทยา และฟ้าก็แดดโรยแสงลงครึ้มแล้ว
พวกผู้ชาย กลุ่มใหญ่ล้อมวงกันกินเหล้า ส่วนสาว ๆ ลงไปไล่คลื่น

เดินเข้าไปห้องพักผ่านวงเหล้าพลางขอโทษเพราะไม่ไหวจะกิน,
บอกว่าดึก ๆ แล้วจะมากินด้วย

กระดกน้ำเปล่ากับพาราสี่เม็ด
บรรเทาอาการปวดหัวและลดความโรยแรงของหัวใจ
ผมนอนก่ายหน้าผากอยู่คิดถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามา

พรุ่งนี้วันเกิดผม...ห่อของขวัญห่อใหญ่จากเจน
ไม่ต้องเปิดดูผมก็รู้ว่าเป็นหนังสือ...เฉกเช่นทุกครั้ง
อยากจะแกะ ก็ปวดหัวเกิน
ผมเก็บห่อนั้นกลับเข้าเป้โดยไม่รู้เลยว่า
อีกนานแสนนานเพียงไร กว่าจะรู้ว่าตัวหนังสือที่เขียนข้างในนั้น
คือตัวหนังสือที่ทำร้ายผมไปจนตลอดชีวิต


ผมตื่นขึ้นมาราวเที่ยงคืน เพื่อนหญิงเจี๊ยวจ๊าวกันอยู่ในวงไพ่
เจนนั่งอยู่ข้าง ๆ วงไพ่ กำลังเกล้าผมให้เพื่อนหญิงคนหนึ่ง
เธอเดินมาหาผม

"แกะห่อของขวัญหรือยัง สุขสันต์วันเกิดนะ...."

"อืมม..."

ผมเดินออกจากบ้านพักลงไปข้างล่าง
วงเหล้าว ๒ วงซาเสียงลงไปมากแล้ว
วงแรกนอนก่ายกันอย่างหมดแรง
ที่เหลือ อีกวงแต่ละคนก็หน้าแดงอย่างเมาเต็มทน

คนที่เมาที่สุด คือตั้ม
และที่น่าฉงนคือหนุ่มฉกรรจ์แปลกหน้าสามคน...ร่วมวงเหล้ากับเราด้วย
เพื่อนที่นั่งตรงนั้นบอกว่าเป็นนักท่องเที่ยวมาจากกรุงเทพ
พักอยู่หัวหาดมาเดินเล่น เลยชวนมากินเหล้า

เรื่องเลวร้ายคงจะไม่เกิด หากผมจะไม่ถือทิฐิ
และตั้มไม่เมามากมายปานนั้น
ถ้าพวกเราจะเข้าใจกันอย่างจริงจังว่า คน เป็นสิ่งซับซ้อนมากกว่าความเข้าใจ
แล้วความจริงใจ ไม่เพียงพอต่อการจะเอามาแลกให้รู้จักกัน

ความน้ำใสใจจริง ราคาแสนแพงทว่าบางทีก็ไร้คุณค่า


ตั้มท้าผมกินเหล้า แข่งกัน...
ผมไม่รู้ว่าแววตาเอาเรื่องอย่างนั้นที่สบตากับผม มีที่มาที่ไปอย่างไร
ผมรู้อย่างเดียว ไม่มีใครที่เป็นเพื่อนผมควรจะมองผมด้วยแววตา เอาเรื่องเช่นนั้น
ผมคว้าขวดเหล้าแทมเบอร์ที่มีอยู่เกือบครึ่งขวด กรอกปากลงไปจนหมด
ทำให้ตั้มต้องคว้าอีกขวด-ที่แม้น้อยกว่าแต่ก็กรอกปากตามบ้าง
แล้วตั้มก็น๊อคนอนอยู่ตรงนั้นเอง ไม่ทันจะดื่มหมด
วงเหล้าวางวาย

เพื่อน ๆ พากันช่วยพยุงคนที่เมา ๆ กลับเข้าไปนอน
ผมเดินละออกไปที่ชายหาด ที่น้ำท้นขึ้นมามากจนเกือบหัวเข่า แต่ก็เดินท่องน้ำไปอย่างนั้น
ลมแรงพัดมาอู้ ๆ ลมในหัวหวีดหวิว
ผมเดินไปเรื่อยทั้งมึนเมา จนเหนื่อยแวะนอนใต้ต้นมะพร้าว

คุณเองคงเคยยังตื่นอยู่ในคืนดึกเดือนสว่างอย่างนี้
แสงเดือนสาดลงมากระจ่างนวลสร้างเงาดำทะมึนของต้นมะพร้าวให้ดำจัดจ้าน
ตัดกับความขาวนวลของแสงทรายสะท้อนจันทร์

ถ้าแสงจันทร์ไม่สว่าง เราคงมองอะไรได้ไม่ถนัดนัก
แสงน้อย ๆ เงากับความมืดเหมือนคล้ายเป็นสิ่งเดียวกัน
แสงมาก ๆ เงากับ ความมืดดูยิ่งห่างเหิน

แสงยิ่งเจิดจ้า เงาก็ยิ่งมืดดำ

คล้ายกับการที่เรารู้จักกับใครสักคน
ยิ่งเข้าไปใกล้ก็ยิ่งอยู่ห่างออกไป
ยิ่งรู้จัก ยิ่งเปิดตา สิ่งซ่อนเร้นยิ่งเผย
ความเป็นตัวตนยิ่งเด่นชัด



เสียงลมพัดคลื่นซัดเอาเรื่องราวต่าง ๆ กระแทกสะท้อนภาพเก่าในหัวใจ
ภาพแล้วภาพเล่า เรื่องแล้วเรื่องเล่า

ผมนอนหลับ และฝันไป

ในฝัน...เธออยู่ตรงหน้าบังกะโล นั่งร้องไห้ น้ำตาไหลออกมาไม่ขาดสาย
ผมเดินเข้าไปหา เธอวิ่งโผเข้ามากอด


แดดลอดใบมะพร้าวลงมาแยงตาให้ตื่น สายเหลือเกินแล้ว
น้ำลงปล่อยให้ทรายแผ่ไหลห่างจากฝั่งไปไกล

ผมโซซัดโซเซไปจนถึงที่พัก
หลาย ๆ คนที่นั่นหายหน้าไป-ส่วนคนที่เหลือท่าทีก็แปลกไป
ผมรับรู้ความรู้สึกแปลกแตกต่างๆ ได้รวดเร็ว-ทว่าตอนนั้น
โมหะ บังตา ความหดหู่บดบังใจ อะไร ๆ ก็คลุมเครือ
ถ้าผมจะถามพวกเขาสักนิดอย่างคาดคั้นเอาหนัก ๆ
บางที..สิ่งที่พวกเขาจะบอกอาจไม่เปลี่ยนแปลงชีวิตผมไปในทางที่เป็นอยู่อย่างนี้
หากแม้เพียงถาม..แต่ผมกลับเลือกที่จะ ดื่ม ต่อ

ค้นกุกกักในห้องพัก แล้วพบเหล้า ทิมเบอร์,
ขึ้นไปนั่งรอบนรถเพราะรู้ว่าเราจะกลับกันก่อนเที่ยง
และเกรงใจเกินไปที่จะให้ใครมาลากอุ้มให้ขึ้นมาบนรถ
เลยตั้งใจจะเมาบนนรถนี่
...เปิดฝาและกรอกปาก ปิดสัญญานการรับรู้ใด ๆ


เพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ฟังในอีกหลายปีจากนั้นว่า
วันนั้นผมเพ้อ และเอาแต่พูดว่า

"จะไม่รักใครอีกแล้ว..."


---------------------------------

หลังจากกลับมาจากการไปเที่ยวครั้งนั้น
ชีวิตผมและความเป็นไปในกลุ่มเพื่อน และเจน
เปลี่ยนไปมากมายเหลือเกิน...

เหมือนเราหายใจกันคนละอากาศ อยู่บนดาวต่างดวง
และพูดภาษาเดียวกันไม่ได้...ทั้ง ๆ ที่ใช้ภาษาเดียวกัน

ผมยังคงไปเรียน หากไม่บ่อยเหมือนก่อน
เจนหายหน้าไป ได้ข่าวว่า ไม่สบาย
เพื่อน ๆ ส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมาเรียน

อาจารย์ประจำภาค..ดูจะสังเกตพบ
เพราะแต่ไหนแต่ไรมา พวกเราขยันเรียนกันมาก
บางทีอาจเป็นเพราะกำลังจะสิ้นเทอมก็ได้ ความขยันเรียนเลยลดลง
ผมถูกเรียกให้ไพบคราวหนึ่ง เพื่อถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับ com12 ?

ใช่สินะ...เกิดอะไรขึ้นกับ คอมพิวเตอร์รุ่น ๑๒ ?
เราต่างคนต่างมองหน้ากันเมื่อเจอกัน
ไม่ทักทายหยอกล้อดังก่อน

ม้าหินอ่อนหน้าตึก ภาคฯ ที่พวกเราใช้นั่งชุมนุมกันทำการบ้าน
อ่านหนังสือ แซวสาว ๆ กับอาจารย์ เงียบหงอย

ลานโล่งที่พวกเราเคยลงไปเกลือกกลิ้งตอนปี ๑
เล่นบอล กระต่ายขาเดียว, อย่างทีใครก็บอกว่าเล่นเป็นเด็ก ๆ
ว่างเปล่า...

ตั้งแต่กลับมาจากพัทยาคราวนั้น พวกเราไม่เหมือนเดิม
ผมไม่รู้ว่าทำไม..แต่ที่แน่นอนที่สุด ผมเหมือนถูกกันออกจากกลุ่มเพื่อน
รู้สึกแปลกแยกในใจ สายตาเพื่อน ๆ ที่มองผมคล้ายผิดหวังกับตัวผม


ตอนนั้นผมคิดโง่ ๆ ว่า..พวกเขามองผมอย่างนั้นแค่เพราะผมไม่เหมือนเดิม
ไม่พูด ไม่คุย และ เฉยชา
ร่าเริงน้อยลง เอาใจใส่ในความเป็นเพื่อนระหว่างพวกเราน้อยลง

ผมเอาแต่คิดว่า ตัวเองมีปัญหาและยามนั้นผมต้องการใครสักคนให้มาถามว่า
"นายเป็นอะไรไป ? สบายดีไหม? "


โดยที่ไม่เคยคิดในทางกลับกันเลยว่า ตอนนั้นพวกเราทุกคนมีปัญหา
และอยากให้ใครสักคน ถามคำถามกับตัวเองเช่นนั้นกันทุกคน

เจนหายหน้าไป..ผมกลับรู้สึก พอใจลึก ๆ
ไม่ได้ไต่ถามเอากับใครเลยว่า เกิดอะไรขึ้น
ผมจมอยู่กับตัวเองมากขึ้น ใช้เวลากับตัวเองมากขึ้น

เมื่อสอบปลายเทอมนั้นเสร็จ...ผมก็ตัดสินใจสอบเอ็นทรานซ์



---------------------------------


"คิดว่าดีแล้วเหรอ ทีทำอย่างนั้น ?"
เสียงปลายสายถามอย่างจะเค้นเอาความจริง
เธอได้ข่าวจากหน้าหนัอสือพิมพ์หน้าที่ประกาศผลสอบ

"ฮื่อ..เราตัดสินใจแล้ว"

เสียงทางสายนั้นเงียบไป...
มือขวาสั่น..เสียสั่นและใจสั่น..

"ถ้าไม่มีอะไรก็แค่นี้นะ..สวัสดี"

ผมชิงตัดบทก่อนที่อะไร ๆ จะเยิ่นเย้อไปกว่านั้น
หวิว ๆ ในอก และชื้นในตา

นั่นคือครั้งสุดท้ายที่เราได้คุยกัน..ด้วยความรู้สึกของความรักแบบหนุ่มสาว
จากนั้นไม่นาน ผมก็ค่อย ๆ ทะยอยเก็บความรู้สึก ดี ๆ ให้ตกผลึกแก้ว
ทิ้งมันลงในซอกที่ลึกเร้น..
อาจจะมีอาทรให้หวนกลับไปยิ้มกับมันอยู่บางครั้ง
ไม่ใช่การลิมเลือนหรอกนะ...

ผมไม่เลือกที่จะลืมเธอ ลืมความรู้สึกรัก
หากเลือกจะเก็บมันไว้ให้ลึก ๆ เพื่อจะได้ชาชิน
และเตือนตัวเอง
ทุกวันนี้ ผมยังรักเธออยู่...ในใจ

ชีวิตในมหาลัยค่อนข้างแปลกไปจากสถาบันที่ผมเรียน
ผู้คนมากมาย จากทั่วประเทศ
ผมเปลี่ยนตัวเองไปไม่น้อย ในหลายปีของชีวิตที่นี่
เหมือนคนเกิดใหม่...ทั้งยังได้เรียนรู้แนวการดำเนินชีวิตแบบหนึ่ง
จากเพื่อนรักคนหนึ่ง เขาสอนให้ผมได้เข้าใจว่า
บางเรืองก็ไม่จำเป็นจะต้องถูกต้อง
ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล
ไม่จำเป็นต้องอธิบาย

"ให้หัวใจนำเหตุผล"

ผมเรียนรู้ที่จะมองอะไรต่าง ๆ ด้วยสัมผัสหัวใจ
คำถามติดปากที่ชอบถาม ลดลงมาก
"ทำไม, เพราะอะไร" ไม่หลุดจากปากผมบ่อยนักแล้ว
ความเป็นคน ตรงผ่าซาก ก็ลดลงมาก
แม้จะไม่หมดไปเสียทีเดียว

---------------------

ผมไม่ได้ลาออกจากที่เดิม หากแต่ลาพักแทน
ช่วงปีแรก ผมไม่ได้กลับไปเรียน ไม่ได้ส่งข่าว
หรือกลับไปพบกับใครเลย ทั้งที่มหาลัยกับสถาบัน ห่างกันแค่ชั่วโมงรถวิ่ง

คนที่รู้ว่าผมย้ายมาอยู่ที่ไหน มีน้อยคน
ในจำนวนนั้น...ไม่มีเจน

มีสองเรื่องราวที่ผมรับรู้เกี่ยวกับเธอ


"เจนมันท้องว่ะ..."

อั๋นเล่าให้ผมฟังในเย็นวันหนึ่งกลางเดือนกรกฎา
ในงานวันสถาปนามหาลัย
ผมใจหาย หวิววูบ

ก่อนจะกลายเป็นความเฉยเมย..
ผมไม่ถามสักคำว่า ใครเป็นพ่อเด็กนั่น
ชื่อของตั้ม แวบขึ้นมา

อั๋นดูจะอึดอัดที่จะเล่าอะไรต่อ..
คงมีเรื่องที่ซับซ้อนซ่อนอยู่หลังแววตากลบเกลื่อนคู่นั้น
ผมรู้แต่ไม่อยากได้ยินหรือยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกต่อไป
ได้แต่ส่งความปรารถนาดีไปให้เธอ..ด้วยความรู้จริง ๆ ในใจ


สองสามอาทิตย์ต่อมา เรื่องนี้รบกวนหัวใจผมอยู่ไม่น้อย
..มันสำคัญนักหรือไงนะ ? ผมอยากจะรู้ว่าเธอเป็นอย่างไร ?
สบายดีไหม ? มีใครดูแลหรือเปล่า ?
แล้วทางบ้านเธอว่าอย่างไร ?
สำคัญที่สุด..ผมอยากรู้จริงจังขึ้นมาว่า
เธอเคยรักผมไหม ตลอดเวลาที่ผ่านเลยมา?
ทุกครั้งที่เรามองตากัน หัวใจผมที่เต้น เธอได้ยินมันไหมนะ

ผมวนเวียนอยู่กับโทรศัพท์สาธารณะ
มองมันอย่างช่างใจยามมันไร้ผู้คน..รอน ๆ จะเข้าไปคว้ามันหมุนเบอร์

สองสามสัปดาห์ที่ผม ทรมานอยู่กับความละล้าละลังนั่น
ผมเหมือนคนเสียสติ, ที่มองโทรศัพท์สาธารณะนั่น แล้วดีใจทุกครั้งที่มีคนกำลังใช้มัน
อย่างน้อย..ผมก็มีข้อจะอ้างกับตัวเองว่า โทรศัพท์ไม่มีให้โทร


เทอมนั้น เป็นเทอมแรกของการเรียนที่นี่
ผลสอบกลางภาคของผมออกมาไม่ดีนัก
และเนื่องจากเป็นนักศึกาษาทุน จึงถูกเรียกไปตักเตือน


หรือจะเพราะผมหมกมุ่นเกินไป ?
--------------------------------------

ผมออกจะมี ลายนักเลง อยู่ไม่น้อย
ก็เพราะช่วงก่อนมัธยปลายนั้น ออกจะเป็นเด็กที่
ก้าวร้าว เอาเรื่องที่เดียว
มีเรื่องชกต่อยไม่เว้นแต่ละวัน
แล้วสิ่งที่แย่ที่สุดที ผู้หญิงทั้งหลายเกลียด
คือผมค่อนข้าง "หยาบคาย" และ พูดอะไรที่ตรง จี้ใจได้ชะงัดนักนั่นเอง

เคยเขียนจดหมายเวียนเล่นตอน ม ๑ ที่มีเนื้อความว่า
"จะมีนักเรียนหญิงสักกี่คนกันเชียว ที่จะมี "หัวคิด"
จะมีผู้หญิงสักกี่คนกันเชียว...
ที่ยังคงความเป็นผู้หญิงไว้ได้โดยมีความเก่งกาจเท่าผู้ชาย
ใครก็ยอมรับใช่ไหม, ผู้หญิงมักอ่อนแอ
แต่เมื่อพวกเธอก้าวข้ามพ้นความอ่อนแอ
พวกเธอกลับละทิ้งความ อ่อนโยน
ยิ่งแกร่ง-ก็ยิ่งกร้าว และกร้าน. "
เมื่อต้องมาเจอคนอย่างผม ณ ตอนนนั้น, ยอมหักไม่ยอมงอ,
จึงช่วยไม่ได้ที่พวกเธอจะต้องเกลียดชังเป็นธรรมดา

ผมเปลี่ยนไป เมื่อเจนย้ายมาเรียนด้วย
เธอออกจะเป็นคนแปลกอยู่บ้าง..ในความรู้สึกผม

วันแรกที่ผมคุยกับเธอ เดือนมิถุนายน
ความจริงเธอย้ายมาเรียนนานแล้ว
หากผมไม่เคยได้คุยกับเธอเลยสักครั้ง..
ที่เป็นเช่นนั้นมีเหตุผลอยู่สองสามข้อ
ข้อแรกสุดคือ เธอสวยและรู้ตัวเองว่าสวย
ผู้หญิงสวย มักน่ากลัว แล้วยิ่งผู้หญิงสวยที่รู้ตัวว่าสวยยิ่งน่ากลัวเป็นที่สุด
ข้อสองก็คือ เธอไม่เหมือนคนอื่น ๆ ออกจะเหมือนหลุดออกมาจาก อุดมคติของผม
เธอจึงยิ่งไม่น่าเข้าใกล้ ไม่น่าไว้ใจ
และสุดท้าย..ผมมักเลือกจะหลีกเลี่ยงที่จะเข้าใกล้เธอ เพราะทุกครั้งที่เราใกล้กัน
หัวใจผมเต้นแรง..


วันนั้น..อาจารย์ไม่มา
พวกเราเลยถูกต้อนให้เข้าไปนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุด
เธอเดินมาหาผม และถามผมว่า

"หนังสือที่ดีที่สุดสักเล่มจะหาได้จากที่นี่ไหม ?"

ผมจำได้แม่นยำ..รูปประโยคพิกล ๆ
อย่างกับพูดเป็นภาษาอังกฤษแล้วแปลเป็นไทยออกมา
ต่อเมื่อเราสนิทกันมากจึงได้รู้ว่า เธอเป็นลูกครึ่ง
มิน่า..ตาเธอจึงเป็นสิแปลก ๆ
ผมหยิบหนังสือ "ตะลิ่งสูง ซุงหนัก" ให้เธอ

เธอรับไปอ่านเงียบ ๆ คนเดียว..
เมื่อหมดเวลาเธอเดินมาหาผมพลางถามว่า

"เล่มอื่นที่ดีกว่านี้ หรือ ดีเท่านี้มีอีกไหม ?"

ผมยิ้ม...แล้วหยิบสมุดจดบันทึกให้เธอไป
เธอรับไปโดยไม่ถาม


สองสามวันต่อมา เธอยิ่นสมุดคืนกลับมาให้ผม
พร้อมกับบอกว่า เธอเขียนอะไรเพิ่มเติมลงไปในนั้นด้วย

ที่หน้าแรก เป็นลายมือตัวบรรจงที่เล่นหางอย่างลายมือผู้ชาย
เขียนด้วยปากกาหมึกซึมสีฟ้า

Tell me about what you read
Then I can tell you who you are,
It's Real,
But I know aout you better,
If you told me What you Reread.



ที่หน้าถัดมาหลัง ๆ ใต้กลอนประทับใจสองบทจดมาจากเศษกระดาษเจอในห้องสมุด
ผมเขียนคำถามทิ้งไว้ให้ตนเองได้ค้นหา "ใครแต่ง ? "

ลายมือภาษาไทยโย้ ๆ เขียนด้วนดินสอสี สำน้ำเงิน

"บทนี้ชื่อว่า อหังการ์แห่งดอกไม้ ของจีระนันท์ พิตรปรีชา"
"บทนี้ของจิตร ภูมิศักดิ์ "


วันนั้นเราแอบคุยกันเรื่องหนังสือกันทั้งคาบ

วันรุ่งขึ้น ผมก็ใช้กำลังบังคับกลาย ๆ ให้เพื่อนที่นั่งข้างเจน
เปลี่ยนที่กับผม

แต่นั้นมา เราก็สนิทกัน ตลอดห้าปี ผมนั่งข้าง ๆ เธอมาตลอด
เธอจะรู้ไหมนะ ? ว่าหัวใจผมเต้นเร็วทุกครั้ง ที่เราสบตากัน.


เมื่อจบชั้น ม ๖ ผมได้โควต้าให้เข้ามาเรียน ภาควิชาเดียวกันกับเจน
ที่สถาบันแห่งนี้...แต่แม่และพ่อ ปฏิเสธที่จะให้ผมเรียน
และยืนยันที่จะให้ผมทำอาชีพค้าขาย สืบทอดกิจการเช่นเดียวกับพี่ ๆ

นั่นเป็นครั้งเดียวที่ผม ท้าทายอำนาจการตัดสินใจของครอบครัว
ทั้งที่ผมเป็นคนที่ว่านอนสอนง่าย และหัวอ่อนที่สุด

อย่างไรก็ตาม, ผมแพ้, พวกเขายืนยันคำพูดเดิมเช่นนั้นที่ไม่ให้เรียน,
เพราะแค่ยอมให้เรียนจนถึง ม ๖ นี่ ก็นับว่ายอมกันมากพอแล้ว,
ผมจึงยืนยันคำพูดผม, ด้วยยาพารา ๑ ขวด


ผมรอดจากคืนนั้นมาได้อย่าประหลาด
เพียงเพราะผมนึกขึ้นมาได้ขณะที่กินยาไปได้ไม่กี่สิบเม็ด
ผมยังไม่ได้บอกลาเธอ...

ผมหยุดกินยาและภาวนาว่า ผมคงไม่ตาย..



เธอโกรธผมเสียจน หน้าสวยเนียนนั้นแดง
น้ำตาเธอไหลออกอาบแก้ม..

"ทำไมถึงคิดอะไรโง่ ๆ อย่างนั้น ? นายจะยอมแพ้แค่นี้เหรอ ?
แล้วตลอด ๖ ปีที่นายอดทนมานี่ เพื่ออะไร ?
แล้วถ้านายตายไปแล้ว นายคิดว่าพวกเขาจะเสียใจหรือไง ?"


เธอเป็นอีกคน..ที่โกรธผมได้อย่างสนิทใจ
คนที่คบกันนานพอ..ก็จะโกรธกันได้อย่างสนิทใจ
ไม่ใช่โกรธเพราเราไปทำอะไรไม่ดีให้เขาไม่พอใจ
แต่โกรธที่ เราทำสิ่งไม่ดีกับตัวเอง
คนที่โกรธเราเพียงเพราะเราไม่รักตัวเอง..นับเป็นมิตรแท้
เธอเทศนาสั่งสอนผมเสียยืดยาว ผมนั่งฟังเนิ่นนานจนยิ้มออกมา
ผมยิ้ม เพราะไม่รู้สึกตัวเลยว่ากำลังถูก สั่งสอน
ยิ้มเพราะ เธอไม่เคยพูดอะไรเป็นทำนองแสดงความอาทรห่วงใยผม
จนล้ำเกินความเป็นเพื่อนมาก่อน

แล้วเธอก็โกรธผม ที่ผมยิ้ม กับการที่เธอร้องไห้นั่น.



สำหรับเรื่องเรียนผมจัดการกับเหตุการณ์คราวนั้น
ด้วยข้อเสนอที่เป็นที่พอใจกับทุกฝ่าย
แม้ผมจะต้องเหนื่อย และท้อ ก็ได้แต่หวังว่า มันคงคุ้ม

บางทีคิดไป มันก็ไม่คุ้มหรอก เพราะสิ่งที่ต้องมาเจอในภายหลังจากนั้น
ก็อดคิดไม่ได้ว่า หากผมไม่เรียนต่อ

บางทีความสัมพันธ์ของผมกับเจนอาจยั่งยืนกว่านี้

----------------------------------

"ไปห้ามมันที คงมีแต่นายแหละ ที่มันจะฟัง"
แจ๋วขี่มอร์เตอร์ไซต์มากับอั๋น ฝ่าฝนมาจากในเมือง
เพื่อแจ้งข่าวที่ผมไม่คาดคิด


เจนจะทำแท้ง !

ผมยืมมอร์เตอร์ไซต์เพื่อน ขับออกไปทันทีนั้น
ไม่ใช่บ้านเจน ที่ผมจะไป หากเป็นบ้านตั้ม !
ทันทีที่มันเปิดประตูออกมาผมก็ลากคอมันไปข้างบ้าน
แล้วทุก ๆ ความเก็บกดรุนแรง ก็ระบายลงไปกับหมัดและตีน
มันปัดป้องแต่ใช่จะรอดพ้น...

มือผมแตกแล้ว ตอนที่พี่สาวตั้มออกมาห้ามและกอดผมไว้
ผมหยุด และนึกเสียใจกับสิ่งที่เห็น..เมื่อได้สติ
ตั้มที่หน้าแตกยับ เปล่งเสียงออกมาอย่างอ่อนโรย

"เจนไม่ได้ท้องกับ กู !"

ผมไปบ้านเจน...
เธอออกมาพบผมและวิ่งเข้ามากอด น้ำตาเธอชุ่มแผ่นอก

"อย่าทำเลยนะ..."
ผมพูดพร้อมกับมองลงไปในดวงตาเธอ

"ไม่ได้หรอก..ถ้าพ่อรู้ พ่อเราจะเสียใจมาก"
ผมจ้องมองลงไปในตาเธอนั้น เนิ่นนาน
ริ้วบาง ๆ พาดบนหน้าผาก ราวกับว่าตลอดครึ่งปีมานี่
เธอย่นหน้าผากขมวดคิ้วตลอดเวลา
ผมสงสารเธอจับใจ..พร้อมกันนั้นเอง ความมั่นใจประหลาดก็กุมหัวใจผม

"เธอแต่งงานกับเราเถอะ...เราจะดูแลเธอเอง"
.
.
.

เธอบอกว่า เธอไม่อยากให้ผมต้องมารับผิดชอบยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้
สำหรับเธอ ตอนนี้ขีวิตเธอไม่เกี่ยวข้องกับผมอีกต่อไปแล้วหรือ ?
ผมยืนยันหนักแน่น...กับความต้องการของผม
พร้อมให้เหตุผลหว่านล้อมมากมาย
เธอมองผมอย่างเฉยเมย เมื่อถามผม

"นายรักเราเหรอ ? ถึงจะแต่งงานกับเรา ?"


ความโกรธ วูบขึ้นมา
ผมไม่อาจตอบได้ว่าเพราะอะไร?
อาจจะน้อยใจ?
ผิดหวัง?
เสียใจ ?
หรือถูกดูถูกความจริงใจที่มีให้ ?

ผมประสานสายตาเด็ดเดี่ยวกับเธอ

"ถ้าตลอดมานั่นไม่ใช่ ความรัก
ที่เราตัดสินใจอย่างนี้วันนี้
ความรักก็ไม่สำคัญอะไรแล้ว"


เธอพยักหน้า...

"เราจะลองคิดดูก่อน
อีกสองสามวันเราจะให้คำตอบ.."


ผมยิ้มรับคำนั้น...มีความสุขเหลือเกิน ณ วินาทีนั้น

เรื่องบางเรื่องก็อยู่เหนือความคาดหมายของมนุษย์
และบางเรื่องไม่ใช่แค่เหนือความคาดหมายเท่านั้น
แม้แต่จะแก้ไข อย่างจะทำให้ดีที่สุดแล้ว ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น...

------------------------------

หมอออกมาจากห้องผ่าตัด ด้วยสีหน้าสงบนิ่งไร้ความรู้สึก
พวกเราวิ่งกรูเข้าไป

"คนไข้ปลอดภัยแล้ว..แต่ต้องพักฟื้นหลังผ่าตัดอีกนานทีเดียว
ใครเป็นญาติครับ ?"


ผมรับสมอ้าง...เพราะผมคือคนที่เซ็นเอกสารยินยอมให้ผ่าตัดนั้น

"คนไข้เสียเลือดมาก เพราะคุณมาช้าไป เราต้องตัดมดลูกเธอ
เธอจะไม่สามารถมีลูกได้อีกแล้ว..."


หมอพูดอย่างเย็นชา..
ผมไปหาเธอที่บ้าน พบว่าคนในบ้านกำลังวิ่งให้วุ่น
ถามได้ความว่า เจนหายจากบ้านไปสองวันแล้ว

ผมสืบหาตามบ้านเพื่อนสนิทของเธอ จนพบเธอ
สภาพเธอตอนนั้น ราวกับซากที่ไร้ชีวิต
ผิวเธอซีดสนิท และยังไม่ฟื้นนับตั้งแต่กลับมา
เธอนอนหงาย ถ่างขาแยกจากกันบนฟูกปูผ้ายางสีเขียว
เลือดไหลปรื่ม ๆ ออกมาจากซอกขา มีผ้าอานามัยซับปิดไว้
เลือดไหลไม่ยอมหยุดมาตั้งแต่เมื่อวานหลังจากกลับมาจากคลีนิกทำแท้ง
ผมตัดสินใจพาเธอไปโรงพยาบาลโดยไม่ฟังคำทัดทานของใคร ๆ

เจนนอนโรงพยาบาลอยู่ไม่กี่วัน ครอบครัว เจนก็มารับกลับ
พร้อมทั้ง เคลียร์ เรื่องต่าง ๆ ที่ต้องมีผลในทางกฎหมาย
สายตาพ่อเจนที่มองผมนั้น
เหยียดหยามและเกลียดชังอย่างออกนอกหน้า

"เราขอโทษ ที่เราผิดคำพูด"

นั่นคือคำเดียวที่หลุดออกมาหลังจากเธอฟื้นได้ไม่กี่วัน

ผมได้แต่นิ่งเงียบ ไม่กล่าวคำพูดใด ๆ
เธอหลับตาอย่างปวดร้าว..เพราะอ่านออกว่าผมไม่ให้อภัย

สิ่งสำคัญสำหรับเราทั้งสอง เป็นนิสัยที่เราต่างเคารพในกันและกัน
ก็คือเรื่องของคำพูด
เธอรู้เหมือนที่ผมรู้ว่าเราต่าง "เกลียด" การโกหก
ไม่ใช่แค่เพราะการโกหกมันเป็นการแสดงไม่จริงใจ
แต่ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ เราเกลียดความรู้สึกผิดหวังเมื่อเราทราบความจริง
และแม้ผม..จะเปลี่ยนทัศนะคติไปมากในช่วงหลัง
หากเรื่องนี้ไม่เคยเปลี่ยนได้

ผมโกรธเธอ ที่เธอไม่รักษา คำมั่น !
หากเพียงผมจะไม่ใช่คนเห็นแก่ต้ว
และรักเธอให้เต็มส่วนที่ผมควรจะรักได้
ผมคงไม่พูดคำ ๆ นี้ออกมา


"เราว่า เราจะไม่เจอเธออีกนะ...
บางที เธอน่าจะออกไปจากชีวิตเราได้แล้วนะ..
เธอทำร้ายเราเหลือเกิน !"


----------------------------------

วันปีผ่านไปช้า ๆ อย่างจะแกล้งทรมานให้เจ็บ
ผมไม่เคยได้เจอเธออีกเลย นับจากนั้น
ข่าวแว่ว ๆ มาว่า เธอแต่งงานกับเศรษฐีชาวสวีเดน
และ หย่ากันภายในแค่เดือนกว่า ๆ
จากนั้นก็ไปเมืองนอก...


ผมกลับไปใช้เวลาที่มีนอกไปจากทำงานพิเศษ
ก็ไปเรียนที่ สถาบัน เพื่อให้ได้ วุฒิ ทั้งสองใบ
หากผมรู้ว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างนี้ละ ?
ผมยังจะไปสอบเอ็นทรานซ์ไหม ?

ผมยังคงใช้ชีวิตของผมไปอย่างปกติ
โดยไม่มีเธอเข้ามาอยู่ในห้วงคำนึงบ่อยนัก
มีความรักวูบวาบเข้ามาบ้าง มีเรื่องตื่นเต้นให้ได้สนุกบ้าง
ชีวิตก็ปกติดี อย่างที่มันน่าจะเป็น

ผมไม่รู้หรอกว่าทำไม กะแค่ว่าเธอ ทำสิ่งที่เธออยากทำ
และผมไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เธอทำ
และผมรู้สึกว่าถูกทรยศ
และผมรู้สึกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านเลยมา เธอไม่มีผมอยู่ในหัวใจเลย
ดังนั้นผมจึงลืมเรื่องเราได้อย่างหมดจด
และเราก็ไม่ได้ติดต่อส่งข่าวคราวแก่กันเลย
หรือเป็นผมเอง ที่ไม่รักเธอจริง ๆ ?

ผมไม่รู้...


เมื่อขึ้นปี ๓ เทอมแรกผมก็ต้องไปฝึกงานตามหลักสูตรที่กรุงเทพ
หนึ่งในข้าวของที่เก็บไปด้วย ก็คือห่อของขวัญห่อนั้นของเจน
ผมมาฝึกงานอยู่ย่านห้วยขวาง
แล้วผมก็พบเจน ที่กรุงทพนี่เอง

การที่เราพบกันโดยบังเอิญ ทำให้ผมวางตัวไม่ถูก
ผมเธอยาวรวบหลวม ๆ
ใบหน้าหวานนั้น เศร้าลึก ๆ
ผมเห็นเธอจากข้างบน ชั้นสองของเซ้นทรัลาดพร้าว
เธอมาคนเดียว

เมื่อเธอขึ้นบันไดเลือนขึ้นมา ผมก็เดินเข้าไปขวางเธอ
แวบที่เราประสานสายตากันนั้น
อย่างกับว่า เรื่องต่าง ๆ ไม่ได้เคยเกิดขึ้นเลย
เธอกับผมเหมือนเป็นดังวันก่อนเก่า
หากแค่แว่บเดียว...เท่านั้น

เรานั่งกันในร้านสุกี้ พูดคุยเรื่องราวทั้งหลายเมื่อครั้งอดีต
พูดถึงเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตที่ดำเนินไป
ผมได้ทราบว่า พ่อเธอ ตายเสียแล้ว
และเธอย้ายกลับมาอยู่กรุงเทพ คนเดียว

เธอกุมมือผมไว้ และมองหน้าผมอย่างมั่นคงในใจ

"เรารักนายเสมอมา..จะยังอยากแต่งานกับเราไหม ? "

ผมไม่ตอบ ตากลมรี สีประหลาดนั้ประสานกัน

"ไม่หรอก..เราต่างก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว
และเราก้มีคนที่เราคิดว่าเราจะรัก"


เธอยิ้มพยักหน้าอย่างเข้าใจ


---------------------------------

หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อกลับมาเรียนปีสุดท้าย
ผมก็ได้ข่าวเธออีกครั้งจากเพื่อนคนหนึ่งในกรุงเทพ
ข่าวนั้นไม่ดีสักเท่าไรนัก

"เดี๋ยวนี้มันทำตัวเหลวแหลก..มั่วกับใครเขาไปทั่ว"

ผมไม่ได้สนใจอะไรนักกับเรื่องนั้น เพียงความระลึกถึงกลาย ๆ
จนเมื่อผมเรียนจบ ลงมาทำงาน
และอยากเจอเธอสักครั้งเพื่อขอบคุณกับวันเวลาแสนดีระหว่างเรา
ผมก็พบว่าเธออยู่โรงพยาบาล..เธอกรีดข้อมือเพื่อจะฆ่าตัวตาย
และนั่นเป็นครั้งที่สองแล้ว
ผมมองเธอนอนสงบบนเตียง
คิ้วเข้มเธอขมวดขึง..
เธอดูแก่ตัวกว่าวัยจริง มากเหลือเกิน
ผมแอบไปเยี่ยมเธออยู่สองครั้ง อย่างไม่ให้เธอรู้
จนเธอออจากโรงพยาบาล

หลายเดือนต่อมา
มีกล่องพัสดุกล่องใหญ่ส่งมาให้ผม
จ่าหน้าผู้ส่งเป็นชื่อแจ๋ว เพื่อนสมัยเรียนสถาบัน

เมื่อเปิดกล่อง ในนั้นเต็มไปด้วย ซองจดหมายสีฟ้า
จ่าหน้าถึงผม...จดหมายกว่าสามร้อยฉบับ
เขียนโดยเจน แต่ไม่เคยได้ส่งถึงผม

"เราว่า เราจะไม่เจอเธออีกนะ...
บางที เธอน่าจะออกไปจากชีวิตเราได้แล้วนะ..
เธอทำร้ายเราเหลือเกิน !"


คำพูดนั้นก้องขึ้นมาในหัว...
ผมเข่าอ่อน นึกถึงสิ่งที่อยากจะทำแต่ไม่ได้ทำมาตลอด
ผมคว้าห่อของขวัญของเจนขึ้นมา...แกะดู
ห่อของขวัญตั้งแต่วันที่เราไปเที่ยวพัทยา สามปีก่อน

กระดาษแผ่นหนึ่งเขียนเป็นภาษาไทย ไม่สวยนัก

"อย่าหวั่นเลยดวงใจ...เธอหวั่นทำไมเธอ ?"
ซีดีหนึ่งแผ่น และสมุดบันทึก
ในสมุดบันทึก เป็นลายมือที่จดอย่างบรรจงเป็นเนื้อเพลงพร้อมคอร์ตกีตาร์
ใต้เนื้อร้อง ลงวันที่ เวลา และสถานที่ พร้อมคำบรรยายสั้น ๆ
เกี่ยวกับความรู้สึกของเธอที่มีต่อผม
เพลงเหล่านั้นเป็นเพลงหวานที่เกี่ยวกับความรักแทบทั้งสิ้น

ผมเปิด ซีดี

"เราไม่รู้ว่ามันจะทันวันเกิดนายหรือเปล่า
แต่เราก็หัดเล่นกีตาร์จนเป็นจนได้..ฮะ ๆ
นิ้วพองหมดแล้ว...สัญญานะว่าคนแรกที่นายต้องขอบใจคือตั้ม
เพราะตั้มนี่แหละ เราถึงได้เล่นกีตาร์เป็น....อืม นี่อัดเป็นครั้งที่สี่แล้ว
อืม..อะไรดีละ..เอ่อคือว่า คือ...แบบว่าตัวฉัน เอ่อคือว่ามัน
ฮะ ฮะ ...ไม่เอาแล้ว...เอาเป็นว่าเราหน้าด้านขอจับนายเป็นแฟนก็แล้วกัน
อย่าหัวเราะสิ เรารู้นะว่า นายรักเรา ! ฮา..."


จากนั้นเป็นเสียงเพลงที่บรรเลงและร้องโดยเจน
ผมมือสั่น...รู้สึกจุกขึ้นมาในอก เหมือนสูญเสียอะไรไป

เนื้อความทั้งหมดในจดหมาย ยิ่งตอกย้ำความเศร้าเข้าไปอีก

วันที่เธอบอกผมว่า เธอให้ผมรอที่คำตอบเรื่องการแต่งงานนั้น
เธอพูดเรื่องนี้กับพ่อ และพ่อเธอหาทางออกที่อยู่เหนือความคาดหมาย
คือจะให้เธอแต่งงานกับ ลูกพี่ลูกน้อง ห่าง ๆ ของเธอคนหนึ่งที่ติดพันเธออยู่
พ่อเธอยื่นคำขาดเรื่องนั้น อย่างหนักแน่น

เธอหนีออกมา ไปบ้านเพื่อนคนหนึ่ง
และตัดสินใจ,ด้วยคิดว่า หากเธอไม่ท้อง
เธอก็คงไม่ต้องแต่งงาน
เธอจึงไปทำแท้งในวันนั้นเอง
เธอถูกบังคับให้แต่งงาน และเมื่อเจ้าบ่าวของเธอได้ทราบว่าเธอไม่อาจมีลูกได้
เขาจึงทุบตีเธอ ในที่สุดพ่อเธอก็ให้หย่ากัน
เธอคิดถึงผม และเฝ้าแต่โทษว่าเป็นความผิดของตนเอง

จดหมายสองสามฉบับสุดท้าย เล่าถึงความรู้สึกที่เธอมีต่อผม
ณ วันที่เราเจอกันที่เซ็นทรัล

จดหมายฉบับสุดท้าย ลงท้ายว่า

เราจะมีชีวิตต่อไปเพื่ออะไรดีละ ?

นั่นอธิบายได้ว่าทำไมเธอถึงทำตัวเหลวแหลกในช่วงหลัง

ทำไมผมไม่รู้เรื่องเหล่านี้เลยนะ ?
นี่แสดงว่าตลอดมา เธอรักผมเหรอ ?
เธอไม่มีอะไรกับตั้ม และเธอเพียงอยากให้เขาสอนกีตาร์ ?
แล้วที่พัทยาคืนนั้นละ ?
----------------------------


"มึงน่ะ ไม่เคยรู้ห่าเหวอะไรเลย...มึงรู้ไหม มึงน่ะเลวมาก ?"



อั๋น พูดกับผมอย่างมึน ๆ โดยมีแจ๋วนั่งคุมอยู่ข้าง ๆ
ยังไงวันนี้ ผมก็ต้องได้คำตอบ

ผมรู้ว่า แจ๋วนั้น ถึงจะรู้อะไร ก็คงไม่เล่าหรอก
ผิดกับอั๋น..ที่หากเหล้าเข้าปากเป็นต้องระบาย
แล้วเรื่องทั้งหมดก็ทำให้ผมร้องไห้ และสำนึกในความผิดไปชั่วชีวิต


คืนนั้น หลังจากที่ผมเดินออกไปจากหาดแล้ว
ตั้มลุกขึ้นมา โวยวาย อาละวาดเอากับ เจน
เขาด่าทอเจนอย่างหยาบคาย อย่างไม่น่าให้อภัยเป็นที่สุด
ต่อหน้าเพื่อน ทุกคน..

และต่อหน้าเพื่อนทุกคนเช่นกัน ที่เจน อธิบายอย่างเด็ดเดี่ยวว่า
เธอรักผม และไม่ได้คิดอะไรกับตั้มมากไปกว่าเพื่อนเลย
ตั้มถูกกันให้ไปนอนสงบสติบนรถ
วงเหล้าแยกย้ายกัน...พวกผู้หญิงอยู่คุยต่ออีกพักหนึ่งก็เข้านอน

เจนไม่ได้เข้านอน เธอเข้าไปค้นดูเป้ของผม
และเมื่อรู้ว่าผมไม่ได้เปิดห่อนั่น เธอก็เข้าใจถึงความหมางเมินของผม

ตอนนั้นตีสองกว่า เธอเดินออกไปตามหาด เพื่อจะออกไปดูว่าผมเป็นอย่างไร
โดยเดินเลาะหาดทรายไป
คุณจำได้ไหม ว่าในวงเหล้านั้นมีใครบ้าง ? เมื่อตอนต้นเรื่อง ?
ชายแปลกหน้าสามคน พวกมันไม่ได้กลับไปไหนเลย..

เจนถูกผู้ชายทั้งสามคนนั้นรุมกันข่มขืน...ครั้งแล้วครั้งเล่า
กว่าทีพวกมันจะพอใจ ก็ล่วงเข้าเกือบตีสี่แล้ว

แจ่วกับอั๋น เดินออกมาตามหาเจนและพบพวกมันกำลังใส่เสื้อผ้าแจ๋วร้องหวีด..อั๋นวิ่งเข้าไป พวกมันหนี เจนอนอนอยู่ตรงนั้น ตาเหม่อลอย
คำแรกที่เธอพูดกับอั๋น

"สัญญาสิ อย่าบอกเรย์นะ อย่าบอกเด็ดขาดนะ สัญญานะ"


เรื่องทั้งหมด ถูกปิดเงียบ
มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นคืนนั้น
นั่นคือ ผม ตั้ม และพวกขั้เหล้าบางคน

--------------------------------------------------

ผมตื่นขึ้นมาที่โรงพยาบาล ไม่ได้เป็นอะไรมาก
เจนอยู่ข้าง ๆ มองผมด้วยสายตาที่ผมอธิบายไม่ได้
เธอเอาลูบผมที่ปรกตาผม พูดช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ

"มันจะไม่เป็อนอย่างนี้อีก...นะคนดี
เพราะเรารักเธอ เราจึงไม่รักตัวเองได้ขนาดนี้ มันจะไม่เกิดขึ้นอีก"



สามวันต่อมา มีคนพบศพเธอในคอนโด
ข้าง ๆ ศพเป็นยาฆ่าหญ้า และ เธอกรีดใบหน้าตัวเองเป็นรอยยาว


"ความผิดบางอย่าง...ชั่วชีวิตก็ชดใช้ไม่หมด"

ผมเปิดไปที่หน้าแรก

พร้อมเสมอ.

นับจากวันนั้นที่ฉันได้พบเธอ
ฉันก็รู้ว่าเจอความหมาย
กับสิ่งดี ดี ที่นั้นมีให้
มันดูคล้ายว่าเธอห่วงใย

ยังมีคำถามที่ฉันตั้งใจอยู่
แค่อยากจะรู้มีใครอีกไหม?
กับสิ่งดีดี ที่เธอให้เขาไป
จะมีบ้างไหมที่เหมือนกับฉัน

*เพราะตัวฉันนั้นไม่อยากจะคิดไปเองว่าเธอมีใจ
แค่อยากจะรู้ความจริง..ที่เก็บเอาไว้ในใจเธอ
พร้อมฉันพร้อมเสมอขอเพียงคำเดียวก็พอ
จะรับรักฉันแบบไหน หัวใจรับฟังได้อยู่
แค่อยากจะรู้ลึก ๆ ข้างใน
อย่ากลัวฉันจะเสียใจ
แม้จะเป็นอย่างไรฉันยังเพื่อนเธอ


กับคำว่ารักฉันรู้มันยากเกิน
เกินที่เธอจะเอ่ยออกมา
กับคำว่ารักฉันรู้มันมีค่า
และสำคัญกว่าเกินความหมายใด

พร้อมฉันพร้อมเสมอขอเพียงคำเดียวก็พอ
จะรับรักฉันแบบไหน หัวใจรับฟังได้อยู่
แค่อยากจะรู้ลึก ๆ ข้างใน
อย่ากลัวฉันจะเสียใจ
แม้จะเป็นอย่างไรฉันยังเพื่อนเธอ


แม้จะเป็นอย่างไร...ฉันยังเพื่อนเธอ


1995 0230 ดึกแล้วละเรย์
เป็นเพลงที่ร็อคที่เพราะมากเลยใช่ไหมละ ?
เราว่าโรแมนติกมากนะ
เมื่อไรนายจะกล้า ที่ร้องให้เราฟังนะ ?
หรือจะรอให้เราร้องให้นายฟัง...อิ อิ
แต่ตอนนี้เล่นกีตาร์ไม่ค่อยเป็น..ต้องให้ตั้มสอนให้
หีงละสิ ฮา ... ดีแล้วละ จะได้รู้ว่าการเล่นตัวน่ะมันเป็นยังไง อิ ๆ

ถ้าไม่กล้าบอกรัก ก็ต้องกล้าที่ยอมรับความพ่ายแพ้นะเรย์
เพราะถ้าตั้มเขาบอกรักเราเมื่อไร เราจะรับคำเขาทันทีเลย

ฮา...หึงไหม ๆ


อย่ายอม อย่ายอม






งานศพขอวเธอไม่มีใครมาเลยสักคน..
นอกจากพ่อแล้ว เธอก็ไม่มีใคร
ไม่มีใครเลยจริง ๆ




----- ----- -------------- - -- - -
เสียงเพลงนี้ คลอขึ้นมาในใจทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้

ขอบฟ้า.

มองขอบฟ้าไกลตรงนั้น
ฉันมอง จะมองทุกวัน
รู้เพียงตอนนี้ ว่าเธออยู่ตรงนั้น
ฉันมอง จะมองทุกวัน
รู้เพียงตอนนี้ว่าเธออยู่ตรงนั้น
เราไกลกันเหลือเกิน...


แล้วเธอ มองฟ้าไกล ๆ บ้างไหม
เพราะเรา คงได้พบกัน
ทีสุดขอบฟ้าปลายสายตาตรงนั้น
หัวใจเราจะได้พูดคุย

เปิดใจให้ความเงียบเงหาพบกัน
ไถ่ถึงความผูกพันที่มี
เจ็บปวดตรงไหน
ว้าเหว่ สักเท่าไร
ขอบฟ้าคงทำให้เรา ใกล้กัน

และคงรู้สึกอีกครั้งว่าพบกัน
และเหมือนฉันได้จับมือ ของเธอ

อยู่ไกลแค่ไหน
ว้าเหว่ สักเท่าไร
ขอบฟ้าคงทำให้เรา ใกล้กัน

ขอบฟ้าคงทำให้เรา พบกัน



















Create Date : 02 กันยายน 2548
Last Update : 2 กันยายน 2548 23:47:57 น. 26 comments
Counter : 1412 Pageviews.

 
มันไม่ยักกะออกไปโชว์ทีหน้าเมนแฮะ


โดย: :' (Hueristic ) วันที่: 3 กันยายน 2548 เวลา:1:47:00 น.  

 

อ่านจบแล้ว เขียนได้เข้าใจง่าย อ่านแล้วอยากอ่านต่อ แม้รู้สึกเศร้า.. กะเรื่องราว..

แต่ทำให้ได้ข้อคิดอะไรดีๆ .. ขอบคุณนะคะ...


โดย: Blessing IP: 203.188.62.229 วันที่: 3 กันยายน 2548 เวลา:4:40:04 น.  

 
เรื่องราวนี้
อ่านกี่ที...
ก็ยังรู้สึกเศร้า
อยู่เหมือนเดิม .......



โดย: อนัตตา IP: 203.146.37.82 วันที่: 5 กันยายน 2548 เวลา:9:11:49 น.  

 
อืม..นะ
เปิดเผย ปิดบังความรู้สึก
อย่างไหนนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่ากัน?

ชอบที่เขียนนะ


โดย: ไอดิน IP: 203.188.55.85 วันที่: 5 กันยายน 2548 เวลา:14:00:40 น.  

 




เคยได้ยินคำประโยคหนึ่งที่โปรโมตตอนละครเรื่อง "จดหมายถึงดวงดาว" ของอาจารย์ ชมัยภร แสงกระจ่าง กำลังจะฉาย
เขาว่า

"หากความรักเป็นเรื่องง่ายคงไม่มีใครเสียน้ำตา"


จริงแล้วเราก็คิดอยู่ว่า
ความรักมันยาก หรือคนเรากันแน่ที่ทำให้มันยากเย็นเข็ญใจ




บทเรียนชีวิตของคนแต่ละคนมันหนักหนาในการได้รับแต่ต่างกัน
เราเคยเลิกเชื่อในคำที่พี่เรย์เคยอวยพรเราไว้ว่า
"จงเชื่อมั่นศรัทธาในความรักและความดี"


วันนี้ ด้วยอะไรหลายต่อหลายอย่างที่ดำเนินไปตามวิถีของมัน
เราหันกลับมาบอกตัวเองอีกครั้งว่า
"ทั้งความรัก และความดี มันมีไว้ให้เราศรัทธา และเชื่อมั่นตราบเท่าที่เราไม่ป้ายความเลวร้ายให้กับมัน"








ป.ล. วันไหนที่เราเดินทางถึงขอบฟ้าได้ วันนั้นเราจะได้เจอกับใครสักคนที่เราอยากเจอ...





โดย: ม ะ ม่ ว ง IP: 203.121.153.151 วันที่: 5 กันยายน 2548 เวลา:14:08:47 น.  

 
ยังอ่านไม่หมดเลย งานยุ่งมาก ไว้มาอ่านอีกทีนะ


โดย: พี่ติ๊ก IP: 203.146.145.124 วันที่: 5 กันยายน 2548 เวลา:16:39:10 น.  

 
อ่านมาตั้งนาน

แหะๆ เดี๊ยนมาตายตอนจบนี่เอง
ขอโทษทีที่รัก เศร้าอ่ะ


โดย: วรา IP: 61.91.211.135 วันที่: 9 กันยายน 2548 เวลา:15:22:08 น.  

 
ถ้าไม่ได้มาอ่าน เราคงเสียดายมาก


โดย: กิรณี IP: 210.4.134.11 วันที่: 9 กันยายน 2548 เวลา:20:16:02 น.  

 


"ถ้าเพียงแต่"

คำที่เรานึกเกลียดอยู่เสมอ
เมื่อต้องพบเจอเหตุการณ์อะไร
แล้วหวนคิดไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า



"และเรื่องนี้ก็ทำเอาคนที่มักจะมีคำว่า ถ้าเพียงแต่.. ในชีวิต
น้ำตาไหลได้ง่ายๆเลย "




โดย: ม.จิตฏาร์ IP: 202.142.218.227 วันที่: 10 กันยายน 2548 เวลา:17:37:58 น.  

 
ตามมาจาก Bookcyber ค่ะ
สงสารจัง เรื่องจริงหรือว่าแต่งขึ้น
ถ้าเป็นเรื่องจริง...คุณเจนเธอคงไปสบายแล้วล่ะ
แต่คนอยู่ก็ต้องเข็มแข็งแหล่ะ
เพราะว่าอดีตมันลบไม่ได้ไปแล้ว

เฮ้อ..อิน


โดย: ยอดหญ้า IP: 202.28.251.220 วันที่: 10 กันยายน 2548 เวลา:19:19:29 น.  

 
แงๆ
น้ำตาไหล
ทำไมก็ไม่รู้


โดย: The Journey oF Love IP: 61.7.138.187 วันที่: 10 กันยายน 2548 เวลา:22:15:10 น.  

 
ความรัก

ไม่มีใครรู้ว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นเช่นไร
แม้คนเราจะต้านทานมันสักเพียงไหน
แต่จะมีใครที่หลีกหนีรัก......

พ้น


โดย: Triple B IP: 202.28.180.201 วันที่: 11 กันยายน 2548 เวลา:1:47:00 น.  

 
เรื่องนี้อ่านนานมากแล้วนะพี่เรย์




ก็เศร้าทุกที



โดย: ArLim IP: 203.172.89.29 วันที่: 11 กันยายน 2548 เวลา:2:27:27 น.  

 
ตามมาอ่านค่า
โหยยย เศร้าเปงบ้าเรยยย

จาทำอะไร ก็คงต้องรีบทำแล้วล่ะ.......
ให้ตายเหอะ โรบิน.....


โดย: ปุณกวี IP: 203.156.13.28 วันที่: 12 กันยายน 2548 เวลา:17:25:17 น.  

 
ตามมาจาก Bookcyber เหมือนกันค่ะ
ตอนแรกก็เห็นย๊าวยาวเลยขี้เกียจอ่าน
(กำลังทำงานอยู่ แต่แอบมาอ่าน อิอิ)
แต่พอได้เริ่มอ่านก็ ถ้าเป็นหนังสือก็คงเรียกว่า "วางไม่ลง"
มีสารพัดความรู้สึกเกิดขึ้นหลังจากอ่านเรื่องนี้จบลง
ไม่รู้จะบอกยังไงดีนอกจาก "ประทับใจ"
แล้วก็ขอบคุณสำหรับแง่คิดดีดีที่ได้จากเรื่องที่อ่านค่ะ


โดย: Nana027 IP: 58.10.208.112 วันที่: 12 กันยายน 2548 เวลา:18:25:24 น.  

 
คิดไม่ออกเหมือนกัน
ว่าถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับต้วเองแล้ว...จะเป็นอย่างไร
ไม่แน่ใจว่าจะทนได้รึป่าว...แม้แต่จะเขียนเรื่องราวออกมาคงไม่ไหว

// ตอนนี้คงเข้มแข็งขึ้นแล้วสินะ...


โดย: mini IP: 202.129.32.6 วันที่: 16 กันยายน 2548 เวลา:16:10:27 น.  

 
มีคนบอกชีวิตคือเรื่องเศร้า
ความเศร้าก็คือชีวิต

และเหมือนกัน
ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุดของชีวิต


โดย: bluecatz IP: 61.19.144.186 วันที่: 17 กันยายน 2548 เวลา:13:59:58 น.  

 
ขอบคุณครับที่มาอ่าน


เขาทำให้ม้นใส่ html กันยังไงเนี่ย


โดย: เรย์ IP: 61.91.131.20 วันที่: 18 กันยายน 2548 เวลา:1:15:30 น.  

 
ตกใจกับท่อนด้านบน
เมื่ออ่านจบแล้วก็รู้สึกเศร้า
รู้สึกได้ถึงสายลมบางๆ
ที่พัดผ่านแขนให้รู้สึกเย็นๆ
แล้วก็จากไปไม่รู้ตัว



โดย: นกหลงฟ้า IP: 203.188.47.213 วันที่: 19 กันยายน 2548 เวลา:11:18:46 น.  

 


โอ๊ว...เรตตี้งกระฉูดเลยเนอะ


โดย: แนนซี่ IP: 203.144.175.133 วันที่: 20 กันยายน 2548 เวลา:14:50:59 น.  

 
เรย์ เข้าไปที่ https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=webmaster&date=31-01-2005&group=1&blog=1



โดย: วรา IP: 61.91.211.249 วันที่: 29 กันยายน 2548 เวลา:15:54:45 น.  

 
เศร้าจัง... จะจิงหรึป่าว ที่ขอบฟ้าทำให้เราใกล้กัน
...มันอาจจะใช่ ล่ะมั้ง....


โดย: กิ๊ฟท์ IP: 203.113.71.108 วันที่: 30 กันยายน 2548 เวลา:19:57:16 น.  

 
เข้ามาอีกละฉัน


โดย: วรา IP: 58.9.237.98 วันที่: 1 ตุลาคม 2548 เวลา:12:19:20 น.  

 
ท่าทางจะงานเยอะ


โดย: วรา IP: 58.9.237.23 วันที่: 2 ตุลาคม 2548 เวลา:21:55:16 น.  

 
พิ้งทำอะไรให้ไม่สบายจัยก็ขอโทษด้วยนะค่ะพี่


โดย: Pink IP: 203.172.33.58 วันที่: 13 มิถุนายน 2549 เวลา:0:27:02 น.  

 
..>w
..เจนมาเม้นหั้ยเพ่เรย์ละน๊าคร่าาาา \\>w<..

..>w
..บับบายน๊าาาาา\\>w<..


โดย: .-+*~JANE~*+-. IP: 58.9.47.230 วันที่: 15 ตุลาคม 2549 เวลา:13:57:24 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Hueristic
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Hueristic's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.