ความทรงจำเก่า ๆ ก่อนจะลืมเลือนหายไปกับกาลเวลา
Group Blog
 
<<
เมษายน 2558
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
15 เมษายน 2558
 
All Blogs
 
ปิรามิดที่ถูกลืมในซูดาน

มีนักท่องเที่ยวน้อยรายมากที่เดินทางมายังซูดาน
แล้วไปยังภาคอีสานเพื่อชมปิรามิดของชนเผ่า Nubian Meroe (pyramids)

เมือง Bagrawiyah ใน Sudan ระยะทางมากกว่า 200 กิโลเมตร
จากเมือง Khartoum ของประเทศ  Sudan
ยังคงมีโบราณสถานที่หลงเหลืออยู่ในเขตภูมิประเทศแห้งแล้ง
เหมือนนิยายหรือภาพยนตรวิทยาศาสตร์เรื่อง Star Wars
เมืองที่ตั้งอยู่กลางทะเลทรายท่ามกลางสันทรายล้อมรอบ
เมืองที่ดูเงียบสงบดูเหมือนจะถูกลืมเลือนจากโลกสมัยใหม่
ไม่มีโรงแรมหรือร้านอาหารที่ใกล้เคียงเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั่วไป

ปิรามิด Nubian Meroe แม้ว่ามีขนาดเล็กกว่าปิรามิดในอียิปต์
แต่ได้สร้างความประทับใจให้กับคนอียิปต์ในยุคก่อน
ปิรามิดนี้ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำไนล์ Nile
ใกล้กับหมู่บ้านที่เรียกว่า Bagrawiyah
ปิรามิดบริเวณนี้ตั้งชื่อตามนครโบราณ Meroe
เมืองหลวงราชอาณาจักร Kush
อาณาจักรแอฟริกาโบราณ
ที่ตอนนี้อยู่ในสาธารณรัฐซูดาน

ประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช
หลังการล่มสลายของราชวงศ์อียิปต์ที่ 24
ชนเผ่านูเบียน Nubian ราชอาณาจักร Kush
ได้ตั้งตนเป็นราชันย์ในเขตตอนกลางภูมิภาคแม่น้ำไนล์
ราชวงศ์  Kush ยีดครองและปกครองอียิปต์
ตั้งแต่ช่วง 712-657 ปีก่อนคริสต์ศักราช
ต่อมาในช่วง 300 ปีก่อนคริสต์ศักราช
มีการย้ายเมืองหลวงและที่ฝังศพราชวงศ์อียิปต์
กลับมาที่แถบเมือง Meroe อีกครั้งหนึ่ง(ไม่นานนัก)
ทำให้เริ่มมีการสร้างปิรามิดและที่ฝังศพผู้ปกครอง
ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในบริเวณนี้

1.  Meroe Pyramid ตั้งอยู่ที่ภาคอีสานของ Sudan ใกล้กับแม่น้ำ Nile บริเวณนี้รู้จักกันดีในชื่อว่า Nubia




2.  กลุ่มปิรามิดและหลุมฝังศพของบรรดาราชวงศ์มากกว่า 50 แห่งที่มีการขุดแต่งขึ้นมาใหม่
     หลังจากจมฝังในทะเลทรายนาน  คาดว่ามีการสร้างในช่วง 800 ปีหลังจากชนชาติอียิปต์
     เริ่มไม่นิยมหรือก่อสร้างปิรามิดอีกแล้วในประเทศอียิปต์




3.  Nubian Meroe Pyramid มีการอนุรักษ์ที่ดีกว่าปิรามิดอีก 220 แห่งใน Sudan
     สถานที่แห่งนี้คือหลุมฝังศพของราชาและราชินีอาณาจักร  Kush มากกว่า 40 พระองค์




4.  หลายร้อยปีแล้วที่ปิรามิดแห่งนี้มีการขุดกรุลักขโมยสมบัติของราชากับราชินีจนหลงเหลือเพียงเล็กน้อย
     กระบวนการขุดค้นหาวัตถุโบราณอย่างเป็นระบบเพิ่งจะเริ่มต้นช่วงกลางศตวรรษที่ 19




5.  นักสำรวจชาวอิตาลี Giuseppe Ferlini ได้ทุบทำลายส่วนยอดของปิรามิดมากกว่า 40 แห่ง
     เพื่อค้นหาสมบัติที่คาดว่าฝังอยู่บนส่วนยอดของปิรามิดในช่วงราวปี 1800-1870




6.  สมบัติที่นักสำรวจชาวอิตาลีค้นพบ  มีการขนไปให้พิพิธภัณฑ์อังกฤษและเยอรมันนีจำนวนมาก
     พร้อมกับเอกสารทางประวัติศาสตร์และความเชื่อต่าง ๆ ในยุค Meroitic




7.  มีปิรามิดจำนวนไม่มากนักที่มีการบูรณะขึ้นมาใหม่  เปรียบเทียบกับของเดิมที่พังเสียหายเพราะน้ำมือคน




8. ระยะทางที่ไกลและขาดแคลนสิ่งอำนวยสะดวก เมื่อเริ่มเดินทางออกจากเมือง Khartoum
    คือสาเหตุหลักที่อธิบายได้ว่าทำไมจึงมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมน้อยมาก




9.  Fouzia ที่ทำงานด้านหน้าทางเข้าเยี่ยมชมปิรามิดกล่าวว่า 
" มีทั้งชาวซูดานและชาวต่างชาติที่มาเยี่ยมชม ในสมัยก่อนมีคนมาเยี่ยมชมกันมาก  
แต่ปีที่แล้วมีจำนวนลดลงไปมาก  น่าจะเป็นเพราะข่าวโรคระบาดอีโบล่า Ebola 
และข่าวคราวสงครามในอัฟริกา  ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่กล้าเดินทางมาเยี่ยมชม "




10.  Abdullah ที่อยู่หมู่บ้าน AL Tarabil ไม่ไกลจากปิรามิดแห่งนี้มากนัก กล่าวว่า  
" ที่นี่คือ ประวัติศาสตร์ของเรา บรรพบุรุษของเราฝังอยู่ที่แห่งนี้   พวกเราไม่ต้องเสียภาษี
ในการทำงานที่นี่แต่อย่างใด  แต่ตอนนี้มีคนมาเยี่ยมชมน้อยมาก "
ในวันที่รายได้ดีมากเขาจะมีรายรับระหว่าง 10-16 เหรียญสหรัฐ
ในการที่ให้นักท่องเที่ยวขี่อูฐของเขาเพื่อเข้าเยี่ยมชมปิรามิด




11.  อัตราเข้าเยี่ยมชมของนักท่องเที่ยวราคา  10 เหรียญสหรัฐอเมริกา
      สามารถชำระได้ที่  Antiquities Service เมือง Khartoum ก่อนมาเยี่ยมชมที่นี่ได้




12.  เรื่องยากมากในการอนุรักษ์โบราณสถาน/โบราณวัตถุจากพวกมือบอนทั้งหลาย





เรียบเรียง/ที่มา  //bit.ly/1JDUb0P




The Black Pharaohs ประวัติศาสตร์ที่หลายคนพยายามจำไม่ได้ลืมไม่ลง
ที่มา  //bit.ly/1aKeai6


ชนเผ่า Nubian ที่ก่อตั้งอาณาจักร Kush
บางตำนานว่าเป็นชาวยิวผิวดำจากเอธิโอเปีย
ที่มายึดครองอาณาจักรอียิปต์ในสมัยหนึ่ง
มาจากชื่อของ Cush ในคัมภีร์ Hebrew Bible
เป็นบุตรของ Ham (Genesis 10:6)
Ham มีลูกชาย 4 คนชื่อว่า Cush, Put, Canaan กับ Mizraim

มีสมัยหนึ่งอิสราเอลได้อพยพชาวยิวผิวดำ
จากประเทศเอธิโอเปียจำนวนหนึ่ง
มาตั้งรกรากที่ประเทศอิสราเอล
ใช้ชื่อว่าปฏิบัติการโมเสส แล้วมีปฏิบัติการโซโลมอน
ที่โด่งดังที่สุดในการอพยพชาวยิวผิวดำ
เพราะอ้างว่ามีชาวยิวผิวดำจากตำนานพระคัมภีร์ในเรื่องนี้
ที่เขียนว่าว่าบุตรของ Ham เป็นชายผิวดำ





เศียรของราชัน Kushite Ruler ช่วง 716-702 ก่อนคริตศักราช



คาดว่าหนึ่งในราชันย์ Candace of Meroë พระนามว่า Kandake Amanitore



หินแกะสลักราชันย์ Tanyidamani แกะออกจากวิหาร Apedemak ใน Meroë
คาดว่าช่วง 100 ปีก่อนคริตศักราช  อยู่ที่ Walters Art Museum รัฐ Baltimore


สรุปย่อเรียบเรียง/ที่มา
//bit.ly/1CBwtxm
//bit.ly/1Osn4j5
//bit.ly/1IXJeGt


เพิ่มเติม

เรื่องชาวยิวผิวดำ Credit //bit.ly/1NyGvd3

ชาวเบตาอิสราเอล หรือชาวยิวเอธิโอเปีย  เป็นชื่อของชุมชนชาวยิวที่อาศัย
ในบริเวณของจักรวรรดิอัคซุมหรือจักรวรรดิเอธิโอเปีย (ฮาเบซหรืออบิสซิสเนีย)
ซึ่งปัจจุบันถูกแบ่งเป็นเขตอัมฮาราและตริกรินยา

ชาวเบตาอิสราเอลอาศัยอยู่ทางเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือของเอธิโอเปีย
มีหมู่บ้านอย่างน้อย 500 หมู่บ้าน กระจายในเขตปกครองของชาวคริสต์และมุสลิม
ส่วนใหญ่อาศัยอยู่หนาแน่นบริเวณทะเลสาบทานา
และทางเหนือของทะเลสาบในติเกร กอนเดอร์ และเวลโล
มีส่วนน้อยอาศัยอยู่ในเมืองกอนเดอร์และแอดดิส อะบาบา

เกือบทั้งหมดของชุมชนชาวเบตาอิสราเอลในเอธิโอเปียมากกว่า 120,000 คน
อาศัยอยู่ในอิสราเอลภายใต้กฎหมายของการอพยพกลับ
ซึ่งจะทำให้ชาวยิวและผู้ที่มีพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายเป็นชาวยิวและคู่สมรสของพวกเขา
มีสิทธิที่จะตั้งถิ่นฐานในอิสราเอลและได้รับสัญชาติอิสราเอล
รัฐบาลอิสราเอลได้ดำเนินการช่วยเหลือชาวเบตาอิสราเอลส่วนใหญ่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างปฏิบัติการโมเสส(พ.ศ. 2527)
และปฏิบัติการโซโลมอน (พ.ศ. 2534) การย้ายถิ่นของพวกเขาเกิดขึ้น
เมื่อเกิดสงครามกลางเมืองและความอดอยากคุกคามประชากรชาวยิวในประเทศเอธิโอเปีย
การอพยพได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
ทุกวันนี้ชาวเบตาอิสราเอล 81,000 คน
เกิดในเอธิโอเปียในขณะที่ 38,500 คนหรือ 32% เกิดในอิสราเอล
การดูดกลืนชาวเอธิโอเปียเข้าสู่สังคมอิสราเอลเป็นเครื่องหมายของ
ความพยายามที่ประสบความสำเร็จในการรวมกลุ่มคนผิวสี
ให้เป็นพลเมืองเท่าเทียมกับ คนส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นคนผิวขาว

ชาวฟาลาซมูราเป็นลูกหลานของชาวเบตาอิสราเอล ที่หันไปนับถือศาสนาคริสต์
บางส่วนกลับไปปฏิบัติตามหลักศาสนายูดายและอาศัยอยู่ในชุมชนของชาวฟาลาซมูรา
ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวเบตาอิสราเอลได้ถกเถียงเกี่ยวกับ
การยอมรับว่าชาวฟาลาซมูราเป็นชาวยิว
และยังเป็นหัวข้อถกเถียงในสังคมอิสราเอล


ปฏิบัติการโซโลมอน  Credit  //bit.ly/1FCCUky

เป็นปฏิบัติการลับทางทหารของอิสราเอล
เพื่อนำพาชาวเอธิโอเปียเชื้อสายยิวมายังอิสราเอลใน ค.ศ. 1991

ใน ค.ศ. 1991 รัฐบาลอิสราเอลและกองกำลังป้องกันอิสราเอล
ทราบถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่เลวร้ายลงของเมงกิสตู
และวางแผนปกปิดเพื่อขนส่งประชากรเบตาอิสราเอล
ทางอากาศในเอธิโอเปียมายังอิสราเอล
เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นการอพยพออกครั้งใหญ่ที่สุด
ของชาวเบตาอิสราเอลจนถึงปัจจุบัน

ในเที่ยวบินต่อเนื่อง 36 ชั่วโมง ของอากาศยานอิสราเอล 34 ลำ
รวมทั้งเครื่องบินซี-130 ของกองทัพอากาศอิสราเอล
และเครื่องบินขนส่งแอล อัล ขนส่งชาวยิวเอธิโอเปียทั้งสิ้น 14,325 คนมายังอิสราเอล

การขนส่งทางอากาศยานในปฏิบัติการโซโลมอน
เป็นการขนส่งชาวยิวเอธิโอเปียไปยังอิสราเอล
คิดเป็นสองเท่าของปฏิบัติการโมเสส
ปฏิบัติการดังกล่าวสร้างสถิติโลกเที่ยวบินเดี่ยว
ที่มีผู้โดยสารมากที่สุดในโลก ในวันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ. 1991
เมื่อเครื่องบิน 747 ของสายการบินแอล อัล
บรรทุกผู้โดยสาร 1,122 คนไปยังอิสราเอล
ซึ่งที่จริงแล้วมีผู้โดยสารลงทะเบียนไว้ 1,087 คน
แต่มีเด็กหลายสิบคนซ่อนอยู่ในผ้าคลุมของมารดา
ผู้วางแผนคาดว่าจะให้เครื่องบินบรรทุกผู้โดยสาร 760 คน
แต่เนื่องจากผู้โดยสารมีน้ำหนักเบามาก
คนอีกจำนวนมากจึงถูกใส่เบียดเข้าไป
มีทารกสองคนเกิดระหว่างเที่ยวบินนี้

หมายเหตุ
เคยอ่านเจอนานมาแล้วจำได้คร่าว ๆ ว่า
ตอนอพยพชาวยิวพวกนี้มีการรื้อที่นั่งบนเครื่องบินออกหมด
เหลือแต่ที่โล่งให้นั่งบนเครื่องบินไม่ให้นำสัมภาระติดตัวขึ้นเครื่องบิน
มีการจ่ายรายการให้เจ้าหน้าที่สนามบินเอธิโอเปีย
เพื่ออำนวยความสะดวก/ไม่มาขัดขวางปฏิบัติการครั้งนี้
แต่มีชาวบ้านบางคนแอบนำตะเกียงน้ำมันก๊าดขึ้นมาด้วย
จะจุดไฟหุงหาอาหาร/ต้มน้ำร้อนบนเครื่องบินบางลำ
ต้องห้ามปรามกันวุ่นวายไปกันหมด


เพิ่มเติม

น่าจะยังคงชาวยิวผิวดำมีเหลืออยู่บ้างในเอธิโอเปีย
เพราะบางคนผูกพันกับบ้านเกิด
หรือมีที่ทางทำมาหากินแล้ว
การมาเริ่มต้นใหม่เป็นเรื่องลำบากมากเช่นกัน

มีตัวอย่างคนสยามในมาเลย์
ช่วงรัชกาลที่ 5 ประกาศให้มารายงานตัวในฝั่งไทย
ตอนแบ่งเขตดินแดนกับอังกฤษเจ้าอาณานิคมมาเลย์แล้ว
มีหลายคนไม่ยอมกลับมาเพราะมีครอบครัว/ที่ดินที่นั้นแล้ว
หรือคิดว่าไม่เป็นไรเพราะสมัยนั้นเดินไปเดินมาข้ามชายแดนกันง่าย ๆ
รวมทั้งในยุคนั้นข่าวสารกว่าจะทราบเรื่องกันก็นานมากเช่นกัน

สทิงพระ เดิมใช้ชื่อว่า จะทิ้งพระ จะทิ้ง=คลอง/แม่น้ำ เปรี๊ยะ=พระ 
แถบสงขลายังมีร่องรอยภาษาเขมรมาก 
เช่น สงขลา=เสือปลา มีศาลาหลบเสือที่หัวเขาเขียว ใกล้ท่าเรือน้ำลึกสงขลา
สร้าง/บูรณะสมัยต้นรัชกาลที่ 1 ของเจ้าเมืองสงขลา ต้นสกุล ณ สงขลา
ท่าแซ/ท่ำแซะ=อานม้า กะเปอร์=จระเข้ ตะเครียะ(ตะ เคียะ มี ร กล้ำ)=ที่เย็น 
ชะแล=ลูกตำลึง ชะแม=ท่าเรือ/ท่าน้ำ พัง/ตะพัง=ที่เก็บน้ำ  สะเดา=ร้อน
จากการสอบถามปแฏงบุญเรือน คชมาตร์ ปราญชาวบ้านอรัญประเทศ จังหวัดสุรินทร์

อดีตนายอำเภอสทิงพระ(นอภ.จิตร ผสมพงศ์)
เล่าว่าในสมัยก่อนช่วงรัชกาลที่ 5 จนถึงช่วงก่อนมาเลย์ได้เอกราช
คนแถบจะทิ้งพระ ระโนฎ (สะกดตามพงศาวดาร) พัทลุง สงขลา
จะทำมาหากินข้ามกันไปข้ามกันมาในพื้นดินติดกับทะเลน้อย
รวมทั้งพวกโจรผู้ร้ายก็หากินข้ามไปข้ามมาในแถบนี้
บางครั้งก็ทะลุไปถึงสงขลา หาดใหญ่ ไทรบุรี
เวลามีการปราบปรามโจรผู้ร้ายหนัก ๆ หรือกะฆ่าให้ตายปิดคดี
ถ้าหนีไปมาในเขตทะเลน้อยไม่ได้แล้ว
ก็จะหนีไปไทรบุรี (เกดาห์) มีวัดไทย/คนสยามมากในแถบนี้

ญาติฝ่ายภริยาแถบสทิงพระก็เล่าว่ามีญาติในไทรบุรีหลายคน
แต่ขาดการติดต่อหลังย่าเสีย/ไม่มีเงิน/ไม่มีเวลาไปมาหาสู่กัน
เส้นทางสมัยก่อนคือ เดินบก หรือ เดินเรือเข้าคลองอู่ตะเภาหาดใหญ่
ลำน้ำไหลมาจากไทรบุรีออกทางทิศเหนือไปออกหลังเกาะยอ
ที่อยู่ระหว่างทะเลน้อย(น้ำจืด/กร่อย)กับทะเลสาบสงขลา
ทำให้หาดใหญ่สมัยแรกชื่ออำเภอเหนือ  
ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นหาดใหญ่

มีชื่อหาดใหญ่ในพงศาวดารรัชกาลที่  3 ตอบปราบกบฎแขกไทรบุรี
ชื่อบ้านท่าหาดใหญ่  พงศาวดารมีระบุว่ามีการต่อเรือในสงขลาก่อนยกทัพไปรบ
มีหลายจุดในอำเภอหาดใหญ่ที่เคยเป็นสนามรบกับแขกมาลายู
ไว้ว่าง ๆ ค้นหาเอกสารพบ จะค่อยเรียบเรียงตามเอกสารที่มี
บริเวณต่อเรือรบน่าจะบริเวณแถวคลองแงะ  หรือ ทุ่งลุง
เคยมีการขุดพบเรือโบราณในลำคลองหลายปีแล้ว
รวมทั้งมีควน(ภูเขา)หลายลูกที่แต่เดิมมีไม้งาม ๆ หลายประเภท
แต่ตอนนี้ถูกโค่นทำเป็นสวนยางพาราเกือบหมดแล้ว
รวมทั้งตำนานบ้านพังลา (สะเดา) ที่ช้างพังร้องไห้อำลาช้างพลาย
ร้องโหยหวนทั้งคืนในวันจากลากัน  
เพราะวันรุ่งขึ้นแล้วช้างพลายต้องเดินทางไป
รบกับโจรแขกมาเลย์ในสมัยรัชกาลที่ 3 
มีกล้วยพื้นเมือง กล้วยพังลา  เช่นกัน



ภาพนี้ถ่ายหลังเสร็จวันบุญเดือนสิบ พิธีชิงเปรต
ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี  พ่อแกเป็นอดีตกำนันตำบลจะทิ้งพระ
นามสกุล สุวรรณคีรี มาจากพระยาสุวรรณคีรีสมบัติ(เหยียง แซ่เฮา)
อดีตเจ้าเมืองสงขลา ต้นตระกูล ณ สงขลา
ท่านเล่าว่า  คนใต้นับญาติที่เป็นเปรตด้วย  เลยต้องทำพิธีชิงเปรต 
เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ญาติบางคนที่ยังเป็นเปรตอยู่


มีครั้งหนึ่งมาเลย์ออกกฎหมาย
ให้สิทธิพิเศษคนภูมิบุตรา (พื้นเมืองมาเลย์)
แต่ไม่ให้สิทธิคนสยาม เลยมีการประท้วง
มาเลย์เรียกคนไทยว่า โอรัง (คน) เซียม (สยาม) 
ถ้าโอรังอุตัง คนเหมือนคน (ลิง)
คนสยามเลยพาลูกหลานเดินทางมารายงานตัวที่ฝั่งไทยจำนวนมาก
อ้างว่าเป็นคนไทยพลัดถิ่นตกค้างรุ่นรัชกาลที่ 5
ไม่ต้องถามเรื่องใบเกิดหรือทะเบียนบ้านไม่มีอยู่แล้ว

อดีตนายอำเภอสายบุรีเล่าให้ฟังว่า
คนไทยเดินทางข้ามแม่น้ำโกลค
จากฝั่งโกตาบารูมาเลย์(มีวัดไทยมากเช่นกัน)
มารายงานตัวที่อำเภอสายบุรีตรงข้ามกัน
วันเป็นหมื่น ๆ คนเฉพาะที่สายบุรี
ไม่นับชายแดนอื่นที่ติดกับมาเลย์
เพราะกลัวอยู่ไม่ได้หรือมีปัญหากับแขกมาเลย์
จะได้อพยพมาทำมาหากินที่เมืองไทย
รวมทั้งได้สองสัญชาติคือ ไทย กับ มาเลย์
ตรงสายบุรีแต่เดิมเป็นแหล่งค้าของหนีภาษี
ประเภทเครื่องปรับอากาศเครื่องใช้ไฟฟ้า
เพราะราคาที่มาเลย์ถูกมาก ๆ 
มีการขนของข้ามแม่น้ำมาแล้วต่อรถยนต์ไปตามที่ต่าง ๆ

เรื่องนี้ทำให้มาเลย์ ยุคมหาเธร์ต้องร้อนตัวมากเรื่องนี้ 
เพราะกระทบภาพลักษณ์และดินแดนเดิมของไทย
รวมทั้งอาจบานปลายกลายเป็นปัญหาระหว่างชาติ
จึงมีการนับว่าคนสยามเป็นคนภูมิบุตราด้วย
อ้างว่าอยู่มานานพร้อมกับเคยกอบกู้เอกราชให้มาเลย์ด้วย
เลยได้สิทธิพิเศษมากมายเท่ากับคนภูมิปุตรา
เช่น โควต้าเข้าเรียน ส่วนลดภาษี การร่วมทุน  เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ฯลฯ
วันชาติมาเลย์จะมีคนสยามร่วมเดินในขบวนด้วย

เรื่องจริงอีกเรื่อง คือ คนมาเลย์ตอนใต้ไม่ค่อยรู้ว่า 
มีวัดไทยกับคนสยามในตอนเหนือประเทศมาเลย์มาก
เพราะมาเลย์ไม่ค่อยยอมเขียนหรือบอกในวิชาที่สอน
ข้อมูลจากคนไทยที่ไปเปิดร้านต้มยำกุ้งที่ KL กัวลาลัมเปอร์
ได้ใบอนุญาตทำงานและลูกเรียนหนังสือในมาเลย์แล้ว
( KL ไม่ใช่ควนลัง หาดใหญ่ที่ชอบพูดเล่นกัน)

แต่มาเลย์ไม่นับ คนจีน คนทมิฬ คนพม่า เป็นคนภูมิปุตรา
เพราะอังกฤษเกณฑ์มาหรือมารับจ้างทำงาน
ให้กับคนอังกฤษสมัยเจ้าอาณานิคมในมาเลย์
แม้ว่าจะมีลูกหลานและบรรพบุรุษเกิดมาร้อยปีแล้วก็ตาม

มีนักวิชาการเชื้อสายสยามทำงานเป็นอาจารย์
ในมหาวิทยาลัยของรัฐมาเลเซีย  เท่าที่จำได้
เป็นญาติกับ ดร.อาทิตย์  อุไรรัตน์
ประมาณการว่ามีคนสยามในห้ารัฐเดิมมาเลย์
ไม่น้อยกว่า 2 ล้านคนแต่ส่วนมากถูกกลืนชาติไปมากแล้ว
เคยเจอคนสยามในมาเลย์หลายคนพูดภาษาไทยได้
แต่ฟังยากมาเพราะสำเนียงอีกแบบไม่คุ้นหู
บางคำไม่รู้ความหมายต้องถาม
ตอนนี้ลูกหลานคนสยามส่วนมาก
จะถนัดภาษามาเลย์มากกว่า

มีคนสยามหลายครอบครัวกลายเป็นมุสลิมไปแล้ว
แต่มีหลายครอบครัวเช่นกันมีธรรมเนียมว่า
ลูกหลานผู้ชายคนหนึ่งต้องบวชเป็นพระภิกษุอย่างน้อยหนึ่งพรรษา
แล้วค่อนสึกออกมากลับมานับถือศาสนาอิสลามใหม่
เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้บรรพบุรุษเดิมที่นับถือพุทธ
เพราะสา(กลัวเกรง)ว่าบรรพบุรุษที่เป็นพุทธเดิม
จะตกนรกหมกไหม้ไม่ได้รับส่วนบุญ

ในช่วงที่มุสลิมในมาเลย์ยังไม่เคร่งครัดมากเรื่องนัก
ในเรื่องการเปลี่ยนศาสนาจากมุสลิมไปนับถือศาสนาพุทธ
ก็จะให้บวชแถววัดไทยในรัฐนั้น  
แต่ช่วงหลัง ๆ เพื่อตัดปัญหาเรื่องนี้
บางครอบครัวก็เลิกธรรมเนียมนี้ไปเลย
แต่บางครอบครัวก็ให้ลูกหลานแอบมาบวชแถว
สะเดาหาดใหญ่ สงขลา พัทลุง หรือนครศรีธรรมราช
ถ้าเคร่งมากก็หนึ่งพรรษา ถ้าพอเป็นธรรมเนียมก็อาทิตย์หนึ่ง
มีรายงานวิจัยจำนวนมากในมหาวิทยาลัยของภาคใต้
เกี่ยวกับเรื่องคนสยามเดิมในมาเลเซีย

แถวพัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช
บางครอบครัวก็มีธรรมเนียมนี้อยู่
เพราะเชื่อว่ามีบรรพบุรุษเป็นพุทธมาก่อนเปลี่ยนเป็นอิสลาม
ในงานศพวัดไทยก็มีญาติที่เป็นมุสลิมมาร่วมทำบุญด้วย
จะเอาเงินใส่ซองร่วมพิธีงานศพให้ญาติผู้ตายจนเสร็จงาน
แต่ไม่มีการไหว้พระสงฆ์หรือร่วมสวดแต่อย่างใด
นั่งร่วมพิธีกรรมเฉย ๆ ไม่มีการไหว้แต่อย่างใด

ส่วนในงานศพมุสลิมญาติคนไทยพุทธก็ไปร่วมงานได้
แต่ก็ยืนดูหรือช่วยเท่าที่ช่วยได้แต่ไม่ร่วมสวดแต่อย่างใด
โดยเฉพาะสายสกุล ณ นคร  ณ พัทลุง ศรียาภัย แถวนี้
จะมีสองสายหลักคือ เป็นพุทธส่วนหนึ่ง มุสลิมส่วนหนึ่ง
ข้อมูลจากอาจารย์นามสกุล ณ นคร และเพื่อน ณ พัทลุง ศรียาภัย(สายพุทธ) 

หมายเหตุ

สายสกุลบุนนาค ก็มีสามสายหลักในสมัยก่อนคือ
มีสองพี่น้องเดินทางมาจากเมืองกูม
นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์
เป็นแขกเปอร์เซีย(อิหร่าน) เข้ามาสมัยพระนารายณ์มหาราช
เดินทางมาค้าขายในประเทศไทยแล้วตั้งรกรากมีครอบครัวที่นี่

เฉกกออะหมัด ได้เป็นจุฬาราชมนตรีคนแรกของไทย
จุฬาราชมนตรีไทยดูแลทั้งประเทศ
แต่ที่มาเลย์แต่ละรัฐที่มีสุลต่านอยู่
จะมีจุฬาราชมนตรีของแต่ละรัฐเอง
ส่วนการหยุดทำงานในวันศุกร์แล้วมาทำวันอาทิตย์แทน
มีเพียง 5 รัฐจาก 14 รัฐในมาเลย์เท่านั้นที่ประกาศ 
บางคนไม่รู้ชอบมั่วว่ามาเลย์หยุดวันศุกร์

ส่วนน้องชายท่าน เฉกกอซะอีด 
ต่อมาได้กลับบ้านเกิดที่เมืองกุม
มีข้อมูลสองด้าน 
บางท่านว่าเมืองกูมเป็นเมืองศาสนาหลักในอิหร่าน
บางท่านว่าเป็นเมืองเล็ก ๆ ในชนบทแถวทะเลสาบไบคาล
เรื่องนี้คนในสกุลบุนนาคให้ความเห็น/โต้แย้งกันเอง
เคยดูสารคดีมีคนไทยไปที่เมืองกูม
สอบถามชาวบ้าน/เจ้าหน้าที่รัฐเรื่องคนอิหร่าน
ได้มาเป็นใหญ่เป็นโตที่เมืองไทย
ปรากฎว่าชาวบ้านบอกไม่รู้จัก/ไม่เคยได้ยิน
หรือมีการจดบันทึกบอกเล่าไว้แต่อย่างใด

ต่อมาคนในสกุลบุนนาคบางส่วนเปลี่ยนเป็นนับถือพุทธ
มีการแยกสายกันชัดเจนในต้นรัชกาลที่ 1
จำได้คร่าว ๆ จากหนังสือที่อ่านพบนานมากแล้ว
(หายไปกับน้ำท่วมหาดใหญ่หลายปีแล้ว)
บางสายก็เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่
ถ้าจำไม่ผิดวัดกัลยาณมิตร  ที่ฝั่งธนบุรี
เป็นที่ชุมนุมของสกุลบุนนาคสายพุทธ



Create Date : 15 เมษายน 2558
Last Update : 1 มีนาคม 2559 21:40:29 น. 6 comments
Counter : 1296 Pageviews.

 
ขอบคุณที่นำประวัตินามสกุลสองสามนามสกุลมาเล่า
น่าสนใจมากที่เราไม่เคยรู้มาก่อน


โดย: ชมพร วันที่: 15 เมษายน 2558 เวลา:14:42:57 น.  

 
บ้านเราก็เจาะเจดีย์เสียพรุนเหมือนกัน
ไม่ได้เล่าเรื่องสงขลานานแล้วเนาะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 15 เมษายน 2558 เวลา:20:08:08 น.  

 
มาโหวตค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 16 เมษายน 2558 เวลา:17:31:38 น.  

 
นักรบนูเบีย น่าศึกษาครับ


โดย: surya21 IP: 171.98.134.200 วันที่: 20 เมษายน 2558 เวลา:11:31:16 น.  

 
น่าไปมากครับ ถ้าไม่มีสงครามล่ะก็ คงจะบูมน่าดู


โดย: เป็ดสวรรค์ วันที่: 6 พฤษภาคม 2558 เวลา:13:58:22 น.  

 
โอ้โห!! แจ่มมากเลยครับ ดูแล้วน่าไปมากๆเลย แจ่มจริง


โดย: Ariawah Auddy วันที่: 6 พฤษภาคม 2558 เวลา:21:54:48 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ravio
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 30 คน [?]




เกิดหาดใหญ่ วัยเด็กเรียนหนังสือโรงเรียน Catholic คณะ Salesian มีนักบุญประจำโรงเรียน Saint Bosco, Saint Savio ชอบอ่านหนังสือ godfather เกี่ยวกับ Mafio ของพวกซิซีเลียน เคยเล่นเกมส์ Mario แล้วได้คะแนนนำเลยนำสระโอมาต่อท้ายชื่อเป็น Ravio ได้กลิ่นอายแบบ Italino เคยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนวิชาชีพทำมาหากิน แต่ไม่ใช่วิชาที่ชื่นชอบมากนัก เรียนอยู่กว่าเจ็ดปี ต้องกลับมาทำงานเป็นกรรมกรที่บ้านเกิด จนเริ่มเกิดความหลงรักชีวิตบ้านนอก และวิถีชิวิตชุมชนท้องถิ่นที่ตนอยู่และไปร่วมวงเสวนา

เกิดเดือนมีนาคม แต่ลัคนาราศรีตุลย์ ชอบไปทุกเรื่อง สุดท้ายทำอะไรที่ได้เรื่องไม่กี่เรื่อง แต่ส่วนมากมักไม่ได้เรื่อง

ชอบขับรถยนต์ท่องเที่ยวชมภูเขา ป่าไม้ น้ำตก แต่ไม่ชอบทะเลหรือชายหาด เพราะรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยว เมื่อคิดถึงชีวิตตนเองที่มาเปรียบเทียบกับสองสิ่งสองอย่างนี้ รู้สึกว่ามนุษย์เป็นเพียงชีวิตที่เล็กน้อยมากที่มาอยู่อาศัยในโลกใบนี้

ชอบอ่านหนังสือ ท่องเที่ยวใน Internet ชอบเดินทางท่องเที่ยวแถว ในละแวกท้องถิ่นบ้านเกิด นาน ๆ ครั้งจะขึ้นไปเยี่ยมเพื่อนที่กรุงเทพฯ หรือไปหาซื้อหนังสือแถวสยามสแควร์ ถิ่นเก่าที่อยู่และที่เรียน






Friends' blogs
[Add ravio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.