ความทรงจำเก่า ๆ ก่อนจะลืมเลือนหายไปกับกาลเวลา
Group Blog
 
<<
มกราคม 2559
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
7 มกราคม 2559
 
All Blogs
 
ตำนานเสี่ยโรงเหล้า จัตวาบท

ธุรกิจโรงเหล้าในยุคก่อนนั้น
มีแต้เชียงชุน  หรือ แต้เสี่ยวป้อ
เลียนแบบพระเอกอุ้ยเซี่ยวป้อ
ที่มีเมียจำนวนมากมาย
ในนิยายกำลังภายใน
เป็นเจ้าของกิจการธนาคารศรีอสูรนครา
มีธุรกิจโรงเหล้าใหญ่โตผูกขาด

เดิมเป็นหุ้นส่วนกับหลงจู้พ่อตาเริญ
และพรรคพวกอีกหลายคน
ก่อนแตกคอกันในภายหลัง
หรือเรียกว่าดังแล้วแยกวง
ทางใครทางมันก่อนจัดการ
ฆ่าฟันกันทางธุรกิจแบบเลือดสาด
เรียกว่าจบกันแบบไม่เผาผีกันอีกเลย

เพราะปัญหาเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ
กับเรื่องมีเมียน้อยมากมายหลายคน
เงินทองก็ไม่รู้หายไปไหน
แกบอกแต่ว่าเอาไปจ่ายใต้โต๊ะ
กับเอาไปทำบุญมูลนิธิที่แกเป็นประธาน

แต่ใช้เงินกงสีโรงเหล้าตลอด
ปนกันมั่วทั้งเงินธนาคารกับเงินโรงเหล้า
ขอที่มาที่ไปบริจาคก็ไม่ชัดเจน
รู้แต่ว่าข้าวของเงินทองเมียน้อยแก
งอกเงยงดงามยิ่งขึ้น ๆ กว่าเดิม

แถมน้องชายแกชื่อ โกโรโกโส
ยังเป็นเจ้าของกิจการธนาคารมหาอสูรนครา
แต่ทำแบงค์เเจ๊งแล้วหลบหนีไปฮ่องกง
จนหมดอายุความค่อยกลับมาศยมกุก
ข้อหาไซฟอน (siphon/syphon)
ยักย้ายถ่ายเทเงินธนาคารเข้ากระเป๋าตนเอง
จนต้องมีการตามล้างตามเช็ดกันวุ่นวาย




มูลนิธิที่ดังของไทย
ฮั่วเคี้ยวปอเต็กเสี่ยงตึ้ง
เดิมพวกคนแซ่เบ้  หรือ หม่า
มาจากฮั่วเพ้ง ซัวเถา กวางตุ้ง
เป็นแกนนำก่อตั้งในยุคแรก
เคยประสบกิจการขาดทุนหมดเงิน
คณะกรรมการมูลนิธิคนจีนยุคนั้น
ต้องบากหน้าไปขอเงินพระราชทาน
จากสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า

ถ้าพระองค์ทรงไม่พอพระทัย
อาจจะหัวขาด/ติดคุกกันได้ทั่วหน้า
แต่พระองค์ทรงเมตตากับเห็นพระทัย
ความตั้งใจของคนทำงานมูลนิธิ
เลยพระราชทานทรัพย์มาต่อทุนให้
จนเจริญรุ่งเรืองเป็นที่พึ่งคนยากทุกวันนี้

เดิมในข้อตกลงต้องมีคนแซ่เบ้
เป็นคณะกรรมการมุลนิธิหนึ่งคน
ต่อมามีการยักย้ายถ่ายเทกันไปมา
จนกรรมการทั้งชุดเป็นพวกที่ประธานเลือกมา

ตำนานของคนแซ่เบ้
ที่มาจากฮั่วเพ้ง ซัวเถา กวางตุ้ง
ร่างไว้นานแล้วจะทะยอยลงต่อไป




เรื่องนี้เป็นธรรมดาโลก
คนทุกคนเวลาจะทำการใหญ่
ต้องไปหาสมัครพรรคพวกก่อน
ไม่กล้าไปหาคนไม่รู้จัก
หรือไม่รู้ใจกันมาก่อน
มาร่วมงานโดยเด็ดขาด

ตัวอย่างอมตะนิรันกาล
พระศาสดาตรัสรู้เสร็จ
ก่อนออกประกาศศาสนา
ก็จะไปหาพระอาฬารดาบส กับ พระอุทกดาบส
พอทราบว่าท่านทั้งสองเสียชีวิตแล้ว
ก็เสด็จไปโปรดพระปัญจวัคคีย์
ที่เป็นสานุศิษย์กับคนรับใช้กันมาก่อน

เรื่องนี้มีตำนานในศยมกุก
ประธานหน่วยงานพิเศษของรัฐยุคกอบกู้ภัย IMF
ท่านตอบข้อซักถามคนที่เขียนบัตรสนเท่ห์ว่า
หน่วยงานนี้เล่นพรรคเล่นพวก
ไม่ใช้ระบบคุณธรรม Merit System
ในการสรรหาคนมาทำงานในหน่วยงาน

ท่านตอบเลยว่า

" ใช่ ผมมีเวลาเพียง 3 เดือน
พร้อมกับงบประมาณ 200 ล้านบาท
ต้องตั้งองค์การให้เสร็จพร้อมเดินหน้าทำงานทันที
มิฉะนั้นงบประมาณจะถูกดึงกลับไปทั้งหมด

ถ้าผมมาประกาศหาคนทำงานตามหลักการ
แน่ใจหรือว่าจะเสร็จทันกำหนดการ
แล้วขับเคลื่อนองค์การได้ตามเป้าหมาย

ผมก็ต้องหาพรรคพวกคนที่ผมเชื่อใจไว้ใจได้
มาร่วมงานกันเบื้องต้นในระดับบริหารก่อน
แล้วค่อยสรรหาคนทำงานตามหลักการต่อไป

พวกคุณอย่ามองโลกสวยเกินไป
มองบนพื้นฐานความจริงบ้างซิ "

ท่านเคยเป็นอดีตรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ
อธิการบดีมหาวิทยาลัยเอกชน
อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยรัฐ
นักคิดนักเขียนเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐศาสตร์

เรื่องกรรมการในมูลนิธิ
พอ ๆ กับหุ้นธนาคารเอเซียเพื่อการพัฒนา
มีมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง
เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดในอดีต
ก่อตั้งโดยรัฐบุรุษปรีดี  พนมยงค์
มีน้องชายชื่อ หลุย พนมยงค์
บริหารงานได้ไม่นานมากนัก

หลังรัฐประหารหลายต่อหลายครั้ง
หุ้นของธนาคารก็ค่อย ๆ หายจ้อยไป
พร้อม ๆ กับหุ้นของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ไม่รู้ไปตกอยู่ในมือของใครต่อใครบ้าง
จนสุดท้ายธนาคารแห่งนี้เจ๊ง
ถูกเล่นแร่แปรธาตุกลายเป็นของฝรั่งไป
แล้วตกเป็นของซิงลิส-สิงคโปร์
พร้อมเปลี่ยนชื่อจนไร้ร่องรอยเดิมไป




ในยุคนั้นก่อนที่มาตรฐานธนาคารศยมกุก
จะเข้า BIS Bank International Settlements
เพราะมีการกู้เงินจาก Windows Loan
จากต่างชาติมากเป็นแบบ Short-term Loan
เงินสะพัดเข้ามามากมาย
จนคนฉลาดมักนำเงินกู้ต่างประเทศ
มาฝากเงินฝากในศยมกุกกินส่วนต่างดอกเบี้ย
แบบว่า รวย กับ รวย ลูกเดียว

เงินกู้ต่างชาติมีอัตราดอกเบี้ยไม่เกินกว่าร้อยละ 5 ต่อปี
แต่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ร้อยละ 9 ต่อปีในสยมกุก
หรือหมื่นละสองไพต่อวัน  ถ้ามีเงินหลักร้อยล้านไพ
ก็เรียกว่าวันละ 20,000 ไพ ดีกว่าทำงานซะอีก
ยิ่งถ้าเงินฝากประจำตกร้อยละ 14-15 ต่อปีทีเดียว

โชคชะตาฟ้าลิขิต
ทางศาสนายิวประนามว่า
พวกหากินกับดอกเบี้ยเป็นพวกไซตอน
ทำตัวเป็นปรปักษ์กับพระเจ้า
ต้องข้อหาบาปต่อหน้าพระเจ้า
เหมือนพระเยซูขับไล่พวกปล่อยเงินกู้ในโบสถ์
ศาสนาอิสลามก็ประนามเรื่องดอกเบี้ยเช่นกัน
คนจีนรุ่นเก่าก็บอกว่าคนหากินกับดอกเบี้ยเป็นคนบาป

ต่อมาคนในศยมกุกก็เจ๊ง
กับการหากินส่วนต่างดอกเบี้ย
เพราะต่างชาติขอเงินกู้คืนทันที
จากเดิมกู้เงินระยะสั้น
มาฝากหากินส่วนต่างดอกเบี้ยระยะยาว
พอคืนเงินไม่ทันก็อาการร่อแร่ ๆ

จนศยมกุกต้องขอเข้ามาตรการ IMF
ธุรกิจเดินทางลงสู่เหวหายนะกันมากมาย
เพราะค่าเงินศยมกุกลอยตัวไปมา
ทำให้กลายเป็นซอเด้ ๆ
สองเด้งแบบชาวพม่าพูดกัน
จากเดิมเงินเหรียญเปลี่ยนเป็นเงินไพ
ไม่เกิน 27 ไพกลายเป็น 45 ไพขึ้นบน
งานนี้เรียกว่า Chip หายหลายแสน
หรือได้กันเป็นแสน  แสนสาหัส

สาเหตุลอยค่าเงินยาวขอผ่านเรื่องนี้




ในยุคนั้นบางธนาคาร
มีลักษณะตัวเล็กแต่ทำซ่า
หน้าใหญ่ใจโตไม่กลัวตายกันเลย
บางธนาคารมีเงินทุนจดทะเบียน
เพียง 2,000 ล้านไพเท่านั้น

แต่กล้าออกหนังสือค้ำประกัน รับรอง อาวัล
ในวงเงินถึง 20,000 ล้านไพให้กับบุคคลที่ 3
ซึ่งตามกฎหมายแล้วเวลาหนี้มีปัญหาขึ้นมา
ต้องรับผิดชอบชดใช้เหมือนลูกหนี้ร่วม

มีครั้งหนึ่งทำงานอยู่ที่ทิดพาไน
มีคนนำตั๋วสัญญาใช้เงินที่อาวัลโดยธนาคารสรนครี
เป็นเงินได้จากการขายที่ดินแปลงใหญ่
วงเงิน 45 ล้านไพมาขายลดเช็คที่ธนาคาร
ทิดพาไนรับซื้อทันทีเพราะอีก 3 เดือนก็ครบกำหนด
คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อไพจากคนขาย
เรียกว่ากำไรดอกเบี้ยก้อนหนึ่งแล้วจากคนมาขาย
พร้อมกับมีตั๋วแลกเงินใบนี้รองรับ 45 ล้านไพ
ที่ธนาคาสรนครีต้องจ่ายเงินให้แน่นอนแล้ว

ทิดพาไนยังไปออกตั๋วสัญญาใช้เงินขายในท้องตลาด
จ่ายอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อปี
คนซื้อไปจะได้ดอกเบี้ยแน่นอนคือ ร้อยละ 10 ต่อปี
เป็นการระดมเงินฝากอีกแบบหนึ่ง
แม้ว่าทิดพาไนมีกำไรดอกเบี้ย
ลดลงไปแค่จากส่วนต่างร้อยละ 2 ต่อปี

ในวงการเรียกว่าทำแซนวิชประกบกัน
แต่ไม่ต้องวิ่งหาเงินฝากมาปล่อยเงินกู้
เพราะเงินฝากต้องกันสำรองไว้
ราวร้อยละ 70 ของยอดเงินฝาก
แต่ถ้าขายตั๋วสัญญาใช้เงินจะปล่อยกู้ได้เต็ม
ถึงเวลาต้์ว ฯ ที่อาวัลโดยธนาคารสรนครีครบกำหนด
ทิดพาไนก็ไปรับเงินจำนวน 45 ล้านไพจากธนาคารสรนครีทันที
แล้วก็จ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 10 ให้คนซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินไป

จริง ๆ แล้วตั๋วสัญญาใช้เงินของทิดพาไน
ที่ขายในท้องตลาด 45 ล้านไพ
ก็ได้รับเงินฝากเข้ามาเต็มจำนวน
ยังสามารรถไปปล่อยกู้ใน Call Loan
หรือเงินกู้ระหว่างธนาคาร Inter Bank
ได้กำไรอีกรอบหนึ่งเพราะปล่อยกันรายวัน
คิดดอกเบี้ยกันแบบรายวัน  กินกันมัน ๆ
แบบหวาน ๆ เค็ม ๆ มัน ๆ หวาน ๆ เค็ม ๆ มัน ๆ

แล้วถึงวันพรากเขาลงมาจากยอดเขา
ลูกค้านำตั๋วสัญญาใช้เงินจากธนาคาสรนครี
มาขายลดให้ทิดพาไนอีกในวงเงิน 40 ล้านบาท
ยังนึกดีใจว่ารับทรัพย์กันอีก
จากกรอบแนวคิดเดิมของประสบการณ์

รีบโทรศัพท์ไปถามสำนักงานใหญ่
คำตอบเด็ดขาดครั้งสุดท้าย
ห้ามรับซื้อเด็ดขาดมาทางไหนไปทางนั้น
บอกให้ลุกค้าเอากลับไปขายธนาคาสรนครี
ก็ยังงง ๆ อยู่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุอันใด

สาเหตุคือ ธนาคารสรนครี
ออกค้ำประกัน รับรอง อาวัล
เกินกว่าความสามารถชำระหนี้ไปมากแล้ว
มากกว่าทุนจดทะเบียน
ต่อให้ขายทรัพย์สิน
ลดทุนจดทะเบียนเหลือ 1 เฟื่อง
ก็ยังไม่พอชำระหนี้ที่ไปสะเออะรับหน้าไว้
ทั้งนี้ยังตามด้วยอีกหลายธนาคารในศยมกุก
ที่เจ๊งตาม ๆ กันในช่วงยุคเวลานั้น

วันรุ่งขึ้น
ธนาคารสรนครีกับสถาบันการเงินของศยมกุก
เข้ามาตรการ IMF เจ๊งกันวอดวาย
กรรมการสถาบันการเงินต้องคดีกันมากมาย
บางรายเพิ่งจะตัดสินจำคุกเมื่อปลายปีก่อน




เรื่องนี้เหมือนกับ Andrew Grove
เจ้าพ่อ Intel สอนไว้ว่า
ประสบการณ์ในอดีต
ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับปัจจุบันและอนาคต
ถ้าจะทำ Chip Computer
ที่ประมวลผลอย่างรวดเร็ว
จะใช้หลักการทำงานแบบเดิม
และสถาปัตยกรรมภายในแบบเดิมไม่ได้

เหมือนการทำงานอย่าใช้ความเก๋า
และประสบการณ์เดิม ๆ ทำงาน
มักจะมีปัญหาหรือประสบอันตรายได้




เริญหลังจากแต่งงานกับลูกสาวหลงจู้แล้ว
ก็ย้ายบ้านมาอยู่ที่บ้านพ่อตา
เช้าเย็นก็ขับรถยนต์รับส่งพ่อตาไปทำงาน
บางครั้งก็นั่งรถยนต์ร่วมทางไปทำงาน
ปรึกษาธุรกิจและวางแผนกันบนรถยนต์

มีเวลาว่างวันหยุดก็มักจะมาเยี่ยมพ่อแม่กับน้อง ๆ
พร้อมกับนำเงินเดือนที่ได้รับทุกเดือนมาให้พ่อแม่
เริญทำอย่างนี้เป็นประจำจนกระทั่งพ่อเสียชีวิต
เริญจึงพาแม่มาอยู่ที่บ้านกับภริยา
หลังจากออกเรือนไปสร้างบ้านพักหลังใหม่แล้ว

เริญยังพาแม่นั่งรถยนต์กลับไปเยี่ยมแถวบ้านเก่า
ที่แม่ยังมีความผูกพันและรำลึกถึงเรื่องเก่ามาก
เริญยังทำเป็นประจำจนเป็นที่รู้จักกันดีในละแวกนั้น




วันหนึ่งเริญได้รับคำเชิญจากหัวหน้าในกรมโรงเหล้า
บอกว่ามีเจ้าของโรงเหล้าที่เจ๊งไปหลายปีแล้ว
อยากจะชวนเริญเข้าหุ้นลองขายเหล้าเก่าเก็บชุดนี้ดู
เพราะหลังจากเริญทำหน้าที่แทนหลงจู้มานานหลายปี

จนต่อมาหลงจู้วางมือทั้งหมดมอบให้เริญทำหน้าที่แทน
พร้อมกับแต่งตั้งเริญเป็นผู้จัดการแทนตน
กิจการโรงเหล้าก็ก้าวหน้า  ยอดขายดีขึ้น ๆ ทุก ๆ ปี
ส่วนตัวหลงจู้ก็กลับไปอยู่บ้าน จิบน้ำชา ไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ
หรือเล่นไพ่นกกระจอกเป็นงานอดิเรก

ส่วนเริญก็ยังไปมาหาสู่พ่อตาเป็นประจำ
แล้วทำงานร่วมกับโอวมักกุ๊กกุนซือเดิมของพ่อ
กุนซือรายนี้ภาษาในวงการมือปืนเรียกว่า ตาปลาดุก
คือเรียบเฉยไม่มีแววตา  ตาไม่เป็นประกาย
เก็บอาการ  ไม่มีอาการลุกลิก หรือแสดงอากัปกริยาใด ๆ

ในวงการมือปืนจะยอมรับและหวาดเกรง
คนตาปลาดุกแบบนี้อย่างแรง
เพราะเป็นแบบ One Shot Dead นัดเดียวไม่พลาดเป้า
ไม่ต่างกับลี้คิมฮวง  มีดบินไม่พลาดเป้า
ซัดคราใด ฝ่ายตรงข้าม ตายคามีดทุกครา

เริญสนิทกับหัวหน้าในกรมโรงเหล้าคนนี้มาก
มีอะไรมักจะไหว้วานขอความร่วมมือ
หรือเป็นทางด่วนในการพบปะ
อธิบดีกรมโรงเหล้าทุกครั้ง
จนหัวหน้าคนนี้ต่อมาได้เป็นอธิบดีกรมโรงเหล้า

เริญจึงไปพบเจ้าของโรงเหล้าเดิมพร้อมกับกุนซิอ
ที่โรงเหล้าแถวใกล้ ๆ กับวัดพระปฐมเจดีย์ของศยมกุก
มีเหล้าในโกดังวางใส่ถังเก็บจำนวนมากมาย
แต่ขายไม่ได้  ขายไม่ออก ยิ่งขาย ยิ่งขาดทุน
เลยถอยดีกว่า  ไม่เอาดีกว่า  จะสู้ต่อไป
ก็ไม่รู้ว่า จะเป็นอย่างไร  หรือตาย ๆ ๆ ๆ

เหล้านี้เคยใช้นางแบบหนังโป้โฆษณา
เธอชื่อว่า สิริขวัญ-ไก่แดง
เหล้าดีแต่การตลาดไม่ดี
ตามที่นักวิเคราะห์ตลาดมักพูดกัน

แต่เริญ กุนซือ หัวหน้า ฯ ชิมแล้ว
บอกว่ารสชาติยังไม่นิ่งอย่างหนึ่ง
อายุเหล้าโอเค  เก่าเก็บเหมาะสมแล้ว
แต่จะทำการตลาดอย่างไรดี
และทำให้รสชาตินิ่งได้อย่างไร




ในยุคนั้นมีมือปรุงเหล้าฉกาจของศยมกุก
ชื่อเล่นว่า จุล เก่งมากกับเรื่องรสชาติ
กับความนิ่งของเหล้าตราแม่น้ำของ
ถ้าได้ตัวมาเป็นที่ปรึกษา
หรือปรุงเหล้าเก่าในขวดใหม่
รับรองรุ่งแน่  รวมทั้งการตลาดในมือเริญ
มีสิทธิ์ขายได้แบบถล่มทะลาย

แต่เรื่องนี้เริญกับโอวมักกุ้ยไม่ยอมพูดถึง
นิ่งเงียบรับฟังข้อเสนออีกฝ่ายตลอดเวลา
ขณะเดียวกันในช่วงระหว่างการเจรจา
เมื่อยังไม่มีการตกลงเรื่องราคาก็ปรึกษาพ่อตา
ถึงวิธีการและเงื่อนไขในการลงทุนอนาคต

จนได้ข้อยุติว่า
เจ้าของโรงเหล้าเดิมยอมขายราคาเท่าใด
ขอ options ถึอหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์
ยอมถอยห่างเป็นหุ้นส่วนน้อย
และให้ทีมเริญเข้าบริหารกิจการทั้งหมดที่มี
หลังจากที่กรมโรงเหล้าอนุมัติให้เข้าครอบงำกิจการแล้ว
เพราะยุคนั้นการเปลี่ยนมือโรงเหล้าเป็นเรื่องใหญ่
ต้องผ่านการอนุมัติจากกรมโรงเหล้าและรัฐมนตรี 



ใน War Room ที่บ้านพ่อตา
เริญ โอวมักกุ๋ย และพ่อตา
นั่งวางแผนยุทธศาสตร์ในอนาคต
กับวางแผนยุทธวิธีการตลาดร่วมกัน

ยุทธศาสตร์ คือ ใช้คนหนึ่งคนรับมือหรือรบกับคนสิบคน

ยุทธวิธี คือ การใช้คนสิบคนรับมือหรือรบกับคนคนเดียว
แบบคนบ้าต้องใช้คนนับห้าคนหรือสิบคนจึงจะจับคนบ้าอยู่หมัด
หรือเวลาล้อมปราบโจรก่อการร้ายต้องใช้คนไม่น้อยกว่าห้าคน

หลักการและเหตุผล

สัมปทานเหล้าแม่น้ำของใกล้จะหมดอายุแล้ว
เหลือเวลาอีกไม่เกินห้าปีก็จะต้องมีการประมูลใหม่
ยังไม่มีคู่แข่งรายใหม่ที่จะเข้าไปประมูลได้
เพราะเงื่อนไข TOR มักจะระบุไว้ว่า
ต้องมีโรงงานเหล้าของตนเอง
มีกำลังผลิตจำนวนเท่าใด มียอดขายเท่าใด
มีคนงานและนักวิจัยในโรงงานเท่าใด
เรียกว่า  ยุทธการไล่จี๊กโก๋  ไม่ให้เข้ามาในร้าน

ทางรัฐการศยมกุกเวลาเปิดการประมูล
มักวางเงื่อนไขหยุมหยิมยิบย่อย
จนรายใหม่เข้ามาแข่งชันได้ยากมาก
ฝ่าด่านเข้ามาได้ก็เจอเงินประก้นล่วงหน้า
ด้วยการเปิดประมูลล็อตใหญ่ ๆ หลัก 10,000 ล้านไพ
แค่เงินประกัน 1,000 ล้านไพก็วิ่งหนีไปหลายรายแล้ว
แบบนี้ไม่เรียกว่า  ผูกขาดจะเรียกว่าอะไร
รายย่อยในท้องตลาดมักจะก่นด่ากัน




เป้าหมายและวัตถุที่ประสงค์

เริญต้องเอาโรงเหล้านี้ให้ได้

1. เพื่อสำรองไว้เข้าประมูลแข่งขันที่มักทำเป็นพิธีกรรม
2. เพื่อแย่งชิงสัมปทานเหล้าแม่น้ำของ
3. เพื่อเป็นการกันท่ารายใหม่ที่จะเข้ามาแข่งขันด้วย

แม้ว่ามองเผิน ๆ แล้วน่าจะมีเจ้าโรงเบียร์เพียงรายเดียว
ที่น่าจะเข้าเงื่อนไขการเข้าร่วมประมูล
แต่เงื่อนไขมักระบุว่าต้องมีไม่น้อยกว่า 2 ราย

เริญต้องเอามาให้ได้โรงงานนี้
เพื่อการวางแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว
กับสำรองไว้เผื่ออนาคตที่อาจจะมีปัญหา

รสชาติเหล้าให้ติดต่อซื้อตัวจุลมาให้ได้
เงินถึง งานถึง เงินดี งานเดิน
เพลิดเพลิน เจริญใจ ทำเงินได้อีกมากมาย
ได้ตัวจุลก็เหมือนได้รสชาติเหล้าแม่ของ
ตลาดนิยมและชื่นขอบกับรสชาตินี้อยู่แล้ว

ส่วนหุ้นส่วนของโรงงานปัจจุบัน
ไม่มีปัญหาบอกถึงกลยุทธกันท่าชาวบ้าน
หรือไม้กวาดไล่หมาไม่ให้เข้าบ้าน
วางขวางอีกฝ่ายไว้ หรือแบบรวมกันตี
แยกกันถอย แล้วมาร่วมกันตีใหม๋
รับรองทุกคนในโรงงานต้องเห็นด้วย
แบ่งหุ้นให้หุ้นส่วนโรงงานปัจจุบัน
เฉพาะคนที่กล้าเสี่ยงมาร่วมหุ้น

แต่พวกเราจะไม่บอกใครว่านี่คือ
ก๊อกสองของกลุ่มพวกเรา
ที่จะเก็บไว้รบกับอีกฝ่ายในวันหนัา
ถ้าเกิดแตกคอกันหรือมีปัญหากันในภายหน้า




ผลลัพธ์และความสำเร็จ

เริญซื้อโรงเหล้าเก่าทั้งหมด
แล้วนำเหล้าเก่ามา Rebrand กับ Reproduct
เป็นเหล้ายี่ห้อแสงจันทร์
ถ้าชื่อโบราณคือ โสมส่องแสง หรือ เพ็ญแข
รสชาติเหมือนเหล้าแม่น้ำของ
แต่เหล้ามีอายุเก่ากว่ามาก

ทั้งการตลาด การจ่ายเงิน การยัดเงินให้วงการต่าง ๆ
จนได้รับรางวัลเหรียญทองมากมายก่ายกอง
เหล้าเริ่มขายดี ขายดี ขายดี
จนเริ่มขาดตลาดเพราะวัตถุดิบเริ่มไม่เพียงพอ
แบบว่าผิดคาดการตลาดไปเลย

จนต้องออกเหล้าราคาต่ำกว่า
เกรดต่ำกว่ามารองรับตลาด
ชื่อว่า เป็ดฟ้าทิพย์  เป็ดฟ้าทอง
ราคาก็ยังต่ำกว่าเหล้าแม่น้ำของ
แต่รสชาติใกล้เคียงเหล้าแม่น้ำของ

แล้วยกระดับราคาเหล้าแสงจันทร์
ให้แพงขึ้นกว่าเดิมเพราะวัตถุดิบเริ่มขาดตลาด
ทำให้ได้ราคาดีกว่าเดิม กำไรมากกว่าเดิม
แม้ยอดขายและปริมาณขายจะน้อยกว่าเดิม

ส่วนเหล้าเป็ดทิพย์เอาไว้ชนกับเหล้าแม่น้ำของ
ยิ่งทำให้ตลาดเหล้าสีคึกคักกันมากกว่าเดิม

ตัวอย่างการขายของให้แพงขึ้น (ถ้าทำได้)

มาม่า  เดิมขายซองละ 5 บาท ขาย 100 ซอง ได้ 500 บาท
ปรับราคาเป็นซองละ    7 บาท ขาย 100 ซอง ได้ 700 บาท
ถ้าต้นทุนทั้งหมดตกซองละ 3.50 บาท 
ราคา 5 บาท  จะมีกำไรสุทธิซองละ 1.50 บาท รวม 150 บาท
ราคา 7 บาท  จะมีกำไรสุทธฺซอวละ 3.50 บาท รวม 350 บาท




กลยุทธการตลาด

1. ขายแพงไว้ก่อน

สินค้าที่ออกใหม่ต้องตั้งราคาแพง
พอขายถึงจุดคุ้มทุนแล้ว
จุดที่รายรับกับรายจ่ายเท่ากัน
ขายเกินกว่านี้ก็เรียกว่า กำไร กำไร กำไร

หลังจากนี้ก็ขายถูก ๆๆ
แบบว่าแทบไม่มีกำไรเลย
แต่จริง ๆ กำไรไปเรื่อย ๆ
จนกว่าสินค้าจะหมดอายุ
หรือตลาดเลิกสนใจ

ตัวอย่าง สินค้าโทรศัพท์มือถือ  หรือ
เครื่องใช้ไฟฟ้า  ผู้ให้บริการเครือข่ายสื่อสาร
ตั้งเสาวิทยุขึ้นมาแล้วต้องหาคนใช้บริการ
จึงมีโปรโมชั่นใหม่ ๆ ตลอดให้คืนทุนเร็ว ๆ

หรือตัวอย่าง
แบบแม่ค้าในตลาดสดช่วงเช้า ๆ
สินค้าจะราคาแพงกว่าตอนเย็น
เพราะตลาดใกล้วายแล้ว
แม่ค้าส่วนมากขายเกินจุดคุ้มทุนแล้ว




2. ขายถูกไว้ก่อน

การตลาดจีนยุคใหม่หรือสินค้าเกษตร
จะมีปริมาณสินค้าจำนวนมากมาย
เน้นขายจำนวนมาก ๆ ราคาถูก ๆ
เพื่อให้ถึงจุดคุ้มทุนเร็ว ๆ
ต้องยอมขาดทุนในช่วงแรก
แต่รับเงินช่วงปลาย

แบบลดแลกแจกแถมจนคนสนใจ
พอเข้าซื้อมาก ๆ จนติดกับก็เริ่มมีกำไร
เพราะยอดขายแตะจุดคุ้มทุนแล้ว

แบบของเหลียวที่แจกแรดแดงก่อน
พอคนติดใจก็เริ่มขายในท้องสนามหลวง
หรือให้ชิมฟรีก่อนในช่วงวางตลาด
พอสักพักก็ให้เริ่มขายในราคาถูกไว้ก่อน




3. ขายถูกบ้างแพงบ้าง

การตั้งราคาขายแบบที่ไม่เหมือนใคร
ไม่มีใครเหมือนในยุคนี้
พวกสายการบินราคาถูก
หรือสายการบินต้นทุนต่ำ

ที่ตั้งราคาครั้งแรก 50-500 บาท
จะมีการตั้งราคาไว้ภายในเครื่อง Server 
มีราคา 11 ระดับราคาที่ตั้งเงื่อนไขไว้ในโปรแกรม
พอมีคนกดเข้ามาจะจองราคาซื้อตั๋วโดยสาร
เครื่องจะทำการประมวลผลทันที

คำนวณจากคิวที่รออยู่ วันที่สั่งจอง
วันปกติที่คนส่วนมากไม่ค่อยเดินทาง
วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เช้าวันจันทร์
หรือวันหยุดยาวต่อเนื่อง คนเดินทางกันมาก
จำนวนที่นั่ง จำนวนเงิน ผู้โดยสารเด็ก 
ผู้ใหญ่ ผู้หญิง ผู้ชาย เงื่อนไขพิเศษ
ขอซื้อน้ำหนักสัมภาระเพิ่มหรือไม่ 

ด้วยหลักการคำนวณแบบหลายมิติ
ถ้ามีรายการรอคิวมากก็ค่อยปรับราคา
จะเห็นว่าราคาจะไหลขึ้นไปเรื่อย ๆ
ยิ่งพอใกล้จุดคุ้มทุนในการบินแต่ละเที่ยว
ราคาจะแพงขึ้นไปเรื่อย ๆ 
พอถึงจุดคุ้มทุนราคาถัดไปจะปรับสูงทันที

คราวนี้ของดีราคาถูกไม่มีแล้ว
มีแต่จะแพงขึ้น ๆ ไปเรื่อย ๆ
เพราะบินเที่ยวนี้ยังไงก็ไม่ขาดทุนแล้ว
ในการออกบินในเส้นทางที่เปิดให้จองราคาต่ำ
ราคาไม่มีคำว่าถูกแบบสายการบินต้นทุนต่ำ

สมัยนี้ทำได้เพราะใช้คอมพิวเตอร์
Server ประมวลผล/คำนวณได้รวดเร็ว
งานนี้เรียกว่า เป็นวัดดวงเหมือนกัน
ใครดีใครได้ ของดีราคาถูก
ใครมั่นทันเกมส์ก็ได้ของราคาแพง
คาดว่าการคำนวณของสายการบินต้นทุนต่ำ
น่าจะใช้หลักการคำนวณแบบ algorithm




ตัวอย่าง Google ที่ใช้ในการค้นหา
จะเป็นระบบ Algorithm ที่มีฐานข้อมูลจำนวนมาก
รายการที่มีคนสืบค้นมาก หรือจ่ายเงินค่าโฆษณา
จะปรากฎขึ้นให้เห็นในลำดับต้น ๆ
มีวิธีการคำนวณได้มากว่า 12 แบบในเบื้องต้น
ในการค้นหาของแต่ละคนจึงพบไม่เหมือนกัน

แต่ลึก ๆ แล้วมีการคาดเดาว่า
Google จะแอบดึงข้อมูลจาก cookies
ในเครื่องคนค้นหาผ่านเข้าไปใน Google
หรือ bookmarks ที่ทำไว้ใน browser
หรือการลงทะเบียนผ่าน Gmail ทิ้งไว้
นำมาประมวลผลแล้วนำเสนอการสืบค้น

ดังนั้นใครที่ชอบเข้าเว็ปทางศาสนาบ่อย ๆ
ก็จะปรากฎเรื่องเกี่ยวเนื่องทางศาสนา
ส่วนใครชอบเข้าเว็ปโป๊หรือเว็ป Porn
ก็จะโผล่อย่างรวดเร็วให้อับอายขายหน้า
คนรอบข้างที่มารอดูการสืบค้นได้

จึงควรหมั่นลบรายการค้นหาและ Cookies 
ให้เป็นนิสัยและทำอย่างสม่ำเสมอ




Create Date : 07 มกราคม 2559
Last Update : 1 มีนาคม 2559 21:56:59 น. 0 comments
Counter : 299 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

ravio
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 30 คน [?]




เกิดหาดใหญ่ วัยเด็กเรียนหนังสือโรงเรียน Catholic คณะ Salesian มีนักบุญประจำโรงเรียน Saint Bosco, Saint Savio ชอบอ่านหนังสือ godfather เกี่ยวกับ Mafio ของพวกซิซีเลียน เคยเล่นเกมส์ Mario แล้วได้คะแนนนำเลยนำสระโอมาต่อท้ายชื่อเป็น Ravio ได้กลิ่นอายแบบ Italino เคยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนวิชาชีพทำมาหากิน แต่ไม่ใช่วิชาที่ชื่นชอบมากนัก เรียนอยู่กว่าเจ็ดปี ต้องกลับมาทำงานเป็นกรรมกรที่บ้านเกิด จนเริ่มเกิดความหลงรักชีวิตบ้านนอก และวิถีชิวิตชุมชนท้องถิ่นที่ตนอยู่และไปร่วมวงเสวนา

เกิดเดือนมีนาคม แต่ลัคนาราศรีตุลย์ ชอบไปทุกเรื่อง สุดท้ายทำอะไรที่ได้เรื่องไม่กี่เรื่อง แต่ส่วนมากมักไม่ได้เรื่อง

ชอบขับรถยนต์ท่องเที่ยวชมภูเขา ป่าไม้ น้ำตก แต่ไม่ชอบทะเลหรือชายหาด เพราะรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยว เมื่อคิดถึงชีวิตตนเองที่มาเปรียบเทียบกับสองสิ่งสองอย่างนี้ รู้สึกว่ามนุษย์เป็นเพียงชีวิตที่เล็กน้อยมากที่มาอยู่อาศัยในโลกใบนี้

ชอบอ่านหนังสือ ท่องเที่ยวใน Internet ชอบเดินทางท่องเที่ยวแถว ในละแวกท้องถิ่นบ้านเกิด นาน ๆ ครั้งจะขึ้นไปเยี่ยมเพื่อนที่กรุงเทพฯ หรือไปหาซื้อหนังสือแถวสยามสแควร์ ถิ่นเก่าที่อยู่และที่เรียน






Friends' blogs
[Add ravio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.