ความทรงจำเก่า ๆ ก่อนจะลืมเลือนหายไปกับกาลเวลา
Group Blog
 
<<
มกราคม 2559
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
5 มกราคม 2559
 
All Blogs
 
ตำนานเสี่ยโรงเหล้า ทวิบท



น่าอาย  Royal Sprite


ลูกผู้ชาย ลายมือ นั้นคือยศ
เจ้าจงอุต ส่าห์ทำ สม่ำเสมียน
รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา
รู้ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล

แต่รู้รักษาตัวรอดเป้นยอดดี

เรื่องแบบนี้คือ เรื่องจริงในสังคมทุกยุคทุกสมัย

เริญเป็นคนหัวช้ามาก
ตามนิยามของคนรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่
เพราะกว่าจะเรียนจบประถมปีที่ 4
ที่โรงเรียนจีนเผยอิงต้องใช้เวลา 8 ปี
เรียกว่าตกซ้ำชั้นทุกชั้นปี

สมัยก่อนถ้าคะแนนสอบรวมตอนสอบปลายภาค
รวมทุกวิชาแล้วสอบได้ไม่ถึง 50 %
ต้องตกซ้ำชั้นทันที ลงเรียนวิชาเดิม
ในชั้นเดิมที่สอบตกอีกจนสอบผ่าน
มีบางคนเรียนซ้ำชั้นถึงสามปีก็ยังมี

ทำให้เริญมีเพื่อนร่วมรุ่นมากที่สุดในโรงเรียน
บางคนเลยบอกว่า แกไม่เอาไหน
ตกซ้ำตกซากกว่าจะจบการศึกษาภาคบังคับ
ในยุคนั้นใช้ข้อสอบกลางของแต่ละจังหวัด
หรือของกระทรวงศึกษาพิการ
การศึกษาภาคบังคับเพียงแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ส่วนมากจบแล้วก็มักจะอ่านออกเขียนได้แล้ว
บางคนก็ออกไปทำมาหากินกันแล้ว
เพื่อนร่วมรุ่นผมบางคนก็หายหน้าหายตาไป
หลังจากจบชั้นประถมปีที่ 4
ไม่เคยกลับมาเรียนอีกเลย
เคยเจอในตลาดตอนเด็ก ๆ
บอกว่าไปทำงานกับพ่อแม่แล้ว
แต่พอโตขึ้นก็ไม่เจอแล้ว
หรือเจอก็คงจำไม่ได้แล้ว
เพราะวัยและสังขารที่ผ่านพ้นมานานพอ ๆ กัน

จำได้ว่า ครูประถมศึกษาผมคนแรก
ท่านชื่อ ครูช่วง ณ สงขลา
บางคนว่าท่านจบเพียงชั้นประถมปีที่ 4 เอง
แต่ผมคิดว่าท่านน่าจะจบอย่างต่ำมัธยมศึกษาปีที่ 3
ลูกชายท่านที่โด่งดังคือ สุขีพ ณ สงขลา
อดีตนักเขียนการ์ตุนในเครือมติชน
กับทำอาร์ทเวิร์คหน้าปกหนังสือต่าง ๆ
เคยมาสอนที่โรงเรียนแสงทองวิทยา ห.ใ

ห.ใ ไม่ย่อว่า หญ. เพราะมีตำนาน
พวกคนงานรถไฟมักพูดจาแบบลามกตลก ๆ
ตะโกนกันดังลั่นว่า
" เฮ่ คุณนาย หญ. มาแล้ว ๆ "
การรถไฟเลยต้องเปลี่ยนตัวย่อหาดใหญ่

ครูสุชีพ ณ สงขลา ใช้วุฒิมัธยมศึกษาปีที่ 5
ในช่วงเรียนต่อวิทยาลัยครูสงขลา
สอนอยู่ไม่นานพอจบได้วุฒิครู
ก็ลาออกไปทำงานที่กรุงเทพฯ ในเวลาต่อมา
ผมก็ไม่เคยเจอแกอีกเลย
ส่วนครูช่วงทราบข่าวว่า มตะ(ตาย)ไปนานมากแล้ว

แต่ถ้าในยุคใหม่แล้วมีการศึกษากันในเมืองนอก
จะเรียกคนที่หน่ายหนังสือ หรืออ่านหนังสือไม่ออก
เห็นเป็นตัวหนอนยึกยืออ่านยากมาก
เข้าใจยากมากกว่าคนทั่ว ๆ ไป
เรียกว่า โรคดิสเล็กเซีย (Dyslexia)
ซึ่งทางการแพทย์ระบุว่า ดิสเล็กเซีย ไม่ใช่โรค
แต่เป็นอาการหรือภาวะซึ่งอาจเกิดจากความผิดปกติ
ทางพันธุกรรมหรืออาการบาดเจ็บทางสมอง

แต่คนพวกนี้ธรรมชาติมักชดเชยด้วยความจำ
หรือการพินิจพิจารณาวินิจฉัยดีกว่าคนอ่านหนังสือออก
เช่น พุ่มพวง ดวงจันทร์ แม้ว่าจะจบประถมปีที่ 4
แต่เธออ่านหนังสือแทบไม่ได้เลย
เวลาต่อเพลงใหม่ต้องมีคนอ่านให้ฟังก่อนหนึ่งรอบ
เธอจะจำได้เลยแล้วร้องได้ไม่ผิดเพี้ยน

หรือ พระเจ้าอักบาร์มหาราช ของอินเดีย
ในวัยเยาว์ไม่ยอมเรียนหนังสือเลย
วิ่งหนีตลอดเวลาจนพระบิดาต้องยอมไม่ให้เรียน
แต่พอพระองค์ขึ้นครองราชย์แทนพระบิดา
ทำการรบและวินิจฉัยคดีความเก่งมาก
โดยฟังจากปุโรหิตถวายคำแนะนำให้เท่านั้น

ไม่ต่างกับเจงกิสข่าน
ที่ไม่เคยเรียนหนังสือเลย
แต่นำทัพรบชนะทุกแห่งหนที่ไป
มีข้าราชบริพารดูแลงานเอกสารแทน
รับใช้แทนในทุกเรื่องด้านเอกสาร

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อีกท่าน
ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือมาก
เวลาประชุมคณะรัฐมนตรีไทย
ท่านมักจะนั่งหลับตาตั้งใจฟังบ้าง
นั่งหลับสัปหงกบ้างในบางครั้ง
แต่พอถามท่านให้วินิจฉัยสั่งการ
ท่านสั่งการได้ทันทีและตรงประเด็นมาก

มีเรื่องแปลกอีกอย่างคือ บิดาของท่าน
พันตรีหลวงเรืองเดชอนันต์ (ทองดี ธนะรัชต์)
เป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาเขมรมาก
ได้แปลประวัติศาสตร์เขมรมาเป็นภาษาไทยเล่มหนึ่ง
หรือพ่อท่านเป็นนักอ่านมากกว่านักฟัง

หรืออย่างตัวอย่างในนิยายกำลังภายใน มังกรหยก
ก้วยเจ๋ง คนซื่อทื่อ ๆ ก็ไม่ค่อยเข้าใจตัวหนังสือ
ต้องให้คนคอยบอกให้ท่องไปทีละประโยค
ท่องจำไปเรื่อย ๆ ได้หน้าลืมหลัง ได้หลังลืมหน้า
ทำนานมากจนแกจำขึ้นใจได้

พร้อมกับต้องแสดงท่าหมัดมวยให้ดูเป็นตัวอย่าง
แล้วให้แกเลียนแบบทำจนคล่องแคล่ว
เช่น เฒ่าทารกสอนหมัดมวยแยกซีกซ้ายขวาให้
กับประมุขพรรคกระยาจก อั้งชิดกง
สอนหมัดมวยคนขอทานให้ก้วยเจ๋ง
ส่วนการวินิจฉัยและลุยสู้รบ
ก่วยเจ๋งจะเก่งกว่าคนอื่น ๆ มาก
และโชคดีที่ภริยาอึ้งย้งเก่งมากทั้งบู้และบุ๋น
เป็นกุนซือวางแผนให้แกตลอด

Peter Drucker เคยเขียนไว้นานแล้วว่า
การทำงานต้องดูเจ้านายด้วย
เจ้านายบางคนชอบอ่าน
เจ้านายบางคนชอบฟัง
ถ้าไปเจอเจ้านายชอบฟัง
ต่อให้เขียนเรื่องราวบทสรุปดีอย่างไร
แกก็ไม่ชอบอ่าน ต้องบรรยายให้แกฟัง

แต่ถ้าเจอเจ้านายชอบอ่าน
ต้องเชียนสรุปดี ๆ มาก ๆ พร้อมเหตุผลอ้างอิง
คนทำงานจึงจะรุ่ง เพราะทำงานถูกรัดดวง
รัดดวง ภาษาใต้คือ ริดสีดวงทวาร
แบบว่าบรรเทาอาการเจ็บ ๆ คัน ๆ มัน ๆ เจ้านายได้
มีเจ้านายหรือคนน้อยคนมากที่ถนัดทั้งสองด้าน

ต้วอย่างเช่น Kennedy
อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
ชอบอ่านและอ่านหนังสือเร็วมาก
กับชอบฟังเพื่อนร่วมงานคณะรัฐมนตรี
และที่ปรึกษาก่อนสั่งการ

ส่วน Churchil อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ
ลึก ๆ แล้วท่านเป็นคนไม่ชอบอ่าน
มักจะสั่งว่ารายงานให้เขียนสรุปสั้น ๆ
จะได้ไม่เสียเวลาอ่านมาก
จะได้วินิจฉัยสั่งการไปเลย
ท่านชอบฟังประชุมแล้วสั่งการเลย
ในวัยเยาว์ก็เรียนหนังสือไม่เก่งมากนัก
เพราะน่าจะมีปัญหาในเรื่องการอ่านเช่นกัน

ของเมืองไทยก็อดีตนายกชวน
หรือมักจะเรียกกันเล่น ๆ แบบเคารพท่านว่า
ชวน เชื่องช้า ต้องรอรายงานและหนังสือทางการ
อ่านทำความเข้าใจก่อนจะสั่งการ
ตลกหนังตะลุงมักจะนำมาล้อเลียน
พร้อมกับทำเสียงยาน ๆ ของท่านตอนตอบ
เช่น หนูนุ้ยจะถามว่า

" ท่านนายกครับ
ยางราคาสามโลร้อยแล้วครับ
จะทำอย่างไรดีครับ "
เสียงนายกจะตอบว่า

" ก็ต้องรอดูกันไปก่อน
ยังไม่ได้รับรายงาน

ถ้ายางถูกก็ปลูกปาล์มแทน
ปาล์มถูกก็ปลูกจำปาดะแทนไปก่อน "

ส่วนอดีตนายกทักษิณ
คนเกิดเมืองเหนือแต่ชื่อภาคใต้
ท่านจะชอบอ่าน ชอบฟังและสั่งการ
ดังจะเห็นได้จากวาระการประชุมสัญจร
ที่จะมีการประชุมที่รวดเร็วไม่เยิ่นเย้อ
หรือแนะนำหนังสือที่น่าอ่านทุกครั้ง เป็นต้น

เริญ จบการศึกษาเพียงประถมปีที่ 4
ทำให้ได้รับงานที่ยากลำลากมากในตอนแรก
คือ การล้างขวดเหล้าสีขาว ขวดเบียร์สีน้ำตาล
ต้องฉีดน้ำใส่เข้าไปก่อน
แล้วใช้แปรงชุบผงซักฟอกขัดข้างในด้วยมือ
เสร็จแล้วนำมาล้างด้วยน้ำให้สะอาดอีกครั้ง
ต่อมาในยุคปัจจุบันจะมีเครื่องจักร
หมุนแปรงลวดขัดข้างในได้รวดเร็วมาก
เพียงแต่นำขวดใส่ให้ตรงกับแปรงเลย

ขวดที่นำมาล้างสมัยนั้น
ถ้าสกปรกมาก ๆ ก็ต้องใช้
ทรายหยาบเขย่า ๆ ให้คราบหลุดออกมา
ส่วนสลากปิดข้างขวดก็ต้องแช่น้ำก่อน
แล้วค่อยลอกออกมาหรือใช้มีดคม ๆ
ขูดสลากพร้อมกาวที่ปิดออกมาให้ดูสะอาด
เรียกว่า อาชีพนี้หากินกับน้ำ
หรือต้องแช่น้ำกันเกือบทั้งวันเลยทีเดียว

ขวดที่ทำความสะอาดเสร็จแล้วก็ขายต่อที่โรงงาน
หรือบางครั้งก็มีพ่อค้าแม่ขายมาขอซื้อต่อ
ที่บางครั้งคนเอาไป reuse
บรรจุน้ำปลา น้ำหวานสีต่าง ๆ ขาย
กับางรายก็ใช้ขวดสีน้ำตาล
ไปใส่ซีอิ้ว หรือ น้ำมันงา ขายในยุคนั้น

ก่อนที่จะมีการพัฒนารูปแบบ
ขวดแปลก ๆ ใหม่ ๆ เหมือนปัจจุบัน
เรียกว่า ขวดใคร ขวดมัน ห้ามน้ำมาใช้ซ้ำกัน
มีการจดลิขสิทธิ์กับสิทธิบัตรขวดกันในยุคนี้
บางรายจะมีเครื่องหมายการค้าบนขวดเลย
เพราะมีประวัติสงครามเรื่องขวดติดพันมา
เป็นตำนานและมีในหนังสือธุรกิจเรื่องกลยุทธ์
แต่ในตอนนี้มีการนำพลาสติคมาผลิตทำขวดกันมาก

ในยุคนั้นจะมีแต่ขวดแก้วเป็นหลัก
ขวดพลาสติคแทบไม่มีเลย
เพราะการผลิตพลาสติคเป็นอะไรที่วุ่นวาย
และแพงมาก ๆ ในยุคนั้น
ความรู้ทางด้านเคมีและของเสียโรงงานผลิต
ยังแปรรูปกันไม่ค่อยเป็น
หรือไม่ค่อยเห็นคุณค่ากันมากนัก

เหล้าเบียร์ก็จะใช้ขวดแก้วเป็นหลัก
การผลิดเหล้าไม่ค่อยมีปัญหามาก
เพราะใช้ฝาเกลียวปิดปากฝา
แรงบิดแรงดันไม่ค่อยมีมาก
มักจะใช้แรงคนเป็นหลักมากกว่าเครื่องจักร

แต่ขวดเบียร์จะมีปัญหามาก
เพราะใช้เครื่องจักรปั้มปิดฝาจีบปิดขวด
ถ้าขวดผ่านการใช้งานมากกว่าสามสี่ครั้ง
เวลาฝาจีบปั้มฝาชวดมักจะบิ่นแตก
ใช้การไม่ได้หรือขายไม่ได้อีกเลย
น้ำเบียร์จะไหลหกรดสายพานการผลิต
ภาษีสรรพสามิตจะคิดตามฝาจีบ
ที่จ่ายออกมาผลิตแบบเรียกว่า
นับแต่ละฝาจีบจ่ายภาษีทีละฝาจีบ
เรียกว่าขวดนั้นเสียภาษีฟรี ๆ ไปก่อน

ส่วนน้ำเบียร์ที่ไหลหกต้องนำมา reproduct ใหม่
ค่อนข้างเสียเวลาคัดกรองสิ่งสกปรก/เศษแก้วออกมา
ทำให้บางครั้งโรงงานถ้ามียอดผลิตมาก ๆ เร็ว ๆ
ในช่วงรองรับเทศกาลยอมทิ้งเป็นของเสียไป
หรือขายให้คนงานเป็นลิตรในราคาถูก ๆ
หรือยอมนำมา rework ใหม่
บรรจุเป็นถังใหญ่ ๆ ขายในงานเทศกาลต่าง ๆ
คนไม่รู้ต้นสายปลายเหตุก็ซื้อมาดื่มกันแบบสบายใจ

เริญเป็นคนขยันขันแข็งและเรียบร้อยมาก
เถ้าแก่ขอบใจมากเลยเลื่อนตำแหน่งให้
เป็นคนคุมงานพนักงานล้างขวดทั้งหมด
แล้วตรวจสอบคุณภาพสินค้าก่อนส่งมอบ

ต่อมาให้เป็นคนติดตามคนขับรถยนต์ไปส่งของก่อน
พร้อมกับเก็บเงินจากลูกค้าแทนเถ้าแก่
หรือส่งเงินฝากเงินเข้าธนาคารต่าง ๆ แทนได้เลย
ต่อมาแกก็ขับรถยนต์ได้
ซึ่งในยุคนั้นคนขับรถยนต์ได้หายากมาก
เพราะรถยนต์ราคาแพงอย่างหนึ่ง
ยังไม่มีโรงเรียนสอนกันเป็นกิจลักษณะ
ถ้าไปเรียนก็แพงมากในยุคนั้น

ส่วนมากคนขับรถยนต์เป็น
ต้องอาศัยครูพักลักจำเอา
หรือมีคนใจดีจริง ๆ หรือญาติพี่น้อง
ที่ยอมสอนขับรถยนต์ให้จนเป็น

มียุคหนึ่งก่อนที่เหมาเจ๋อตงจะตายไป
ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมจีน
เป็นช่วงที่บางคนว่า จีนก็มีอะไรโง่ ๆ เหมือนกัน
เติ้ง เสี่ยว ผิง ยังต้องไปใช้แรงงานในชนบท
คนจีนตายไปกว่าสิบห้าล้านคน
เพราะอดหยากกับไม่มีแรงทำงานในชนบท

เรื่องนี้มีการชำระประวัติศาสตร์จีน
สรุปสุดท้ายต้องยอมรับว่า
เหมาผิด แต่ความดีเหมาในอดีตมากกว่า
หักล้างแล้วถือว่าเจ๊ากันไป

เพราะถ้ารื้อคิด ยิ่งรื้อแค้น
ละม้ายแม้น หาสังหาร
เมืองจีนคงวุ่นวายกันอีก
ได้หาคนมารับผิดและฆ่าตายกันอีกมาก
เอาแค่แก้งค์สี่คนรับผิดไปก็พอ
ได้จบเรื่องแบบไทย ๆ หรือ Bird Bird สบาย ๆ ไป

หลายเรื่องในประวัติศาสตร์
ก็มักจะจบลงเป็นเช่นนี้
เช่น สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในเขมร
อัฟริกาใต้ ในละตินอเมริกา
ก็จะลากคอหัวโจกมาตัดสินคดี
ส่วนลิ่วล้อก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นตัว
หรือให้หลบหนีไปไกล ๆ ซ่นตรีน
จะได้จบเรื่องจบราวหนี้แค้นกันไป

คนขับรถเมล์ในจีนแดงในยุคนั้น
จะรู้สึกว่าจองหองหยิ่งผยองมาก
เพราะถือว่าทุกคนต้องพึ่งพา
และเป็นอาชีพที่มีเกียรติกับถือว่าตนเองเก่งมาก
เพราะคนขับรถยนต์เป็นมีน้อยมากในเมืองจีน
แต่คนไทยดูแล้วรำคาญตากับทุเรศมาก
เพราะเคยนั่งรถแท็กซี่กับรถบัสเมืองไทยมาก่อน
ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงด้วย
เพราะเห็นแล้วรำคาญตากับกลัวเสียเวลาเดินทาง

อย่างที่บอกว่า น้ำเบียร์แพงกว่าขวดเบียร์
เวลาที่เริญไปส่งที่โรงงานเบียร์ตราสีหราชัยโยเจ้าฮะ
เบียร์เมืองนี้ที่เขาว่าเป็นเบียร์ของเกย์
หรือของผู้หญิงแปลงร่างแต่งตัวเป็นผู้ชาย
เพราะออกเสียงแบบ เจ้าฮะ ๆ ๆ
ถ้าอ่านออกเสียงตามภาษาต่างด้าวปะกิต

คนที่รับขวดเก่าที่เริญมาส่งที่โรงงาน
มักจะกำชับว่าเช็คปากขวดแล้วยัง
จับดูว่าเปราะหรือไม่ ถ้าเปราะทิ้งไปด้วย
เอาไปขายคนอื่นก่อนมาขายโรงงานนี้
รู้หรือเปล่าโรงงานนี้ซื้อของจากเถ้าแก่แกมากที่สุด
ให้รู้จักสำนึกบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนด้วย

แต่คนที่พูดเช่นนี้
ก็ไม่เคยตักข้าวให้เริญกิน หรือแจกถ้วยแกงให้เริญ
มีแต่ไล่เริญให้ไปกินรวมกับพวกคนงานตอนปีใหม่ตรุษจีน
แถมปีใหม่เถ้าแก่เริญต้องฝากเริญให้เอาเงินมาแต๊ะเอีย
หรือเรียกว่า ค่าสุนัขรับประทาน เก๋าเจี๊ยะ มาให้คนพูด
เพื่อจะได้ให้สั่งซื้อของโรงงานแกมากกว่ารายอื่น ๆ
หรืออำนวยความสะดวกในการจัดคิวส่งสินค้า

ซึ่งในวงการเรียกว่า พวกกินตามน้ำ
ตามหน่วยงานจัดซื้อจัดหาของหลายแห่ง
จะมีพวกทากพวกเหลือบแบบนี้มาก
โดยเฉพาะหน่วยงานจัดซื้อจัดหาในศยมกุ๊ก ๆ
ไม่เกี่ยวกับสยามประเทศที่มีคนดีศรีบุรพามาก
มีระบบควบคุมป้องกันที่ดีงามไม่หละหลวมแต่อย่างใด

" ครับ ๆ ๆ "

คือคำตอบที่นอบน้อมของเริญทุกครั้ง
และพยายามเช็คปากขวดก่อนส่งโรงงานนี้
ทำให้เจ้าของเริญได้ยอมรับในเรื่องคุณภาพขวด
มากกว่ารายอื่น ๆ ที่มาส่งโรงงานแห่งนี้
ทั้งในเรื่องความสะอาดภายในขวด กับปากขวด
เรียกว่าผ่าน QC ระดับเยี่ยมหรือ A+
ตลอดเวลาที่ทำมาค้าขายกับโรงเบียร์แห่งนี้

มีครั้งหนึ่งช่วงระหว่างรอขนขวดเก่าลงที่โรงเบียร์
เริญได้รับอนุญาตจากผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ
ให้ไปเดินเที่ยวภายในโรงงานเบียร์
พร้อมกับผู้จัดการฝ่ายผลิตเบียร์
เริญเห็นสายการผลิตเบียร์แล้วตื่นเต้นมาก
รู้สึกประทับใจกับแปลกใจมาก
เลยพูดความในใจออกไปเสียงดังว่า

" อยากทำโรงงานแบบนี้จัง "

คนของโรงงานระดับใหญ่ในนั้น
ที่เป็นผู้จัดการฝ่ายผลิตโรงงาน
เป็นลูกท่านหลานเธอของบริษัท
หัวเราะเสียงดังมากแล้วพูดว่า

" น้ำหน้าอย่างคิง
ตายไปสิบขาติก็ไม่ได้ทำหรอก "

พร้อมกับนำเรื่องนี้ไปบอกเล่ากันในโรงงาน
กับคนภายนอกที่มาค้าขายกับโรงงาน
จนทำให้เริญกลายเป็นตัวตลกไป
แบบสติกเกอร์ไลน์บริษัทน้ำมันในยุคแรก
ที่แจกกันฟรีใน line ที่พูดได้ว่า

" ฮ่า ๆ ๆ หัวเราะขำมาก ๆ ๆ"

จนเริญได้ฉายาว่า เริญโรงเบียร์ ฮ่า ๆ ๆ

ภาษิตจีนหนังสือกำลังภายในบอกว่า
วิญญูชนยี่สิบปีแก้แค้นไม่สายไปหรอก
แล้วมีวันหนึ่งที่เริญแก้แค้นได้อย่างสาสม
และสะใจมากอย่างแรงทีเดียว

จนโรงงานเบียร์แห่งนี้
จากยอดขายกว่า 80% ในสยมกุ๋ก ๆ
หดหายจนต่ำกว่า 15%
ต้องดิ้นรนหนีตายไปขายเมืองนอก
กับต้องร้องเพลงของหนังเรื่องแฟนฉันว่า
น่าอาย หน้าอาย อาย ๆๆๆ ยะยะยา
แถมฟ้องสื่อมวลชนเรียกร้องความเห็นใจ
กับร้องหาแม่ ๆ ๆ แบบเด็ก ๆ
แบบน่าสมเพชเวทนามาก
กลายเป็นตัวตลกในวงการเหล้าเบียร์
เป็นกรณีศึกษาระดับนานาชาติไปเลยทีเดียว

หรือ Case Study ในวงการศึกษา
ระดับมหาวิทยาลัยเมืองนอกเมืองนา
ที่จัดว่าเป็นมหากาพย์ Episod ที่ดังมาก
ผลการแก้แค้นของเริญเรียกว่า
ธุรกิจกลุ่มนี้เกือบ chip หาย
ล้มละลายล้มหายตายจากไปวงการ

เพราะช่วงยุคทองก็หยิ่งผยองกันมาก
ลูกหลานบริวารก็มือเติบ หน้าใหญ่ใจโต
มีรสนิยมรักธรรมชาติชอบปลูกพืชเมืองหนาว
กว้านซื้อที่ดินแถวเมืองเหนือ อากาศดี
ใช้เงินทองกันสนุกสนานกับดูถูกคนจนกว่า
แบบว่าไม่เคยจนไม่เคยเจ็บ
ใช้เงินแบบไม่มีแผนคืนทุนหรือกำไรจริง
หรือขาดทุนจริงจากธุรกิจที่ไปลงทุน
ชอบทำบุญเอาหน้า ภาวนากันตาย
ตามที่เริญบอกเล่าให้เพื่อนพ้องน้องพี่คนสนิทฟัง

มีคนที่เป็นลูกหลานของตระกูลทำเบียร์นี้
เป็นคนแรกในศยมกุ๊ก ๆ ที่แปลพจนานุกรม
ฉบับภาษาปะกิตเป็นศยมกุ๊ก ๆ ได้ดีที่สุดคนหนึ่ง
จบการศึกษาวิศวกรรมเมืองแร่จากอังกฤษ
ติดคุกในฐานะนักโทษการเมือง
ที่เกาะตารุเตาห่างไกลจากตัวจังหวัดซีตุ๊ก หรือสะตัน
คามแบบคนจีนอ่าน หรือฝาหรั่งอ่านว่า Stul

ในช่วงเวลาที่ท่านติดคุกอยู่
ท่านพอจะมีเวลาว่างเลยมีเวลาแปลพจนานุกรม
แล้วค่อยทะยอยลงมาพิมพ์ขายในมั่งก๊ก (เมืองยุง)
ฉบับสมบูรณ์เล่มใหญ่มาก มีสองเล่มหนาปึ๊ก
ต่อมาท่านก็ย่อลงมาขายเป็นฉบับจิ๋ว

ท่านได้รับเงินจากการขายลิขสิทธิ์ในครั้งนั้น
จัดว่าเป็นเงินจำนวนมากมายในยุคนั้น
เลยซื้อรถยนต์สัญชาติปะกิต
ยี่ห้อออสตินมินิท่องทั่วไปพร้อมภริยา
บอกเส้นทางเดินทางกับการแก้ไขปัญหา

ท่านเคยเขียนเรื่องนี้ไว้ในหนังสือเล่มหนี่ง
เล่าเรื่องราวต่าง ๆ นานมากแล้ว
พร้อมบอกเล่าเหตุผลว่า
ส่วนหนึ่งไม่อยากให้ต้นตระกูลมัวหมอง
กับคนในตระกูลอีกฟากหนึ่ง
ไม่ยอมรับคนติดคุก คนติดตะราง
คนเป็นกบฏต่อรัฐ เป็นคนมีปัญหา
จะทำให้ธุรกิจครอบครัวมีปัญหา
เลยต้องแยกทางแบบรองเท้า Convert
ทางใครทางมัน อย่ามาเดินล้ำเส้นทางกัน

ท่านเลยจำยอมทำตนเป็นฤษีแปลงสาส์น
เปลี่ยนนามสกุลเดิมจากภาษาสันสฤต
เป็นภาษาไทยยุคจอมพลแปลก
สมัยมาลานำเราสู่มหาอำนาจ
ยุคสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา
ส่วนบางคนในสกุลก็ใช้นามสกุล
ตามบรรพบุรุษที่มีตำแหน่งแห่งหน
ตามยศช้าง ขุนนาง พระ ที่ได้รับการแต่งตั้ง
นามสกุลของท่านจึงมีสามสายหลัก

หนังสือเล่มนี้จมหายไปกับสายน้ำแล้ว

อ้อ นิทานนะครับ นิทาน
เขียนจากความทรงจำ มโนเอาก็แล้วกัน

ตำนานการแก้แค้นของเริญ
ที่แบบมาเฟียมักจะพูดกันว่า
การแก้แค้นเหมือนอาหารเย็นที่ต้องอดทนรอ
กว่าจะได้ดื่มกันอย่างเอร็ดอร่อยและสะใจ
หรือ ใจเย็น ๆ จะกินอาหารให้อร่อย ต้องใจเย็น ๆ

ไว้จะเขียนในบทต่อไปภายหน้า
ขอย้ำอีกครั้งว่า เรื่องนี้เป็นนิทานในศยมกุ๊ก ๆ
ชื่อพ้องหรือเรื่องราวใกล้เคียงกับใคร
ไม่เกี่ยวกับสยามประเทศแต่อย่างใด
ใครจะมโนว่าเป็นใคร ผู้แต่งนิทานไม่เกี่ยว
ไม่ขอรับผิดชอบแต่ประการใด
และขอยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ว่า นิทาน ๆ ๆ


เรื่องเดิม ตำนานเสี่ยโรงเหล้า ปฐมบท //goo.gl/yCl4aE




Create Date : 05 มกราคม 2559
Last Update : 1 มีนาคม 2559 21:56:20 น. 0 comments
Counter : 307 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#15


 
ravio
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 30 คน [?]




เกิดหาดใหญ่ วัยเด็กเรียนหนังสือโรงเรียน Catholic คณะ Salesian มีนักบุญประจำโรงเรียน Saint Bosco, Saint Savio ชอบอ่านหนังสือ godfather เกี่ยวกับ Mafio ของพวกซิซีเลียน เคยเล่นเกมส์ Mario แล้วได้คะแนนนำเลยนำสระโอมาต่อท้ายชื่อเป็น Ravio ได้กลิ่นอายแบบ Italino เคยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนวิชาชีพทำมาหากิน แต่ไม่ใช่วิชาที่ชื่นชอบมากนัก เรียนอยู่กว่าเจ็ดปี ต้องกลับมาทำงานเป็นกรรมกรที่บ้านเกิด จนเริ่มเกิดความหลงรักชีวิตบ้านนอก และวิถีชิวิตชุมชนท้องถิ่นที่ตนอยู่และไปร่วมวงเสวนา

เกิดเดือนมีนาคม แต่ลัคนาราศรีตุลย์ ชอบไปทุกเรื่อง สุดท้ายทำอะไรที่ได้เรื่องไม่กี่เรื่อง แต่ส่วนมากมักไม่ได้เรื่อง

ชอบขับรถยนต์ท่องเที่ยวชมภูเขา ป่าไม้ น้ำตก แต่ไม่ชอบทะเลหรือชายหาด เพราะรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยว เมื่อคิดถึงชีวิตตนเองที่มาเปรียบเทียบกับสองสิ่งสองอย่างนี้ รู้สึกว่ามนุษย์เป็นเพียงชีวิตที่เล็กน้อยมากที่มาอยู่อาศัยในโลกใบนี้

ชอบอ่านหนังสือ ท่องเที่ยวใน Internet ชอบเดินทางท่องเที่ยวแถว ในละแวกท้องถิ่นบ้านเกิด นาน ๆ ครั้งจะขึ้นไปเยี่ยมเพื่อนที่กรุงเทพฯ หรือไปหาซื้อหนังสือแถวสยามสแควร์ ถิ่นเก่าที่อยู่และที่เรียน






Friends' blogs
[Add ravio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.