ความทรงจำเก่า ๆ ก่อนจะลืมเลือนหายไปกับกาลเวลา
Group Blog
 
<<
มกราคม 2556
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
16 มกราคม 2556
 
All Blogs
 
โอบามา ไร้ศีลธรรม



นักภาษาศาสตร์และนักเคลื่อนไหวกิจกรรมทางการเมือง  Noam Chomsky
ยังมีพลังเหมือนเช่นเคย ในวัย 84 ปี
ความนิยมในตัวของเขา หรือความประพฤติของเขา
บางคนบอกว่า คงเป็นเพราะเขายังคงวิพากษ์วิจารณ์
นักการเมือง ผู้นำทางเศรษฐกิจ และบุคคลอื่น ๆ  
ที่มีอิทธิพลบางเรื่อง ที่ไม่ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ

หัวใจในการทำงานของ Chomsky คือ
การตรวจสอบชนชั้นนำ
ในเรื่องวิธีการใช้อำนาจ
ในการควบคุมผู้คนนับล้านคน
และการผลักดันประชาชนที่ต่อต้าน

ในกรณีของการสัมภาษณ์กับ Al Jazeera  
Noam Chomsky ได้นั่งสนทนากับ Rosiland Jordan
เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับสองเรื่องราวหลักชีวิตของเขา
การวิจัยและการเคลื่อนไหวทางการเมือง
และกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางการเมือง
ทำให้นักวิชาการสหรัฐรายนี้
มีส่วนร่วมในการอภิปราย
เรื่องสาธารณะเป็นอย่างดีในทศวรรษที่เก้า

" กิจกรรมการเคลื่อนไหวทางการเมืองสำหรับผม
เป็นการกระตุ้นอย่างยาวนานสำหรับผลงานแบบมืออาชีพ"  
Chomsky  กล่าวว่า
" ผมเติบโตขึ้นด้วยวิธีการนั้น
ดังนั้น ผมจึงเป็นนักเคลื่อนไหวกิจกรรมทางการเมือง
ช่วงที่เป็นวัยรุ่นในปี 1940  
ก่อนที่ผมจะเคยได้ยินหลักการของภาษาศาสตร์ (วาทะกรรม) "

ขอสรุปในเรื่องการเมืองสหรัฐ เขาให้เหตุผลว่า
ความนิยมที่เพิ่มขึ้นของการเคลื่อนไหว
ของงานเลี้ยงน้ำชา(การร่วมชุมนุมประท้วง)
และการเป็นฝ่ายค้านแบบหัวชนฝา
ต่อประธานาธิบดีบารักโอบา ในบางไตรมาส
เป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า  ความหวาดระแวงทางพยาธิวิทยา

" มันเป็นอะไรบางสิ่งบางอย่างที่มีอยู่ในประเทศนี้  
  มันเป็นประเทศที่หวาดกลัวอย่างมาก จากที่เคยเป็นมาก่อน"

ในเวลาเดียวกัน Chomsky  .ให้ความเห็นว่า
ตนตนที่แท้จริงของ โอบามา เป็นคนที่ ไร้ศีลธรรม

"ถ้า คุณดูที่นโยบายของเขา
ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่พวกเขาเปิดเผย
ผมหมายถึงมีแต่เรื่องที่ดีดี ที่นั่นและที่นี่  
แต่เมื่อคุณดูที่ผลนโยบายที่เกิดขึ้นจริง ...
การรณรงค์ให้มีการลอบสังหาร
ด้วยการโจมตีทางอากาศ เป็นตัวอย่างที่ดี
เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบ
ผมหมายความว่า มันเป็นเพียง
การรณรงค์เพื่อให้มีการลอบสังหารทั่วโลก "

การขยายตัวต่ออย่างเนื่องของอิสราเอล
ในตั้งถิ่นฐานในฝั่งตะวันตก Chomsky กล่าวว่า

"นั่นคือ การไร้ความพยายาม โดยโอบามา
ที่จะพยายามทำและลดเรื่องนี้ลง
"[โอ บามา] บอกนัยของเรื่องนี้กับ Netanyahu เนทันยาฮู
และผู้นำอิสราเอลอื่น ๆ  ว่า
ผมจะแตะบนข้อมือของคุณ  
แต่ให้มุ่งไปข้างหน้าและทำในสิ่งที่คุณต้องการ ....
ดังนั้น ในความเป็นจริงและที่เป็นจริงแล้ว
โอบามาเป็นประธานาธิบดีคนแรก
ที่ยังไม่ได้กำหนดข้อห้ามอย่างจริงๆ จัง ๆ  กับอิสราเอล "



Chomsky ยังกล่าวว่า
วิกฤตการณ์ของ  โครงการภายใต้ระบบเสรีนิยมยุคใหม่  
ได้มีการแสดงบทบาทอย่างต่อเนื่องกับ
วิกฤตการเงินโลกและเป็นเรื่อง  
"ความสวยที่อาบยาพิษ"
ในทุกหนทุกแห่งที่มีการนำไปปฏิบัติ

"[ใน] ทศวรรษ 1950 และ 1960
ซึ่งเป็นช่วงที่การเจริญเติบโตครั้งที่ใหญ่ที่สุด
ในประวัติศาสตร์ชาติอเมริกา
สถาบันการเงินถูกควบคุม มีระเบียบข้อตกลงใหม่ ๆ
มีการวางกฎเกณฑ์ให้อยู่ในกรอบระเบียบ
และไม่มีวิกฤติการเงิน

เริ่มต้นในปี 1970  
มีการเปลี่ยนการตัดสินใจ
กฎหมายไม่เป็นไปตามธรรมชาติ
มีการปรับโครงสร้างทางระบบเศรษฐกิจ

และทศวรรษต่อมา การตัดสินใจในเรื่องเหล่านี้
ก่อให้เกิดผลในสถานการณ์ที่
จริง ๆ แล้วมันคือภัยพิบัติ เขากล่าว

แต่ Chomsky  ยังรู้สึกว่า

" ยังไม่มีอะไรที่ไปไกลเกินไป
   ทุกสิ่งสามารถย้อนกลับมาได้
   เรื่องเหล่านี้ขึ้นกับการตัดสินใจของคนเรา"


เขาเน้นว่า  "

" สิทธิที่มีมากขึ้น
  โอกาสที่มีก็มากขึ้น
  ยิ่งมีโอกาสมากขึ้น
  ความรับผิดชอบยิ่งควรมีมากขึ้นเช่นกัน "


เรียบเรียงจาก  //www.aljazeera.com/programmes/talktojazeera/2013/01/201311294541129427.html

อีก link หนึ่งที่เรียบเรียงเพิ่มเติมจาก Aljazeera

//banoosh.com/2013/01/14/chomsky-obama-has-no-moral-center/



ศาสตราจารย์เอ็มไอทีและนักเคลื่อนไหวกิจกรรม Noam Chomsky  
ได้ประณามประธานาธิบดีสหรัฐ บารัก โอบามา
สำหรับการใช้กองทัพอากาศ ในการกวาดล้าง/ฆ่าผู้ก่อการร้าย
ในวิดีโอที่เผยแพร่โดย Al Jazeera ภาษาอังกฤษเมื่อวันเสาร์
Chomsky ได้กล่าวว่า นักกิจกรรมผิวดำรายหนึ่ง
ได้เล่าให้เขาฟังถึงเรื่องราวที่ กลุ่มผู้หญิงอัฟริกันอเมริกัน(ผิวดำ)
ได้เข้าเยี่ยมประธานหลังพิธีสาบานตน
เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีใน ปี 2009
หลังจากการพบปะเยี่ยมเยียน
ผู้หญิงรายหนึ่งที่รู้สึกผิดหวังได้บอกนักกิจกรรมผิวดำว่า
"ผู้ชายคนนี้ไร้ศีลธรรม"

Chomsky กล่าวว่า

"ผมคิดว่าพวกเขาพูดถูกต้อง
ถ้าคุณมองไปที่นโยบายของเขา
ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่พวกเขาเปิดเผยเพียงบางส่วน
ในเรื่องที่ดีดีกับเรื่องเหล่านี้และเรื่องที่นั่น
แต่ถ้าคุณดูที่นโยบายที่เกิดขึ้นจริงแล้ว
มันเป็นเรื่องที่ต้องตกตะลึกอย่างยิ่ง
แผนการรณรงค์ให้มีการลอบสังหาร
เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน
ผมหมายความว่า มันคือ
การรณรงค์ให้มีการลอบสังหารทั่วโลก "

วิกฤตการณ์ของการโจมตีทางอากาศระยะไกล
(บางครั้งไร้นักบินขับเครื่องบิน)
เพื่อทำลายหรือสังหารผู้ก่อการร้าย
ในปากีสถานและเยเมน
เป็นเรื่องน่าห่วงว่าเป็นการปฏิบัติการ
ที่ฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศ
และเป็นการฆ่าพลเรือนหลายนายด้วย

นักกิจกรรมฝ่ายซ้ายที่เป็นรู้จักกันดี Chomsky
ยังได้ชี้ให้เห็นถึง ผลงานความพยายามของโอบามา
ที่จะปิดกั้นการตั้งถิ่นฐานของอิสราเอลในดินแดนปาเลสไตน์
แม้ว่าโอบาจะมีการบริหารจัดการในเรื่องนี้
แต่ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ซ้ำแล้วซ้าเล่า

ในเรื่องกิจกรรมการตั้งถิ่นฐานของอิสราเอล
เพราะพวกเขาไม่เคยกำหนดบทลงโทษใด ๆ
ที่เกิดขึ้นอย่างจริงจังเลย  
แตกต่างจากประธานาธิบดีก่อนหน้านี้

"ในความเป็นจริงแล้ว
โอบามาเป็นประธานาธิบดีคนแรก
ที่ยังไม่ได้กำหนดข้อจำกัด
อย่างแท้จริงและจริงจังกับอิสราเอลเลย "
​​เขากล่าวเสริม

ทีมงานบริหารของโอบามา
มีผลงานที่อุกอาจและก้าวร้าว
ด้วยการใช้ฝูงบินในการทำลายล้างและลอบสังหาร
ในสิ่งที่กลุ่มวอชิงตันคิดว่า
สงสัยเป็นพวกก่อการร้าย
ในประเทศอื่น ๆ ได้แก่
ปากีสถาน เยเมนและอัฟกานิสถาน

ในปากีสถาน การโจมตีทางอากาศของสหรัฐ
ได้ฆ่าพลเรือนไปมากกว่า 2,800
ตั้งแต่ปี 2004 ตามแหล่งข่าวของปากีสถาน
ใน อัฟกานิสถาน
US ได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศเพิ่มขึ้นมาก
นับตั้งแต่ปี 2012  ที่มีการทำสงครามทางอากาศ
ที่ยาวนานกว่าแปดปีในปากีสถาน
มีการทิ้งระเบิดเกือบ 450 ลูก
และฆ่าพลเรือนนับหลายพันคน
ตามที่มีรายงานของศูนย์กลางเฝ้าระวังอากาศของสหรัฐ
ตามแหล่งข่าว RT

ตัวเลขที่รวบรวมโดยกลุ่มงานที่ปรึกษาวอชิงตัน
ได้แสดงถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมากของจำนวนครั้ง
ในการโจมตีทางอากาศของสหรัฐ ในเยเมน  
จากตัวเลขรายงานสะสมของสื่อต่างประเทศ
และมูลนิธิอเมริกายุคใหม่ ได้รายงานว่า
การโจมตีทางอากาศของสหรัฐในเยเมนเพิ่มขึ้น
จาก 18 ครั้งใน 2011  เป็น   53 ครั้งในปี 2012

ในสิ่งที่จะเป็นผลที่ควรตามมา คือ
ไม่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ
ที่ไม่มีใครติดตามเรื่องราวหรือตำนาน
การทำสงครามทางอากาศที่ไม่มีวันสิ้นสุด
ไม่มีคำว่า  การระบุตัวตนหรือการระบุเป้าหมาย
หรือเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย  แหล่งข่าวระบุ

จำนวนผู้ก่อการร้ายระดับแกนนำ
ที่ถูกฆ่าตายคิดเป็นร้อยละ
ของการบาดเจ็บล้มตาย
รวมแล้วอยู่ในระดับต่ำมาก
ประมาณเพียง 2% [ของการเสียชีวิต]"
ตามรายงานของ Stanford / NYU

ใน การสัมภาษณ์กับ CNN และ Fox
ประธานาธิบดีโอบามา
ได้พยายามปกป้องตนเองอย่างต่อเนื่อง
กับข้อเท็จจริงที่ว่า
เขาได้สั่งให้มีการโจมตีทางอากาศ
ในการสังหารผู้คนบนพื้นฐานของ
การไม่มีอะไรมากไปกว่าข้อสงสัยที่ว่า
พวกเขาเหล่านั้นเป็นภัยคุกคาม
ต่อความมั่นคงของชาติสหรัฐ
แหล่งข่าวจากมูลนิธิอเมริกันยุคใหม่

Clip เรื่อง อิสลามผู้ถูกรังแก
ข้อมูลบางส่วนใกล้เคียงกับที่ Chomsky กล่าวไว้






Clip ที่แสดงถึงการกล่อมเกลาหรือโฆษณาชวนเชื่อ
จนทำให้ผู้คนคิดว่าได้ยอมรับว่า
ได้ตัดสินใจด้วยวิจารณญาณของตนเอง



Credit  Kdunagin จาก Pantip.com ที่มีมุมมองอีกแบบหนึ่ง

ยังมีคนให้ราคากับคำพูดของ Noam Chomsky อีกหรือคะ
เมื่อ 20-30 ปีก่อนคำพูดของแกดูน่าตื่นเต้นดีค่ะ
เพราะดูต่างจากคนอื่นดี แต่พอนานๆ เข้า ยิ่งฟังแกพูด
สิ่งที่เห็นชัดเจนอย่างแรกเลยแกเป็นคนที่ negative ในทุกเรื่อง
อย่างที่ 2 แกนั่งอยู่บนหอคอย ไม่เคยรู้จริงๆ เลยว่า
โลกบนพื้นดินจริงๆ เขาเป็นกันอย่างไร
อย่างแกบอกว่า genocide ในกัมพูชาไม่เคยเกิดขึ้นจริง
holocaust สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
เริ่มมาจาก propaganda ของนาซี และไม่เคยเกิดขึ้นจริง แกบอกว่า

“I see no antisemitic implications in denial of the existence of gas chambers, or even denial of the holocaust.” (จากนิตยสาร Quadrant เดือนตุลาคม ปี 1981)

อย่างกรณีพอลพตในการฆ่าล้างชาติของกัมพูชา แกเคยเขียนว่าอย่างนี้ค่ะ

“the evacuation of Phnom Penh, widely denounced at the time and since for its undoubted brutality, may actually have saved many lives. It is striking that the crucial facts rarely appear in the chorus of condemnations.” (จาก South End Press, 1979 หน้า 160)

เรื่องของเรื่องคือ Chomsky thrives on ด้านลบของทุกเรื่อง
คนบางกลุ่มชอบเพราะเอาไปสร้างเป็น conspiracy theory ได้ง่าย
แล้วแกก็ลอยตัวเองอยู่เหนือปัญหา

ระหว่างคนที่เจอปัญหาแล้วต้องลงมือแก้จริงๆ
กับคนที่เป็นแต่วิจารณ์มันไม่เหมือนกันหรอกค่ะ
อย่างแกเคยวิจารณ์ว่ารัฐบาลสหรัฐเข้าไปวุ่นวายกับอิสราเอลมากเกินไป
ก็นี่ไง รัฐบาลโอบามาเริ่มถอยห่างออกมาแล้วเป็นผู้ดูแล้ว
แกก็ยังหาเรื่องวิจารณ์อีกจนได้
แกวิจารณ์รัฐบาลสหรัฐสมัยที่ประธานาธิบดีมาจากพรรครีพับลิกัน
ว่าใช้จ่ายเงินกับการทหารมากเกินไป เหมือนค้าสงคราม
โอบามายุติสงครามอิรักแล้ว กำลังจะยุติสงครามในอัฟกานิสถานด้วย
ตัดงบประมาณการทหารจากที่เคยเป็น 1 ใน 3
ของงบประมาณทั้งประเทศลงตามลำดับ อ้าว เฮ้ย แกยังไม่พอใจอีก

นักเขียนและนักวิจารณ์ชื่อ Stefan Kanfer เคยเขียนไว้ว่า
ในอเมริกาคนเรามีชื่อเสียงได้ 2 ทางคือ
ในแนวนอนและในแนวตั้ง
คนทั่วไปมักจะสร้างชื่อเสียงในแนวนอน
คือค่อยเป็นค่อยไป ค่อยสะสมสิ่งที่สร้างชื่อเสียง
อย่างเช่นนักประดิษฐ์ทั้งหลาย ศิลปินที่มีพรสวรรค์จริงๆ
คนที่มีชื่อเสียงในแนวนอนจะไม่สร้างชื่อให้ตัวเองได้ภายในคืนเดียว

แต่บางคนพยายามสร้างชื่อเสียงแนวตั้ง
คือทำอะไรที่ช็อกผู้คน อย่างเช่น Chomsky
ซึ่งเป็นนักภาษาศาสตร์เคยค้านความเชื่อที่มีมาแต่เดิมว่า
ภาษาที่เด็กๆ ได้มาเกิดจากการเรียนรู้
แต่แกกลับบอกว่าภาษานั่น hardwired
มาในคนเราทุกคนแล้วตั้งแต่เกิด
คนเราเรียนรู้ไวยากรณ์ทาง genetic
ผู้คนก็ฮือฮากันสิคะ ที่สำคัญคือ
นับแต่นั้นมาแกกู่ไม่กลับอีกเลย
เพราะมองเห็นวิธีสร้างความเป็น
"ดาราแสดงนำ"ให้ตัวเองแล้ว

Chomsky เป็นพวก anarchist ค่ะ
เมื่อ 30-40 ปีที่แล้วนี่เห็นด้วยกับแนวคิดของแกนะคะ
แม้ว่าแกจะเป็นแต่คิดและวิจารณ์
ไม่เคยเสนอแนวทางไหนที่ปฏิบัติได้จริงเลย
เพราะตัวแกมีประสบการณ์จริงกับเรื่องที่แกพูดถึงน้อย
แต่พอเอาสิ่งที่แกเคยพูดไว้มาทบทวนดู
เห็นเลยว่าคนนี้มีความเข้าใจอะไรๆ
ที่เป็นไปตามความเป็นจริงน้อยมาก
ที่ยิ่งกว่านั้นคือด้วยความที่แกมีความเชื่อมั่น
ในความคิดของตัวเองค่อนไปทางหลงตัว
จนไม่ฟังความคิดเห็นที่ขัดแย้ง
แต่พอใครแสดงหลักฐานให้เห็นกันจะๆ
ว่าตรงข้ามกับสิ่งที่แกแสดงความคิดเห็นไป
แกก็หาทาง 'แถ' ไปจนได้

ตัวอย่าง อย่างแกเคยชมนโยบายที่ปฏิบัติ
ในชนบทของเมาเซตุงว่าเป็นสิ่งที่เที่ยงธรรม
และเหมาะสมกับสภาพสังคมของประเทศจีนที่สุด
แกพูดแบบนั้นโดยไม่รู้เลยว่าแค่ 5 ปีก่อนหน้านั้นเอง
จีนอยู่ในสภาพที่ผู้คนอดหยากและล้มตายที่เรียกกันว่า
The Great Chinese Famine of 1958-1962
ในหน้าประวัติศาสตร์นั่น คือ
ความหายนะที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
คราวนั้นมีชาวจีนตายทั้งหมด 30 ล้านคน
ต่อมาพอมีคนชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงในเรื่องนั้น
รวมทั้งเหตุการณ์คล้ายกันที่เกิดในเวียตนาม
แกก็แถไปว่าทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องจำเป็น
การที่รัฐสร้างความหวาดกลัวในหมู่ชาวบ้าน
การที่เจ้าของที่ดินถูกฆ่าเพื่อรัฐ
จะได้ยึดที่ดินมาเสียบางครั้งก็เป็นสิ่งจำเป็น
ถ้าต้องการพาประเทศให้ก้าวต่อไปได้ง่ายๆ
คือตอนที่แกพูดไปคราวนั้นแกยังไม่รู้เรื่องราว
ความเป็นไปในประเทศจีน
แต่ก็แสดงความคิดเห็นไปก่อนแล้ว
จะแก้ทีหลังก็เสียหน้า เหอะๆ

หรืออย่างที่แกชื่นชมนโยบายของพอลพตเสียนักหนา
แรกๆ แกไม่เชื่อว่ามีการฆ่าหมู่ประชาชนกัมพูชาจริง
แสดงชัดว่าแกรู้ถึงเหตุการณ์ในประเทศอื่นที่เกิดขึ้นจริงช้ามาก
แต่ขอให้ได้แสดงความคิดเห็นอะไรออกไปก่อน
พอมีคนชี้ให้เห็นการฆ่าหมู่ชาวกัมพูชาเป็นล้าน
เป็นการฆ่าหมู่อย่างเป็นระบบเสียด้วย
ทีนี้ทำไง ในเมื่อแกเคยแสดงความชื่นชม
รัฐบาลพอลพตไปแล้ว
บอกไปแล้วว่าไม่มีหลักฐานอะไรแสดง
ให้เห็นว่ามีการฆ่าหมู่จริง
แกก็แถไปอีกว่าในการเปลี่ยน regime
และการปฏิวัติทางสังคม บางครั้งนั่นเป็นสิ่งจำเป็น
แต่ก็ยังไม่ยอมรับตรงๆ หรอกนะคะว่า
ยอมจำนนต่อหลักฐานว่า genocide ในกัมพูชานั้นเกิดขึ้นจริง

ยิ่งทบทวนสิ่งที่แกเคยแสดงความคิดเห็นไว้มากเท่าไหร่
ความศรัทธาที่เคยมีให้ยิ่งหดหายค่ะ
ยิ่งความคิดเห็นทุกวันนี้ของแกยิ่งแล้ว คือ
แก get stuck อยู่แค่ประมาณทศวรรษที่ 50s- 60s เท่านั้นเอง
แกไม่มีความคิดอะไรใหม่ๆ ที่ปรับเปลี่ยน
ไปตามการเปลี่ยนแปลงของโลกเท่าที่ผ่านมาตลอด 50 ปีอีกเลย

อ้อ! อีกอย่าง Chomsky เป็นยิวค่ะ
เคยมีคนเรียกแกว่า self-hating Jew
มีความรู้สึกคล้ายๆ ฮิตเลอร์ที่มีเชื้อสายยิว
แต่กลับทำลายคนที่เชื้อสายเดียวกับตัวเอง
เหมือนรู้สึกว่าเป็นคนมีปมด้อยที่
มีเชื่้อสายนี้หรือยังไงก็ไม่ทราบ

กรณีพอลพตกับกัมพูชา
ถ้าเป็นคนอื่นคงรู้สึกเสียหน้าเพราะเหตุการณ์คราวนั้น
เรียกได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ยุคใกล้นะคะ
แต่ไม่ใช่สำหรับ Chomsky
ความคิดของแกมีแนวเดียวคือ
ทุกอย่างที่ต่อต้านนโยบายของรัฐบาลอเมริกันถือเป็นเรื่องดีหมด
แกชื่นชมพอลพตก็เพราะคิดว่าพอลพตกล้าท้าทายรัฐบาลอเมริกัน
เรื่องของเรื่องมีอยู่แค่นั้นเอง

แกบอกว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นในกัมพูชาในปีที่เรียกว่า year zero
คือความสำเร็จของ Cambodian revolutionaries
ตอนนั้นแกยังไม่รู้ว่ารัฐบาลกำลังใช้นโยบายฆ่าประชากรยังไง
มีคนตายไปแล้วมากน้อยแค่ไหน
จนมีหนังสือเล่าเรื่องราวความเป็นไปในกัมพูชา
ในช่วงเวลานั้นออกมา 2 เล่ม ซึ่งแสดงถึง
ความทารุณโหดร้ายของพอลพตกับรัฐบาลกัมพูชาเวลานั้น

Chomsky บอกว่าทั้งหมดที่เขียนอยู่ในหนังสือเล่มนั้น
ไม่เป็นความจริง หนังสือ 2 เล่มนั้นเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ
ของพวกต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์เท่านั้นเอง
เหตุผลของแกก็คือหนังสือนั่นพิมพ์โดย Reader's Digest
ซึ่งแกว่าเป็นสื่อของพวกอนุรักษ์นิยม
แล้วบอกว่า 2 คนนั่นไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเองแล้วจะรู้ได้ยังไง
จนต่อมาไม่นานนักข่าวชาวฝรั่งเศสชื่อ Francois Ponchaud
เขียนหนังสือชื่อ Cambodia Year Zero
เล่าประสบการณ์ของตัวเองตอนที่อยู่ในกัมพูชาตั้งแต่ปี 1965
จนถึงวันที่กรุงพนมเปญถูกยึด
รวมทั้งสัมภาษณ์ผู้อพยพที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย
เอาละซี ทีนี้ทำไง เมื่ออ้างว่าเล่มก่อนๆ
คนเขียนไม่มีประสบการณ์จริง คราวนี้เจอของจริง
แกก็แถไปได้อีกว่าจะเอาความจริงจากผู้อพยพได้ที่ไหน

"Refugees are frightened and defenseless, at the mercy of alien forces. They naturally tend to report what they believe their interlocutors wish to hear.

จนหลังจากนั้นรายงานเรื่องความโหดเหี้ยมของรัฐบาลพอลพต
มีตามกันออกมาเรื่อยๆ เสียงคัดค้านว่าเป็นความพยายาม
ของพวกต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่จะลบล้างความสำเร็จของพอลพต
จะเริ่มอ่อนลงเพียงเถียงกับหลักฐานไม่ขึ้น
แต่แกก็ยังไม่วายแถต่อไปได้อีก
ด้วยการบอกว่านั่นไม่ใช่ผลงานของรัฐบาลกัมพูชาในเวลานั้น
แต่เป็นการแก้แค้นของชาวนากับทหารที่ขาดวินัยทำกันเอง

"the deaths in Cambodia were not the result of systematic slaughter and starvation organized by the state but rather attributable in large measure to peasant revenge, undisciplined military units out of government control, starvation and disease that are direct consequences of the US war, or other such factors."

เอากับแกสิ คนแก่ๆ เวลารั้นนี่สุดฤทธิ์สุดเดชจริงๆ นะคะ
ยิ่งคนแก่ที่หลงติดอยู่แต่กับความคิดของตัวเองยิ่งไปกันใหญ่




Create Date : 16 มกราคม 2556
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2557 17:13:14 น. 2 comments
Counter : 833 Pageviews.

 

แหล่มจุงเบย ขอบคุณที่นำมาให้อ่าน
กด LIKE ให้เลยค่ะ


โดย: อุ้มสี วันที่: 16 มกราคม 2556 เวลา:20:51:30 น.  

 
แค่คิดว่าสามารถในดินแดนที่ไม่ใช่ที่ตนดูแลก็ผิดแล้วค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 17 มกราคม 2556 เวลา:16:33:06 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#15


 
ravio
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 30 คน [?]




เกิดหาดใหญ่ วัยเด็กเรียนหนังสือโรงเรียน Catholic คณะ Salesian มีนักบุญประจำโรงเรียน Saint Bosco, Saint Savio ชอบอ่านหนังสือ godfather เกี่ยวกับ Mafio ของพวกซิซีเลียน เคยเล่นเกมส์ Mario แล้วได้คะแนนนำเลยนำสระโอมาต่อท้ายชื่อเป็น Ravio ได้กลิ่นอายแบบ Italino เคยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนวิชาชีพทำมาหากิน แต่ไม่ใช่วิชาที่ชื่นชอบมากนัก เรียนอยู่กว่าเจ็ดปี ต้องกลับมาทำงานเป็นกรรมกรที่บ้านเกิด จนเริ่มเกิดความหลงรักชีวิตบ้านนอก และวิถีชิวิตชุมชนท้องถิ่นที่ตนอยู่และไปร่วมวงเสวนา

เกิดเดือนมีนาคม แต่ลัคนาราศรีตุลย์ ชอบไปทุกเรื่อง สุดท้ายทำอะไรที่ได้เรื่องไม่กี่เรื่อง แต่ส่วนมากมักไม่ได้เรื่อง

ชอบขับรถยนต์ท่องเที่ยวชมภูเขา ป่าไม้ น้ำตก แต่ไม่ชอบทะเลหรือชายหาด เพราะรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยว เมื่อคิดถึงชีวิตตนเองที่มาเปรียบเทียบกับสองสิ่งสองอย่างนี้ รู้สึกว่ามนุษย์เป็นเพียงชีวิตที่เล็กน้อยมากที่มาอยู่อาศัยในโลกใบนี้

ชอบอ่านหนังสือ ท่องเที่ยวใน Internet ชอบเดินทางท่องเที่ยวแถว ในละแวกท้องถิ่นบ้านเกิด นาน ๆ ครั้งจะขึ้นไปเยี่ยมเพื่อนที่กรุงเทพฯ หรือไปหาซื้อหนังสือแถวสยามสแควร์ ถิ่นเก่าที่อยู่และที่เรียน






Friends' blogs
[Add ravio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.