ความทรงจำเก่า ๆ ก่อนจะลืมเลือนหายไปกับกาลเวลา
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2561
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
22 สิงหาคม 2561
 
All Blogs
 

คนขับรถรับจ้างที่พบพาน




หลายปีก่อน
ตอนที่ผมเดินทางกลับจากประชุมประจำปีของหน่วยงานที่กรุงเทพฯ
ขณะที่เดินทางออกจากบ้านพี่สาวแถวท่าพระจันทร์
เพื่อเดินทางไปขึ้นรถไฟที่สถานีสามเสน
ซึ่งมีผู้โดยสารพลุกพล่านน้อยกว่าสถานีรถไฟหัวลำโพง
กอปรกับจะทำเวลาในการเดินทางได้ดีกว่าไม่ต้องผ่านเข้าเมือง


ผมได้เรียกรถแท็กซี่คันหนึ่งยังเป็นวัยรุ่นมาก
แท็กซี่คันนั้นได้จอดรับผมเมื่อผมบอกว่าจะไปที่สามเสน
ก็ตกลงรับผมขึ้นบนรถแท็กซี่ไปยังเป้าหมาย
ระหว่างทางได้พูดคุยสัพเพเหระไปตามเรื่อง
ลักษณะท่าทางก็ดูออกว่ายังขับรถยนต์ไม่คล่องมากนัก


แกก็ยอมรับว่าเพิ่งจะหัดขับไม่นานนัก
เพราะเพิ่งจบปริญญาตรีรัฐศาสตร์จากรามคำแหง
ยังหางานทำไม่ได้และอยากสอบปลัดอำเภอ
แต่ในยุคนั้นปลัดอำเภอต้องรอ
ราวสองสามปีจึงจะเปิดสอบสักครั้ง
ซึ่งแกคงต้องรออีกราวสองปี
แกเลยอยากแบ่งเบาภาระพ่อแม่ไปก่อน


หลังจากพูดคุยไปมาสักพัก
เลยบอกว่าไม่ลองลงนิติศาตร์ดูก่อนหรือ
เพราะเทียบโอนหน่วยกิตจะใช้เวลาเรียนน้อยลงด้วย
ช่วงรอสอบปลัดอำเภอจะได้ทบทวนทางอ้อมด้วย
เผื่อทำงานเป็นปลัดอำเภอจะได้ใช้วิชากฎหมายเป็นทางผ่าน
แกก็บอกว่า ดีเหมือนกัน กำลังเคว้งคว้างอยู่
ว่าจะเรียนต่อหรือหางานทำแทนการขับรถแท็กซี่


แต่การขับรถก็มีเวลาว่างส่วนหนึ่ง
ในการทบทวนวิชาจากครูตู้ครูเทปในยุคนั้น
ซึ่งมีการขายชีทและเทปบรรยายกันมากในยุคก่อน
แม้ว่าจะมีการห้ามอัดเทปออกขาย
แต่ก็ยังมีการลักลอบอยู่เหมือนกัน


หลังจากรถแท๊กซี่ถึงสถานีรถไฟสามเสนแล้ว
แกก็ยกมือไหว้ขอบคุณผม
และผมก็อวยพรให้แกโชคดีให้สอบปลัดอำเภอให้ได้
ถ้าสอบปลัดได้ ก็พยายามเรียนนิติศาสตร์แล้วจบเนติบัณฑิตให้ได้
เผื่อไปสอบเป็นอัยการหรือผู้พิพากษา
ชีวิตจะได้ไปโลดไปได้อีกไกล
เพราะอายุก็ยังน้อยอยู่คงไปได้อีกไกล





อีกครั้งหนึ่ง
ตอนขึ้นรถแท็กซี่ในกรุงเทพฯ
จะไปธุระที่แถวสุขุมวิทเพื่อไปหาเพื่อน
ขณะที่ดูป้ายชื่อนามสกุลคนขับรถแท็กซี่หลังเบาะที่นั่ง
เห็นนามสกุลคนขับรถแท็กซี่
ก็จำได้ว่าเพื่อนสนิทคนหนึ่งนามสกุลดังกล่าว
เพื่อนเป็นคนสุราษฏร์ธานี
เพื่อนเล่าเองว่า พ่อแกเป็นสหายพรรคคอมมิวนิสต์
มีอาชีพเป็นทนายความดังที่สุราษฎร์ธานี


หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
ก็เดินทางเข้าป่าไปร่วมกับสหายในป่า
และค่อยกลับมาทำงานในเมือง
เป็นฝ่ายจัดตั้งสนับสนุนในเมือง


แต่ในที่สุดถูกล้อมปราบยิงตายคาที่
พร้อมกับเงินสดราวสองแสนบาทที่จะนำไปให้สหาย
ก็ถูกตำรวจยึดไปแต่ไม่ลงบัญชีไว้ว่าพบที่ศพคนตาย
ที่รู้ว่า เงินสดหายไปสองแสนบาท
เพราะมีการถอนเงินสดจากธนาคารในวันตาย
และเงินในบัญชีธนาคารก็ถูกถอนไปเป็นจำนวนดังกล่าว
ครอบครัวเพื่อนทราบข่าวจากวงในและสหายที่หลบหนีไปได้


หลังจากนั้น ครอบครัวเพื่อนก็ขายบ้านและที่ดิน
ย้ายมาที่กรุงเทพฯ โดยยังพอมีเงินเก็บก้อนหนึ่ง
ที่ได้จากการขายบ้านและที่ดิน
ส่วนแม่เพื่อนก็รับจ้างซักผ้า/เย็บผ้าเป็นรายได้เสริม
เพราะต้องส่งพี่ชาย เพื่อนและน้องชายเรียนระดับมหาวิทยาลัย


ผมเคยไปบ้านเพื่อนที่กรุงเทพฯ ก็เพียงครั้งเดียว
แต่นานมากแล้วเพราะค่อนข้างไกล
แต่ตอนเรียนค่อนข้างสนิทกันพอสมควร
เพราะอยู่ในกลุ่มเดียวกันในตอนวัยรุ่น


หลังจากจบการศึกษาก็แยกย้ายกันไป
ทราบข่าวว่าเพื่อนจะไปสอบเป็นผู้พิพากษา
ส่วนผมก็กลับมาหางานทำที่บ้านเกิด
เลยขาดการติดต่อไปเลยเช่นกัน
เพราะยุคนั้น โทรศัพท์เป็นอะไรที่หายากมาก


หลังจากสอบถามคนขับรถแท็กซี่ว่า
" เป็นอะไรกับหน่อยครับ เห็นใช้นามสกุลนี้ "


" อ๋อ เป็นพี่ชายแกเอง รู้จักหน่อยเหรอ " คนขับรถถาม


" ครับ ไม่เจอนานแล้ว ผมสนิทกับแกมากตอนเรียน
ตอนนี้แกไปทำงานที่ไหนแล้วครับ " ผมถาม


" ไปเป็นผู้พิพากษาที่เชียงใหม่
แกพาแม่ไปอยู่ด้วย
ส่วนผมยังทำงานที่กรุงเทพฯ " คนขับรถตอบ


" อ้าว ได้ข่าวว่าพี่จบปริญญาตรีสองใบไม่ใช่หรือ
เพราะจำได้หน่อยเคยบอกผมนานแล้วครับ " ผมถาม


" ใช่ แต่ชีวิตก็เป็นเช่นนี้แหละ
เพราะผมทะลึ่งมีเมียสองเอง
และมีลูกอีกสองคน
เมียคนแรกหย่าไปแล้ว
หลังจากผมมีคนที่สอง
ตอนนี้ผมอยู่กับเมียคนที่สอง
แต่ก็ต้องส่งเสียลูกทั้งสองคน
ผมเคยไปทำงานบริษัทก็ไม่พอกิน


ครั้นจะสอบเข้ารับราชการ
ก็ไม่รู้ว่าจะโดนบรรจุลงที่ไหน
ลูกเมียก็อยู่ที่นี่
คงลำบากน่าดูแหละ
เพราะไม่มีสมบัติพ่อแม่หลงเหลืออยู่


คนเราเลือกชีวิตแล้ว ก็ต้องสู้ต่อไป
น้องอย่าผิดพลาดแบบพี่ก็แล้วกัน
ริอ่านมีเมียสองคน ก็เลยเกิดปัญหา
และไม่คิดหาเมียมาช่วยทำมาหากิน
เลยลำบากจนทุกวันนี้


พี่ก็อายเหมือนกันเวลาเจอเพื่อนเก่า
แต่ทำยังไงได้ เลือกชีวิตแบบนี้แล้ว
รายได้ก็พออยู่พอกิน
เพราะพี่พอพูดอังกฤษได้
มักจะมีลูกค้าประจำเป็นคนต่างชาติ
เหมาไปต่างจังหวัดบ่อย ๆ
ช่วงนี้ลูกค้ายังไม่เข้ามา
พี่เลยออกรอบหารายได้ไปใช้จ่ายก่อน "


หลังจากผมถึงที่หมายแล้ว
ผมก็ยกมือไหว้แกพร้อมกับจ่ายค่ารถแท็กซี่
แกบอกไม่อยากรับเงินของเพื่อนน้องชาย
แต่ผมบอกฝากให้หลานแก็แล้วกัน
เพราะไม่เจอเพื่อนตั้งนานแล้ว





คนขับรถตู้ประจำทางอีกคนหนึ่งชื่อ หน่อย
ที่รู้จักเพราะ หน่อยเป็นญาติทางฝ่ายภริยา
ในช่วงแรกที่หน่อยจบใหม่ ๆ ก็หางานทำ
โดยได้ทำงานกับหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ท้องถิ่น
ซึ่งมักจะทำสกู๊ปข่าวประเภทภูมิปัญญาท้องถิ่น
แนวคิดการพัฒนาชนบทและข่าวสัพเพเหระทั่ว ๆ ไป


มีรายได้หลักจากการประกาศรับสมัครงานของหน่วยงานธุรกิจ
แต่จริง ๆ เป็นการโฆษณาแฝงของหน่วยงานธุรกิจ
เพื่อให้มีคนทราบว่ามีธุรกิจนี้อยู่
และค่าลงโฆษณาจะถูกกว่าลงหน้าหลัก ๆ ในยุคนั้น
ยิ่งหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ในยุคนั้น
ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างด้าว
หน่วยงานธุรกิจชอบลงหน้านี้มากกว่า
รับสมัครงาน แต่ไม่เคยรับพนักงานจริง ๆ แต่อย่างใด
เป็นแต่การ PR(ประชาสัมพันธ์) แฝงที่มีต้นทุนต่ำเท่านั้น


และรายได้หลักของหนังสือพิมพ์นี้
อีกส่วนก็มาจากค่าสมาชิกเป็นรายปี
ทำให้มีรายได้หลักในการจัดพิมพ์จำหน่าย


หน่อย มีภริยาที่รับราชการครูที่อำเภอรอบนอก
อยู่ไกลจากที่ทำงานราว 60 กว่ากิโลเมตร
ทางพ่อตาแม่ยายหน่อยจัดว่ามีฐานะพอสมควร
ก็เลยออกรถยนต์ให้คันหนึ่งโดยผ่อนในชื่อภริยา
เพื่อให้หน่อยไว้ใช้ไปกลับในวันที่เลิกงานเร็ว
ไม่ต้องค้างหรือพักนอนที่บ้านน้องชายหน่อย
และไว้รับส่งพ่อตาแม่ยายและภริยาเวลาไปธุระต่าง ๆ
โดยทางพ่อตาแม่ยายก็ช่วยผ่อนรถยนต์ให้ด้วย
รวมทั้งยุคนั้น รถยนต์เป็นอะไรที่แพงด้วย


ด้วยความหน้าใหญ่ใจโตและเห่อกับมีรถยนต์ใหม่
หน่อยเลยเที่ยวนำรถยนต์คันนี้รับส่งเจ้าของหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์
พาเจ้าของหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ไปติดต่องาน
หรือพาเจ้าของหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ไปขอค่าโฆษณา
นัยว่าดูดีมีสกุล มีหลักมีฐานพอเพียงกับธุรกิจหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ฉบับนี้
หรือพาทีมนักข่าวไปสัมภาษณ์ลูกค้ามาลงในบทความ
หรือตามแต่เจ้าของหนังสือพิมพ์จะไหว้วานไปทำธุระต่าง ๆ
บางครั้ง หน่อยก็ต้องขับไปต่างจังหวัดไปติดต่อหาลูกค้ากับเรื่องงาน
และร่วมสำรวจเส้นทางกับทีมงาน
เพื่อจัดแข่งแรลลี่หารายได้เข้าสำนักพิมพ์รายสัปดาห์
ซึ่งในยุคนั้นนิยมขับรถแรลลี่แบบเชิงท่องเที่ยว
เรียกว่า หน่อยแยกไม่ออกว่างานส่วนตัวหรือเป็นงานของธุรกิจ


จริง ๆ เรื่องนี้ ทางพ่อตาแม่ยายและพี่เมียของหน่อย
ตลอดจนพี่สาวหน่อย ก็เคยเตือนแล้วในเรื่องนี้
ว่าไม่สมควรนำรถยนต์ส่วนตัวไปให้บริการเจ้าของธุรกิจ
ที่ไม่ยอมซื้อรถยนต์ส่วนตัวมาใช้งานเลย
กับเจ้าของหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์มักจะเที่ยวอาศัย
หรือไหว้วานกับหยิบยืมรถยนต์จากเพื่อนฝูงเป็นประจำ
การทำแบบนี้ จะทำให้เจ้าของหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์จะมีนิสัยเสียในระยะยาว
ถ้าเกิดหน่อยลาออกอาจจะมีปัญหาได้


เพราะสถานะหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ก็แค่พอเลี้ยงตัวได้
เพียงแต่มีบทบาทและชื่อเสียงในท้องถิ่น
ที่พอจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ/เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเกรงใจ
กลัวจะลงข่าวโจมตีในบางเรื่อง
ในยุคที่ยังไม่มี Internet และ Social Media


แต่หน่อยก็ไม่ยอมเชื่อและดื้อรั้น
เพราะคิดว่าคงไม่เป็นไรในเรื่องนี้
ถือว่าช่วยเจ้าของธุรกิจที่เริ่มตั้งตัวใหม่ ๆ
คนดี ๆ กัน เขาคงจะดีตอบ
แต่ในโลกนี้ พุทธทาสภิกขุ ท่านเคยเทศน์ว่า
ความดีก็คือดี แต่การทำความดีกับผู้อื่น
ผู้อื่นก็ไม่มีหน้าที่หรือภาระที่จะมาตอบแทนแต่อย่างไร


หรือแบบโกวเล้งเคยเขียนไว้
ในนวนิยายกำลังภายในเรื่องหนึ่งว่า
บุญคุณท่านเหลือล้นมาก
จนข้าไม่รู้จะตอบแทนบุญคุณอย่างไร
จึงจะหมดสิ้นบุญคุณที่ท่านมีต่อข้าได้
ข้าจึงขอเนรคุณท่านซะเลย
จะได้ไม่ต้องตอบแทนบุญคุณกันอีกตลอดไป


ต่อมา ไม่นาน หน่อยก็ได้งานที่อำเภอรอบนอกใกล้กับบ้านภริยา
เป็นบริษัทขายรถเครื่อง(รถจักรยานยนต์)ผ่อนส่งในท้องถิ่น
หน่อยเลยขอลาออกจากการทำงานหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์
เรื่องนี้ทำให้เจ้าของหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์โกรธมาก
เพราะต้องหาคนทำงานใหม่กับขาดรถยนต์ใช้งาน
พยายามคะยั้นคะยอให้หน่อยทำงานต่อ
แต่หน่อยบอกว่า " ที่ใหม่เงินเดือนดีกว่าและใกล้บ้านภริยา "


เจ้าของหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์เลยบอก " ได้ แล้วจะได้เห็นดีกัน "


หน่อยทำงานได้เพียงสัปดาห์
เจ้าของบริษัทรถเครื่องผ่อนส่ง
ก็เดินมาหาแล้วบอกว่า
" พรุ่งนี้ ไม่ต้องมาทำงานแล้วนะ "


" ทำไม่ครับพี่ ผมทำอะไรผิด " หน่อย


" ผมโทรศัพท์ไปถามเจ้าของหนังสือพิมพ์
เจ้านายเก่าของคุณ บอกว่าคุณทิ้งงาน
และยักยอกเงินค่าส่งเอกสารทางไปรษณีย์
แม้ว่าเงินไม่มากนัก แต่ผมรับไม่ได้ " เจ้าของบริษัท


" ผมไม่ได้ทำ ผมใช้รถยนต์ส่วนตัวรับส่งแก
และส่งหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ให้แกตลอดในตอนนั้น
และผมไม่ได้ยุ่งเรื่องเงินเลย " หน่อยตอบ


" ผมไม่ทราบ แต่ผมในฐานะนักธุรกิจ
ผมขอเชื่อเจ้าของด้วยกัน มากกว่าเชื่อลูกจ้าง
เดี๋ยวฝ่ายบัญชีจะจ่ายค่าแรงคิดเป็นรายวันให้
และพรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานแล้วนะ
ขอให้คุณโชคดีกับงานใหม่นะ " เจ้าของบริษัทตอบ


หน่อยจึงไปหาเจ้าของหนังสือพิมพ์ถึงที่บ้าน
ก็ได้รับคำตอบว่า
" ผมบอกไปจริง
ผมอยากให้คุณกลับมาทำงานกับผม
และถ้าคุณไปทำงานที่อื่นอีก
ผมก็จะบอกแบบนี้อีกเช่นกัน "


เรื่องนี้เลยจบลง แบบหน่อยต้องตกงาน
และหางานใหม่ไม่ได้อีกในแถวบ้านภริยา
เพราะกลายเป็นข่าวดังคนรู้กันทั้งอำเภอรอบนอก
ทำให้พ่อตาแม่ยายขัดใจมากกับเรื่องนี้
เห็นแกว่างงานแล้วทำท่าจะเครียด


ในช่วงนั้น รถตู้สายท้องถิ่นระหว่างอำเภอ
มีรายได้จากการวิ่งรถตู้ดีมาก รวมทั้งรายเหมา
พ่อตาแม่ยายเลยไปดาวน์รถตู้ให้หน่อยหนึ่งคัน
แล้วจ่ายค่าวิน(ค่าเข้าร่วมในสายวิ่งระหว่างอำเภอ หนึ่งแสนบาท)
ทำให้หน่อยกลายมาเป็นคนขับรถตู้จนทุกวันนี้
รายได้ก็แทบไม่พอค่าผ่อน ค่าซ่อม แต่อย่างใด
ดีที่พ่อตาแม่ยายสนับสนุนจึงพออยู่ได้


หลายปีต่อมา
มีเรื่องเหลือเชื่ออยู่เรื่องหนึ่ง
เจ้าของหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์
ที่ตอนนี้มีรายได้หลัก ๆ
ในช่วงท้าย ๆ ก่อนปิดกิจการคือ
การตีพิมพ์รับสมัครงานในท้องถิ่น
การประกาศทวงหนี้ของธนาคารท้องถิ่น
การเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของนิติบุคคลท้องถิ่น
ที่ต้องประกาศทางหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 15 วันตามกฎหมาย


เจ้าของหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์
จะลงสมัครสมาชิกวุฒิสภาในจังหวัด
ได้โทรศัพท์มาหาหน่อย แล้วบอกว่า
" เราเลิกแล้วต่อกันนะ
ผมจะลงสมัครสว.
ยังไงก็เลือกผมด้วยนะ "


หน่อยได้แต่ด่าแม่และสาปส่ง
ซึ่งก็ทำได้แค่นั้นเอง
เพราะมากกว่านั้นคงไม่ได้แล้ว


เรื่องราวชะตาชีวิตคนขับรถรับจ้าง
ที่ผมพอจำได้และจดจำเรื่องราวได้
ชีวิตคนเราไม่แน่
บางอย่างคนเตือนแล้วยังดื้อรั้น
ก็จะพบจุดจบไม่งดงามแน่
การใช้ชีวิตแบบไม่ระมัดระวัง
เมื่อเลือกทางเดินชีวิตแล้ว
ก็ต้องดิ้นรนกันจนถึงที่สุด


เขียนขึ้นจากความทรงจำเก่า ๆ
ก่อนที่จะลืมเลือนหายไปเหมือนทิวทัศน์ข้างทาง
ที่แปรเปลี่ยนไปตามเส้นทางที่วิ่งผ่านกาลเวลา




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2561
1 comments
Last Update : 24 สิงหาคม 2561 2:20:12 น.
Counter : 352 Pageviews.

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณnewyorknurse

 

มีเพื่อนที่จบปริญญาตรี และชอบขับรถแท็กซี่ค่ะ

 

โดย: tuk-tuk@korat 22 สิงหาคม 2561 21:10:16 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


BlogGang Popular Award#15


 
ravio
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 30 คน [?]




เกิดหาดใหญ่ วัยเด็กเรียนหนังสือโรงเรียน Catholic คณะ Salesian มีนักบุญประจำโรงเรียน Saint Bosco, Saint Savio ชอบอ่านหนังสือ godfather เกี่ยวกับ Mafio ของพวกซิซีเลียน เคยเล่นเกมส์ Mario แล้วได้คะแนนนำเลยนำสระโอมาต่อท้ายชื่อเป็น Ravio ได้กลิ่นอายแบบ Italino เคยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนวิชาชีพทำมาหากิน แต่ไม่ใช่วิชาที่ชื่นชอบมากนัก เรียนอยู่กว่าเจ็ดปี ต้องกลับมาทำงานเป็นกรรมกรที่บ้านเกิด จนเริ่มเกิดความหลงรักชีวิตบ้านนอก และวิถีชิวิตชุมชนท้องถิ่นที่ตนอยู่และไปร่วมวงเสวนา

เกิดเดือนมีนาคม แต่ลัคนาราศรีตุลย์ ชอบไปทุกเรื่อง สุดท้ายทำอะไรที่ได้เรื่องไม่กี่เรื่อง แต่ส่วนมากมักไม่ได้เรื่อง

ชอบขับรถยนต์ท่องเที่ยวชมภูเขา ป่าไม้ น้ำตก แต่ไม่ชอบทะเลหรือชายหาด เพราะรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยว เมื่อคิดถึงชีวิตตนเองที่มาเปรียบเทียบกับสองสิ่งสองอย่างนี้ รู้สึกว่ามนุษย์เป็นเพียงชีวิตที่เล็กน้อยมากที่มาอยู่อาศัยในโลกใบนี้

ชอบอ่านหนังสือ ท่องเที่ยวใน Internet ชอบเดินทางท่องเที่ยวแถว ในละแวกท้องถิ่นบ้านเกิด นาน ๆ ครั้งจะขึ้นไปเยี่ยมเพื่อนที่กรุงเทพฯ หรือไปหาซื้อหนังสือแถวสยามสแควร์ ถิ่นเก่าที่อยู่และที่เรียน






Friends' blogs
[Add ravio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.