LovelyTrip เที่ยวทุกที่ที่ใจอยากไป
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2560
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
1 พฤษภาคม 2560
 
All Blogs
 

รีวิว เที่ยว "ลัคเนาว์ อินเดีย – เนปาล" น้อมสักการะ 2 สังเวชนียสถาน





ได้มีโอกาสเดินทางประเทศอินเดียในช่วงเวลาใกล้กันถึง 2 ครั้งในรอบ 2 เดือนมานี้ หนแรกเที่ยวเมือง “ชัยปุระ”   https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=raveetawan&month=03-2017&date=21&group=9&gblog=42

หน 2 ตามรอยบุญเมืองพุทธภูมิ  2 สังเวชนียสถาน อินเดีย-เนปาล วันที่ 18-23 เดือนเมษายน 2560 ได้พบเรื่องราวดีๆ ตลอดเส้นทางสายธรรมและความสวยงามของเมืองลัคเนาว์ ที่น่าสนใจนำมาฝากกันเหมือนเดิมคะ

มืองลัคเนาว์  ถือเป็น HUB หรือ ศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจการค้าการลงทุน การคมนาคม เรียกว่าเป็นเมืองสายหลักของชุมนุมทางรถไฟที่สามารถเชื่อมต่อไปหลายรัฐได้ และเชื่อมต่อไปได้ทั้ง สังเวชนียสถานได้ด้วยสายการบิน "ไทยสมายล์" ที่เริ่มต้นเดินทางจาก กรุงเทพฯไปลงเมืองลัคเนาว์แล้วเดินทางต่อไปถึงเมืองพุทธคยา หรือเดินทางจากกรุงเทพฯลงเมืองคยา แล้วเดินทางมายังเมืองลัคเนาว์และกลับกรุงเทพก็ได้ 

สายการบิน "ไทยสมายล์" เปิดเส้นทางบินรองรับนักท่องเที่ยวช่วยให้เดินทางได้สะดวกสบายมากขึ้น มีบินตรง “กรุงเทพฯ-ลัคเนาว์-กรุงเทพฯ” สัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน  ใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ ชั่วโมงใกล้กว่าบินไปเมือง “ชัยปุระ” ชั่วโมง


ทริปนี้พวกเราบินตรงออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพ ประมาณ สี่ทุ่ม ลงสนามบินนานาชาติ CHAUDHARYCHARAN SINGHINTERNATIONAL AIRPORT @เมืองลัคเนาว์ ประมาณเที่ยงคืนกว่านิดๆ 


จากนั้นนั่งรถโค้ชไปพักผ่อนที่โรงแรม RENAISSANCEHOTEL จัดเป็นโรงแรมชั้นดี มองเห็นวิว 180 องศา   ตกคืนละประมาณ 6,000 กว่าบาทนิดๆ  ชอบโรงแรมนี้ตรงที่เทคโนโลยีล้ำสมัยดี ล้ำตั้งแต่ประตูเข้าโรงแรม มีระบบความปลอดภัยที่ถูกกลั่นกรองด้วยคนและเทคโนโลยีแบบละเอียดยิบ

ทันทีที่รถโค้ชมาถึงหน้าโรงแรม รปภ. เปิดประตูรั้วโรงแรมแล้วจะทำหน้าที่ตรวจหาระเบิดด้วยเครื่องตรวจ  จากนั้นรปภ.จึงจะกดสวิตหน้าป้อมเพื่อให้เสาหลักที่สูงประมาณครึ่งเมตรเรียงแถวยาวเป็นแนว  ค่อยๆยุบลงใต้พื้นดิน (ที่โรงแรมแห่งนี้มีกฎห้ามถ่ายรูปด้านหน้าโรงแรม) 

หลังจากรถโค้ชส่งทุกคนถึงหน้าโรงแรมแล้ว ยังต้องเจอการสแกนกระเป๋าทุกใบก่อนเดินเข้าไปเช็คอินในโรงแรมอีกชั้นหนึ่งถึงจะเข้าไปเค้าน์เตอร์เช็คอินได้


เมื่อเช็คอินเข้าห้องพักแล้ว เราเจอห้องน้ำที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยจนเรารู้สึกว่าตัวเองล้าหลังเอาเลยทีเดียว  ห้องน้ำเป็นกระจกใสที่มองทะลุเห็นเตียงนอนได้ หากพักกันสองคน เพียงแค่ใช้มือแตะสวิตไฟเบาๆ ในห้องน้ำ  


จากนั้นกระจกใสห้องน้ำจะทำหน้าที่ปรับแสงเป็นกระจกทึบฝ้าทันที  แค่นี้คนที่อยู่ด้านนอกก็มองเข้ามาไม่เห็นภายในห้องน้ำแล้ว  งานนี้ต้องขอบคุณ คุณพัชรพล ตันประสิทธิกุล Asst.Manager,Digital Sales and Marketing ของสายการบินไทยสมายล์ ผู้นำคณะพวกเราที่เข้ามาแนะนำวิธีใช้งานให้พวกเราทั้งๆที่ดึกแล้วทุกคนควรต้องพักผ่อนกัน



จากนั้นช่วงสายๆประมาณ 9 โมงเช้า พวกเราประเดิมอาหารเช้าตามแบบฉบับของอินเดีย แม้จะไม่คุ้นเคยกับเครื่องเทศของที่นี่แต่ก็อร่อยในอีกรสชาติ ได้ประสบการณ์ลิ้มชิมรสของวัฒนธรรมอาหารอินเดียวอย่างแท้จริงแม้ว่าโรงแรมแห่งนี้จะออกแนวนานาชาติแต่ยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอาหารของประเทศตัวเองไปในตัวด้วย 

 อิ่มท้องแล้วพวกเราออกเดินทางโดยรถโค้ชคันเดิมไปยังเมืองสาวัตถี ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นเมืองที่องค์พระสัมมมาสัมพุทธเจ้าจำพรรษานานที่สุดถึง 19 พรรษาที่วัดเชตวันมหาวิหาร  และที่นี่มีต้นโพธิ์ที่อายุยืนที่สุดในโลก2,500 กว่าปี 

ล้อหมุนออกจากโรงแรมเวลา 9 โมง  นำโดย พี่โป่ง หรือคุณบุษบา  สังขวิภา อดีตผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายพัฒนาการตลาดและบริการลูกค้า บมจ.การบินไทย ทำหน้าที่ผู้นำคณะกิตติมศักดิ์ให้กับพวกเรา  โดย ได้นิมนต์พระอาจารย์คำสรณ์ ( FB/ท่านคมสรณ์ข่าวสารงานพระธรรมทูตอินเดีย) จากวัดไทยเชตวันฯ ร่วมคณะเดินทาง เพื่อให้ความรู้ตลอดเส้นทางสายธรรม “สาวัตถี-ลุมพินี-กุสินารา”  กับพวกเราด้วย  


จากเมืองลัคเนาว์ไปเมืองสาวัตถี ระยะทางร่วม 200 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆ เพราะรถโค้ชที่นั่งไปนี้จะขับความเร็วไม่เกิน100กิโลเมตรต่อชั่วโมงเพื่อความปลอดภัยของทุกคน และถนนหนทางเองก็อยู่ระหว่างก่อสร้างและรถจำกัดความเร็วได้ไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อ 1 ชั่วโมงเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร 


พวกเราเดินทางมาถึง วัดเชตวันมหาวิหาร หรือ สาเหต (SAHET) ตั้งอยู่ในเมืองสาวัตถี ประเทศอินเดีย จัดเป็นวัดอารามหลวงที่พระพุทธเจ้าจำพรรษานานที่สุดถึง 19 พรรษา และมีต้นโพธิ์อายุยืนที่สุดในโลก 2,500 กว่าปี เป็นต้นที่พระอานนท์นำเมล็ดพันธุ์มาจากพุทธคยา สถานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ มาปลูกในที่แห่งนี้ มีชื่อว่า ต้นอานันทโพธิ์  


พระอาจารย์แนะนำ หลังจากน้อมสักการะกันแล้ว พวกเราไม่ควรเด็ดใบโพธิ์จากต้นกลับบ้าน  แต่ถ้าใบโพธิ์หล่นลงพื้นก็สามารถเก็บได้  แต่หากรับจากพระคุณเจ้าหรือพระที่มาร่วมสวดมนต์ใต้ต้นโพธิ์จะเป็นกุศลและโชคดียิ่งขึ้น   

เรานั้นก็ได้ใบโพธิ์มาจากพระอาจารย์ท่านหนึ่งที่มาสวดมนต์ใต้ต้นโพธิ์แห่งนี้   ท่านสวดมนต์จบแล้วกำลังเดินกลับ ได้โยนใบโพธิ์ที่หล่นพื้นใส่มือให้  รู้สึกเป็นศิริมงคลมาก 


จากนั้นพระอาจารย์ได้นำคณะ เข้าน้อมสักการะ ณ สถานที่แสดงยมกปาฏิหาริย์สถูป ซึ่งเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและไปยืนกราบสักการะ 


พระมูลคันธกุฎี กุฏิของพระพุทธเจ้าเป็นสถานที่เกิดเรื่องราวและพระสูตรสำคัญๆในพระพุทธศาสนามากมาย 



พระอาจารย์เล่าให้ฟังว่า วัดเชตวันมหาวิหารจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี เศรษฐีผู้มีจิตใจงดงาม ใจบุญสุนทาน ชอบช่วยเหลือผู้อื่นที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก  ต่อมาได้มาพบกับพระพุทธองค์และได้เลี้ยงภัตตาหารแก่พระพุทธศาสดาพร้อมได้สดับรับฟังพระธรรมเทศนา อนุปุพพิกถาและอริยสัจ 4 จนบรรลุโสดาปัตติผล  


จนกระทั่งได้อาราธนาพระพุทธองค์ไปประทับที่เมืองสาวัตถีโดยได้ทำการซื้อพื้นที่สวนของเจ้าเชตมาสร้างวัดเชตวันมหาวิหารจึงเป็นที่มาของชื่อวัดแห่งนี้  และทำให้มหาเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี   อุบาสกผู้คอยอุปัฏฐากพระพุทธศาสนาท่านได้รับการยกย่องให้เป็นอุบาสกผู้เลิศในการเป็นผู้ถวายทาน...


หลังจากพวกเรา ชมสถานที่สำคัญทางพุทธประวัติแล้ว ก็กลับเข้าที่พักเพื่อรับประทานทานอาหารเย็น  และนอนพักผ่อนกันเพื่อวันุร่งขึ้นจะเดินทางต่อไปยัง สวนลุมพินี ตั้งอยู่ที่เมืองไภรวา    แคว้นอูธ   ประเทศเนปาล ซึ่งเป็นสังเวชนียสถานแห่งที่ 2 ถือเป็นสังเวชนียสถานแห่งเดียวที่ไม่อยู่ในประเทศอินเดีย   ดังนั้นเมื่อจะเดินทางไปทุกคนจะต้องเตรียมหนังสือเดินทางสำหรับข้ามผ่านแดนจากประเทศอินเดียเข้าประเทศเนปาลด้วย


ระหว่างที่เดินทาง ไปเมืองลุมพินี ประเทศเนปาล... Amazing!!! มากๆสำหรับเรา  เพราะจู่ๆ นิลกาย (นิล-ละ-กาย) สัตว์ชนิดหนึ่ง...หุ่นเหมือนวัว  ตัวเหมือนม้า หน้าเหมือนกวาง  คางเหมือนแพะ...ก็วิ่งออกมาจากข้างทางและข้ามถนนให้เราเห็น...


พระอาจารย์คำสรณ์ ท่านคมสรณ์ข่าวสารงานพระธรรมทูตอินเดีย แห่งวัดไทยเชตวัน บอกว่า ใครพบเห็นจะโชคดี เพราะนิลกาย เป็นสัตว์ที่วิ่งอยู่ตลอดเวลาและกลัวคนไม่ค่อยออกมาให้ใครเห็น...หรือบางครั้งออกมาให้เห็นอาจมามากถึง 50-60 ตัวหรือใหญ่กว่านั้นก็มี  

จะมีบ้างที่ออกมานอนเล่นในทุ่งนาข้าวสาลีของชาวบ้านในยามเย็นแต่ไม่บ่อยนัก ก็ขอให้ทุกท่านที่ยังไม่เคยเห็นได้ชมภาพแล้ว ก็ขอให้พบแต่ความโชคดีนะคะ...


เมืองลุมพินี ประเทศเนปาล เป็นสถานที่ประสูติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ภายใน วิหารมายาเทวี ภายในวิหารเก็บบันทึกรูปรอยเท้าของเจ้าชายสิทธัตถะด้วย ซึ่งทุกคนที่เดินเข้ามาชมและกราบสักการะได้แต่ห้ามถ่ายภาพ



ส่วนภายนอกวิหาร มีสระโบกขรณี และเสาอโศก ซึ่งถูกฝังดินไว้ พวกเราได้เก็บภาพจารึกเป็นอักษรพราหมณ์ ระบุว่า ที่แห่งนี้ว่าคือสถานที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ


จากนั้นเย็นพอดีพวกเรามีโอกาสแวะไปชม วัดไทยลุมพินี-เนปาล ซึ่งกำลังจะมีพิธีการฝังลูกนิมิตในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯเสด็จมาเป็นองค์ประธาน


วันรุ่งขึ้นพวกเราเดินทางกลับประเทศอินเดีย เมืองกุสินารา เมืองที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานและเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธองค์



พวกเราได้เข้าไปกราบสักการะพระพุทธรูปปางปรินิพพาน ภายในวิหารปรินิพพาน เป็นพระพุทธรูป ศิลปะในสมัยคุปตะ (พุทธศักราช 823-1093) โดยช่างฝีมือชาวมธุราที่มีขนาดความยาวประมาณ 7 เมตร สูงประมาณ 1 เมตรประดิษฐานอยู่บนพระแท่นจุณศิลาที่ทำจากทรายแดงของเมืองจุนนะ


วิหารแห่งนี้ถูกขุดครั้งแรกเมื่อปีพุทธศักราช 2397 โดยนายพลเซอร์อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮมและถูกขุดเรื่อยมาจนกระทั่งปีพุทธศักราช 2450ได้ค้นพบโบราณวัตถุมากมายรวมทั้ง พระพุทธรูปปางปรินิพพานที่ประดิษฐาน ณ สถานที่แห่งนี้ด้วย


ส่วนปรินิพพานสถูป จะอยู่ด้านหลังของวิหารปรินิพพาน ห่างกันประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชพระราชทานพระราชทรัพย์ 100,000 รูปี ให้สร้างขึ้นคร่อมกับพระแท่นปรินิพพานมีลักษณะเป็นทรงบาตรคว่ำสูง 65 เมตร มียอดฉัตร 3 ชั้น พร้อมปรากฏเสาอโศกในบริเวณใกล้เคียง


สำหรับ มกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ทำพิธีถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ซึ่งมีชื่อเรียกในท้องถิ่นว่า รามภาร์-กา-ฏีลา อยู่ห่างจากที่พระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานประมาณ 1 กิโลเมตร


หลังจากน้อมกราบสักการะเรียบร้อยแล้ว ตามรอยทั้ง2 สังเวชนียสถานครบ ก็ได้เวลาเดินทางจากเมืองกุสินาราไปยังเมืองลัคเนาว์  


พวกเรามีเวลา 1 วันก่อนเดินทางกลับได้มีนั่งรถชมเมืองแบบสบายๆที่เมืองลัคเนาว์ พวกเราได้แวะชม บาราอิมามบารา (BaraImambara) หรือ อัครมัสยิดศาสนสถานของชาวมุสลิมที่สร้างผสมผสานกันระหว่างฮินดูกับมุสลิม 


ใครไปยืน ณ จุดนี้ให้ความรู้สึกว่า ยิ่งใหญ่อลังการสมคำร่ำลือจริงๆ ค่ะภายในห้องโถงท้องพระโรงขนาดใหญ่ไร้เสาค้ำมีลูกเล่นในการก่อสร้างที่ใช้แสงสว่างธรรมชาติตามช่องหลืบกำแพง



จุดสังเกตการณ์จากภายในที่มองเห็นถึงหน้าประตูทางเข้าใหญ่ คนนอกจะมองไม่เห็นมีทางเดินเป็นเขาวงกตภายในเพื่อป้องกันการบุกรุกด้านในอาคารมีมัสยิดขนาดใหญ่อยู่ใกล้เคียง



แต่ขอบอกว่าเข้ามาเดินชมแล้วมีชาวอินเดียวิ่งมาขอถ่ายรูปให้ยิ้มเข้าไว้ไม่ต้องตกใจเพราะคนอินเดียชอบนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนจะอนุญาตให้ถ่ายรูปด้วยกันหรือไม่ก็อยู่ที่ความมีไมตรีจิตของเราเองนะคะ


จากนั้นแวะชมโชตาอิมามบารา (ChotaImambara) หรืออนุมัสยิดซึ่งมีความงดงามไม่แพ้กันชมรูมิ ดะห์วาซา (RumiDarwaza) หรือประตูเตอร์กิชเป็นประตูเมืองขนาดใหญ่เป็นรูปซุ้มโค้งประดับลวดลายตามศิลปะของชาวอินเดียที่สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่18ในเวลากลางคืนจะมีการเปิดไฟประดับอย่างสวยงามยิ่งใหญ่มากทีเดียว


ช่วงบ่ายๆพวกเราแวะเดิน ช้อปปิ้ง @Malland Local Market ช็อปกันคนละไม่กี่อย่างของให้เลือกซื้อมีไม่มากนักสรุปว่า ตลาดนี้ไม่สามารถละลายทรัพย์เราได้


ส่วนอาหารที่รับประทานกันตลอดทริปเดินทางเป็นอาหารอินเดียทั้งหมดไม่แตกต่างจากเมืองชัยปุระต่างแค่กลิ่นเครื่องเทศที่ไม่แรงและด้วยประสบการณ์ครั้งแรกที่คิดถึงอาหารไทยแต่ไม่ได้พกติดตัวมาด้วย รอบนี้จัดเลย อาหารกึ่งสำเร็จรูปติดตัวมาด้วย มี ต้มยำกุ้งต้มข่าไก่   แกงเขียวหวานไก่ ของ Thaivory ห่อกล่องฟรอยรับประทานง่าย ได้รสชาติเหมือนอยู่เมืองไทย แค่เปิดกล่องเทน้ำร้อนใส่ถ้วยแล้วคนไปมาทิ้งไว้สัก 3-5นาทีให้น้ำซึมเข้าสู่เนื้อสัตว์ก็สามารถรับประทานได้เลย


สรุปว่า รู้สึก อิ่มบุญอิ่มใจจริงๆค่ะที่ได้น้อมสักการะและเที่ยวชมทั้ง2สังเวชนียสถานด้วยตัวเองและยังได้ชมเมืองที่สวยงามขึ้นชื่อในเรื่องงานศิลปกรรม  สถาปัตยกรรมที่ผสมผสานทั้งแบบฮินดู-มุสลิม(แบบเปอร์เซีย)-ยุโรปและแบบ“มุสลิมโมกุล” สุดยิ่งใหญ่และอลังการสวยงามสมคำร่ำลือจริงๆ ต้องขอขอบคุณ พี่โป่ง บุษบา คุณจั๊ก  พัชรพล และน้องออย แห่งสายการบินไทยสมายล์ที่ดูแลการเดินทางตลอดทริปเป็นอย่างดีค่ะ 


สุดท้ายกราบขอบพระคุณพระอาจารย์คำสรณ์ ( FB/ท่านคมสรณ์ ข่าวสารงานพระธรรมทูตอินเดีย)จากวัดไทยเชตวันฯที่คอยให้ความรู้เกี่ยวกับพุทธประวัติขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอัดแน่นด้วยพระธรรมคำสั่งสอนมากมายรวมถึงความเมตตาหลายอย่างที่อำนวยความสะดวกให้ทุกคนได้เดินทางอย่างสะดวกสบายทั้งกายและใจ


ตั้งแต่การได้ใช้ห้องน้ำสะอาดๆระหว่างการเดินทาง ที่ทางวัดเชตวันฯโดยท่านคมสรณ์ สร้างรองรับพุทธศาสนิกชนคนไทยที่มาแสวงบุญอินเดียเนปาลให้ได้มีห้องน้ำดีๆใช้กัน


ได้แวะพักระหว่างทางก่อนเดินทางเข้าประเทศเนปาลที่ ศูนย์ดูแลผู้แสวงบุญ 960 ที่นี่มีอาหารว่าง โรตีแสนอร่อย ชื่อร้านอารีดอย ภายในมีห้องน้ำสะอาด สวยงาม ร่มรื่นรองรับผู้แสวงบุญทุกท่าน



และที่สำคัญพระอาจารย์คำสรณ์ ได้ฝากถึงญาติโยมท่านใด พุทธศาสนิกชนคนไทยท่านใดที่มาแสวงบุญอินเดีย - เนปาล ขอให้สบายใจได้ถ้าไม่อยากพักโรงแรมก็สามารถมาพักที่วัดไทยเชตวัน นครสาวัตถี ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายทั้งค่าห้องพักและอาหาร หากท่านใดมีจิตศรัทธามากน้อยก็สามารถทำได้ตามกำลังความสามารถของตัวเอง




ผู้สนใจ สามารถติดต่อได้ที่กองเลขานุการ โทร. +919621-626090 และ +91 5263-241009www.watthaichetavan.org Email:cetvan939@gmail.com






 

Create Date : 01 พฤษภาคม 2560
5 comments
Last Update : 12 ธันวาคม 2560 9:21:13 น.
Counter : 1533 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 

สาธุ

 

โดย: แซงค์ IP: 110.169.43.114 1 พฤษภาคม 2560 11:48:13 น.  

 

เห็นภาพ แล้ว ชักสนใจ อยากเดินทางไปบ้างครับ

 

โดย: ไวน์กับสายน้ำ 1 พฤษภาคม 2560 16:46:06 น.  

 

สาธุ ทริปน่าสนุกจัง น่าไปไป

 

โดย: คนชอบเที่ยว IP: 1.47.75.147 2 พฤษภาคม 2560 7:13:55 น.  

 

อ่านแล้วชอบจังคระ ภาพก็สวยมาก

 

โดย: ติ๊กกี้ (TIKKY_88 ) 2 พฤษภาคม 2560 12:56:38 น.  

 

 

โดย: Raveetawan 2 พฤษภาคม 2560 14:34:17 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


BlogGang Popular Award#13


 
Raveetawan
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 61 คน [?]




เที่ยว+กิน+ช้อปแล้วนำเรื่องราวดีๆมาแบ่งปันกัน
New Comments
Friends' blogs
[Add Raveetawan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.