บทที่ ๓ แผนช่วยเหลือ
บทที่ ๓
แผนช่วยเหลือ



เป็นเวลาโพล้เพล้แล้วที่กล้ารู้สึกตัวขึ้นเพราะมีมือของใครคนหนึ่งจับเขาเขย่าค่อนข้างแรงเด็กชายค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างงงๆภาพแรกที่เห็นคือใบหน้ามอมแมมของน้องสาวกำลังจะบอกกับเธออยู่แล้วทีเดียวว่าเขาฝันร้าย...ถ้าไม่ใช่เพราะผู้ที่ยื่นหน้าเข้ามาทำตากลมป๋อดูเขาอยู่นั้นเป็นหนึ่งในตัวประหลาดที่กล้าคิดว่าพบในความฝัน

กล้าสะดุ้งเฮือกรีบยันตัวขึ้นนั่งครั้นแล้วก็ต้องคลางซี้ดยกมือคลำต้นคอป้อยๆเพราะกระดูกส่วนนั้นปวดปลาบไปทั้งแถบมองแม่ตุ่นขาวที น้องสาวที

“อย่าเพิ่งขยับๆ” หว้าบีบต้นแขนพี่ชายเบาๆสีหน้าเป็นห่วง เสียงสั่นเครือ “พี่เป็นไงมั้ง”

กล้าขยับตัวสำรวจร่างกายว่ายังปกติอยู่แล้วพยักหน้า

“ปวดต้นคอนิดหน่อยแล้วเธอล่ะเป็นอะไรไหม"

"ก็เพิ่งฟื้นก่อนพี่แป๊บเดียวอย่างอื่นก็ไม่เป็นอะไรไม่หักไม่มีแผล"

"เอ๊ะ”กล้ามองไปรอบๆ “แล้วนี่เราอยู่ที่ไหน”

“หมดสภาพอยู่ในกรงน่ะสิ” แม่ตุ่นขาวยื่นหน้าทู่ๆเข้ามาเกือบชิดจมูกกล้าแล้วพยักเพยิดให้ดูรอบตัว

คนที่เพิ่งได้สติใหม่ๆหันไปมองรอบกายด้วยอาการพิศวงงงงวยแล้วก็พบว่าตัวเองถูกขังอยู่ในกรงขนาดใหญ่ซี่กรงทำจากไม้ไผ่ลำเท่าท่อนขามัดอย่างแข็งแรงด้วยเถาวัลย์ชนิดหนึ่งกล้าพยายามลำดับเหตุการณ์ว่าเขาหลับไปแบบไม่รู้ตัวแล้วถูกจับยัดเข้ามาในกรงนี้ด้วยเหตุผลกลใดแล้วเริ่มสำรวจสมาชิก

น้องสาวนั่งพับเพียบหน้าซีดข้างกายแม่ตุ่นยืนสองขาขาหน้าข้างหนึ่งที่เป็นเสมือนมือเกาะไหล่หว้าไว้ทำจมูกยุกยิกอีกมุมหนึ่งของกรงมีเด็กชายวัยเดียวกับหว้าแต่ตัวเล็กกว่านั่งห่อตัวซุกคางกับซอกเข่ามองมาทางเขาดวงตาไร้ประกายแสดงว่ากำลังความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อสบตากับกล้าหนูน้อยนั้นก็ทำท่าจะร้องให้

ไร้วี่แววของเจ้าก่าน เจ้าเล็น เจ้ามุมและเจ้าตูบ

“หมาของเราหายไปไหน” กล้าถามแม่ตุ่นขาวด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนักเขากังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกมันหรือเปล่า

“ไม่ต้องห่วงวิ่งหายไปไม่เห็นฝุ่นทีเดียวละมีแต่ฉันนี่แหละมัวแต่อุ้ยอ้ายก็เลยต้องมากลุ้มใจอยู่ในกรงกับพวกเธอนี่ยังไงล่ะจะให้ออกมาตามหาคนช่วยแต่ดันไปไม่รอด ซวยอะไรขนาดนี้ก็ไม่รู้”

ท้ายประโยคแม่ตุ่นบ่นกับตัวเอง

“ฮื่อ…แม่...” มีเสียงร้องไห้แทรกขึ้นมาเบาๆจากเด็กชายซึ่งยังไม่รู้ว่าชื่ออะไรเป็นลูกเต้าเหล่าใคร

“ซู่...!” แม่ตุ่นขาวยกนิ้วแตะริมฝีปากทำเสียงปรามไม่ให้สมาชิกร่วมชะตากรรมส่งเสียงใดๆออกมา พร้อมกับชี้ข้ามไหล่ตนเองไปอีกทางหนึ่ง"ฉันบอกเธอไปรอบหนึ่งแล้วใช่ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเธอและพวกเราถ้าปากเธอยังพูดไม่ได้ตอนนี้ก็อย่าส่งเสียงอะไรออกมา"

อีกฝ่ายจึงค่อยทำคอย่นยกแขนขึ้นปาดซ้ายทีขวาทีกลั้นลูกสะอื้นไว้สุดชีวิตหว้าขยับเข้าไปดึงเขาเข้ามากอดทั้งที่ตัวเองก็น้ำตาคลอแล้วหันมาสบตากับพี่ชายซึ่งอีกฝ่ายก็จ้องรออยู่แล้วเหมือนจะถาม

"หว้าคุยกับเขาแล้วเขาพูดอะไรเลย ชื่อก็ไม่บอกเอาแต่จะร้องได้หาแม่ท่าเดียว"

ครั้นได้ตอบคำตอบจากน้องสาวกล้าก็ละความสนใจมองตามที่แม่ตุ่นชี้ก็พบว่าห่างออกไปสักสิบวาใต้ต้นตะแบกใหญ่มีเงาตะคุ่มของไอ้มนุษย์วานรสองเงาจากแสงสุดท้ายของวันเห็นมันนอนนั่งชันเข่าซุกหน้ากับระหว่างขาในลักษณะหันข้างให้เด็กๆประสานมือหรือจะเรียกให้ถูกคือเท้าหน้าสองข้างบนท้ายทอยส่ออาการหลับลึก

“มันพักเอาแรง คืนนี้มันจะต้องแบกพวกเราเดินทางมุดถ้ำข้ามไปยังดินแดนของมันเอ่อแล้วก็ของฉันด้วยระหว่างทางเต็มไปด้วยอันตรายจากพวกคนรูที่รักษาประตูมิติพวกมันจะหยุดพักไม่ได้” แม่ตุ่นขาวลดเสียงเบาเหมือนกลัวพวกมันได้ยินทั้งที่ควรจะรู้ว่าต่อให้ตะโกนก็มีผลไม่ต่างกัน

"นี่ยังโชคร้ายไม่พออีกหรอ"หว้าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

“คนรูคืออะไร” กล้าซัก

“คนรูเป็นเจ้าตัวน่าขยะแขยงชนิดหนึ่งเดินสองขา ฟันแหลมเหมือนฟันปลาตาแดงโปนเหมือนตุ๊กแกตัวเป็นมันลื่นแล้วก็เหม็นยังกะปลาเน่าอาศัยอยู่ในถ้ำที่พวกเราจะต้องผ่านไปพร้อมกับเจ้าวานรนี่พวกมันไม่เป็นมิตรกับใครหรอกนะจะบอกให้ถ้าโชคร้ายละก็ เราได้เจอมันแน่”

แม่ตุ่นขาวเล่าไปพลางยกมือทาบอกหลับตาปี๋อย่างสยองใจ

เพียงแค่ได้ยินคำบอกเล่าเด็กๆ ก็ขนลุกขนพองไปตามๆกัน ไม่นึกไม่ฝันว่าชีวิตน้อยๆจะต้องมาเจอกับเรื่องราวน่าตื่นเต้นหวาดกลั้วขนาดนี้

“พี่กล้า...” หว้ากระซิบเรียกพี่ชายเสียงสั่นๆน้ำตาดูเหมือนจะไหลไปแล้วขณะที่เด็กชายซึ่งยังไม่ทราบความเป็นมาห่อตัวจนแทบจะเป็นก้อนกลมเพราะความกลัว

กล้าเองก็แทบจะบ้าไปเหมือนกันเพียงแต่พยายามระงับความหวาดกลัวอย่างสุดชีวิตเท่านั้นเพราะเขาสำนึกดีว่าหากไม่นับแม่ตุ่นขาวตนเองก็เป็นพี่ใหญ่สุดในกลุ่มพี่ใหญ่จะต้องปกป้องน้องๆจะแสดงความขี้ขลาดออกมาไม่ได้เด็ดขาด

“ฟังนะ เด็กๆตอนนี้ไม่มีใครช่วยพวกเราได้ระงับสติอารมณ์กันหน่อนมาช่วยกันคิดหาทางหนี”

“หนีหรอ” หว้าเสียงสั่นกว่าเดิม“ดูซิเนี่ย กรงแข็งแรงขนาดนี้จะหนีออกไปยังไง”

“นิ่งก่อนหว้าพี่พอจะคิดอะไรออกแล้ว”

ประกายความหวังวูบขึ้นในแววตาของสาวน้อยคนเดียวในกลุ่ม หล่อนสบตาพี่ชายนิ่งแล้วพยักหน้าน้อยๆกล้ายิ้มตอบพลางสูดลมหายใจลึกหันไปจับตาดูความเคลื่อนไหวของไอ้วานรสองตัวนั่นครู่หนึ่งเมื่อมั่นใจว่ามันยังนิ่งสนิทอยู่ในอาการเดิมจึงลุกขึ้นจับลูกกรงเขย่า

แน่นเปรี๊ยะไม่มีขยับ ไม่มีโยกแม้แต่น้อย...

เขาเริ่มสำรวจกรงที่จองจำพวกตนไว้นี้อย่างถี่ถ้วนพบว่าไม้ไผ่นั้นถูกตัดเป็นท่อนด้วยการขูดกับเหลี่ยมหินพอให้เป็นร่องแล้วหักออกจากนั้นมัดด้วยเถาวัลย์ชนิดหนึ่งส่งกลิ่นเหม็นเขียวระยะห่างของซี่กรงพอให้ยื่นแขนออกไปได้พื้นใช้ลำไผ่มัดติดเป็นแพส่วนกลางด้านบนผูกโยงเข้ากับท่อนไม้ลำใหญ่ที่โค่นออกมาทั้งต้นและหักกิ่งก้านออกด้วยกำลังเพียวๆไม่มีเครื่องมือใดช่วยทั้งสิ้นกล้ายอมรับว่าเจ้าครึ่งคนครึ่งลิงนี่มีมันสมองใช้ได้ที่ประกอบเครื่องจองจำชนิดนี้ออกมาได้

สบายมาก...กล้ากระหยิ่มใจแต่ครั้นควานหาย่ามก็กลับหน้าซีดใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม...

ย่ามไม่ได้พาดเฉียงบ่าอยู่อย่างที่มันเคยอยู่เสียแล้ว...

“ย่ามของพี่อยู่โน่น”

น้องสาวเห็นกิริยาของพี่ชายก็เดาออกเธอชี้ไปทางที่มนุษย์วานรพักเอาแรงอยู่กล้าคลานไปเกาะขอบกรงด้านนั้นมองผ่าออกไปความม่านสีเทาออกไปก็เห็นสิ่งที่ตนเองต้องการวางกองอย่างหมดสภาพอยู่ด้านหน้าของมนุษย์วานรตัวหนึ่งห่างจากกรงประมาณห้าวากล้ามองอยู่นานอย่างกับว่าจะให้มันลอยเข้ามาหาตัวเองแล้วก็ถอนใจเฮือก

“ถ้าตัวเล็กเหมือนตุ่นในโลกของพวกเธอฉันอาจออกไปลากกลับมาให้เธอได้”แม่ตุ่นเกาะไหล่กล้าเบาๆแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ยินหรืออาจไม่ใส่ใจหัวคิ้วซึ่งมีขนสีขาวข้างละสามสี่เส้นก็ลู่ลงด้านล้างเล็กน้อย"ก่อนที่พวกเธอจะฟื้นฉันเห็นพวกมันเทของในนั้นลงพื้นแล้วก็เก็บขึ้นมาดมๆดูแล้วเหวียงข้ามหัวเข้าป่าไปทีละอย่างหมดของจะเล่นแล้วมันถึงได้โยนแหมะไว้ตรงนั้น

"ก็จบเห่"

กล้าทรุดลงนั่งราบกับพื้นหลังพิงลูกกรงปล่อยมือตกลงข้างตัวถอนหายใจอย่างหมดเรี่ยวหมดแรงแต่ก็เพียงชั่วครูเท่านั้นอึดใจต่อมาเขาก็ตาลุกวาวดีดตัวนั่งตรงหันขวับไปทางแม่ตุ่นขาวกระซิบตื่นเต้นว่า

"ฟันฟันของเธอยังไงล่ะ"

"ฟัน…?" แม่ตุ่นชี้ที่ฟันซี่เท่าจอบของตัวเองกระพริบตาปริบๆ

"ใช่มันกัดทุกอย่างได้ไม่ใช่หรอ"

"ไอ้ได้น่ะได้หรอกนะและฉันก็คงทำไปนานแล้วถ้าไม่กลัวว่าเสียงฟันทู่ๆของฉันที่มันขูดกะไม้จะไปขัดจังหวะการนอนของเจ้าพวกนั้น"

"ไม่ใช่ๆ" กล้าโบกไม้โบกมือชี้มือลงไปที่เส้นเถาวัลย์ซึ่งมัดลำไม้ไผ่ต่างเชือก "หมายถึง...ให้เธอกัดเชือกนี่ต่างหาก"

แม่ตุ่นทำตาหน้าตื่นอ้าปากจนเห็นฟันซี่ล่างซี่บนอย่างถนัดชัดเจนคลางอู้

"ขอโทษที่ฉันยังไม่ได้บอกเธอว่าไอ้เส้นเถาวัลย์ที่เธอคิดว่ามันจิ๊บจ๊อยน่ะมันคือ …… พิษของมันร้ายแรงมากทีเดียวละถ้าบองให้มันเข้าปากอืดใจเดียวเท่านั้นชีวิตตุ่นของฉันก็อวสานทันทีโอ ภาระกิจยังไม่ทันได้เริ่มยังไม่ถึงเวลาต้องให้ฉันสละหรอกนะหนู..."

แม่ตุ่นจะบ่อนอะไรจากนั้นกล้าไม่ได้ฟังกลืนความอึดอัดลงไปแล้วหันมองไปรอบๆอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งมันต้องมีทางสินา

"พวกมันจะพักเอาแรงอีกนานไหม"

"ราวๆเทียงคืน"

คะเนดูแล้วคงเหลืออีกสามชั่วโมงไม่มากเลยสำหรับสถานการณ์คับขันเป็นตายเช่นนี้

จากการสำรวจภูมิประเทศรอบตัวป่าแห่งนี้ค่อนข้างทึบและอับลมนานๆ จะมีลมโกรกทะลวงมาสักหนซึ่งก็จะหอบเอากลิ่นสาบสางของเจ้าวานรสองตัวนั้นมาเตะจมูกทุกครั้งกล้าคิดว่าที่ตรงนี้น่าจะเป็นบริเวณใดบริเวณหนึ่งของเชิงเขาที่ใหญ่และสูงที่สุดของประเทศแถบนี้พอคิดถึงตรงนี้เด็กชายก็ขนลุกวาบป่าแถบนี้ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามาเพราะถือเป็นแดนอาถรรพ์เรียกว่า "เขาแก้ว"

ใจหนึ่งก็ชักเป็นห่วงเจ้าสุนัขคู่ใจทั้งสี่ตัวขึ้นมาเสียแล้วไม่รู้ว่าพวกมันเตลิดกันไปไหนเป็นตายร้ายดีอย่างไรอาจจะหลงป่าไปแล้วก็ได้

ทันใดนั้นหลังต้นข่อยดกหนาข้างกรงด้านตรงข้ามกับเจ้าวานรก็เกิดเสียงเหยียบใบไม้แห้งดังขึ้นเบาๆเหมือนมีตีนเล็กๆย่องมาอย่างระมัดระวังแม่ตุ่นชั้นหูขึ้นเป็นตัวแรกจากนั้นทั้งหมดรวมทั้งเด็กชายขี้แย(ซึ่งยังไม่รู้จักชื่อ)ก็หันขวับไปหาต้นเสียงราวกับนัดกัน

ครั้นแล้วเงาตะคุ่มของสัตว์ชนิดหนึ่งก็ย่างกริบพ้นออกมาจากหลังข่อยต้นนั้นชั้นแรกยังจำแนกไม่ออกแต่พอลำตัวของมันกระทบกับแสงจันทร์ที่ลอดแนวไม้เข้ามาตรงนั้นพอดีลายดำสลับน้ำตาลเป็นริ้วก็ปรากฏชัดเจนแก่ทุกสายตา

"นังเล็น!"

สองพี่น้องแห่งบ้านป่าอุทานพร้อมกันอย่างตื่นเต้นดีใจสุดขีดถลาเข้าเกาะลูกกรง

"ซู่…" นังเล็นพยักเพยิดบอก "อย่าเสียงดังไปเจ้านายพวกเรากำลังหาทางช่วยพวกเจ้านายอยู่"

"พวกเรา?" กล้าทวนคำเพ่งไปยังความมืดด้านหลังสุนัขตัวเมียลายเสือนั้นอย่างสงสัยเอี้ยวตัวมองเจ้าวานรที่นั่งกรนครืดๆอยู่ แล้วหันกลับมากระซิบ"นี่หมายความว่าพวกแกยังอยู่กันครบไม่มีตัวไหนเป็นอะไรใช่ไหม"


"เล็นก่าน มุม แล้วก็ตูบพอหากันเจอก็ตามกลิ่นพวกมันมาห่างๆตอนนี้กำลังซุ่มคอยให้มืดดีก่อนถึงจะออกมาหาเจ้านาย"

"แล้วตัวอื่นๆไปไหน"

ก่อนที่นังเล็นจะตอบพลันก็เด็กชายก็ร้องเสียงหลงขึ้นว่า

"หมาผะ..ผี!"

เหมือนจะกระสาต่อภัยที่จะตามมานังเล็นหันกลับกระโจนพรวดเข้าหลบในมุมมืดทันทีขณะที่หว้าก็ไวเป็นกรดหล่อนผวาเข้าหาเจ้าของเสียงปิดปากเขาไว้แน่น

"ซู่ๆๆตอนนี้เราอยู่ในอันตรายเธออยากรอดไปจากที่นี่ใช่ไหม"

เขาพยักหน้าหงึกๆทั้งที่ตายังตื่นตกใจอยู่

ฝ่ายกล้านั้นแทบจะหยุดหายใจเพราะกลัวว่าเสียงร้องจะไปปลุกเจ้าวานรแต่ก็หายใจโล่งขึ้นเมื่อเห็นมันยังซบหน้านิ่ง

"ทำใจดีๆไว้ แล้วฟังนะ หมาตัวนั้นแม่ตุ่นนี่ พูดไม่ได้จริงๆหรอก มันพูดกับเราด้วยความคิดแล้วที่เราได้ยินก็เพราะว่าสิ่งนั้นเห็นไหม"หว้าชี้ไปยังหินที่ห้อยอยู่กับคอแม่ตุ่นขาวกระซิบช้าและเน้น"หินเขียวใสนั่นมันทำให้เราคุยกับสัตว์ทุกชนิดรู้เรื่องทีนี้เข้าใจรึยังแล้วหมาตัวเมื่อกี้ก็หมาของฉันไม่ใช่หมาผี"

"แล้วทำไมไม่คิดว่าฉันเป็นตุ่นยักษ์ผีตั้งแต่แรกละหรือว่าสมองน้อยๆ ของเธอเพียงจะทำงานไอ้หนู...ถ้ายังงั้นแทนที่จะเอามาทำให้เสียเรื่องเอามาช่วยกันคิดหาทางหนีกันดีกว่ามั้ยอารมณ์เสีย"

"ใจเย็นนาเจ้าตุ่นอ้วน"นังเล็นปรากฏตัวออกมาอีกครั้ง"ไอ้ลิงยักษ์นั่นไม่ตกใจตื่นก็ดีเท่าไหร่แล้ว"

"เอาละนี่เราคุยกันรู้เรื่องเป็นครั้งแรกใช่มั้ยแม่รังหมัด"แม่ตุ่นหรุบหูยิงฟันแล้วยื่นหน้าไปชิดลูกรง

แม่รังหมัดของแม่ตุ่นขาวหันไปค้อนให้วงหนึ่งแล้วพูดกับกล้าว่า

"ระหว่างที่เจ้านายกับแม่ตุ่นขาวคุยกันพวกเราซุ่มอยู่ใกล้ๆได้ยินหมดแล้ว ตอนนี้ ก่านมุม ตูบ กำลังย่องไปตามเก็บของทั้งหมดมาคืนให้เจ้านาย"

"โอ้โฮเล็น ฉันอยากจะกอดพวกแกจังเลย"หว้ายิ้มน้อยๆ

"ขอบคุณหินนิลพรรณของฉันที่สุด"แม่ตุ่นขาวเสริมมาบ้าง

นอกจากเลี้ยงพวกมันมาแบบหมาล่าเนื้อทั่วไปแล้วพ่อ แม่ และกล้า ไม่เคยฝึกอะไรมันมากกว่านั้นแต่กล้าคิดว่าเรื่องที่พวกมันร่วมกันทำในครั้งนี้ไม่ใช่ความมหัศจรรย์กล้าอยู่กับพวกมันมาสี่ห้าปีรู้ว่าพวกมันแสนรู้และรักเจ้านายของมันมากเวลาเข้าป่าแต่ละตัวจะกระจายกันไปในลักษณะลาดตระเวนและจะเดินเข้าสู่เส้นทางดักหน้าดักหลังเจ้านายของมันเป็นระยะถ้าเจ้านายไม่เรียกหรือไม่มีอะไรเกิดขึ้นพวกมันก็จะหายเข้าไปในแนวป่าข้างทางอีกหากมีอันตรายเกิดขึ้นกับเจ้านายหรือกับเพื่อนตัวใดตัวหนึ่งทั้งหมดจะกระโจนเข้าไปช่วยชนิดถวายหัวทีเดียวชาวบ้านจะเรียกสุนัขพวกนี้ว่า"หมาพราน"

ลงถ้าสื่อสารกันรู้เรื่องเพิ่มเข้าไปอย่างนี้ก็ยิ่งเข้าใจกันและปฏิบัติงานร่วมกันได้ไม่ต่างจากคน

"ดูนั่น..."

หันควับไปตามการพยักเพยิดของเจ้าเล็นทุกคนก็เห็นสุนัขอีกตัวหนึ่งลายน้ำตาลสลับขาวย่องกริบไปด้านข้างของไอ้มนุษย์วานรค่อยๆ คืบเข้าหาย่ามใบนั้นซึ่งห่างออกไปเพียงก้าวเดียว

"เจ้าก่าน..."สองพี่น้องอุทานพร้อมกัน

สุนัขเพศผู้ลายขาวคาดน้ำตาลตัวนี้กล้ายกให้เป็นหัวหน้าครอบครัวหมาคู่กับนังเล็นเพราะความกล้าหาญและฉลาดกว่าตัวอื่นๆของมันแต่เสี่ยงภัยครั้งนี้หากลมเปลี่ยนทิศหรือมันพลาดทำให้เกิดเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นเจ้าก่านก็อาจถูกมนุษย์วาจรจับฉีกเป็นชิ้นๆก็ได้ กล้าขยับตัวอย่างอึดอัดกลั้นใจเพ่งมอง"เพื่อนยาก"ด้วยใจระทึก

โชคดีเหลือเกินที่ลมไม่เปลี่ยนทิศโชยเอากลิ่นเจ้าก่านตลบเข้าจมูกของฝ่ายตรงข้ามพวกมันยังนั่งซุกหน้ากุมหัวและหายใจสม่ำเสมออยู่อย่างนั้น

พลันขณะที่เจ้าก่านกำลังจะก้มลมคาบย่ามใบนั้นขณะที่ทุกคนกำลังจะถอนใจโล่งอกเจ้ามนุษย์วานรตัวที่นั่งตรงกับย่ามพลันถอนหายใจพรื้ดใหญ่เกาหลังตีนตัวเองควากๆทำท่าจะเงยหน้า

เจ้าก่านก็ไวทายาทมันกระโจนขวับเดียวเข้าข้างพุ่มไม้ทันทีเบาปานสายลม

เงียบ…เงียบชนิดได้ยินเสียงหัวใจของทุกคนเต้นเหมือนกลองศึกอยู่อึดใจใหญ่ๆก็ไม่เห็นว่าเจ้ามนุษย์วานรตัวนั้นจะขยับเขยื้อนอะไรอีกการลงมือครั้งที่สองก็เริ่มขึ้น

ครั้งนี้เจ้าก่านทำสำเร็จ!

หน่วยกล้าตายลายขาวคาดน้ำตาลก้าวอย่างสง่าออกมายืนเคียงเจ้าเล็นพร้อมกับย่ามใบนั้นแล้วก็ปรากฏร่างนังมุมเจ้าตูบก้าวออกมาสมทบในปากของพวกมันคาบข้าวของที่ถูกมนุษย์วานรเหวียงเข้าป่ากลับมาตัวละสองสามชิ้น

กล้ารับของเหล่านั้นมาก่อนจะทำหน้าเหมือนถูกผีหลอก

"เหลือมีด…"

"ตายละเราช้าไม่ได้อีกแล้วนะถ้ามันตื่นเราก็จบ" แม่ตุ่นเน้นเสียงและทำมือทำไม้ประกอบ"จะรอดหรือจะวายป่วงก็อยู่ที่พวกแกแล้วนะรังหมัดของฉัน"

รังหมัดของแม่ตุ่นขาวมองตากันเลิกลัก

"ข้าจะไปหาดูใหม่"

พร้อมกับคำสุดท้ายเจ้าก่านหายวูบเข้าไปในความมืดอีกครั้ง

การพูดจากันของเด็กๆและสัตว์สองชนิดนั้นนอกจากสองพี่น้องซึ่งลดเสียงให้เบาที่สุดแล้วเจ้ามนุษย์วานรซึ่งนอนห่างออกไปกว่า๑๐ วา ไม่มีทางได้ยินเด็ดขาด

"มีดของเจ้านายอยู่นั่น..."นังเล็นร้องขึ้น ย่ำตีนโหยงๆจะว่าดีใจก็ไม่เชิง "ที่ก้นของมัน"

"ไหน…"แม่ตุ่นย่นคิ้วเพ่งแล้วเพ่งอีกไปยังทิศเดียวกับที่นังเล็นมองแล้วก็กุมมือหลับตาปี๋ "โอ้คุณพระคุณเจ้าให้ฉันกัดเถาวัลย์บ้านี่เลยยังจะเห็นทางรอดมากกว่าถ้าเจ้านั่นไม่ถูกมันป่นกระดูกเล่นก็แปลกละ"

เบื้องหน้าบริเวณที่นังเล็นบอกว่า"ก้น"ซึ่งคงหมายถึงก้นเข้าเจ้ามนุษย์วานรตัวใดตัวหนึ่งนั้นปกคลุมด้วยความสลัวเลือนสองพี่น้องเพ่งอย่างสุดความสามารถก็ยังไม่เห็นว่ามีดอยู่ตรงไหนจึงหันไปจ้องแม่ตุ่นขาวเป็นเชิงถาม

"ตัวที่อยู่ฝั่งเรา...ด้ามมีดจมอยู่ใต้ก้นของมัน"แม่ตุ้นคราง





Create Date : 09 มกราคม 2557
Last Update : 9 มกราคม 2557 14:21:58 น.
Counter : 600 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

รวี_ตาวัน
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



มกราคม 2557

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31