..โลกนี้สวยงาม เมื่อเราเดินช้าลง.... ภาพถ่ายเป็นสื่อกลางของความรู้สึก ...สวยไม่สวยไม่รู้ รู้แต่ มีคุณค่า มากมาย....รักธรรมชาติ ขุนเขา...เดินเท้าย้ำไป ....ท่องทะเลหมอก ..ส่องนกดูไม้ ให้บานฉ่ำ...... ไปกับ.......เรานะ ดาหลา & ปะการัง.... http://daalaamita.multiply.com/
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2550
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
16 ตุลาคม 2550
 
All Blogs
 
สมุนไพรสาระพัด

ลงข้อมูลไว้ ก่อง
ขอบคุณเวบนี้ วิกิพีเดีย เค้า มีข้อมูล ทางสมุนไพร ที่ ก๊อบมา ว่าอย่างนี้ ....

เกล็ดปลาหมอ Phyllodium elegans(Lour.) Desv มีลักษณะเป็นไม้พุ่ม ลำต้นตรง ลักษณะใบเป็นแบบขนนกเรียงสลับจะมีใบย่อย 3 ใบ ดอกของมันจะเป็นกระจุกที่ซอกใบ มีใบประดับลักษณะคล้ายเกล็ดปลา ประกบหุ้มไว้ 2 ใบ กลีบดอกสีขาว รูปดอกถั่ว ผลเป็นฝักแบนยาว

มีสรรพคุณทางสมุนไพร ใช้ราก ต้มน้ำดื่ม เพื่อแก้โรคตับพิการ










ว่านตีนตะขาบ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Muchlenbeckia platyclada Meissn.

ชื่ออื่น ๆ : ว่านตะขาบ, ต้นตีนตะขาบ, ตะขาบปืนกล้วย(ไทย) , ว่านตะเข็บ(พายัพ) , ว่านตะขาบ(เชียงใหม่), เพว(กรุงเทพฯ)

วงศ์: POLYGONACEAE

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้ขนาดเล็ก ลำต้นจะเป็นปล้อง ๆ กลมโตเท่าหางหนูมะพร้าวอ่อน แต่เมื่อลำต้นนั้นสูงขึ้น ก็จะกลายเป็นไม้เลื้อยไป ต้นหนึ่งจะมีความยาวประมาณ 7-10 นิ้วฟุต

ใบ : จะออกติดกันเป็นปีกสองข้าง จากโคนต้น จนถึงยอดคล้ายตะขาบจริง ๆ ใบจะเป็นสีเขียวเข้ม

ส่วนที่ใช้ : ต้นและใบ ใช้เป็นยา

สรรพคุณ : ต้นและใบ ใช้สดตำ ผสมกับเหล้า เอาแต่น้ำทา รักษาอาการฟกบวม เคล็ด ขัด ยอกได้ดี ส่วนกากนั้นใช้พอกเป็นยาถอนพิษตะขาบ และพิษแมลงป่อง ตามชนบทใช้ต้นและใบสด ตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าใช้หยอดหู รักษาหูเป็นน้ำหนวก ได้ผลดีมาก

อื่น: ชื่อต้นตีนตะขาบนี้ จะมีอยู่หลายชนิดแต่ละชนิดนั้นจะมีลักษณะคล้ายตะขาบทั้งนั้น ดังนั้นการใช้ต้องเลือกตามลักษณะที่ได้กล่าวไว้นี้

ถิ่นที่อยู่ : พรรณไม้นี้มักนิยมปลูกกัน ใส่กระถางไว้ดูเล่นสวย ๆ คนจีนนิยมปลูกกันมาก ตามบ้าน และตามสวนยาจีนทั่ว ๆ ไปและในกรุงเทพฯ ก็หาได้ง่าย

หมายเหตุ : เพว (กรุงเทพฯ) ; ตะขาบปีนกล้วย(ไทย); ว่านตะเข็บ(พายัพ) ; ว่านตะขาบ(เชียงใหม่).” In Siam . Plant Names, 1948. P. 340.











ชื่อ » ฟ้าทะลายโจร

ชื่อพฤกษศาสตร์ » Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees.

ชื่ออื่นๆ »
หญ้ากันงู (สงขลา), น้ำลายพังพอน, คีปัวฮี, ชวงซิมน้อยั้ง

วิธีใช้ »
ใช้ใบ 1 กำมือ เติมเกลือ 3 เม็ดตำรวมกัน เติมน้ำและเหล้าขาวเล็กน้อย
กินน้ำที่คั้นได้และใช้กากพอกฝี เมื่อพอกใหม่ๆจะรู่สึกปวดเล็กน้อย

ข้อแนะนำ »
ระวังสีจากน้ำคั้นจะเปื้อนเสื้อผ้า
ข้อควรระวังเกี่ยวกับการพอก »
การใช้สมุนไพรใส่แผลหรือพอก ควรทำความสะอาดแผลทุกครั้ง
และระวังกากยาติดแผล เพราะอาจทำให้ติดเชื้อเป็นหนองได้


ชื่อสามัญ : ว่านไก่แดง
ชื่อท้องถิ่น : เอื้องหงอนไก่, ไก่แดง
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aeschynanthus Hildebrandii Hemsl.
วงศ์ : GESNERIACEAE
ลักษณะลำต้น : เป็นพืชอิงอาศัยเกาะตามต้นไม้ใหญ่ ส่วนมากเกาะตามต้นก่อ จะเกาะอยู่ต้นเดี่ยวๆหรืออาจเป็นกลุ่ม ลำต้นมีความสูงโดยประมาณ ๑๒ เซนติเมตร
ลักษณะใบ : ใบรูปหอกหรือรี ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบหรือหยักเล็กน้อย โคนใบแคบหรือมน ใบหนาอวบน้ำ
ลักษณะดอก : จะออกดอกระหว่างเดือนสิงหาคม - พฤศจิกายน ออกดอกเดี่ยวหรือเป็นกระจุกที่ปลายยอด หรือตามง่ามใบ ดอกเป็นหลอดโค้งโคนเล็กปลายใหญ่ ดอกมีสีแดง
แหล่งที่พบในไทย : โดยส่วนใหญ่สามารถพบตามป่าดิบเขาทั่วทุกภาค โดยเกาะอยู่กับไม้ยืนต้น พบได้ง่ายตามริมหน้าผาด้านทิศตะวันตกและทิศเหนือของอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว

**
10. หอมแดง
Eleutherine americana Merr.
IRIDACEAE
ชื่ออื่น ว่านไก่แดง ว่านเข้า ว่านหมาก ว่านเพลาะ ว่านหอมแดง
รูปลักษณะ
ไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีหัวใต้ดินคล้ายหัวหอม รูปรียาว ใบเกร็ดที่หุ้มหัวใต้ดิน สีม่วงแแดง
ใบเดี่ยว ออกเป็นกระจุก 3-4 ใบ รูปดาบ กว้าง 2-4 ซม. ยาว 20-40 ซม. เส้นใบขนาน จีบตามยาวคล้ายพัด
ดอกช่อ แทงจากลำต้นใต้ดิน กลีบดอกสีขาว
ผลแห้ง แตกได้
สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา
หัวใต้ดินสด - ใช้ผสมรวมกับเหง้าเปราะหอม ตำหยาบ ๆ ห่อผ้าสุมหัวเด็ก แก้หวัดคัดจมูก และกินเป็นยาขับลม

*****************ขลู่

Pluchea indica Less.

Fam. :ASTERACEAE

ชื่ออื่น

ขลู หนาดงั่ว หนวดงิ้ว หนาดวัว (อุดรธานี) เพี้ยฟาย (อีสาน)

ลักษณะทั่วไป



ต้น เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นมี ความสูงประมาณ 0.5 - 2 เมตร แตกกิ่งก้าน มากและเกลี้ยง

ใบ จะมีกลิ่นฉุน ใบเล็กรูปไข่กลับ มีความ ยาวประมาณ 1 - 5.5 ซม. กว้างประมาณ 2.5 - 9 ซม. ตรงปลายใบของมันจะมีลักษณะแหลม หรือแหลมที่ติ่งสั้น ขอบใบจักเป็นซี่ฟันและ แหลม เนื้อในจะคล้ายกระดาษค่อนข้างเกลี้ยง แต่ไม่มีก้าน

ดอก จะออกเป็นช่อฝอยมีสีขาวนวล หรือ สีม่วง จะออกตามง่ามใบ ดอกวงนอกเป็นดอก เพศเมีย ดอกวงในเป็นดอกสมบูรณ์เพศ

ผล แห้งจะมีรูปทรงกระบอกยาวประมาณ 0.7 มม. มีสัน 10 สัน ระยางค์มีน้อย สีขาว ยาวประมาณ 4 มม. แผ่กว้าง

การขยายพันธุ์ เป็นพรรณไม้ที่ชอบขึ้น ตามที่ลุ่มชื่นแฉะ ริมห้วยหนอง ตามหาด ทราย ด้านหลังป่าชายเลน นิยมปลูกเป็นพืช สมุนไพร การปลูกให้ใช้วิธีการปักชำ โดยตัด ต้นชำลงดิน รดน้ำให้ชุ่ม ปลูกขึ้นง่าย ไม่ต้อง การการดูแลรักษาแต่อย่างใด

ส่วนที่ใช้ ยอด ใบ

สรรพคุณ

ทั้งต้น ใช้ต้มกิน รักษาอาการ ขัดเบา ปัสสาวะพิการ ขับปัสสาวะ รับประทาน วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหารครั้งละ 75 มิลลิลิตร หรือ 1 ถ้วยชา นอกจากนี้ยังรักษาโรค วัณโรคที่ต่อมน้ำเหลือง โรคเบาหวาน ริดสี ดวงทวาร ขุดเอาแต่ผิวต้น ผสมกับยาสูบแล้ว นำมามวนสูบรักษาริดสีดวงจมูก


********
ชื่อท้องถิ่น
แดงชัน เอื้องชัน

ชื่อวิทยาศาสตร์
Clitoria ternatea Linn.

วงศ์
LEGUMINOSAE

ชื่อสามัญ
Blue Pea, Butterfly Pea

ลักษณะ
เป็นไม้เลื้อยเนื้ออ่อน ใช้ยอดเลื้อยพันลำต้นมีขนปกคลุม ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ มีใบย่อย 5-9 ใบ รูปไข่หลังใบเรียบ ท้องใบมีขนเล็กน้อย ปลายใบมน โคนใบสอบเล็กน้อย ขนาด กว้าง 2-3 ซม. ยาว 3-5 ซม. ดอกเป็นดอกเดี่ยวเกิดที่ซอกใบ มีลักษณะคล้ายถั่ว สีขาว ฟ้า ม่วง และน้ำเงิน กลาางดอกสีเหลือง เมื่อบานเต็มที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 3 ซม. มีทั้งดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน ผลเป็นฝักแบนยาว 8-9 เซนติเมตร กว้าง 1-2 ซม. ฝักอ่อนสีเขียวและจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองนวลเมื่อฝักแก่จัด เมล็ด สีดำเป็นมัน มัฝักละประมาณ 8 เมล็ด

การขยายพันธุ์
เพาะเมล็ด

ส่วนที่ใช้เตรียมสี
กลีบดอกสดสีน้ำเงิน

สารเคมีและสาร
อาหารที่สำคัญ
สีน้ำเงินในกลีบดอกเป็นสารจำพวกแอนโทไซยานิน

สรรพคุณ
ดอกใช้ขยี้ทาศีรษะ ทำให้ผมขึ้นดกดำ หรือนำดอกมาตำละเอียด คั้นเอาแต่น้ำผสมยาสระผมหรือครีมนวดผม ให้ผมนุ่มเงางาม และคนโบราณมักใช้ดอกหรือก้านดอกขยี้วาดคิ้วเด็กแรกเกิดให้คิ้วดกดำ


ข้อควรรู้
นิยมใช้สีม่วงจากดอก แต่งสีอาหารชนิดต่าง ๆ เช่น ขนมช่อม่วง ขนมชั้น ขนมบัวลอย ฯลฯ

วิธีเตรียมสี
นำกลีบดอกสดสีน้ำเงินหรือสีม่วง มาบด เติมน้ำเล็กน้อย ใส่ผ้าขาวบาง คั้นเอาน้ำออก (ดอกสีน้ำเงินจะได้น้ำคั้นสีน้ำเงิน ถ้าต้องการให้เป็นสีม่วง เเติมน้ำมะนาวลงไปเล็กน้อย สีจะกลายเป็นสีม่วง)

******************
ชื่อทั่วไป : กาสามปีก
ชื่อสามัญ : Kaa Saampeek
ชื่อพื้นเมือง : กาสามปีก (ทั่วไป); กาจับหลัก, ตีนนกผู้ ,มะยางห้าชั้น (เหนือ); กาสามซีก, ตีนกา (กลาง); ต้นนก, สมอตีนเป็ด, สมอหลวง (ตะวันออก)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Vitex peduncularis Wall. ex Schauer
ชื่อวงศ์ : LABIATAE

ขมิ้นชัน
ชื่อท้องถิ่น
ขมิ้น (ทั่วไป) ขมิ้นป่า ขมิ้นทอง ขมิ้นดี ขมิ้นแกง ขมิ้นหยอก ขมิ้นหัว (เชียงใหม่) ขี้หมิ้น หมิ้น (ใต้) ตายอ (กะเหรียง-กำแพงเพชร) สะยอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

ชื่อวิทยาศาสตร์
Curcuma longa L. ( C. domestica Valeton )

วงศ์
ZINGIBERACEAE

ชื่อสามัญ
Turmeric

ลักษณะ
ต้นและหัว เป็นพืชล้มลุก ต้นสูงประมาณ 30 -90 ซม. มีเหง้าอยู่ใต้ดินรูปไข่ มีแขนงแตกออกด้านข้างทั้งสองด้าน เนื้อในของเหง้ามีสีเหลืองส้ม มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ใบ ใบ เป็นใบเดี่ยวแทงขึ้นมาจากเหง้า เรียงเป็นวงซ้อนทับกัน ใบเป็นรูปหอก กว้าง 12-15 ซม. ยาว 30-40 ซม. ดอก ดอก เป็นช่อกแทงออกจากเหง้า แทรกขึ้นมาระหว่างก้านใบ รูปทรงกระบอก กลีบดอกสีเหลืองอ่อน ใบประดับสีเขียวอ่อนแกมขาว บานครั้งละ 3-4 ดอก ผล เป็นรูปกลมมี 3 พู

การขยายพันธุ์
แยกหน่อหรือใช้เหง้าแก่ที่มีอายุประมาณ 1 ปี ตัดเป็นท่อน ๆ ให้มีตาท่อนละ 1-2 ตาปลูกลงแปลงในหลุมลึกประมาณครึ่งคืบ หลังจากปลูกประมาณ 1 อาทิตย์ ขมิ้นชันจะเริ่มงอก หากฝนไม่ตกควรรดน้ำทุกวัน

ส่วนที่นำมาเป็นยา
เหง้า

สารเคมีและสารอาหารที่สำคัญ
มีน้ำมันหอมระเหยและสาร curcumin

สรรพคุณทางยา
และวิธีใช้
แก้โรคกระเพาะ,แก้อาการท้องอืด ,ท้องเฟ้อ,ขับลมในกระเพาะ : โดยนำเหง้าแก่ล้างให้สะอาด(ไม่ต้องปอกเปลือก) หั่นเป็นชิ้นบาง ๆ ตากแดดจัดสักประมาณ 1-2 วัน แล้วนำมาบดให้ละเอียด ผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอนหรือบรรจุเป็นแคบซูล ขนาด 250 มิลลิกรัม เก็บไว้ในขวดสะอาดและปิดให้มิดชิด รับประทานครั้งละ 2-3 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง

แก้อาการท้องร่วงท้องเดิน : ใช้เหง้าแก่สด ยาวประมาณ 2 นิ้ว นำมาปอกเปลือกล้างน้ำให้สะอาด แล้วตำให้ละเอียดเติมน้ำสะอาดลงไป แล้วคั้นเอาแต่น้ำรับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ 3-4 ครั้ง

แก้โรคผิวหนังเรื้อรัง : นำผงขมิ้นผสมน้ำมันมะพร้าวทาบริเวณที่เป็นแผล หรือใช้เหง้าฝนน้ำข้น ๆ ทา

รักษาโรคผิวหนังผื่นคัน แก้อาการแพ้และอักเสบจากแมลงกัดต่อยหรือรักษาฝี : ใช้เหง้าสดยาวประมาณ 2 นิ้ว ฝนหรือตำกับน้ำต้มสุก ทาบริเวณที่เป็น หรือถ้ามีเหง้าแห้ง ให้ใช้เหง้าแห้งบดเป็นผงละเอียด ผสมน้ำเล็กน้อย ทาผิวหนัง

แก้นิ่ว : ใช้เหง้าตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำผสมกับน้ำปูนใส กินครั้งละ 1-2 ถ้วยชา วันละ 2-5 ครั้ง ให้กินจนกว่าจะหาย

แก้ตกเลือด : ใช้ขมิ้นผง 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำต้มสุก 1 ถ้วยชา กินให้หมดในครั้งเดียว

แก้ไข้หวัด : ใช้แง่งสด ขยี้ดมแก้หวัด หรือ ใช้ผงขมิ้นโรยในไฟ แล้วสูดดมควัน

แก้ปวดฟัน : ใช้แง่งสดโขลกกับเกลือ ผสมพิมเสนและการบูร ใช้แทนยาสีฟัน หรือ ถ้าต้องการรักษาฟัน ให้เคี้ยวแง่งขมิ้นขนาดปลายนิ้วก้อยพร้อมเกลือ 1 หยิบมือ อมทิ้งไว้ 10 นาที แล้วบ้วนน้ำทิ้ง

แก้ฟกช้ำ : นำแง่งขมิ้นมาฝนกับปูนแดงผสมน้ำทาบริเวณที่เป็น

ข้อควรระวัง
- ไม่ควรชื้อผงขมิ้นชันตามท้องตลาด ควรทำเอง เพราะขมิ้นผงที่ขายในท้องตลาดส่วนมากทำจากขมิ้นอ้อย และกรรมวิธีในการทำมักใช้ความร้อน ซึ่งจะทำให้น้ำมันหอมระเหยซึ่งมีฤทธิ์รักษาโรคระเหยไป
- คนไข้บางคนอาจแพ้ขมิ้น โดยมีอาการคลื่นใส้ ท้องเสีย ปวดหัว นอนไม่หลับ ให้หยุดยาในทันที

*****
หญ้าหนวดแมว
ชื่อท้องถิ่น พยับเมฆ , นางรักป่า(ประจวบฯ), อีตู่ดง(เพชรบูรณ์)

ชื่อวิทยาศาสตร์
Orthosiphon aristatus (Blume) Miq

วงศ์
LABIATAE (LAMIACEAE)

ชื่อสามัญ
Cat' s Whisker

ลักษณะ
เป็นไม้พุ่ม สูง 0.5-1 เมตร กิ่งอ่อนและก้านเป็นสี่เหลี่ยมสีม่วงแดง ลำต้นมีขนสั้น ๆ ปกคลุม ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามกัน รูปไข่แกมสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด กว้าง 2-4 ซม. ยาว 4-7 ซม.ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อย ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ลักษณะเป็นชิ้น ๆ คล้ายฉัตร มี 2 พันธุ์ คือพันธุ์ดอกสีขาวและพันธุ์ดอกสีม่วงน้ำเงิน เกสรตัวผู้ยาวพ้นกลีบดอกออกมา มีลักษณะคล้ายหนวดแมว ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก รูปรี ขนาดเล็ก

การขยายพันธุ์
ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด หรือเอากิ่งมาปักชำ ชอบที่ชื้น แดดไม่จัด

ส่วนที่นำมาเป็นยา
ใบและยอดแห้ง

สารเคมีที่สำคัญ
มีสารโปแตสเซียมในปริมาณสูง และมี glycoside ที่มีรสขม ชื่อ orthosiphonin นอกจากนี้ยังพบ essential saponin, alkaloid, organic acid และ fatty oil

สรรพคุณทางยา
และวิธีใช้
ขับปัสสาวะ รักษานิ่ว : ใช้ใบแห้ง 4 กรัม หรือ 4 หยิบมือ ชงกับน้ำร้อน 1 ขวดน้ำปลา เหมือนกับชงชา ดื่มวันละ 1 ขวด 3 ครั้ง หลังอาหาร

รักษาโรคหนองใน : ใช้ทั้งใบและกิ่งต้มกับสารส้ม ดื่มวันละ 3 ครั้งก่อนอาหาร

ข้อควรระวัง
ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจห้ามรับประทาน เพราะมีสารโปแตสเซียมมาก

จะใช้ใบหรือต้นสดต้มกินก็ได้ แต่รสชาติจะเหม็นเขียวใบแห้งที่มีสีเขียวเวลาต้มจะมี รสเหม็นเขียวเช่นกัน

ถ้าใช้ใบแก่หรือต้นแก่ต้มด้วย อาจจะมีพิษเพิ่มขึ้น เช่นอาจจะมีฤทธิ์กดหัวใจเพิ่มขึ้น

ควรจะเก็บยาใช้เอง เพราะยาที่ซื้อมานั้นมักจะมีต้นมากเกินไป มีใบน้อยไป และต้นมักเป็นต้นแก่

ถ้าใช้ใบที่ตากแดดจนหมดสีเขียวมาชง น้ำยาที่ได้จะมีสีเหมือนน้ำชา มีกลิ่นหอม มีรสหวานเล็กน้อยและขมเล็กน้อยแบบน้ำชา

จะกินยาให้มากกว่าขนาดที่กำหนดให้ก็ได้ เพราะไม่มีอันตรายใด

ยานี้ระคายคอบ้างเล็กน้อย
***************


******************


Create Date : 16 ตุลาคม 2550
Last Update : 17 ตุลาคม 2550 8:56:06 น. 1 comments
Counter : 2959 Pageviews.

 
น่าสนใจจัง ข้อมูลดี
ถ่ายภาพได้รายละเอียด
ขอบคุณที่นำสิ่งดี ๆ มาเผยแพร่ค่ะ

แต่หน้าบล็อกดูกว้าง ๆ ไปนะคะ
ลองจัดภาพใหม่สิคะ (เอ..รึเรามาเร็วไป...)


โดย: ชิงดวง วันที่: 16 ตุลาคม 2550 เวลา:9:14:35 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ปะการังหอม
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ชีวิต...เดินได้ ด้วยหัวใจ
หัวใจอยู่ที่ ธรรมชาติ ภาพถ่ายและ กลอน
bg sss
Friends' blogs
[Add ปะการังหอม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.