K@K@ & The Reds go M@rching On.
Group Blog
 
<<
เมษายน 2550
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
12 เมษายน 2550
 
All Blogs
 
หมาตำรวจ

















หมาตำรวจ


เมื่อเช้าวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2500 มีศพชายหนึ่ง นอนอยู่หน้าศาลากลางจังหวัดพิบูลบุรี

ชายคนนั้นมิใช่ชายแปลกหน้ามาจากไหน เป็นคนอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัด พิบูลบุรี มาแต่อ้อนแต่ออก ใครๆก็รู้จัก ใครที่แลดูศพนั้น ปราดเดียว ก็ต้องรู้ว่า ชายคนนั้น ตายเพราะอดอาหาร เพราะศพนั้น มีแต่หนังหุ้มกระดูก ท้องป่อง ตานั้นลืม และ ลึกกลวง เหล่านี้เป็นอาการของผู้ที่อดข้าวตาย

แต่เพราะเหตุ ที่ จังหวัด พิบูลบุรี ตั้งอยู่ในประเทศไทย อันเป็นเมือง ที่มีชื่อว่า เป็นอู่ข้าว อู่น้ำ มีข้าวเหลือกิน เหลือใช้ ทุกปีไม่มีใครอดตาย ใครอดตายก็ขัดคำสั่ง รัฐบาล จึงไม่มีใครยอมรับว่า ชายคนนั้นอดข้าวตาย

เหตุที่ชายคนนั้นถึงแก่ความตาย จึงเป็นเหตุลึกลับ ร้อนถึงต้องสั่ง หมาตำรวจ มาจาก กรุงเทพฯ เพราะตำรวจภูธร จังหวัด พิบูลบุรี ไม่สามารถ สืบหาสาเหตุได้

เมื่อนายสิบตำรวจหนุ่ม คนหนึ่ง จูงหมามาถึงที่เกิดเหตุนั้น ปรากฏว่ามีคนมายืนดูศพนั้นอยู่แน่น นายอำเภอเมือง จังหวัด พิบูลบุรี เป็นคนหนึ่งที่มาอยู่ในที่นั้น

พอหมาตำรวจมาถึง ก็มีเสียงฮือ ในกลุ่มคน ด้วยความสนใจ เพราะใครก็เคยได้ยินว่า หมาตำรวจนั้น แน่นัก ลงได้ดมกลิ่นคนร้ายแล้ว ก็จะต้องสูดกลิ่น ไปจนถึงตัว จับคนร้ายได้ ทุกทีไป ไม่มีพลาด

พอหมาตำรวจแล เห็น ศพ นอนอยู่ ก็เห่าขึ้นด้วยความตื่นเต้น แล้วก็ดึงสายจูงลากเอา นายสิบตำรวจหนุ่มคนนั้น จนทั่วแล้วก็หอนขึ้นทีหนึ่ง ครั้นแล้ว หมาตำรวจจึงสูดกลิ่นที่พื้นดินและออกเดินสูดกลิ่นไปเรื่อย ไปตามบรรดาคนที่มายืนอยู่

หมาเดินผ่านไปหลายคน และตาทุกคู่ก็จ้องจับอยู่ที่หมาตำรวจด้วยความสนใจ พอหมาตำรวจมาถึงตรงหน้าพ่อค้าคนหนึ่ง ชื่อ นายฮวด หมาตำรวจก็ดมกลิ่นเข้าไปถึงเท้านายฮวด แล้วก็เห่าขึ้นทีหนึ่ง และลงนั่งแลบลิ้น หอบแฮ่กๆ แหงนหน้าขึ้นจ้องมอง นายฮวด พลางกระดิกหาง อย่างดีใจ

นายฮวด หน้าซีดเผือด กลืนน้ำลายอย่างพะอืดพะอม ตัวเนื้อเริ่มสั่น ขาอ่อนทรุดตัวลงนั่งแล้วพูดกับนายสิบตำรวจหนุ่มนั้นว่า

“ ผมขอสารภาพ ผมเองเป็นผู้ร้าย ฆ่าคนๆนี้ให้ตาย ผมเป็นพ่อค้าตั้งร้านขายของชำอยู่ในตลาด คนๆนี้เป็นลูกค้า ผมมาเก่าแก่ เคยซื้อ ข้าวสาร น้ำปลา น้ำตาล พริกกะปิ หอมกะเทียม จากร้านผมมาตั้งแต่ผมตั้งร้าน ช่วยอุดหนุนซื้อของผม จนผมมั่งมีตั้งตัวได้

แต่ผมสังเกตว่า ในระยะปีสองปีนี้ คนๆนี้ ซื้อของน้อยลงไปทุกที จนในที่สุด เมื่อเร็วๆนี้เอง เขาแต่งตัวขะมุกขะมอม เสื้อผ้าขาดวิ่น เข้ามาในร้าน แล้วขอซื้อเชื่อ ข้าวสารผมไปกิน ถ้าคนๆนี้ มีฐานะดีเหมือนก่อน ผมก็คงไม่ขัดข้อง แต่เพราะผมได้เห็นว่า เขาจนลงกว่าแต่ก่อนมาก และเมื่อวันที่เขามาขอซื้อเชื่อข้าวสาร เขากลายเป็นคนสิ้นคิด ผมจึงไม่ยอมให้เขาซื้อเชื่อข้าวสารไปกิน และไล่เขาออกจากร้านไป ....

ผมเองครับ เป็นคนใจร้ายฆ่าเพื่อนมนุษย์.....ผมเองที่เป็นคนอกตัญญู ไม่รู้คุณคน ทำร้ายผู้มีพระคุณแก่ผมจนถึงตาย ....ผมขอสารภาพ รับความผิดของผม “


พอนายฮวด พูดจบ หมาตำรวจก็มาหยุดนั่งกระดิกหาง จ้องหน้า คหบดีคนหนึ่ง ชื่อ นายเกิด แล้วก็เห่าขึ้นสองที

นายเกิด หน้าสลด คอตกลงในทันใด ยื่นมือทั้งสองไปที่ นายสิบตำรวจหนุ่มผู้จูงหมาตำรวจ แล้วกล่าวว่า

“ ผมเองเป็นผู้ผิด ผมนี่แหละครับเป็นผู้ร้ายฆ่าคนตาย คนๆนี้ตายยเพราะน้ำมือของผมแท้ๆ คนตายนี้แต่ก่อนเป็นผู้มีหลักฐานดี มีเรือกสวนไร่นา เป็นผู้ขยันขันแข็ง ทำประโยชน์ให้เกิดแก่ชุมชนอยู่เป็นนิจ

ต่อมาผมเองเป็นผู้ริเริ่มเป็นเจ้ามือสลากกินรวบ ผมก็ไปชักชวน คนๆนี้ให้แทงสลากกินรวบกับผม ตอนแรกเขาแทงทีละน้อย แต่เขาก็เสียทุกครั้งไป สมัยเมื่อสลากกินแบ่งรัฐบาลยังออกแต่น้อยครั้ง เดือนละหนสองหน เขาก็แทงแต่น้อยครั้ง ไม่สู้กระไรนัก แต่พอสลากกินแบ่งรัฐบาลออกเดือนละเจ็ดครั้ง เขาก็ติดเป็นนิสัย เลิกไม่ได้ และจำนวนที่แทงก็มากขึ้น ยิ่งเสียมากเขาก็ยิ่งแทงมากขึ้นไปอีก ชีวิตของเขาทั้งหมดมารวมอยู่ที่สลากกินรวบ เลิกทำมาหากิน

เมื่อยิ่งแทงก็ยิ่งเสีย เขาก็ตั้งหน้าคิดแต่จะแทงให้ถูก วันหนึ่งๆเขาก็ได้แต่ไปเที่ยวหาอาจารย์ใบ้หวย เขานอนฝันถึงอะไร รุ่งขึ้นก็เอาฝันนั้นมาคิดเป็นเลขสามตัว แล้วก็มาแทงกินรวบ เงินทองที่เขาเก็บไว้ได้ก็หมดสิ้นไป เรือกสวนไร่นาเขาก็เอาจำนำหรือขายมาแทงกินรวบ จนหมด แม้แต่เครื่องใช้ในบ้าน จนในที่สุดตัวบ้านที่เขาอาศัยอยู่เอง เขาก็ขายมาแทงกินรวบ

เขาหมดตัวไม่มีอะไรเหลือ เงินทองทรัพย์สินของเขาทั้งหมดตกมาเป้นของผมผู้ป็นเจ้ามือ สลากกินรวบ.... ผมเป็นผู้สูบชีวิตของเขา เอามาเป็นของผม เขาจึงถึงแก่ความตาย ... ผมเองเป็นผู้ร้ายฆ่าคน ตำรวจจงจับผมไปเถิด ....ผมขอสารภาพ “


พอนายเกิด พูดจบ หมาตำรวจก็กระดิกหางดีใจยิ่งขึ้น ลุกขึ้นยืนด้วยสองขาหลัง เอาสองขาหน้าพาดที่ไหล่ นายเกิด แล้วก็เลียหน้า นายเกิดหลายที เสร็จแล้ว หมาตำรวจ ก็ผละจากนายเกิด ออกเดินสูดกลิ่นต่อไปรอบๆ

จนมาถึงตรงหน้า นายอำเภอเมือง หมาตำรวจก็หยุดลงนั่ง มองหน้า นายอำเภอเมือง แล้วกระดิกหางดีใจจนฝุ่นตลบ และเห่าขึ้น สามครั้ง


นายอำเภอเมือง ควักผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อ ที่หน้าผาก กลืนน้ำลาย สองที แล้วพูดขึ้นว่า


“ ผมเองคือตัวการในฆาตกรรม รายนี้ ผมเป็นนายอำเภอเมือง เข้ามารับหน้าที่นี้ด้วยความสมัครใจ ไม่มีใครบังคับ เมื่อผมเข้ามารับหน้าที่ นายอำเภอ ผมก็รู้หน้าที่นั้นดีว่า หมายถึงการ ระงับทุกข์ บำรุงสุข ของราษฎร

ผมมีหน้าที่ส่งเสริมช่วยเหลือ ราษฎร ทุกคน ให้ทำมาหากินเป็นหลักฐานด้วยความสุข และความสะดวกทุกประการ ผมมีหน้าที่แนะนำและดูแลให้ราษฎรปฏิบัติงานที่ชอบ อันจักเป็นประโยชน์มากที่สุดแก่ราษฎรเอง หากราษฎรมีกินมีใช้ อิ่มหมีพีมัน ผมก็นับว่าได้ ทำหน้าที่ของผมลุล่วงไปด้วยดี ทั้งหมดนี้ผมรู้ แต่ ........”

นายอำเภอเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับเหงื่ออีกครั้งหนึ่ง แล้วก็พูดต่อไปว่า

“ แต่ผมไม่ได้ทำหน้าที่ ของผมเลย ผมละทิ้งราษฎรผู้ซึ่งเป็นภาระและหน้าที่ของผมโดยตรง ไปทำงานอื่นเสียหมด ถึงตัวผมจะอยู่ที่อำเภอเมือง พิบูลบุรีนี้ แต่ผมก็เท่ากับว่านั่งทำงานอยู่ที่กระทรวง มหาดไทยที่กรุงเทพฯ

เพราะผมทำงานเพื่อตาแก่ สองสามคน ที่อยู่ที่นั่น และตาแก่พวกนั้น ไม่เคยมาจังหวัดพิบูลบุรีนี้เลย ผมเพียงแต่ทำตามคำสั่งตาแก่ ที่กระทรวง มิได้เหลียวแล ราษฎร เพราะนึกเสียว่า ตาแก่พวกนั้นต่างหาก ที่แกเลื่อนตำแหน่ง ขึ้นเงินเดือนให้ผมได้

ทางกรุงเทพฯ สั่งให้ผมทำอะไร ผมก็ทำตาม มิได้เหลียวแลว่าสิ่งที่ผมทำนั้น จะกระทบกระเทือนถึงราษฎรอย่างไรบ้าง นอกจากนั้น ทางกรุงเทพฯฝากงานอะไรให้ผมทำ เป็นต้นว่า งานเกษตร งานชลประทาน งานกรมการข้าว งานสถิติ งานวัฒนธรรม ตลอดจน ขายหนังสือพิมพ์ให้รัฐบาล ผมก็เที่ยวรับเอางานนั้นมาหมด

ทั้งที่รู้ว่าผมไม่สามารถทำได้ทั่วถึง ผมมัวทำแต่ราชการ เสียจนลืม ราษฎร คนตายคนนี้ ผมเพิ่งทราบว่าเขาอยู่ที่อำเภอนี้มาตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ผมก็เพิ่งเห็นหน้าเขาวันนี้เอง เมื่อเขาเป็นศพไปแล้ว

ถ้าหากผมเคยเห็นหน้าเขามาก่อนก็แปลว่า ผมรู้จักกับราษฎรอำเภอนี้ และถ้าเป็นดังนั้น เขาก็คงไม่ตาย แต่เพราะผมไม่รู้จักเขาเลย เขาจึงต้องมานอนตายเพราะอดอาหารครับ .... ผมยอมรับสารภาพ ....ผมเองเป็นตัวการ ฆ่าคนๆนี้ให้ตาย อย่างจงใจเจตนา เพราะผมละเลยหน้าที่ของผม ทั้งที่รู้หน้าที่อยู่แล้ว “

พอนายอำเภอพูดจบ หมาตำรวจก็ออกเดินสูดกลิ่น ออกจากกลุ่มคนที่มาชุมนุมอยู่ และนึงนายสิบตำรวจผู้ถือสายจูง ลากถูลู่ถูกังตรงไปยังโรงตำรวจภูธร จังหวัดพิบูลบุรี

พอถึงที่นั่น หมาก็เดินตรงไปที่ กองกำกับการตำรวจ ดมกลิ่นไปถึงผู้กำกับการตำรวจผู้ซึ่งนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะ แล้วหมาตำรวจก็ลงนั่ง จ้องหน้า ผู้กำกับฯ กระดิกหางเร็วและแรง เคาะกระดานดังโป้กๆ ด้วยความดีใจ แล้วเห่าขึ้นสี่ครั้ง

ผู้กำกับฯ ฟุบหน้าลงกับโต๊ะครู่หนึ่ง แล้วจึงลุกขึ้นยืน เอามือปัดงานที่วางอยู่บนโต๊ะให้ร่วงลงกับพื้น พลางกล่าวกับ นายสิบตำรวจสุนัขผู้ยืนระวังตรงอยู่ต่อหน้านั้นว่า

“ ถูกของหมามันแล้ว ! อั๊วเองคือผู้ร้ายฆ่าคนตายที่ศพนอนอยู่หน้าศาลากลาง อั๊วไม่มีสิทธิที่จะนั่งโต๊ะนี้หรือทำงานในห้องนี้ อีกต่อไป อั๊วจะเขียนใบลาออกวันนี้ และที่ที่อั๊ว ควรจะอยู่คือกรงขังผู้ต้องหาบนโรงพัก อั๊วเป็นผู้กำกับฯ มีหน้าที่ปราบปรามโจรร้าย และรักษาความสงบของราษฎรจังหวัดนี้โดยตรง

แต่อั๊ว มัวเที่ยวจับแต่ของที่มีรางวัลงามๆเสียหมด เป็นต้นว่า ฝิ่นเถื่อน เหล้าเถื่อน และของหนีภาษี จับทีไร อั๊วก็ได้เงินเข้ากระเป๋าบานไป เพราะพวกค้าของเถื่อน มันค้าแข่งกับรัฐบาล ใครจับได้รัฐบาลจึงให้รางวัลอย่างงาม

ส่วนพวกโจรผู้ร้ายที่จะปล้นอาชีพ ปล้นทรัพย์ ปล้นชีวิตจิตใจราษฎร อยู่ทั้งกลางวันกลางคืนนั้น ถึงจะจับได้ก็ไม่มีใครตกรางวัลให้ ตรงกันข้าม ถ้าหากอั๊วไม่จับเสีบอีก อั๊วกลับได้สตางค์ใช้ฟรีๆ จนเดี๋ยวนี้ อั๊วมีรถเก๋งขี่ มีตึกสี่ชั้น ปลูกอยู่ในตลาด ลูกมเยอั๊ว ก็ทองแดงทั้งตัวไป

เพราะอั๊วเห็นแก่เงินทอง ทรัพย์สิน อั๊วจึงไม่จับผู้ร้ายที่ควรจะจับ จับแต่ผู้ร้ายที่ทำให้อั๊วร่ำรวยขึ้น หรือ มิฉะนั้น ก็ควงปืนดวลกับผู้ร้ายที่มันจะทำให้อั๊วได้มีชื่อเสียง มีรูปลงหนังสือพิมพ์ เผื่อว่ายังไงอั๊วจะได้มีแหวนอัศวินใส่กับเขาบ้าง

ผลของการกระทำทั้งหมดนี้ทำให้ราษฎรถูกปล้นอยู่ทุกนาที ทั้งกลางวันกลางคืน ใครทนไม่ไหวก็ตายไปก่อน อั๊วเองเป็นคนร้าย อั๊วยอมรับสารภาพ หมาตำรวจมันชี้คนร้ายถูกของมันแล้ว “


พอผู้กำกับฯ พูดจบ หมาตำรวจก็ออกดมกลิ่นจากห้องผู้กำกับฯ และดึงนายสิบตำรวจสุนัข ตรงแน่วไปที่ศาลากลาง ผู้กำกับฯก็ออกวิ่งตามมาด้วย ตอนนั้นเป็นเวลาเย็นใกล้ค่ำ ศาลากลางปิดเสียแล้ว หมาตำรวจก็บ่ายหน้าไปยัง จวนผู้ว่าราชการฯ พอถึงจวน หมาตำรวจก็วิ่งขึ้นไปชั้นบน และเข้าไปในห้องนั่งเล่นของผู้ว่าราชการ จังหวัด พิบูลบุรี เห็นผู้ว่าราชการฯนั่งอยู่ หมาตำรวจก็เข้าไปนั่งจ้องหน้า กระดิกหางดีใจอย่างมากมาย แล้วก็เห่าขึ้นห้าครั้ง

ผู้ว่าราชการฯ ตกตะลึงจ้องหน้าหมาอยู่นาน ครั้นแล้วก็ยกมือขึ้นปิดหน้า ร้องไห้สะอึกสะอื้นพูดว่า


“ จับผมไปโรงพักเถิดท่านผู้กำกับฯ ผมเองเป็นคนร้าย ผมเองเป็นคนฆ่าคนตายที่หน้าศาลากลางในจังหวัดของผม ผมเป็นผู้รับผิดชอบในทรัพย์สิน และความเป็นอยู่ของราษฎรทั้งจังหวัด แต่ผมกลับไม่ถือว่าความรับผิดชอบนั้นเป็นของสำคัญ เอาตัวเอง ซึ่งเป็นถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ไปรับผิดชอบต่อนักการเมืองขี้ปะติ๋ว สองสามคน

ผมปกครองจังหวัดนี้โดยไม่คำนึงถึงทุกข์สุข หรือความอดอยากของราษฎร คำนึงถึงแต่ว่า ทำอย่างไร จะทำให้พรรคของนักการเมืองที่เป็นนายผม เลือกตั้งได้ทุกครั้งไป

เวลาส่วนใหญ่ของผมต้องใช้ไปในการเดินทาง ระหว่าง กรุงเทพฯ กับพิบูลบุรี เพื่อไปรับคำสั่งจากนักการเมืองบ่อยๆ และสิ่งที่ผมตั้งใจทำก็คือ ทำนุบำรุง สมาคมหญิง ที่เมียผมเป็นนายกฯ เพราะสมาคมนั้นเป็นสะพานที่จะให้ เมียผม เข้าถึง เมียนีกการเมืองที่มีอำนาจ เพื่อหาดีให้ตัวผมต่อไป ....

จะพูดกันไปทำไมมี ผมเป็นเจ้าเมือง แล้วมีคนอดข้าว มานอนตายอยู่หน้าศาลากลาง ใครจะเป็นผู้ร้ายฆ่าคนได้ นอกจากผม ขอเวลาผมเขียนใบลาออกสักเล็กน้อยเถิด ท่านผู้กำกับฯ และขอผมได้สั่งเสียลูกเมียหน่อย แล้วผมจะไปมอบตัวให้แก่ท่านผู้กำกับฯที่โรงพัก ไม่หนีไปไหน “

ผู้ว่าราชการฯ พูดจบแล้วก็ซบหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น ต่อไป ผู้กำกับฯก็พาหมาตำรวจและนายสิบตำรวจสุนัขกลับมาโรงพัก แล้วหาที่นอนให้นอนค้าง เพราะดึกมากแล้ว จะส่งกลับกรุงเทพฯก็ไม่ทัน

ผู้กำกับฯ นอนไม่หลับทั้งคืน พอเช้าตรู่ก็รีบไปโรงพัก เห็นนายสิบตำรวจหนุ่มนั้นนั่งร้องไห้อยู่ ผู้กำกับฯ ก็ตรงเข้าไปถามว่า


“ หมู่ เป็นอะไรไป โดนหมามันกัดเข้าอีกคนรึ ! “

นายสิบ ลุกขึ้นยืนชิดเท้า แล้วตอบว่า

“ เปล่า .... เปล่าครับ .... แต่หมา ....หมาผมหลุดหนีไปแต่เมื่อตอนดึกนี้ครับ ผมวิทยุถามรถกองปราบเขาดู เขาว่าเห็นมันวิ่งเข้ากรุงเทพฯ ตอนเช้ามืด ตามกลิ่นเข้าไปครับ “

“ ตาย ห่ ....! “ ผู้กำกับฯ อุทาน

“ ป่านนี้ มันมิ ดมกลิ่น เข้าไปถึงทำเนียบ แล้วหรือวะ ! “

“ ก็นั่นน่ะสิครับ ! “ นายสิบตำรวจพูดแล้วก็ร้องไห้ น้ำตาไหลอีกพรูใหญ่

ผู้กำกับฯ ยกมือขึ้นเกาหัว และมองดูหน้า นายสิบตำรวจ อย่าง งงๆ แล้วถามว่า

“ ร้องไห้ทำไมน่ะหมู่ กลัวท่านรับสารภาพแล้วลาออกรึ ? “

“ เปล่า .... เปล่า ครับ “ นายสิบตำรวจตอบระหว่าง เสียงสะอื้น

“ หมาตัวนี้ผมเลี้ยงมาตั้งแต่มันเป็นลูกหมาครับ มันเป็นตำรวจที่ดีที่สุด แต่ ..... แต่หมาตำรวจนั้น ถ้าลงดมกลิ่นไปจนถึงตัวผู้ร้ายแล้ว ปรากฎว่าผิดตัว มันก็จะหมดความเชื่อถือในตัวของมันเอง ใช้ดมไม่ได้อีกต่อไป.... “

“ เอ .... แล้วยังไง อั๊วไม่เข้าใจเลยว่ะ ? “ ผู้กำกับฯพูดขึ้น

“ ผมกลัวมันจะเข้าไปในทำเนียบครับ ! “

“ ก็นั่นน่ะซี อั๊วถึงได้ถามว่า ลื้อกลัวท่านลาออกรึ ! “

“ เปล่าครับ “ นายสิบตำรวจตอบ

“ ถึงยังไงท่านก็ไม่ลาออก และไม่ยอมสารภาพรับผิด แล้วหมาผม มันก็จะเสียหมาไปเลย


" ผมเสียดายหมา ครับ "




ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช




หมายเหตุ : ที่เจ้าของบลอค เอาผลงาน ของท่านบรมครู ปูชนียบุคคล ท่านนี้ มาพิมพ์เก็บไว้ในบลอค ก้อเพียงเพราะว่า เคารพ นับถือ ใน ฝีมือ สติปัญญาของท่าน .... ดูเอาเถิด ผลงาน เก่าแก่ ร่วม ห้าสิบปีที่แล้ว แต่ยังคงความคลาสสิค ร่วมสมัย ไม่เปลี่ยนแปลงเลย ก็เลย มานั่งพิมพ์เก็บเอาไว้ เผื่อในขณะที่พิมพ์ สติปัญญาเหล่านั้น จะกระเด็นมาโดน คนพิมพ์ และได้อาศัยแบ่งปัน คนอ่าน บ้าง ... แม้เพียงซักกระผีกริ้น ก้อยังดี .... เจตนา ก้อ มีอยู่ เพียง เท่านี้ แล ....






Create Date : 12 เมษายน 2550
Last Update : 7 มีนาคม 2551 10:46:44 น. 2 comments
Counter : 710 Pageviews.

 
555+

น้องหมาฉลาดจิง ๆ ??


โดย: fonejank วันที่: 12 เมษายน 2550 เวลา:14:48:00 น.  

 





ถ้าไปเที่ยวที่ไหน ก็ขอให้เดินทางปลอดภัยนะคะ



โดย: น้ำหวานพิษ วันที่: 13 เมษายน 2550 เวลา:23:53:14 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

อาฮุย๑
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add อาฮุย๑'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.