Group Blog
 
<<
กันยายน 2549
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
30 กันยายน 2549
 
All Blogs
 

ปริญญาเอก กับการหางาน

เก็บมาจากที่เคยตอบกระทู้หนึ่งเอาไว้








Free TextEditor
"แล้วส่วนใหญ่รับทุนกันมา หรือเป็นทุนตัวเองคะ"
อาจารย์ไปหาทุนมาให้เป็นค่าตอบแทนในขณะที่ทำงานให้เขาค่ะ
ซึ่งการทำงานนี้ ก็เทียบเท่าว่าการเรียนค่ะ แต่สำหรับตัวเองคิดว่าเป็นการทำงานมากกว่าเป็นการเรียน
แต่ว่าให้ลงทะเบียนเป็นเอกไป แล้วก็ทำๆ ไปให้ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ต้องเสร็จ
แล้วก็มีต้องเขียนงานตอนสุดท้าย นัดหมายคณะ jury แล้วก็ public defense
แล้วก็เดินไปรับประกาศนียบัตรจาก Graduation office
มันใส่อยู่ในซองค่ะ

"เค้าไปทำอะไรกันบ้างคะ"
ก็จริงๆ ไม่คิดว่าจะเรียนเอก เพราะว่าประเทศที่อยู่นี่ ปริญญาเอกตกงานเป็นว่าเล่น
หางานยากมากๆๆๆ แต่ถ้าไม่เรียน (เพื่อฆ่าเวลา) ก็ต้องหางานยากอยู่ดี
ด้วยว่าเป็นคนต่างชาติ พูดก็ไม่ได้ คอนเน็คชั่นอะไรก็ไม่สักอย่าง ไม่มีใครรู้จักเรา
การไปเรียนแบบที่มีทุนให้ ก็เป็นการใช้เวลาระหว่างนั้นทำความรู้จักผู้คนไปด้วย
ให้มีผลงานออกมา ให้คนเขารู้จักเราจากผลงานของเรา
แล้วก็ระหว่างที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับอาจารย์ ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไรกัน เข้ากันได้ดี
ก็ได้อาจารย์มาเป็น reference ที่เราจะอ้างใน จดหมายสมัครงานของเรา

ถ้าให้มองตอนนี้ ที่ได้งานทำอยู่นี้
คิดว่า
1. การมีปริญญาเอก ในสาขาของตัวเอง ซึ่งก็ค่อนข้างแคบมากๆ เหมือนกัน
คนที่มาเรียนส่วนใหญ่จะไปเป็นอาจารย์กันทั้งนั้น (คนของประเทศเขาเองนั่นแหละ)
แต่ถ้าเขาไม่คิดว่าจะมุ่งไปเป็นอาจารย์ เขาจะไม่มาเรียน จะไม่เสียเวลาเพื่อทำสิ่งนี้
ก็น่าจะคล้ายๆ ของคนไทยเราที่ได้ทุนมา
2. การมีปริญญาเอกนี่ เหมือนดาบ 2 คม สำหรับคนที่เขาพิจารณาจะจ้างเราหรือไม่
- คมหนึ่งคือ overqualified บริษัทไม่อยากเสี่ยง ทั้งเรื่องต้องจ่ายแพง
และไม่มั่นใจว่า การเรียนรู้ระดับปริญญาเอก จะสอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กรหรือไม่
ส่วนใหญ่บริษัทจะเน้นด้าน marketing and sales มากกว่า
บริษัทจำนวนน้อยที่ต้องการปริญญาเอกเพื่อเข้าใน dept. Research and Development
ในขณะที่บริษัทผู้ผลิตขนาดกลางและเล็ก ต้องการเพียงแค่ technician หรือ engineer เท่านั้น
- อีกคมหนึ่ง คือ เพราะความที่ต้องเรียนนาน ต้องใช้พละกำลังอย่างมาก
ทำให้คนที่เรียนมีความภูมิใจในตัวเอง บางครั้งภูมิใจมากเกินไป
นำไปสู่การปฎิเสธงานที่ต่ำกว่าคุณวุฒิที่มี หรืออีกนัยคือการเลือกงาน
ทำให้ผู้จ้างกลัว คือรับไปแล้วจะเป็นปัญหามากกว่าจะเป็น asset
หลายๆ ครั้ง ต้องทำความรู้จักกันนาน หรือไม่ก็มี recommendation ดีๆ ก่อนที่เขาจะรับ
ถ้าคิดว่าจะรับ บางทีจะทำในรูปแบบของการจ้างเป็นจ็อบๆ
จ่ายแบบที่ปรึกษา หรือไม่ก็แบบ honoraires เพื่อจะได้ไม่มีพันธะต่อกัน

งานประจำที่ตัวเองทำตอนนี้ โดยเนื้องานแบ่งเป็น 2 ส่วน
1. Communication and marketing เป็นงานที่ไม่เคยเรียนมาก่อนเลย แต่เขาให้ทำ
และเขาบอกว่า ถ้าเคยทำโครงการอะไรๆ สำเร็จ ทำงานวิจัยระดับเอกสำเร็จ
งานการจัดการ การติดต่อแบบนี้ ก็ต้องทำได้ ถ้าจะทำเขาจะจ้างเลย ก็เลยตอบตกลง

แต่โดยขบวนการทำงานนั้น ต้องวางแผน วิเคราะห์ สรุปผล เอาผลที่ได้นำไปใช้ต่อ
ขบวนการนี้คิดว่า เป็นผลพลอยได้ที่ได้มาจากประสบการณ์ตอนเรียนเอก
ซึ่งตอนนั้นต้องดูแลโครงการเอง ปรึกษาอาจารย์บ้าง อย่างตอนนี้ก็ปรึกษากับหัวหน้า
ว่าจะทำอะไรต่อ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ฯลฯ

2. Scientific communication
อันนี้จะสัมพันธ์กับลักษณะของสิ่งที่เรียนมา แต่ไม่ถึงระดับปริญญาเอก
แค่ปริญญาโทก็ทำได้แล้ว คือ เรื่องของการอ่านเอกสารและการแปลให้ใช้ภาษาอย่างเหมาะสม
แต่ตัวเองให้บริการมากกว่านั้น คือถ้าอ่านเอกสารชิ้นไหนแล้วรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง
จะแจ้งไปทาง editor หรือไม่ก็ติดต่อผู้เขียน ว่าตรงไหนๆ ไม่ถูกต้อง อันนี้ก็ทำให้ด้วยความเต็มใจ
เพราะเห็นว่า มีชื่อตัวเองติดอยู่หลังเอกสารด้วย ถ้าทำให้เอกสารชิ้นนั้นๆ สมบูรณ์ขึ้นได้ ก็จะดี

ถ้าไม่อย่างนั้น ส่วนที่ได้ใช้ที่สุดของปริญญาเอก คือ การเป็นที่ปรึกษาตาม mission
แล้วแต่ว่าบริษัทไหนๆ ติดต่อมา แล้วเขาเสนองานที่เขาคิดว่าเรามี competence ที่จะทำได้
ที่สำคัญ "งานต้องเสร็จภายในเวลาที่กำหนด" คือ ตรงนี้จะแตกต่างจากปริญญาเอก
ตรงที่ ถ้าเราจบช้า มันเรื่องของเรา แต่ทำงานแบบที่ปรึกษานี่ ถ้าบอกว่าจะต้องเสร็จเมื่อใด ก็ต้องเสร็จเมื่อนั้น
ถ้าทำไม่ได้ ต่อไปเขาก็เปลี่ยนไปห้คนอื่นทำ ก็แค่นั้น แล้วเราก็จะหมดสิทธิ์ในการทำงานกับเขาอีก
There is no second chance to make a first impression.
คือสิ่งที่เราต้องมี นอกเหนือไปจากปริญญาที่เรามี คือ professional conscience น่ะค่ะ

ส่วนตัวคิดว่า คำนำหน้าชื่อว่า ด็อกเตอร์ นี่ คนอื่นฟัง แล้วมันก็ดูดีนะ
แต่อย่างตัวเอง เวลาคนอื่นมาเรียกนำหน้าชื่อนี่ จะอายมาก ไม่ชินเลย เรียก "คุณ" เฉยๆ ก็ได้แล้ว
ในหมู่เพื่อนที่รู้จัก ในหมู่ปริญญาเอก (ที่ตกงานในช่วงๆ เดียวกัน) เขาจะไม่มีว่าให้ใครมาเรียกว่าด็อกเตอร์กัน
อาจเป็นเพราะว่าด็อกเตอร์กันหมด ก็เฉยๆ เป็นปริญญาหนึ่งแค่นั้น
แต่สำหรับคนอื่นที่มองมา อาจจะรู้สึกเคารพและนับถือ ก็อาจเป็นได้
อันนี้ต้องไปถามคนที่ชอบเรียกคนมีปริญญาเอกว่าด็อกเตอร์
ว่าทำไมเขาต้องเรียกอย่างนั้นด้วย ทำไมไม่เรียกคุณเฉยๆ

สิ่งที่พยายามทำในตอนนี้ คือการทำให้คนภายในสังคมงานที่ต้องติดต่อด้วย
รู้จักตัวเองในฐานะ professional คือ เมื่อเอ่ยชื่อว่าคนนี้ แล้วเขาไว้วางใจ อยากให้ทำงาน
ไม่ใช่ว่าเขารู้ว่าคนนี้เป็นด็อกเตอร์เขาจึงวางใจ มอบหมายให้ทำงาน
ยิ่งในสภาพสิ่งแวดล้อมที่ปริญญาเอกเต็มไปหมดแบบนี้ ถ้าเราไม่สามารถสร้างหรือมีอะไรที่ทำให้เราแตกต่างไปจากคนเหล่านั้นไม่ได้
ปริญญาเอกที่มีก็ไม่ได้เป็น added value มากไปกว่าผลงานที่ทำออกมา

ต่อๆ ไป ยิ่งมีปริญญาเอกเยอะๆ นอกจากจะมาแยกกันว่า เอกจากที่ไหนๆ แล้ว (ซึ่งนี่ก็เริ่มเห็นมากแล้วเหมือนกัน)
ที่นั้นๆ ก็จะค่อยๆ พบสถานการณ์ที่ล้อตามเหมือนๆ กันในทุกๆ ประเทศ
นั่นคือ ปริมาณปริญญาเอกที่ตกงานมากขึ้น แล้วแต่ว่าจะช้าหรือเร็วที่จะเห็นสถานการณ์นี้เกิดขึ้น
คือขึ้นกับการพัฒนาไปของการศึกษา แล้วในที่สุดก็จะย้อนกลับมาดูว่า
การผลิตปริญญาเอกขึ้นมาให้เยอะๆ นั้น สอดคล้องกับสภาวะของตลาดงานหรือไม่

จะว่าไปแล้ว การตกงานภายหลังได้ปริญญาเอกนี่ เป็นการปรับให้เข้าสู่สมดุลย์เหมือนกัน
คือว่าตอนที่ได้ใบปริญญาเอกนี่ ก็คงจะรู้สึกหัวใจเบิกบาน เราทำได้ เราทำสำเร็จ และ infatuated กับสิ่งนี้
แต่พอรู้ว่าสิ่งที่ได้มานี้ มันไม่ได้ช่วยให้หางานได้ง่ายเลยนี่ มันดึงตัวเองเข้าสู่โลกของความจริง
คือทำอย่างไร เราจึงจะปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคมงานได้
และในช่วงหางานนี้แหละ เป็นบทพิสูจน์ที่แท้จริงของการใช้ความสามารถของปริญญาที่ได้มา




 

Create Date : 30 กันยายน 2549
1 comments
Last Update : 18 กันยายน 2551 15:59:45 น.
Counter : 3175 Pageviews.

 

 

โดย: jodtabean (loveyoupantip ) 6 สิงหาคม 2554 4:25:42 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Valentine's Month


 
พธูไทย
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




บล็อกนี้เปิดไว้เพื่อเก็บสิ่งที่เขียนจากที่ต่างๆ เอามารวมๆ กัน
ไม่ได้เข้าบล็อคบ่อยๆ มาดูเฉพาะตอนที่จะเขียนอะไร
ดังนั้นถ้าใครมาเยี่ยมชมหรือเขียนถามอะไรเอาไว้ จะไม่เคยตอบ
เพราะกว่าจะตอบมันนานมาก และผู้ถามคงจะลืมไปแล้วว่าถามอะไร
Friends' blogs
[Add พธูไทย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.