Group Blog
 
 
มิถุนายน 2552
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
18 มิถุนายน 2552
 
All Blogs
 

ย้อนรอยชีวิต ศึกษาแนวความคิด และเส้นทางชีวิต ของ ปรีดี พนมยงค์(8)

เบื้องลึกความพ่ายแพ้ ขบวนการ 26 กุมภาพันธ์ 2492 เบื้อหลัง กบฏวังหลวง


นาย ปรีดีเดินทางกลับประเทศไทยอีกครั้ง เพื่อร่วมกับพรรคพวกซึ่งประกอบด้วยทหารเรือ นักศึกษาและประชาชนจำนวนหนึ่ง พยายามจะยึดอำนาจคืนจากฝ่ายรัฐประหาร นายไสว สุทธิพิทักษ์ อดีตเลขานุการนายกฯหลวงธำรงฯ ได้บันทึกไว้ว่า

"ขบวนการ 26 กุมภาพันธ์ หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า กบฏวังหลวง นั้นต้องประสบความล้มเหลวอย่างไม่น่าเป็นไปได้ หลังจากที่ได้ยึดพระราชฐานของวังหลวงไว้ได้ตลอดคืน ในตอนเช้าของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ได้มรการสู้รบระหว่างทหารเรือซึ่งเป็นกำลังของฝ่ายขบวนการ กับทหารบกในกลางพระนคร ทหารบกถูกทหารเรือโจมตีจนถอยร่นตลอดแยวถนนราชปารภ มักกะสัน เพชรบุรี จนปรากฏชัดว่าฝ่ายรัฐประหารกำลังเตรียมตัวหลบหนี แต่แล้วก็มีคำสั่งให้ทหารเรือหยุดบุก ทหารเรือชั้นนายพลผู้หนึ่งให้เหตุผลว่า ...เพราะมีคนตายมากแล้ว แต่ความเป็นจริงที่ลึกยิ่งกว่านั้นคือ ...แม่ทัพเรือแอบไปยอมรับข้อเสนอของฝ่ายรัฐบาลรัฐประหารให้มรการหยุดรบเพื่อ เจรจากัน ซึ่งหมายความว่า รับข้อเสนอเพื่อยอมแพ้นั่นเอง
ส่วนทางด้านวังหลวง ฝ่ายรัฐบาลใช้ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน และปืนใหญ่ทหารราบยิงประตูวิเศษไชยศรี แล้วเคลื่อนกำลังทหารและรถถังบุกเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง โดยไม่คำนึงว่าปราสาทราชวังจะพินาศอย่างไร


เมื่อขบวนการ 26 ก.พ. พ่ายแพ้ นายปรีดีหลบไปซ่อนตัวอยู่ตามบ้านคนรู้จักย่านฝั่งธน ทามกลางการไล่ล่าของฝ่ายรัฐประหาร มีการตั้งสินบนนำจับราคาสูงแก่ผู้ที่บอกเบาะแสหลบซ่อน--------

หลังความพ่ายแพ้ของคณะราษฎร บานเมืองได้ก้าวเขาสู่ยุคมืดอย่างแท้จริง มีการจับกุมพรรคพวกของนายปรีดี ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสรีไทย และทหารเรืออีกจำนวนมาก ที่อำมหิตโหดเหี้ยมยิ่งกว่าจะเป็นการกระทำของมนุษย์ก็คือ สี่อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลหลวงธำรงฯ นายถวิล อุดล นายจำลอง ดาวเรือง ดร. ทองเปลว ชลภูมิ
นาย ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ถูกจำรวจจับกุมตัวและรุมซ้อมปางตาย และในวันที่ 4 มีนาคม 2492 เวลาตีสอง ตำรวจนำตัวคนทั้งสี่ไปยิงทิ้งอย่างโหดเหี้ยมที่ริมถนนพหลโยธิน กม. ที่ 14-15 แล้วโยนความผิดว่าเป็นฝีมือโจรมะลายู ทั้งที่กลุ่มโจรที่ถูกแอบอ้างอยู่ห่างจากกรุงเทพฯหลายร้อยกิโลเมตร

ต่อ มาตำรวจได้กราดยิง ดร.ทวี ตะเวทีกุล อดีตรัฐมนตรีและเสรีไทยคนสำคัญเสียชีวิตที่สมุทรสงคราม และ พันตรีโผน อินทรทัต รองผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ ถูกตำรวจจับและซ้อมจนเสียชีวิต

ตลอด เวลาที่หลบซ่อนตัวหนีการตามล่า นายปรีดีอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ด้วยความเจ็บปวด บรรดาศานุศิษย์ และมิตรสหายที่เคยร่วมต่อสู้มาด้วยกันถูกสังหารเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ครั้งหนึ่งนายปรีดีถึงกับท้อ ระบายความรู้สึกกับภรรยาว่า
"ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป จะอยู่ไปทำไม เราทำให้คนอื่นพลอยเดือดร้อน...ต้องตาย"

นายปรีดีหลบซ่อนตัวอยู่ย่านฝั่งธนบุรีนานถึงหกเดือน ท่ามกลางการไล่ล่า และอันตรายรอบด้าน คืนวันหนึ่งจึงสบโอกาสปลอมตัวเป็นชาวประมงเรือเล็กหลบแรมคืนหนีไปจนถึง สิงคโปร์
จากนั้นก็หาลู่ทางหลบหนีต่อไปกับเรืออีกลำหนึ่ง หลายคืนกว่าจะถึงฮ่องกง จากนั้นก็ทำเรื่องขอลี้ภัยไปยังประเทศจีน
ถึงกรุงปักกิ่ง นายปรีดีได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ห้วงเวลานั้นจีนได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง พรรคคอมมิวนิสต์เพิ่งประสบชัยชนะในการโค่นล้มเจียงไคเช็ค รัฐธรรมนูญของจีนมรมาตราหนึ่งกำหนดไว้ว่า บุคคลชาวต่างประเทศผูได้ต่อสู้เพื่อความถูกต้องเป็นธรรม และถูกข่มเหงกลั่นแกล้งจากฝ่ายอธรรมจนไม่อาจพำนักอยู่ในประเทศของตนได้ ทางประเทศจีนถือว่าบุคคลผู้นั้นเป็นอาคันตุกะ"

นายปรีดีมาพำนักอยู่ ในกรุงปักกิ่งไม่นานก็ได้ข่าวว่า ภรรยาของตนกับปาลลูกชายถูกรัฐบาลสั่งจับในข้อหากบฏ ภายในและนอกราชอาณาจักร แต่ไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้ แม้แต่การส่งข่าวถึงเมืองไทย

ในปี 2496 หลังจากพูสุขต่อสู้คดีจนพ้นข้อหาแล้ว จึงได้ตัดสินใจเดินทางออกนอกประเทศ เพราะรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยหากอยู่ในไทยต่อไป พูนสุขพาลูกเล็ก ๆ เดินทางด้วยรถไฟสายทรานไซบีเรีย ผ่านฝรั่งเศส โซเวียต เป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืนกว่าจะได้มาพบสามีที่กรุงปักกิ่ง

ต่อมานาย ปรีดีได้ขอย้ายจากปักกิ่งไปอยู่ที่เมืองกวางโจวทางตอนใต้ของจีน เนื่อจากทนอากาศหนาวเหน็บในเมืองหลวงของจีนไม่ไหว ซึ่งรัฐบาลจีนก็อำนวยความสะดวกให้

ที่เมืองกวางโจว นายปรีดีรับฟังข่าวสารจากบ้านเกิดผ่านวิทยุ และหนังสือพิมพ์ได้สะดวกขึ้น ตลอดเวลาที่พำนักอยู่ในประเทศจีน นายปรีดีถูกรัฐบาลไทย และนักการเมืองสังกัดพรรคเก่าแก่ในเวลานี้ กล่าวหาเรื่อยมาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนแดงเพื่อยึดครองประเทศไทย----





นายปรีดีเขียนหนังสือระบายความในใจมีข้อความตอนหนึ่งดังนี้

" ข้าพเจ้าต้องอยู่ในสาธารณรัฐราษำรจีนเป็นเวลานานกว่า 20 ปี ด้วยเหตุผลเพียงเพราะข้าพเจ้ากลายเป็นแพะรับบาปของการใส่ร้ายป้ายสีนานัปการ โดยเฉพาะข้าพเจ้าถูกกล่าวหาหายครั้งหลายครา ว่าเป็นอาชญากรหรือก่อกบฏอย่างร้ายแรง ข้าพเจ้ากลายเป็นบุคคลไม่พึงปรารถนาของรัฐบาลต่างประเทศหลายประเทศ ทั้ง ๆ ที่ระหว่างข้าพเจาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และเป็นหัวหน้ารัฐบาลอยู่นั้น รัฐบาลของประเทศเหล่านี้เคยกล่าวว่า เขาเป็นมิตรกับข้าพเจ้า แต่ถึงตอนนี้ กลับหันหลังให้ข้าพเจ้าอย่างง่ายดายเพื่อเอาใจรัฐบาลใหม่"




- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


ในวัยชราที่กรุงปารีส


---คนดีที่เมืองไทยไม่ต้องการ---

" ผมขายบ้านของผมในกรุงเทพฯไป แล้วไปซื้อบ้านหลังหนึ่งในกรุงปารีสนี้ ปัจจุบันผมมีรายได้อยู่สองทาง คือเงินบำนาญของผมที่ส่งมาจากกรุงเทพฯ เดือนละ 1,653 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้นับว่าเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับค่าครองชีพในกรุงปารีส ด้วยเหตุนี้ผมจึงจำเป็นต้องทำมาหาเลี้ยงชีพอีกทางหนึ่ง ด้วยการเขียนหนังสือขายแก่ชาวฝรั่งเศสที่นี่ และชาวอเมริกันที่เขาสนใจ ผมเขียนหนังสือเสร็จไปแล้วสองสามเล่ม ในจำนวนนี้มีอยู่เล่มหนึ่งซึ่งผมเขียนเป็นภาษาไทยให้ชื่อว่า ความเป็นอนิจจังของสังคม... ขณะนี้ผมกำลังเร่งการเขียนอยู่ทุกวัน ผมจะลงมือเขียนตั้งแต่เช้าจนเที่ยง เมื่อหยุดรับประทานอาหารกลางวันแล้ว ผทก็จะลงมือเขียนต่อไปจนถึงตอนเย็น

ปรีดี พนมยงค์ เดอะเนชั่น 2514---

ในปี 2513 นายปรีดีอายุได้ 70 ปี ตัดสินใจพาครอบครัวที่ไม่ได้อยู่กันพร้อมหน้าทั้งหมดอพยพจากกรุงปักกิ่ง ย้ายมาอยู่ทีบ้านอองโตนี่ ชานกรุงปารีส ทำให้สามารถติดต่อกับญาติพีน้องได้สะดวกกว่าที่จีน ช่วงเวลานั้น นายปรีดีเป็นโจทยก์ยื่นฟ้องบริษัทสยามรัฐ คึกฤทธิ์ ปราโมช และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ลงข่าวหมิ่นประมาทว่านายปรีดีเกี่ยวข้องกับกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ท้ายทีสุดจำเลยทุกคนต่างแพ้คดี ต้องลงประกาศขอขมาทางหน้าหนังสือพิมพ์ ทุกครั้งที่นายปรีดีฟ้องศาลเกี่ยวกับกรณีสวรรคต ปรากฏว่าชนะคดีทุกครั้ง


ปี 2516 นายปรีดีไปแสดงปาฐกถา ณ สามัคคีสมาคม แก่นักศึกษาไทยในอังกฤษ ข้อความตอนหนึ่งในปาฐกถา กล่าวดังนี้

" ก็มีบางเรื่องที่ผมรู้ แต่เผอิญเข้าลักษณะของคำพังเพยโบราณว่า เป็นเรื่องที่พูดไม่ออกบอกไม่ได้ ผมก็ต้องผลัดไปในโอกาสที่สถานการณ์อำนวยให้พูดออกไปได้ ถ้าหากโอกาสนั้นยังไม่เกิดขึ้นในอายุขัยของผม แต่ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติมิได้หยุดชะงักลงภายในอายุขัยของคนใด หรือเหล่าชนใด คือประวัติศาสตร์จะต้องดำเนินต่อไปในอนาคตโดยไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น ผมขอฝากเรื่องนี้ไว้แก่ท่าน และชนรุ่นหลังที่ต้องการสัจจะ ช่วยตอบให้ด้วย"

------------

จากอยุธยานบ้านเกิด ลูกชายชาวนาผู้มีชีวิตพลิกผันแสนพิสดารยิ่งกว่านวนิยาย พำนักที่ปักกิ่งและกวางโจวเป็นเวลารวมกันหลายปี เมื่อมาซื้อบ้านหลังเล็ก ๆ ที่กรุงปารีส ทุกอย่างดูลงตัว
เพราะที่นี่ มีผู้คนวนเวียนไปมาหาสู่ ทั้งนักศึกษา ปัญญาชน และบุคคลชั้นนำในประเทศไทย

แต่ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน นายปรีดีเฝ้าติดตามความเคลื่นไหวของสังคมไทย และสถานการณ์ต่าง ๆ ของโลกอย่างใกล้ชิด ด้วยดวงตาของผู้มีประสบการณ์ทางการเมือง และด้วยหัวใจของนักอุดมคติทางการปกครอง นายปรีดีแสดงจุดยืนมั่นคงในเรื่องสันติภาพ และหลักการอยู่ร่มกันอย่างเสมอภาคในสังคม เขาคัดค้านสงครามทุกรูปแบบ ต่อต้านการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ ผ่านการให้สัมภาษณ์สื่อต่าง ๆ รวมทั้งข้อเขียนในหนังสือ

ในปี 2524 ปาล พนมยงค์ ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ หมอบอกว่าคงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ดร.จริย์วัฒน์ สันตะบุตร ลูกศิษย์ใกล้ชิดคนหนึ่งได้บรรยายถึงภาพชีวิตของผู้ที่เป็นอาจารย์ของเขาไว้ ว่า

"ตอนนั้นท่านผูหญิงบินกลับเมืองไทยเพื่อดูแลลูกชายซึ่งป่วยหนัก ผมกำลังจะส่งวิทยานิพนธ์เลยได้ไปอาศัยอยู่กับท่านที่ปารีส ช่วงบ่ายวันหนึ่งเราไปเดินเล่นในสวน ท่านเดินอยู่กับผมสองคน แล้วมีเด็ก ๆ วิ่งเล่นอยู่ในบริเวณนั้น เมื่อมีเด็กคนหนึ่งเข้ามาใกล้ ท่านก้มลงเอามือลูบหัว หลังจากเด็กไปแล้ว ท่านแหงนหน้ามองฟ้า และหันมาพูดกับผมว่า ปาลนี่ไม่น่าอายุสั้นเลย ยังไม่ได้มีโอกาสทำประโยชน์ให้ประเทศชาติคุ้มกับที่เกิดมา ผมได้ฟังแล้วน้ำตาไหล นึกถึงว่าคนที่อยู่ห่างไกลลูกชายซึ่งป่วยหนัก ไม่รู้จะมีชีวิตรอดถึงวันไหน สิ่งทีท่านนึกถึงกลายเป็นว่า ลูกชายยังไม่ได้ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติอย่างคุ้มค่า ผมไม่แน่ใจว่า ผมจะได้ยินคำพูดแบบนี้จากคนอื่นในตลอดชั่วชีวิตที่เหลือ ผมประทับใจมาก และรู้สึกว่า นี่คือความผูกพันที่ท่านมีต่อประเทศไทยของเรา"

ชีวิตในฝรั่งเศส
อาจารย์ป๋วย---


กับเสนี เสาวพงศ์-






ก่อนเที่ยงของวันที่ 2 พฤษภาคม 2526 ขณะนั่งเขียนหนังสืออยู่กับโต๊ะทำงานในบ้านพัก นายปรีดีฟุบลงสิ้นใจอย่างสงบ ปิดฉากชีวิตของชายผู้หนึ่งที่เดินทางมาไกลแสนไกล ฝ่ามรสุมร้ายในชีวิต และวิกฤตการณ์นานา มาสิ้นสุดการเดินทางที่ประเทศของคนอื่น

พิธีศพ ของเขาเป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่มีเมรุฯเฉพาะกิจใหญ่โต ในนามของชายสามัญคนหนึ่ง ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเกียรติยศหนหลัง ไม่จะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรี
หรือรัฐบุรุษอาวุโส หรือหัวโขนอื่นใดทั้งสิ้น

ได้ สร้างคุณงามความดีแก่แผ่นดินเกิดเท่าที่คนผู้หนึ่งจะมีแรงกาย แรงคิด และสติปัญญา ได้เป็นคนดีเท่าที่ใจต้องการ บางช่วงแม้เปื้อนมลทิน แต่ไม่ใช่จากสิ่งที่เขาสร้าง แต่มาจากน้ำมือของคนอื่น






พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล มิตรสนิทคนหนึ่ง เขียนคำไว้อาลัยต่อการจากไปของนายปรีดี พนมยงค์


" ข้าพเจ้าเชื่อว่า ชีวิตของทุกคนย่อมจะต้องเป็นไปตามแนวทางแห่งกรรมประจำตัว ไม่มีผู้ใดเลี่ยงพ้นจากกรรมได้ ดังนี้ดวงของท่านที่ได้พุ่งขึ้นสูงส่งอย่างน่าประหลาด ตือท่านเป็นศาสตราจารย์ที่ยิ่งใหญ่ เป็นรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี เป็นผูสำเร็จราชการแทนพระองค์ และยังมีชื่อเสียงไปทั่วโลกว่า เป็นผู้สามารถธำรงเกียรติศักดิ์ของชาติไทยไว้ได้ ครั้นแล้วชะตาชีวิต
ของ ท่านอาจารย์ปรีดีพลันกลับทำให้ท่านตกต่ำลงมาจนถึงจุดต่ำสุด ตลอดจนชะตาของท่านอาจารย์ปรีดีก็โหดร้ายต่อตัวท่าน ต่อลูกเมียของท่านนานาปการ ถึงขนาดที่เกือบจะต้องตกเป็นคนไทยที่ไม่มีสิทธิในแผ่นดินไทย ซึ่งเป็นบ้านเมืองที่รักของท่าน

ข้าพเจ้าเคยกล่าวอยู่เสมอว่า ชะตาหรือดวงของคนคนหนึ่งนั้น อาจจะไปสัมพันธ์กับชะตาชีวิตของคนอีกหลายสิบล้าน แม้แต่ดวงของประเทศ ถ้าพิจารณากันให้ละเอียดจะเห็นได้ชัดว่า ดวงของท่านอาจารย์ปรีดีเป็นเช่นนั้น เพราะว่าชะตาหรือดวงของท่านนั้น มิใช่จะทำให้แต่ตัวท่านต้องทนตกระกำลำบาก และเป็นผู้สูญเสียแต่เพียงผู้เดียว แต่ยังทำให้คนไทยอีกหลายสิบล้านที่ต้องพลอยถูกกระทบกระเทือนและสูญเสียไป ด้วย และต้องเสียไปอย่างที่ไม่มีทางกลับคืนมาได้อีกแล้ว"



สามปีถัดมา อัฐิของนายปรีดี พนมยงค์จึงได้เดินทางกลับแผ่นดินเกิด โดย ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อธิการบดี มธ.ในสมัยนั้น เดินทางไปรับที่ฝรั่งเศส ชายผู้เหมือนมากไปด้วยความผิด คิดร้ายต่อสถาบัน และประเทศชาติบ้านเมือง เมื่อมลทินถูกชะล้าง เกียรติยศต่าง ๆ ก็คือคุณงามความดีที่เขาทิ้งไว้ บนแผ่นดินที่เคยไม่เคยเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และไม่เคยใส่ใจต่อบทเรียนแห่งความผิดพลาด จึงผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หาก นายปรีดีบริสุทธิ์ คนที่เคยกล่าวหาเขา ให้ร้ายเขา ทำไมลอยนวลอยู่ได้ และไม่มีความผิดใดเลย เรื่องนีคำตอบยังอยู่ในสายลมตลอดมาสำหรับสังคมไทย








มีคนดีหลายคนในประเทศนี้ ต้องทิ้งแผ่นดินเกิดหนีไปอยู่ต่างประเทศ กลับคืนสู่มาตุภูมิอีกครั้งก็เพียงอัฐิ อัศนี พลจันทร์ (นายผี) กุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา) ป๋วย อึ้งภากรณ์ และใครอีกหลายคน และมีใครอีกหลายคนที่จะเดินย้อนรอยประวัติศาสตร์แห่งความเจ็บปวดนี้อีก เราเป็นแผ่นดินธรรม ดินแดนแห่งประชาธิปไตย หรือเป็นเมือพุทธศาสนา...จริงหรือไม่

เราต้องการคนดี คนซื่อสัตย์สุจริต คนที่อุทิศตนทำงานเพะอประเทศชาติบ้านเมือง จริงหรือไม่ ????????








อัฐิของปรีดี ได้นำไปลอยที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา มาจากธรรมชาติ ในที่สุดก็คืนสู่ธรรมชาติ










 

Create Date : 18 มิถุนายน 2552
0 comments
Last Update : 18 มิถุนายน 2552 12:01:11 น.
Counter : 1798 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


แค่ก้อนหินที่อยากบินได้
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ขอมี Blog กับเค้าด้วยคนนะคะ ^ ^

Friends' blogs
[Add แค่ก้อนหินที่อยากบินได้'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.