อีบุ๊กของ ภูระริน ภูปรดา กุล มีจำหน่ายแล้วที่เว็บซีเอ็ดนะคะ
E-book มีจำหน่ายที่ Meb ร้านนายอินทร์ แอปนายอินทร์ปัณณ์และ ebooks.in.th ค่ะ
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2563
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
25 ธันวาคม 2563
 
All Blogs
 

ตอนที่ 22 : ขอให้รักของฉัน อยู่กับเธอตลอดไป เล่ม 1 - 3 โดย ภูระริน



22



เมื่อวันงานมาถึงคุณมาลิดาจะออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ตั้งใจจะปล่อยให้ลูกชายไปรับสุนันทาตามที่เขาได้ตกลงกับหญิงสาวไว้ ท่านขยับสูทลูกชายให้เข้าที่ ปรเมษฐ์ใส่สูทสีดำเข้ารูป แบบเก๋ทันสมัย เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ใส่อยู่ข้างในขับผิวขาวนวลที่อกหนาทำให้น่าดู “ติดกระดุมหน่อยนะลูก จะได้ดูเรียบร้อย ทำตัวเป็นเพลย์บอยไม่น่าดู” แล้วท่านก็จัดการติดกระดุมให้ “แหม ! พี่บอลนี่หล่อนะลูก ใส่สีดำแล้วดูดีมาก ๆ เสียดายไม่ได้ไปพร้อมกันพี่น้อง”

ปรเมษฐ์ลูบผมลองทรงให้เข้าที่พลางยิ้มเจื่อน “ไปเถอะครับ ไปบ่นถึงพระถึงเจ้า ไม่ดีหรอก บอลก็จะรีบไป แล้วแม่จะให้รอรับกลับไหม ? ”

“ไม่ต้องลูก ตามสบาย ไปกับน้องหญิงเถอะ ส่งเขาให้ถึงบ้าน”

ชายหนุ่มโน้มตัวลงกอดลามารดาอย่างธรรมเนียมฝรั่งพลางพูด “ใครจะรับกลับมาด้วย ? ไม่มีในสัญญา” เขาบอกหน้าตาเฉยแล้วก้าวขึ้นรถไปทันที

“หยุดๆ ๆ พี่บอล อย่าแล้งน้ำใจนักเลย ยังไงเขาก็ดีกับเรา ไปด้วยกัน ก็ควรจะไปส่งเขาให้ถึงที่ น้องหญิงไม่มีใครที่นี่นะลูก”

“เขาโตเกินกว่าที่จะต้องมีคนรับส่งแล้วครับแม่ อยู่เมืองนอกใครทำอะไรคุณหญิงได้ให้เตะเลย ไม่มีทางยอมคนหรือกลัวคน อย่าห่วงเลยครับ” ชายหนุ่มปิดประตูทันที

คุณมาลิดาส่ายหน้า “ลูกคนนี้มันปากร้ายจริง ๆ เหมือนใครนะเนี่ย ? ”



รถยนต์ของปรเมษฐ์มาจอดอยู่หน้าคอนโดของสุนันทาได้พักใหญ่ แต่หญิงสาวก็ยังไม่ออกมาเสียที เวลานัดของหล่อนล่วงเลยมานานเพราะคนรอใจดียอมรอ แต่เมื่อหมดความอดทนชายหนุ่มก็ถอยรถออกจากที่จอดทันที “เดี๋ยวก่อน ๆ บอลรอด้วย ! ”

เขาชำเลืองมองจึงเห็นว่าสุนันทากำลังยกชายกระโปรงชุดราตรีเต็มยศวิ่งตามรถกระหืดกระหอบ ลมเย็น ๆ จากหน้าต่างรถที่เปิดไว้ไม่ได้ทำให้เขาใจเย็นได้เสียแล้ว

ปรเมษฐ์ส่ายหน้าแล้วเหยียบเบรกพลางบีบแตรดังลั่น

“ว้าย ! บีบทำไม ขึ้นแล้วจ้ะ ขึ้นแล้ว”

“ไม่รู้จักเวล่ำเวลา ไม่เคยเปลี่ยน” รถเคลื่อนตัวอย่างเร็วตามอารมณ์คนขับ

สุนันทาหน้างอ “นี่คุณชายไม่คิดจะชมกันมั่งหรือไง ? ”

หางตานั้นมองวูบเดียวเท่านั้น “ทุกทีก็แต่งหน้าแน่นเป็นนางนพมาศแบบนี้อยู่แล้ว ต่างกันตรงไหน ? ”

สุนันทาฟาดเข้าที่ต้นแขนชายหนุ่มทันที “บ้า ! บอลนี่ มาว่าหญิง”

เขายิ้มเล็กน้อยพลางส่ายหน้า “เอาการ์ดมา”

สุนันทาไม่หยิบให้แต่เชิดหน้าพูด “เอาไปทำไมกัน ? มันไม่มีชื่อบอลเสียหน่อย บอลเป็นคนนอก ต้องเข้าไปกับหญิงถึงจะเข้าไปได้”

ปรเมษฐ์หันหน้ามาดูเธอไม่นานก็มองออกไปนอกรถ “ความจริงเราไม่ต้องใช้การ์ดก็ได้นะหญิง” เขาอมยิ้มอย่างมีเลศนัย “ก็อย่างที่ตัวบอก เราเป็นคนนอกแต่ถ้าจะเข้าไป เราเข้าไปกับใครก็ได้มั้ง แค่เดินเข้าไปประกบเพื่อน ๆ คนอื่นของตัวสักคน คงมีใครยอมบ้างล่ะ คิดอย่างนั้นไหม ? แต่ที่ยอมทำตามที่ตัวขอ เพราะเห็นว่าตัวไม่มีใครให้ควงต่างหาก หรือไม่ใช่ ? ” เขาอมยิ้มพลางเข้าโค้งเท้าแทบไม่แตะเบรก สุนันทาเกาะประตูรถแน่น โกรธจนพูดไม่ออก หญิงสาวรู้สึกสมเพชตัวเองเหมือนกัน มันจริงอย่างที่เขาพูด พักนี้ความนิยมในตัวเธอในกลุ่มสังคมไม่ค่อยดี เพราะมัวแต่มาวนเวียนอยู่ที่บ้านของปรเมษฐ์นั่นเอง เธอหยิบบัตรเชิญที่พับไว้ออกมาจากกระเป๋าใบเล็ก แล้วยัดใส่มือเขาส่ง ๆ ไม่กล้าพูดอะไรอีก ปรเมษฐ์อมยิ้มแล้วยัดบัตรเชิญใส่ในอกเสื้อด้านใน “แค่นี้ก็หมดเรื่องชอบทำให้วุ่นวาย” เขาพูดเบา แต่คนฟังรู้สึกเหมือนถูกตะโกนใส่หู



ภูสิตากับครอบครัวมาถึงงานนานแล้ว ผู้ใหญ่ปลีกตัวไปหาท่านผู้อำนวยการที่กำลังจะเกษียณราชการ ท่านนั่งกันอยู่อีกฝั่งของงาน ภูสิตาจึงนั่งอยู่กับโมรีและเพื่อน ๆ ร่วมรุ่น ที่มีการจัดโต๊ะไว้เป็นสัดส่วนสำหรับนักเรียนรุ่นของเธอ “คนเยอะนะกฎ หิวแล้วจ้ะ ไปหาอะไรมากินหน่อยสิคะ” โมรีขอร้องชายหนุ่ม เธอเองค่อนข้างเซ็งที่มีคนมานั่งเฝ้าในคืนนี้

“ได้ ๆ รอสักครู่นะครับ ตาลเอาอะไรครับ ? ” กรกฎหันมาถามภูสิตา

“ยังจ้ะ เมื่อบ่ายทานอะไรเล่น ๆ มาเยอะ ยังไม่หิว ขอบใจกฎ”

โมรีใช้นิ้วไล้ขึ้นลงที่จมูกของตัวเองมองหน้าเพื่อน “แกแต่งหน้าโทนนี้แล้วน่าดูนะ หวานเชียว เสียดายตาปรเมษฐ์ไม่มีบุญ” โมรีหัวเราะ

“ไปว่าเขา นั่นนะตัวดูดบุญเลย” ภูสิตาพูดแล้วทั้งสองสาวก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน แม้โมรีจะไม่เข้าใจความหมายลึก ๆ แต่เธอก็ขำได้อย่างไม่ต้องแกล้งทำ เพื่อนเก่าอีก 3 คนมาสมทบจนเกือบเต็มโต๊ะ มีเก้าอี้ว่างอยู่อีกเพียงที่เดียว

“โมรีสวยเหมือนเดิมนะแก ตาลชุดแกสวยย่ะ” ทั้งสองหันหน้าไปหาเพื่อนร่วมรุ่น 3 คนที่มานั่งด้วย ถามสารทุกข์สุกดิบกันด้วยความคิดถึง

ไม่นานนักปรเมษฐ์และสุนันทาก็มาถึง โมรีมองเห็นก่อนจึงได้สะกิดให้ภูสิตาดูด้วย สุนันทาเดินควงแขนปรเมษฐ์เข้ามาพร้อมกัน ดูเหมือนชายหนุ่มจะเป็นฝ่ายถูกควบคุมการเดิน แต่หน้าตาก็ดูจะเต็มใจ พอเห็นแววตาที่ดูเฉยชานั้น เธอก็หันหน้าหนี ในหัวของภูสิตาจำได้แต่ภาพวงแขนของชายหนุ่มที่สุนันทาควงอยู่ น้ำตารื้นขึ้นมาอย่างกะทันหัน เธอรีบกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อควบคุมใจตัวเอง

“มาได้เวลาจริงจริ๊ง ! เฮ้ยๆ อย่าเงียบ” โมรีตีที่แขนเพื่อนเบา ๆ

“ไม่เอาโม ไม่ต้องไปสนเขา เราก็ไม่เคยรู้ว่าเขาจะมา”

“ก็แน่ล่ะ แกยู่กับฉันมาเป็นอาทิตย์สองอาทิตย์ จะเอาเวลาที่ไหนไปรู้อะไร นี่ดื่มเข้าไป เอาให้แม่นักเรียนนอกอายว่าเราเคยดื่มกันจนเช้าโดยที่ไม่ต้องเที่ยวก็ได้ แหม เสียดายไอ้ปูไม่อยู่ ยุ่งจริง ๆ ตาไบรอันเนี่ย มาขัดความสุขวัยรุ่น พ่อบอลนั่นก็เฮ้อ ! ไม่ได้ดั่งใจ ดูทำเข้าทำมาควงกัน อย่างกับคู่ตุนาหงันก็ไม่ปาน”

ภูสิตาไม่ได้แสดงความเห็น แต่รับแก้วเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากโมรีขึ้นดื่มทันที สายตาเจ้าตัวเฉยชาเช่นกัน ภูสิตาไม่ใช่คนอ่อนต่อโลก เวลาเข้าสังคมเธอก็เป็นคนที่สนุกสนาน ไปไหนไปกันได้ทุกที่ ปรเมษฐ์หันไปเห็นแววตาของหญิงสาวแล้วก็รู้สึกเจ็บเช่นกัน ภูสิตาเหมือนคนละคนกับคนที่เขาเห็นตอนร้องไห้ เธอสวยจนดูเด่นขึ้นมาผิดหูผิดตาเพราะเสื้อผ้าและเครื่องสำอางที่แต่งแต้มอย่างพอเหมาะ

เธอจะรู้ไหมว่าเขาคิดถึงเธอแค่ไหน ทำไมต้องหันหน้าหนี ?



สุนันทาพาปรเมษฐ์ไปนั่งที่โต๊ะข้าง ๆ โต๊ะของกลุ่มภูสิตา หญิงสาวแนะนำให้ชายหนุ่มรู้จักกับเพื่อนสนิทของเธอ ซึ่งบางคนปรเมษฐ์ก็รู้จักดีอยู่แล้ว ทำให้เขานั่งได้สบาย ไม่รู้สึกประหม่าใด ๆ จะว่าไปเขาก็ไม่เคยกลัวอะไรอยู่แล้ว ชายหนุ่มเห็นภูสิตาดื่มเครื่องดื่มที่บริกรเอามาเสิร์ฟให้แก้วแล้วแก้วเล่า ก็รู้ทันทีว่าเธอคงเคืองใจเรื่องเก่าอยู่ เขานั่งมองไปที่ภูสิตาอยู่เงียบ ๆ เพราะที่นั่งของเขาอยู่ตรงกันข้ามกับโต๊ะนั้นพอดี แต่ก็เห็นแค่ด้านข้างเท่านั้น เจ้าตัวคงไม่คิดแม้แต่จะหันมา เวลานี้ภูสิตาเหมือนผู้ชายที่แกร่งในสายตาของปรเมษฐ์ ถ้าสุนันทาเห็นแววตาของคนที่นั่งข้าง ๆ ในเวลานี้ หญิงสาวคงลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเป็นแน่ ปรเมษฐ์เครียดจนหูของเขาไม่ได้ยินเสียงพูดคุยรอบ ๆ ตัว

“หญิงควงหนุ่มมาก็ไม่บอก” เพื่อนคนหนึ่งทักเมื่อพึ่งมาถึง

“อ้าว ! จำไม่ได้เหรอ นี่ปรเมษฐ์เพื่อนเราตอนประถมไง” เพื่อนอีกคนบอก

สุนันทายิ้มกว้าง “พอดีบอลเขาเรียนจบแล้ว พึ่งกลับมาจ้ะเลยชวนมาด้วย เพื่อนห้องเราก็เคยอยู่ประถมห้องเดียวกับบอลมาก่อน อย่างโต๊ะข้าง ๆ ไง” พอทุกคนหันไปดู ก็เห็นเพื่อนชายอีกคนเดินเข้ามานั่ง “ฉิบหาย ! รถติด กินกันหมดหรือยังเนี่ย ? ” เสียงของเอกรินทร์ดังฟังชัดดีเหลือเกิ เขาถอดสูทพาดไว้บนพนักเก้าอี้ทันที เหงื่อเจ้าตัวออกเพราะเขาอ้วนท้วนเกินไปนั่นเอง ปรเมษฐ์ยิ้มออกมาได้ แต่ก็ยังไม่ได้เข้าไปทักเพื่อนเก่า

“เฮ้ย เขาดูอะไรกันวะ ? ไม่เคยเห็นคนหล่อกันหรือไงพวกเอ็งเนี่ย” เอกรินทร์ถามเพราะเหลือบไปเห็นสายตาของโต๊ะข้าง ๆ เข้า เขาถามไปอย่างนั้นเองเพราะรู้จักหน้าค่าตากันดีอยู่แล้ว ชายหนุ่มรีบลงมือกินทันทีแล้วหันไปดูโต๊ะข้าง ๆ อีกครั้ง ปรเมษฐ์มองหน้าเขาแล้วยิ้มให้

“โห ! ไอ้เสือ เป็นไงบ้างวะเอ็ง ? ” เอกรินทร์ลุกขึ้นไปทักปรเมษฐ์ทันที ปรเมษฐ์ยืนขึ้นทันทีเช่นกัน ทั้งสองตบบ่ากันไปมาอย่างดีใจ “ไม่ได้พบกันกี่ปีแล้วเนี่ยบอล ? ”

ปรเมษฐ์ยิ้มกว้างสดใสแทนคำตอบใด ๆ ทำเอาคนที่แอบมองอยู่ใจหาย

เขางดงามเหมือนภาพวาดไม่มีผิด

“ 5 ปีได้ ตั้งแต่กลับมาตอนที่แกเห็น หลัง ๆ แกไม่ว่างไงเลยไม่ได้เจอกัน” ปรเมษฐ์ตอบพลางชำเลืองไปมองภูสิตา ก่อนจะหันหน้าหนีเพราะโมรีกำลังจ้องเขาและภูสิตาสลับกันไปมา “โห สูงใหญ่เชียวนะแก เท่สุด ๆ ” เอกรินทร์ตบศีรษะเพื่อนเก่าเบา ๆ

“เออ แกก็ไม่ใช่เล็ก ๆ เสียแต่ลงพุง” ปรเมษฐ์ยิ้มกว้าง

“เขาเรียกมีอันจะกินสิ เฮ้ย ๆ มานั่งด้วยกัน” เอกรินทร์ลากเก้าอี้ของปรเมษฐ์มาทันที แต่ชายหนุ่มดึงเก้าอี้ไว้ “ไม่ ๆ น่าเกลียด นั่งตรงนี้แหละดีแล้ว เกะกะชาวบ้านเอก”

“เอางั้นเหรอวะ ? ก็ได้ ๆ เดี๋ยวเสร็จงานพิธีการก่อนแล้วเราค่อยว่ากันนะ” แล้วเอกรินทร์ก็เดินกลับไปที่โต๊ะของตัวเอง ใส่เสื้อสูทให้เรียบร้อยเพื่อความสุภาพ

ทั้งโมรีและภูสิตามองหน้ากันแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร และไม่คิดจะทักทายสุนันทาและปรเมษฐ์ด้วย เพราะดูแล้วทั้งสองคนก็ไม่ได้คิดจะคุยกับใครเหมือนกัน ยิ่งโมรีเห็นหน้าที่เชิดขึ้นเรื่อย ๆ ของสุนันทาก็ยิ่งรู้สึกเหม็นหน้า ใครจำเรื่องเก่าไม่ได้แต่โมรีนี่แหละจำได้ดี ว่ายายตัวแสบนั่นทำอะไรไว้ตอนเรียนมัธยมด้วยกัน



ตอนสอบปลายภาค ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หัวข้อในการทำข้อสอบคือ ให้นักเรียนเขียนเรียงความส่ง โดยกำหนดหัวข้อให้คือเรื่องของแม่ นักเรียนทุกคนเขียนกันอย่างขะมักเขม้น ยกเว้นภูสิตาและสุนันทา ทั้งสองสูญเสียมารดาไปแล้ว จึงทำให้สะเทือนใจ ภูสิตายังโชคดีที่มีแม่เลี้ยงคอยดูแล แต่สุนันทาไม่มีใคร เธอนั่งนิ่งขีด ๆ เขียน ๆ อะไรโมรีก็มองไม่เห็น จนใกล้จะหมดเวลา ภูสิตาก็พยายามเขียนได้จนจบ ทันใดนั้นก็มีนักเรียนคนหนึ่งเกิดเป็นลมล้มลงไป ทุกคนในห้องตกใจ ต่างวิ่งกรูเข้าไปดู อาจารย์ที่คุมสอบอยู่ก็วุ่นวายอยู่กับคนเป็นลม ในขณะที่ทุกคนเผลอ โมรีเห็นสุนันทาดึงกระดาษจากโต๊ะของภูสิตาไปจากข้างหลังแล้วก็เขียนอะไรบางอย่าง กระดาษอีกแผ่นถูกสุนันทาวางไว้แทนที่ รวดเร็ว พอโมรีจะไปท้วงติง อาจารย์ก็สั่งให้ทุกคนกลับเข้าที่พอดี

เมื่อภูสิตาเดินกลับมาที่โต๊ะแล้วก็ต้องตกใจที่เห็นกระดาษคำตอบของตัวเอง

“อาจารย์คะ นี่มัน”

“ว่าไงคะหนู ? หมดเวลาแล้วค่ะ ส่งกระดาษคำตอบได้”

ภูสิตาหันไปมองหน้าโมรีด้วยใบหน้าอันซีดเผือด

“อาจารย์คะ ! มีคนเปลี่ยนกระดาษคำตอบของภูสิตา หนูเห็นสุนันทาเปลี่ยนค่ะ” โมรีรีบฟ้องทันที สุนันทาลุกขึ้นยืน เด็กสาวเชิดหน้าขึ้นอย่างมั่นใจ

“มีหลักฐานอะไร ? นี่มันของเรา”

อาจารย์ที่มาคุมสอบไม่ใช่อาจารย์ที่เคยสอนพวกเธอ ท่านเดินมาหยิบกระดาษของภูสิตาและดูกระดาษของสุนันทาเปรียบเทียบกัน

“ทำไมไม่มีรอยลบอะไร เราก็เขียนชื่อตัวเองไว้แล้วนี่คะภูสิตา”

ภูสิตารู้สึกเหมือนคนจะเป็นลม แต่ก็พยายามอธิบาย “นี่ไม่ใช่ลายมือหนู”

อาจารย์ส่ายหน้า “แล้วเลขที่ประจำตัวนี่มาจากไหนคะ มันหลายตัวขนาดนี้ เขียนผิดด้วยไหมคะ ? ”

สุนันทาค้อนขวับ “มั่วนี่นา” พูดจบเจ้าตัวก็เดินออกจากห้องสอบไป ภูสิตาแทบจะร้องไห้ เธอพลาดเองที่มัวแต่คิดเรื่องที่เขียนอยู่ จนลืมเขียนชื่อของตัวเองในกระดาษคำตอบ เทอมนั้นภูสิตาต้องไปสอบซ่อมเพราะเธอไม่ผ่านวิชานี้ เรียงความในกระดาษคำตอบชื่อของเธอเข้าข่ายเลวร้ายเพราะมันเป็นเนื้อเพลงสตริงที่นิยมกันอยู่ในขณะนั้น แต่ก็จนใจที่จะอธิบาย เพราะเธอก็พลาดเอง ตั้งแต่นั้นภูสิตาก็ไม่คิดจะพูดจากับสุนันทาอย่างเพื่อนคนอื่น ๆ อีกเลย ส่วนโมรีก็พยายามทุกทางที่จะทำให้เจ้าหล่อนรู้สึกผิด แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ จนป่านนี้แล้วเจ้าตัวก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสำนึกในเรื่องที่ตัวเองทำ

ความแค้นฝังอยู่ในอกของโมรีมาตลอด เห็นแค่เงาก็รู้สึกรังเกียจ วันนี้ได้เห็นกิริยาของหล่อนแล้วความโกรธยิ่งเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว “อย่าได้พลาดเชียวนางคนสวยเพราะแป้งหนามูลค่าสูง พลาดเมื่อไรฉันนี่แหละจะฉีกหน้ากากหล่อน หน้ากากที่ยาวกว่าเพลงที่หล่อนเขียนอีก คนบ้าอะไรเลวร้ายยิ่งกว่าคนเขียนเพลงยาวให้ผู้ชาย หน้าไม่อาย” โมรีพูดท่ามกลางเสียงผู้คนในงาน แต่ก็ไม่มีใครสนใจเธอ ใจรู้หมดว่าไม่ควรตำหนิใคร แต่ก็อดไม่ได้เมื่อกิเลสครอบงำใจตัวเอง เวลาโกรธโมรีจะปลอบตัวเองว่า โลกนี้มีมารอย่างฉันสักคนแค่ไม่กี่วันโลกคงไม่ถล่มลงมาหรอก

ยิ่งดึก เพื่อน ๆ ก็ยิ่งเสียงดัง คงเพราะน้ำเมาที่ยกดื่มกันไม่ยั้งมือนั่นเอง ผู้ใหญ่คนสำคัญกลับกันไปบ้างแล้ว ภูสิตาไม่กล้าหันไปมองปรเมษฐ์ เธอไม่อยากให้สายตาตัวเองฟ้องความรู้สึกใด ๆ จะว่าไปเธอก็รู้จักเขาน้อยมากเพราะปิดหูปิดตาตัวเอง ความรู้สึกในเรื่องใด ๆ ที่เธอได้รู้มาจากเขา ก็มีไม่มากพอที่จะทำให้ภูสิตากล้าที่บอกอะไรมากกว่านี้ ที่บอกไปก็ดูจะมากเกินไปแล้วด้วยซ้ำ น่าสมเพชสิ้นดีภูสิตา

โมรีกับภูสิตาก็ดื่มไม่ยั้งเช่นกัน ทั้งสองคนเข้าสังคมเป็นประจำ เรื่องแบบนี้จึงไม่เป็นปัญหา ภูสิตารู้สึกมึน ๆ แต่ก็ยังไหว โลกของเธอหมุนไปมาน่าเวียนหัวใช้ได้ทีเดียว หญิงสาวมองไปหาบิดาแล้วก็ยิ้มให้ท่าน แต่ท่านก็กำลังสนุกสนานจึงไม่ได้ยิ้มตอบ เห็นน้านิดาคุยกับใครก็ไม่รู้อยู่อย่างสนุกสนาน ทุกคนดูมีความสุขจังเลย แต่ไม่ใช่เธอ

ไม่นานนักปรเมษฐ์ก็เดินมาที่โต๊ะของภูสิตาเมื่อสุนันทาเผลอลุกออกไปคุยกับเพื่อนคนอื่น ๆ ชายหนุ่มถอดสูทสวยออกแล้ว เหลือแค่เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดดูสบายตา เขาปลดกระดุมที่แม่ติดให้ออก แล้วพับแขนเสื้อข้างขวาขึ้นเพราะรู้สึกเกะกะ หมดงานพิธีแล้วไม่จำเป็นต้องระวังตัวอีกแล้ว ปรเมษฐ์เดินเข้าไปจับที่บ่าของเอกรินทร์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ภูสิตาพร้อมกับแก้วเครื่องดื่มของเขา “เป็นไงไหวไหมแก ? ” เขาถามเพื่อนหากแต่สายตาของชายหนุ่มจ้องไปที่อีกคน

ภูสิตาหันหน้าหนีเขาทันทีที่ได้ยินเสียง โมรีคุยกับคนอื่น ๆ อยู่ไม่ทันได้หันมาดูเพื่อนรัก “เฮ้ย ๆ มานั่งนี่ เอาเก้าอี้มา” เอกรินทร์พยายามมองซ้ายขวาหาเก้าอี้ที่ว่างใกล้ตัวแต่ไม่มี ปรเมษฐ์ยกมือห้าม “ไม่ต้อง ๆ นั่งนี่ก็ได้ ขยับหน่อยสิ” เขาสั่งภูสิตาแต่ชายหนุ่มไม่รอให้ใครอนุญาต เขาชำเลืองไปรอบ ๆ ตัวเพียงวูบเดียว แล้วก็เบียดภูสิตาจนได้นั่งลงเก้าอี้เดียวกันกับเธอ เก้าอี้ขนาดใหญ่พอสมควร พอถูกเบียดแล้ว ภูสิตาก็ยังได้นั่งแต่ไม่มากนัก ภูสิตามึนได้แต่มองหน้าเขาและเซจนเกือบจะตกเก้าอี้ ปรเมษฐ์ใช้มือซ้ายโอบเอวบางของเธอไว้ได้ทัน “นั่งนิ่ง ๆ ” เสียงเขาแทรกขึ้นมาในโสตประสาท แต่ปากของชายหนุ่มยังพูดคุยกับเอกรินทร์เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ภูสิตาเอามือจับที่เอวตัวเอง ไพล่ไปโดนมือของชายหนุ่มแล้วจิกลงที่มือสวยนั้นทันที “อย่าพูดนะ นั่งเฉย ๆ ” เขาสั่งต่อในความคิดของภูสิตา หญิงสาวได้แต่หลับตาเพราะมึน แต่เล็บยังจิกลงที่มือของปรเมษฐ์ไม่หยุด “ใครจะเจ็บ ? ” ปรเมษฐ์กระซิบเบา ที่ข้างหูหญิงสาวรวดเร็วแล้วจึงปล่อยเธอให้เป็นอิสระ เขาคุยกับเพื่อน ๆ ต่อ ภูสิตาหันหน้ามาหาเขาทันที “เมาจนนั่งไม่ได้แล้ว ห้ามพูดเชียวนะ ! ” เสียงทุ้มยังสั่งในสมองของภูสิตา แม้เขาจะไม่ได้มองเธอเลย ภูสิตาหันหน้าซ้ายขวาได้แต่ฟังคำสั่งในสมองตัวเอง ทำไมพูดอะไรไม่ออก ? ริมฝีปากงามของปรเมษฐ์อมยิ้มอย่างผู้ชนะ




 

Create Date : 25 ธันวาคม 2563
0 comments
Last Update : 26 ธันวาคม 2563 12:59:31 น.
Counter : 193 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


Handmade
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




คนเขียน..เป็นคนธรรมดา เราเขียนทุกอย่างเพราะอยากเขียนเท่านั้นเอง เป็นงานอดิเรก...ไม่ใช่มืออาชีพ ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ



ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นของผู้เขียนตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลงหรือนำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีใดๆ มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และจะดำเนินการตามกฎหมาย
Copyright Act B.E. 2537


New Comments
Friends' blogs
[Add Handmade's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.