อีบุ๊กของ ภูระริน ภูปรดา กุล มีจำหน่ายแล้วที่เว็บซีเอ็ดนะคะ
E-book มีจำหน่ายที่ Meb ร้านนายอินทร์ แอปนายอินทร์ปัณณ์และ ebooks.in.th ค่ะ
Group Blog
 
 
ตุลาคม 2563
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
21 ตุลาคม 2563
 
All Blogs
 
ตอนที่ 2 : ขอให้รักของฉัน อยู่กับเธอตลอดไป เล่ม 1 - 3 โดย ภูระริน



2



“เลิกนะเบส เดี๋ยวเราเข้าไปเรียนเถอะ เสียงรถหญิงมาแล้ว” ปรเมษฐ์วางมือจากเกมแล้วลุกขึ้นเดินไปดูที่หน้าต่าง ก่อนจะหันหน้ามามองภูสิตาแล้วพยักหน้าชวนให้เธอลุกขึ้น เสียงประตูบ้านถูกเปิดออกพร้อมกับเสียงผู้มาใหม่ เจ้าตัววิ่งเข้ามาในห้องที่ภูสิตานั่งอยู่ทันที “มาแล้วจ้ะ รอนานไหม ? ” เด็กหญิงผมยาวสลวย หน้าตาหมดจดเดินเข้ามา รอยยิ้มของเธองดงามราวกับนางฟ้าตัวน้อย ๆ

“สายประจำ น่ารำคาญ  ” ปรเมษฐ์พูดจริงจังแล้วก็เดินนำหน้าภูสิตาออกไป

“นี่ใครบอล คนใหม่เหรอ เรียนที่ไหน ? ” น้ำเสียงผู้มาใหม่ดูตื่นเต้น เด็กหญิงจ้องภูสิตาไม่วางตา แต่เท้าทั้งสองก็วิ่งตามปรเมษฐ์เหมือนเงา

“ใช่ อยู่ห้องเดียวกัน ชื่ออะไรนะ ? อ้อ ! ภูสิตา” คนแนะนำไม่แน่ใจนัก แต่เห็นเจ้าตัวไม่ปฏิเสธจึงแน่ใจว่าแนะนำชื่อได้ถูกต้อง ‘สุนันทา’ หยุดยืนมองคนทั้งสองนิ่ง เธอรู้สึกไม่ชอบวิธีการเล่าแบบนี้ของปรเมษฐ์นัก มันทำให้เธอได้ข้อมูลน้อย และปรเมษฐ์ก็ไม่ได้แนะนำตัวเธอเลยด้วยซ้ำ รู้อยู่หรอกว่าปรเมษฐ์ไม่ค่อยพูด แต่ก็ไม่เคยเอาเรื่องกับเขาได้สักที ภูสิตาหันมามองสุนันทาเช่นกันแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

“ดีจัง  ได้อยู่ห้องเดียวกันทุกวันเลย หญิงอยากย้ายโรงเรียนมาอยู่กับบอล แต่แม่ไม่ยอม” ไม่มีใครหยุดอยู่ฟังเธอพูดต่อ ทำให้สุนันทาต้องวิ่งเข้าห้องเรียนพิเศษเป็นคนสุดท้าย “ก็อยู่นั่นแหละดีแล้ว” เด็กชายไม่ได้สนใจคนพูดนัก แต่เดินกลับมาปิดประตู ที่สุนันทาไม่ได้ปิดให้เข้าที่ เสียงปิดประตูไม่ค่อยเบามือนัก ทำเอาสุนันทาสะดุ้งเมื่อเห็นเขาสอนอะไรบางอย่าง ภูสิตารับรู้ได้ถึงความรู้สึกเสียหน้าของสุนันทา และความเถรตรงของปรเมษฐ์ที่ไม่มีปิดบังความรู้สึก เขาน่ากลัวทีเดียวเมื่ออยู่ที่บ้าน

พอเข้าห้องเรียนนักเรียนหลายคนนั่งรออยู่แล้วเกือบสิบคน เก้าอี้ข้างหน้าถูกเว้นไว้ 3 ที่ติดกัน ภูสิตาได้นั่งข้าง ๆ กับสุนันทา แต่ปรเมษฐ์ขอเปลี่ยนที่ไปนั่งชิดกำแพงห้อง โดยให้เพื่อนนักเรียนชายอีกคนมานั่งแทนที่เขาซึ่งอยู่ติดกับสุนันทา ภูสิตารู้สึกว่าบรรยากาศไม่ค่อยดีเพราะเห็นสายตาของสุนันทาที่มองไปยังปรเมษฐ์มีคำถาม

อาจารย์มาลิดาสอนพิเศษวิชาภาษาอังกฤษในช่วงนี้และก็เป็นวิชาเดียวที่ภูสิตาเลือกมาเรียน เด็กคนอื่น ๆ ได้เรียนวิชาอื่นจากท่านด้วย พอเริ่มเรียนเด็กหญิงก็รู้สึกมีสมาธิมากขึ้นและมีความสุขโดยไม่ได้สนใจสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว พอหมดเวลาเรียนนักเรียนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน “น้องหญิงแม่จะมารับกี่โมงลูก ? ” เสียงคุณมาลิดาทักเมื่อเห็นเด็กหญิงดูหงุดหงิด เดินไปเดินมาที่สวนหน้าบ้านอยู่นาน เจ้าตัวไม่ร่าเริงเหมือนที่เคย “คงไม่มาหรอกค่ะ อยากให้บอลไปส่งค่ะป้า” สุนันทาอ้อน

“ไม่เอา ! จะไปวิธิต คนละทาง ! ” ปรเมษฐ์หมายถึงโรงเรียนวิธิตมัธยมที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับบ้านของเขา “ใจร้าย ! ” เด็กหญิงตัดพ้อ

“ไม่ใช่ไม่เคยกลับเอง บอลไปหาพ่อที่โรงยิมนะครับแม่” พูดจบปรเมษฐ์ก็หอบกระเป๋าใบโตออกเดิน ภูสิตาที่นั่งรออยู่ตรงม้าหินอ่อนหน้าบ้านอีกด้านได้ยินทุกอย่าง แต่ทำเหมือนไม่สนใจ เด็กหญิงคนนั้นคงจะสนิทกับครอบครัวนี้ไม่น้อยทีเดียว เธอจึงได้ทำตัวเหมือนลูกหลานได้ “กลับยังไง ? ” ปรเมษฐ์ถามขณะที่กำลังจะเดินผ่านเธอ

“พ่อจะมารับตอนบ่าย 3”

ปรเมษฐ์ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูแล้วยืนจ้องภูสิตาไม่วางตา ภูสิตามีสีหน้ากังวลเมื่อหยิบโทรศัพท์ออกมาดูก็ไม่มีสายเรียกเข้า “ไม่รอหรอก กลับเองได้”

“รอด้วย  ไปด้วยคน” เขาวิ่งตามภูสิตาไป ทิ้งให้อีกคนที่ยืนดูอยู่ชะเง้อตาม

“ทำไมไม่โทรถามล่ะ เผื่อกำลังจะมา ? ” เขาแนะนำขณะที่กำลังเดินคู่กันไป

“ไม่หรอก คงติดธุระ ไม่เป็นไร”

“เข้าใจที่แม่สอนไหม ? ”

“เข้าใจ คนนั้นเป็นญาติเหรอ ? ”

“ไม่ใช่ญาติหรอก แต่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ทำไมเหรอ ? ” คนถามทำเหมือนไม่ได้ตั้งใจจะถามนัก

“ไม่มีอะไร” เมื่อตอบไปแล้วภูสิตาก็ไม่ได้พูดอะไรกับเขาอีก พอถึงทางแยกกลับบ้านพัก ภูสิตาก็หยุดเดินแล้วหันมามองปรเมษฐ์ “เราไม่เรียนแล้ว บอกอาจารย์ด้วย”

“อ้าว ! ทำไม ? ก็ไหนบอกว่าเรียนรู้เรื่องไง ? ”

“คนเยอะ ไม่ชอบ ไปนะ” ภูสิตาพูดตรงกับใจคิด เธอรู้สึกอึดอัดกับบรรยากาศที่มีคนทำตัวเหมือนไม่ใช่นักเรียน ปรเมษฐ์ไม่เข้าใจในสิ่งที่ภูสิตาพูด แต่เด็กชายไม่ได้ถามอะไรต่อ เขานึกอยู่ในใจคนเดียวเท่านั้น แปลกดีที่เธอทำเหมือนไม่สนใจใคร แต่ทำไมสนใจเรื่องมีคนเยอะ ที่โรงเรียนก็คนเยอะนี่นา



เช้าวันนี้ภูสิตาไปโรงเรียนด้วยจิตใจที่ไม่ค่อยสงบนัก เธอไม่อยากมองหน้าใครเลย

“ตาลเมื่อวานเห็นไปที่โรงเรียนสอนพิเศษในตลาด ไปเรียนเหรอจ๊ะ ? ” เพื่อนคนหนึ่งชื่อ ‘ปูนา’ ถาม

“จ้ะ ปูนาก็เรียนที่นั่นเหรอ ? ”

โมรีที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ฟังอยู่เงียบ ๆ ไม่ได้แสดงความเห็นใด ๆ

“เปล่า ! ปูนาขี้เกียจ ! เรียนไปก็เท่านั้น แม่บอกว่าปูนาทำได้แค่นี้ก็ดีแล้ว”

ภูสิตาอมยิ้มกับคำตอบของเพื่อน ปูนาช่างน่าเอ็นดู รอยยิ้มสดใส ผิวสีน้ำผึ้งของเจ้าตัวสวย เด็กหญิงไว้ผมยาวถึงหลัง มัดจุกไว้สองข้างทำให้ดูน่ารักขึ้นอีกมาก

“ปูนาก็เก่งนะ แต่ตาลอ่อนภาษาก็เลยอยากเรียนจ้ะ”

“ดี ๆ ไว้สอนปูนามั่งนะ” เด็กหญิงยิ้มหวานให้

ภูสิตาอดหันไปมองคนข้าง ๆ ไม่ได้ เขาคงได้ยินที่เธอคุยกับปูนาชัดเจน ปรเมษฐ์หันมามองเธอเมื่อเขารู้สึกตัวว่าถูกจ้องนาน เขาไม่ยิ้มแต่สายตามีคำถาม “มีอะไร ?  ” เสียงนั้นนุ่มหากแต่จับอารมณ์คนพูดไม่ได้

“ไม่มี”

“อย่าไปยุ่งกับมัน ! ” เสียงโมรีกระซิบภูสิตาอยู่ข้าง ๆ “มันปากเสีย มันไม่ดี มันโหดร้าย มันน่ากลัว อย่าไปยุ่งกับมัน  ”

ภูสิตามองหน้าปรเมษฐ์ ท่าทางของเขายังเฉยชาไม่ได้มีอาการใด ๆ ตอบสนองสักนิด เด็กหญิงยิ้มให้ทั้งสองฝ่ายเพราะเริ่มแน่ใจแล้วว่าคนทั้งสองคงไม่ถูกกัน

โมรียังคงพยักหน้าชวนเชื่อ ภูสิตารู้สึกได้ถึงความเยือกเย็นรอบกาย ที่นั่งของเธออยู่ในที่ตั้งไม่ดีอีกแล้ว ! ความจริงอยากจะถามเขาเหมือนกันว่าแม่ของเขาว่าอย่างไรบ้าง ที่เธอไปเรียนได้แค่วันเดียว แต่ก็ไม่อยากรื้อฟื้น เพราะเหตุผลที่เธอให้นั้นตัวเองก็รู้สึกเหมือนกันว่าไม่ค่อยจะเข้าท่านัก แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะมันผ่านมาแล้ว



ตอนบ่ายภูสิตามีเวลาว่างเป็นของตัวเองบ้างเพราะเป็นวิชาพละศึกษา ภูสิตายังไม่มีชุดพละศึกษาจึงได้แต่ขานชื่อแล้วก็นั่งดูเพื่อน ๆ เล่นบาสเกตบอลกัน เธอนั่งอยู่ใต้ต้นไม้คนเดียวแล้วก็มองไปยังเพื่อน ๆ ในสนาม ภูสิตามองดูเพื่อน ๆ พลางใช้นิ้วเขียนอะไรเล่น ๆ ที่หัวรองเท้านักเรียนสีดำที่ใส่อยู่ ฝุ่นที่จับอยู่ที่รองเท้ากลายเป็นตัวหนังสือดังใจปรารถนา เมื่อเงยหน้ามองเพื่อน ๆ ความในใจก็ปรากฏ

โมรีเป็นคนที่ร่าเริงมากและออกจะรักสวยรักงามอยู่ไม่น้อย เธอคอยระวังเสื้อผ้าอยู่ตลอดเวลา คงกลัวเปื้อน เมื่ออาจารย์กำลังสอนให้รับและโยนลูกโมรีวิ่งหลบลูกบาสเกตบอลบ่อย ๆ แทนที่จะวิ่งเข้าหา ดูแล้วก็ตลกดี

ต่างกับอีกคน ปรเมษฐ์ดูไม่เรียบร้อยนักเวลาที่อยู่กับลูกบาสเกตบอล ยิ้มนั้นดูเปิดเผยบริสุทธิ์ยามยิ้มแย้ม แต่ดวงตาคู่นั้นเศร้าเวลาที่เขาไม่ยิ้ม คนที่โมรีบอกว่าปากเสียไม่เห็นว่าเขาจะพูดอะไรเลย โลกของเขาดูสนุกสนานและมีพลังประหลาด ในขณะที่เพื่อน วิ่งไล่จับลูกบาสเกตบอล หลุดมือบ้าง ได้ลูกได้บ้าง แต่ตัวเขา.พอจับลูกได้ ก็โยนลงห่วงได้เลย ภูสิตาไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่าคิดว่าเขาเก่ง เพราะเธอไม่เอาอ่าวสักอย่าง

“เหงาไหมตาลให้เราอยู่เป็นเพื่อนไหม ? เราเหนื่อยละ” ปูนาถามพลางนั่งลงหายใจกระหืดกระหอบอยู่ใกล้ ๆ เธอ

“ได้สิ เบื่อ ๆ เหมือนกันจ้ะ”

“ตัวจำชื่อพวกเราได้หมดทุกคนหรือยัง ? ”

ภูสิตาส่ายหน้า “ยังเลยจ้ะ จำได้ไม่กี่คน”

ปูนายิ้มให้ไม่ต่างกับผู้ใหญ่ที่กำลังเอ็นดูเด็กเล็ก ๆ “งั้นต้องคุยให้มาก ๆ น้า”

“จ้ะ ๆ อ้อ ปูนา เธออยู่ในเมืองหรืออยู่แถวนี้จ๊ะ ? ”

“อยู่แถวโรงเรียนนี่แหละ ว่าง ๆ ไปเที่ยวบ้านเรานะ” ภูสิตารู้สึกชอบใจในน้ำใจของปูนาแต่ก็ยังไม่ได้สัญญาอะไรกัน เพราะสัญญาณเตือนหมดเวลาเรียนของวิชานี้ดังขึ้นก่อน ปูนาขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้า พอดีกับที่ปรเมษฐ์เดินเข้ามาใกล้เด็กหญิงทั้งสอง ท่าทางของเขาดูเหนื่อยเพราะแดดร้อนจัด แต่รอยยิ้มยังคงสดใส

“ปูนา ขี้เกียจไม่เข้าท่า มานั่งอู้อยู่ได้ ! ”

“ไม่ต้องมายุ่งไอ้บอล  เราเหนื่อยย่ะ เกี่ยวอะไรด้วย ? ”

“ก็เป็นอย่างงี้ ถึงได้เตี้ยตลอดชาติ ! ” คนพูดเอื้อมมือมาดึงผมจุกทั้งสองข้างของปูนาอย่างอารมณ์ดี “เจ็บนะ ไอ้บ้า สูงตายแหละแก ! ” ปูนาพูดเสียงดังพลางลุกขึ้นเอื้อมมือไปตบที่แผ่นหลังของเขา แต่ปรเมษฐ์หลบทันจึงโดนตีไม่เต็มแรงนัก ภูสิตามัวแต่ตกใจกับการประลองกำลังของคนทั้งสอง ไม่ทันระวังตัว ปรเมษฐ์ก็โดนปูนาผลักมาชนร่างภูสิตาเข้าเต็มแรง ศอกของปรเมษฐ์มากระแทกที่ชายโครงของภูสิตาทันที

“โอย” ภูสิตาร้องออกมาเบา ๆ

“ขอโทษ ๆ เจ็บไหม ? ” เขารีบขอโทษขอโพยหน้าเสีย พลางเอื้อมมือมาแตะที่หลังของภูสิตา เห็นสีหน้าเขาแล้วก็สงสาร ภูสิตารีบลูบที่ชายโครงตัวเองแล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่รู้สึกเจ็บไม่น้อย ปรเมษฐ์รีบเดินอ้อมมาดูสีหน้าของภูสิตาใกล้ ๆ

“ไม่เป็นไรใช่ไหม ขอโทษนะ”

“ไม่เป็นไร” ภูสิตาส่ายหน้ายิ้มยิ้มเจื่อน ปรเมษฐ์จึงทำได้เพียงยิ้มจางแล้วจึงจำใจเดินจากไป ปูนารีบเข้ามาหาภูสิตาอย่างร้อนใจ “ขอโทษนะ เราไม่ได้ตั้งใจ”

“ไม่เป็นไรจ้ะ ไม่ต้องห่วง แต่ทำไมเล่นกันแรงจัง สนิทกันมากเหรอ ? ”

“ใช่จ้ะ ก็เรียนกันมาตั้งแต่ ป. 1 เลย บอลมันชอบคิดว่าปูนาตัวเล็ก ก็เลยชอบแกล้งแรง ๆ แต่อย่าไปโกรธมันเลยนะ บอลมันนิสัยดี เห็นมันเฉย ๆ แต่จริง ๆ มันใจดีมาก เดี๋ยวอยู่กันไปนาน ๆ ก็รู้” ในวัยเด็กของเด็กหญิงจะมีเด็กผู้ชายสักกี่คนที่เป็นเพื่อนของเราจริง ๆ ปูนามั่นใจว่าสิ่งที่เธอรู้สึกไม่ผิดแน่ ๆ

“ปูนารู้จัก คนชื่อหญิงไหมจ๊ะ ? ”

“รู้จักสิ เขาดังมากเลยนะที่ศึกษาสถิตฯ นะ โรงเรียนประถมอีกที่จ้ะ ทำไมเหรอ รู้จักเหรอ ? ”

“เคยเห็นจ้ะ เขาน่ารักจังเลยนะ”

“ก็ไม่นะ ปูนาว่าธรรมดา ตาลดูน่ารักกว่าตั้งเยอะ ไปเปลี่ยนชุดก่อนนะ”

พอเพื่อน ๆ แยกย้ายกันไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ภูสิตาก็กลับไปยังห้องเรียน



“ยังเจ็บอยู่ไหม ? ” เสียงทุ้มดังใกล้เข้ามาแล้วเจ้าตัวก็หยุดยืนอยู่ตรงหน้า ปรเมษฐ์เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนักเรียนแล้ว หน้าตาดูสดใสขึ้น ผมลองทรงนั้นตัดไว้ได้พอดี มันเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ เขาคงไปล้างหน้ามา

“ไม่รู้สึกแล้ว”

เขาพยักหน้ารับ แล้วเดินกลับไปนั่งลงที่เก้าอี้ของตัวเอง “ดีแล้ว”

ภูสิตามองตามมือยาว ๆ ของเขาเวลาที่ปัดผมข้างหน้านั้นแล้ว ทำให้เธอรู้สึกชอบใจ นิ้วของเขาเรียวสวย เหมือนมือผู้ใหญ่ตัวโต ๆ

“ร้อนจังเลย เราละเกลียดเหงื่อนี่จริง ๆ ” โมรีเช็ดหน้าเช็ดตาตัวเองด้วยผ้าขนหนูสีขาวผืนพอเหมาะอย่างเบามือ พอนั่งลงไม่นาน กระจกกลมตลับพลาสติกสีชมพูสดก็ถูกหยิบออกมาตั้งไม่ห่างจากตัวมากนัก เวลานี้โมรีเหมือนสาว ๆ ที่กำลังจะแต่งหน้าอยู่หน้ากระจก ปูนามายืนด้อม ๆ มอง ๆ อยู่ที่โต๊ะด้วยอย่างสนใจ

“จะทาแป้งเหรอ ? ” แววตาของเด็กหญิงอยากรู้เป็นอย่างยิ่ง ใคร ๆ ก็รู้ว่าของแปลก ๆ ใหม่ ๆ หาดูได้จากโมรีนี่แหละ เพราะบ้านของโมรีอยู่ในตลาด เจ้าตัวจึงนำแฟชั่นอยู่เสมอ โมรีพยักหน้าพลางยิ้มภาคภูมิ “ทาแล้วหน้าไม่มันนะจะบอกให้” ว่าแล้วเจ้าตัวก็แตะแป้งด้วยฟองน้ำทรงกลมสีอ่อนแล้วทาไปทั่วใบหน้าอย่างบรรจง

“เอาไหมตาล ? ” โมรียื่นฟองน้ำส่งให้ดื้อๆ

“ไม่หรอกจ้ะ เดี๋ยวสิวขึ้น”

“ขึ้นที่ไหน เห็นไหม เราไม่มีสิวเลย นี่แม่ซื้อให้ หายห่วง”

“เราเราอยากทา” ปูนาอ้อนวอน โมรีมองหน้าปูนาราวกับผู้ใหญ่ที่เข้าใจโลกพลางส่ายหน้า “ไม่ได้หรอก ปูนาตัวดำ ทาแล้วหน้าวอกแน่นอน สีนี้ไม่เหมาะกับปูนา”

“งกน่า ! จะได้เห็นปูดำหน้าขาว ไม่ดีเหรอ ? ” เอกรินทร์พูดขึ้น เด็ก ๆ คุยกันโดยไร้ซึ่งความระแวดระวังใด ๆ ด้วยยังเด็กนัก

ปูนาหน้าสลดลงไปนิดเดียว แต่ก็ยังเพลิดเพลินกับการดูโมรีอยู่นั่นเอง เอกรินทร์และปรเมษฐ์ได้ฟังเด็กหญิงคุยกันโดยตลอด ปรเมษฐ์หัวเราะหึ ๆ ในลำคอ เขาเองก็หันหน้ามามองที่ปูนาด้วย “จะทาทำไมปูนา ? อยู่ดี ๆ ไม่ชอบ”

ปูนามองไปที่ปรเมษฐ์แต่ยังก็ไม่ลดละ “นิดเดียวเองโม ปูนาอยากลองบ้างนะ” เด็กหญิงยิ้มแฉ่ง แปลกตรงไหนที่คนตัวดำอย่างเธอ อยากจะมีใบหน้าขาวนวลบ้าง ความจริงก็ไม่เห็นจะดำสักหน่อย เสียแต่ไม่ขาวนวลอย่างคนจีนเท่านั้นเอง เด็กหญิงนึกอยู่ในใจ โมรีจนใจกับการอ้อนวอนของเพื่อน ขณะที่กำลังจะทาแป้งให้ปูนาอาจารย์ก็เดินเข้ามาพอดี ทำให้ทุกคนต้องแยกย้ายกลับเข้าที่ ภูสิตารู้สึกโล่งใจที่ไม่มีใครโกรธใคร ทั้งสองต่างเข้าใจกันและกัน ความเอื้ออาทรแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจน โมรีดูเป็นผู้ใหญ่มากในสายตาของภูสิตา โลกของภูสิตาก็คงเหมือนกับปูนา เรายังต้องเรียนรู้อะไรอีกมาก


Create Date : 21 ตุลาคม 2563
Last Update : 21 ตุลาคม 2563 15:01:44 น. 0 comments
Counter : 38 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Handmade
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




คนเขียน..เป็นคนธรรมดา เราเขียนทุกอย่างเพราะอยากเขียนเท่านั้นเอง เป็นงานอดิเรก...ไม่ใช่มืออาชีพ ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ



ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นของผู้เขียนตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลงหรือนำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีใดๆ มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และจะดำเนินการตามกฎหมาย
Copyright Act B.E. 2537


New Comments
Friends' blogs
[Add Handmade's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.