E-book มีจำหน่ายที่ Meb ร้านนายอินทร์ แอปนายอินทร์ปัณณ์และ ebooks.in.th ค่ะ
Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2563
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
25 กรกฏาคม 2563
 
All Blogs
 
ตอนที่ 5 ของขวัญ เล่ม 1 โดย ภูระริน (ฉบับตีพิมพ์)

5



พ.ศ. ๒๓๖๐

บ่าวคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมาบนเรือน มันหมอบราบลงกับพื้นปากสั่น “คุณปรุงมาเจ้าค่ะ” ร่างอรชรนุ่งโจงกระเบนสีน้ำเงินนกพิราบ ผ้าคาดอกสีจำปาแก่เผยผิวผ่องเป็นยองใย หล่อนกำลังพิศถ้วยโถโอชามรอบ ๆ กายอยู่อย่างใจเย็น

แม่จีบได้ยินชื่อนี้เสียจนชิน คุณปรุงเป็นลูกชายคหบดีผู้มั่งคั่ง แม้มีเงินทองมากมาย แต่มันไม่ได้ทำให้เขาอยู่ในสายตาของหล่อนได้ ด้วยชายผู้นี้ไร้ซึ่งชาติตระกูล ตัวหล่อนเองแม้พ่อจะเป็นเพียงชาวสวนผู้มั่งคั่ง แต่ฝั่งแม่ของหล่อนก็เป็นผู้ดีเก่า

“แล้วเอ็งจะตกใจทำไม ? ข้านึกว่าใครตาย” หางตาคู่งามตวัดมองบ่าวด้วยระอาในความล้นของมัน “ก็….ก็ ! คุณไม่ชอบหน้าท่าน” นางเอิบบ่าวคนสนิทหลบสายตา นายของมันนั้นได้ขึ้นชื่อว่างามนัก หากแต่หล่อนก็มีความร้ายกาจเป็นที่โจษจันในบ้านมาตั้งแต่ยังไม่โกนจุก หากไม่พิศวาสกันเสียแล้วละก็ หล่อนอาจจะแผลงฤทธิ์ชนิดที่ไม่มีมนุษย์คนใดคาดเดาได้ “หากว่าคุณปรุงไม่ได้มามือเปล่า ก็ไปเชิญเข้ามา”

บ่าวพนมมือแต้ “มากับหีบหลายหีบเจ้าค่ะ คงมากโขอยู่” แม่จีบกรีดนิ้วไล่ลมเป็นคำสั่ง เป็นที่เข้าใจกันว่าแขกผู้มาเยือนนั้นได้รับการต้อนรับแล้ว !

‘คุณปรุง’ นั้นมีดวงตายาวรี จมูกใหญ่ รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้ามีรอยยิ้มอยู่เสมอ บ่าวไพร่ผู้ชายของเขาขนหีบขึ้นมาบนเรือนห้าใบ “แม่จีบ…..พี่มาเยี่ยม” เขายิ้มสดใสเมื่อเห็นหญิงสาว แม่จีบมอง ‘พี่’ ด้วยสายตาเวทนานัก หากแต่ริมฝีปากยังยิ้ม

“น้องไม่เจ็บไม่ไข้ค่ะ” หล่อนยกมือไหว้ ชายหนุ่มพนมมือรับไหว้อย่างยินดี แล้วนั่งลงไม่ห่างจากแม่จีบมากนัก

“ก็ดีแล้ว พี่ได้ยินว่าจะมีญาติมาเยือนเจ้า เผื่อขาดเหลือสิ่งใด จึงได้นำของมาให้เลือกใช้สอย ถ้วยชามของดี ๆ มากมาย หากไม่พออย่าได้เกรงใจ พี่จะให้คนยกมาเพิ่มให้ ถือว่ามันเป็นสมบัติของเจ้าเถิด” เขามองถ้วยชามที่แม่จีบกำลังคัดอยู่แล้วชี้นิ้วไปที่หีบของตัวเอง คนพูดดูภูมิใจนัก

หล่อนยกมือไหว้ “คงไม่ได้เอาของมาฝากน้องเพียงอย่างเดียวกระมัง”

ชายหนุ่มยิ้มกว้าง “แม่จีบฉลาด….พี่…..เห็นว่าเราก็รู้จักกันมานานและพี่ก็ภักดีกับเจ้ามาตั้งแต่จำความได้ เมื่อคราวคุณพ่อของน้องสิ้นบุญพี่ก็เสียใจนัก เนื่องด้วยไม่ทันได้มีโอกาส….เจรจา” คำสุดท้ายตะกุกตะกัก

“เจรจาการใดเจ้าข้า ? ”

“เรื่อง…..มีเรือน” สายตาคนมองมาจ้องเขม็งอย่างรักใคร่ “น้องน่าจะรู้ใจพี่” คุณปรุงยิ้มแต้ราวกับเด็กตัวเล็ก ๆ เขามิได้ปิดบังสิ่งใดในหัวใจเลย

แม่จีบไม่ได้มีอาการตกใจหรือดีใจ หล่อนรู้เรื่องนี้ดี หากแต่ใจตัวเองต่างหาก ที่หล่อนรู้ดีกว่าใคร “หาใช่เรื่องที่น้องจะเอ่ยอะไรเองได้”

“นั่นอย่างไรเล่า ! พี่จึงเห็นว่าควรเจรจาเสียที เห็นว่าญาติของเจ้าที่จะมาเยือนคราวนี้มาจากฝั่งคุณแม่ของน้องด้วย หรือมิใช่ ? ” คนถามดูเหมือนจะวางแผนมาอย่างดี เพราะรู้จริง แม่จีบซ่อนบางอย่างไว้ในใบหน้างาม “คงต้องไปเรียนคุณแม่เอง น้องไม่อาจออกความเห็นใด ๆ ได้ แต่เวลานี้ท่านไปวัดค่ะ”

“พี่เข้าใจ พี่ทำแน่ แค่อยากมาบอกน้องล่วงหน้า” คุณปรุงมั่นใจในตัวเองและเตรียมทุกอย่างไว้เพื่อนางอันเป็นที่รัก หล่อนไม่เคยหักหาญแต่ก็ไม่ได้แสดงอะไรออกมาชัดเจนนัก การไปมาหาสู่ของเขาชัดเจนเสมอและเขาเชื่อว่าเขาจะสมหวัง

แม่จีบลุกไปเปิดหีบใบหนึ่งที่บ่าวของคุณปรุงหามขึ้นเรือนมาแทนคำตอบใด ๆ อีกสี่ใบที่วางอยู่มีขนาดใหญ่ไม่ต่างกัน การได้ของกำนัลจากชายหนุ่ม ทำให้บารมีของหล่อนแผ่ขยายออกไปไกลหลายคุ้งน้ำ ลูกสาวคนเดียวของเศรษฐีนีไม่เคยได้น้อยหน้าใคร “หีบใบนี้ ไม่เคยเห็นมาก่อน ลายงามนะเจ้าคะ”

คุณปรุงยิ้มรับอย่างดีใจ แต่คนที่ยิ้มในใจอย่างมีความสุขมากกว่าคือ แม่จีบ สิ่งที่หล่อนคิดลึกเกินปากกล่าว ผ่อนหนัก ผ่อนเบาไว้ อย่างไรก็ไม่มีวันเสีย ของในหีบมีค่าหลายอย่าง ดูปราดเดียวแล้วก็ทำเฉยเสีย หล่อนออกปากชมหีบไปอย่างนั้นเอง หากไปชื่นชมของมีค่าในหีบอีกก็เสียทีที่เกิดมาเป็นลูกผู้ดี มันไม่งามนักด้วยคนจะเข้าใจไปว่ามักได้ บ่าวอีกคนคลานเข้ามาแล้ววางขันน้ำไปใกล้ตัวคุณปรุงอย่างนอบน้อม

“คุณพี่ดื่มน้ำเสียหน่อยเถิดค่ะ”



พ.ศ ๒๕๒๒

“ฝางตื่นหรือยังดำ ? ” บัวถามเมื่อวางผ้าหอบหนึ่งลงที่พื้น

“ตื่นนานแล้วพี่ ไปดูไก่ฟักไข่หลังบ้านโน่น” ดำบอกพลางช่วยรื้อผ้าแพร “ซื้อมาทำไมเยอะแยะ จะตัดเสื้อให้ใครกัน ? พี่บัวจะตัดชุดให้เจ้าฝางอีกเหรอ ? ตัวกะเปี๊ยกเสื้อผ้าเต็มตู้ อีกหน่อยก็โตแล้วใส่ไม่ทันกันพอดี ! ”

บัวจับผ้าไปมาอย่างใช้ความคิด จนดำรู้สึกว่าอีกคนกำลังมีปัญหา มือของดำเอื้อมไปจับมือพี่สาวอย่างห่วงใย บัวส่ายหน้าแล้วถอนใจ

“ผลไม้ในสวน ขายยังไงก็เห็นทีจะไม่พอใช้สอยกัน มันแก่ลงไปมาก ออกดอกออกผลก็น้อยลง ลงใหม่ไว้ล่วงหน้าก็คงอีกหลายปีถึงจะเก็บขายได้ เจ้าฝางโตขึ้นทุกวัน หากไม่เตรียมตัวรับมือ สักวันเราจะลำบาก พี่ไม่อยากให้ลูกน้อยหน้าใคร แล้วอีกอย่างบ้านเรือนแถบนี้ผุดเร็วอย่างกับดอกเห็ด บ้านเราจะทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ พี่กำลังคิดถึงวันหน้าของเรา”

“ไม่ใช่เห็ดธรรมดาด้วย เห็ดยักษ์ทั้งนั้น จะท่วมหัวบ้านเราหนักขึ้นทุกวัน แต่เราจะสนใจทำไมล่ะพี่บัว เราอยู่ท้ายน้ำ ไม่มีใครผ่านไปมาสักหน่อย สวยงามอย่างธรรมชาติ หาได้ที่ไหนกันเรือนไม้แบบนี้ ทรุดโทรมก็สวยงามตามแบบของเรา วันหน้าจะหายากซะอีกนะ ไม่เห็นมีอะไรต้องกลัว” ดำไม่ได้สนใจความคิดคนอื่นจริง ๆ หรือหล่อนแค่ปลอบใจพี่สาวก็สุดรู้ แต่ทำให้คนฟังใจชื้นขึ้นมาได้ทันที

“มันก็จริง แต่เราคิดถึงแต่ตัวเองไม่ได้ พี่มีลูกสาวคนเดียว ต้องนึกถึงวันหน้าของฝาง นี่ก็จะว่าจะรับจ้างตัดเสื้อจริงจัง เผื่อวันหน้าจะได้ซ่อมเรือนหรือขยับขยายอะไรได้บ้าง มีแต่ตัวอาจจะลำบากในวันหนึ่ง เราต้องทำอะไรเพื่อแกสักอย่าง” บัวยิ้มอย่างมีความสุข แม้ในอกจะร้อนรุ่มไม่น้อย

“เอาเถอะ ! ฉันจะช่วยก็แล้วกัน มีอะไรก็บอกมา ฝางก็เหมือนลูกฉันคนหนึ่ง” หล่อนยิ้มให้บัวด้วยความจริงใจ ‘น้ำใจ’ หาได้พบเห็นจากการให้สิ่งของกันเท่านั้น แต่บางคำยาใจได้มากกว่าหลายเท่านัก บัวรู้สึกขอบคุณดำอยู่ในใจ หากไม่มีหล่อนสักคนบ้านนี้คงเงียบเหงานัก ดำเป็นเด็กที่มีน้ำใจ หล่อนพร้อมจะล่มหัวจมท้ายกับบัวและลูกไม่ว่าเราจะมีฐานะอย่างไรก็ตาม



“ตา ! ไม่กินไข่มันได้ไหมจ๊ะ ? ” เด็กหญิงลูบไข่ฟองหนึ่งในมืออย่างทะนุถนอม

“อยากเห็นลูกเจี๊ยบ แต่จะอดตายเอานะสิเจ้าฝาง” ตาแก้วพูดพลางกวาดเล้าไก่ของแกอย่างมีความสุข เจ้าฝางมาเดินเล่นอยู่แถวนี้สักพักแล้ว และช่วยเก็บไข่ออกมาเกือบเต็มตะกร้าเล็ก ๆ นั่น ตาแก้วให้เจ้านายตัวน้อยเหลือไข่ไว้บางส่วนเพื่อปล่อยให้แม่ไก่มันฟักลูกไป “ก็ซื้อเอาไง ! ” ฝางตอบหน้าตาเฉย

“เงินไม่ได้หากันง่าย ๆ นะเจ้า แม่บัวเขาคิดถูกที่ทำสวนเอง ปลูกผักเอง เลี้ยงไก่เอง นี่ถ้าไม่ห้ามไว้ก็เลี้ยงหมูแน่ ๆ ” ตาแก้วไม่เห็นด้วยที่แม่บัวจะเลี้ยงหมูเพราะแกรู้นิสัยเจ้าตัวดี หล่อนเคยพูดว่ามันตัวใหญ่เกินไปที่จะพรากชีวิตมันไปจากโลกนี้ด้วยมือตัวเอง แม้จำเป็นต้องเลี้ยงชีพก็จะขอบาปให้น้อยที่สุด แต่บางทีแม่บัวก็อยากให้ลูกได้กินเนื้อสัตว์ใหญ่กับเขาบ้าง มีคนมาเสนอขายลูกหมูให้บ่อย ๆ แต่ก็เป็นอันตกไปไม่ได้เลี้ยง

“ฝางไม่เห็นต้องใช้เงิน เอามาทำไมล่ะตา ? ! ”

“วันหน้าก็ต้องใช้ ช่วยแม่บัวประหยัดเข้าไว้นะเจ้า”

เด็กหญิงพยักหน้า “ตา….ทำไมบ้านเราไม่เป็นบ้านใหญ่ ๆ เหมือนเรือนกรรณิการ์ ทำไมบ้านเรามีแต่ไม้เก่า ๆ ” ตาแก้วหันหน้าไปหาฝางทันที “เรือนอะไรนะเจ้า ? ”

“เรือนกรรณิการ์ไงจ๊ะตา” เด็กหญิงยิ้มตาหยี

“มันอยู่ที่ไหน ? ”

“ตรงนั้นไง ตรงโน้น ! ก่อนมาบ้านเรา สีขาว ๆ แดง ๆ ใหญ่มาก”

“เคยเข้าไปหรือ ? ” คนถามหน้าซีด

“ไปมา”

ตาแก้วทิ้งไม้กวาดลงทันที “ไปยังไง ? ”

“ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ” เด็กหญิงชูไข่ไก่ในมือก่อนจะเอามาตั้งไว้บนจมูกของตัวเอง ฝางทำราวกับว่ามันเป็นเครื่องประดับชิ้นงาม ประคองไว้อย่างสุดกำลัง

“ใครบอก ? ! ใครบอกเจ้าฝางว่าเรือนนั้นชื่อกรรณิการ์ ? ! ”

เด็กหญิงเอาอีกมือชี้มาที่ปากของตัวเองแทนคำตอบ ตาแก้วหายใจหอบ เป็นไปได้อย่างไรกัน? ? ! นาม ‘กรรณิการ์’ นั้นเรียกขานกันเพียงคนในสมัยรัชกาลที่ 2 และคนในตระกูลเท่านั้น ! ตาแก้วรามือจากงานเดินตรงเข้ามาหาฝาง แกนั่งยอง ๆ ลงจ้องหน้าเด็กหญิงเขม็ง “แม่ฝาง….แม่ไปเรือนกรรณิการ์มาจริงหรือ ? ”

ฝางกะพริบตาปริบ ๆ ด้วยไม่เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ตรงไหนกัน “จริงสิจ๊ะ ! ”

“ไหนบอกว่าไปยังไงไม่รู้ไง ? ”

ฝางเลิกสนใจไข่ที่เล่นอยู่ เด็กหญิงกำไว้ในมือ “บางทีก็ไม่อยากจำ”

ตาแก้วสนใจสายตาคู่นั้นมากยิ่งขึ้น ฝางเหมือนไม่ใช่ตัวฝาง เด็กอายุเท่านี้ไหนเลยจะพูดจากลับไปกลับมาด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างกันได้ขนาดนี้ บางคราวน้ำเสียงของฝางหนักแน่นแฝงอารมณ์เหมือนผู้ใหญ่ บางคราวก็อ่อนโยนเหมือนเด็กทั่ว ๆ ไป

“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าเรือนนั้นเป็นของใครเจ้าฝาง ? ”

“วิมานนั้น ไม่น่าอยู่เอาเสียเลย” น้ำเสียงของฝางเย็นชา ราวกับรำพึงกับตนเอง

ตาแก้วขนลุกซู่ แกคุกเข่าพนมมือทันที “วิมาน ? ! วิมานเลยหรือ ? ”

เด็กหญิงพยักหน้า “อย่าให้มันเข้ามา ไม่ว่าจะต้องตาย ก็อย่าให้มันเข้ามาได้ ! ”

สิ้นเสียงฝาง ตาแก้วถึงกับยกมือท่วมหัว ปากคอสั่น ไม่นางไม้ก็เทวดาต้องเข้าสิงร่างของเจ้าฝางเป็นแน่ ! หากไม่เช่นนั้นแล้ว เด็กตัวเล็กแค่นี้จะเอ่ยถึงวิมานและสิ่งที่คนทั่วไปไม่มีวันรู้ได้อย่างไรกัน ! ? ตัวแกเองที่ได้รู้เพราะได้ยินปากต่อปากมาจากคนเฒ่าคนแก่ตั้งแต่เกิด แต่เจ้าฝางไม่มีวันรู้จากใครอื่นเป็นแน่ แม้แต่แม่บัวมารดาของเด็กหญิงก็ไม่รู้เรื่องชื่อของเรือนกรรณิการ์ ! เสียงไอ้ด่างหมาจรจัดในละแวกบ้านเห่าอยู่หน้าประตูรั้วดังเข้ามา ตาแก้วมองออกไปแต่ก็หาได้มองเห็นใครไม่ แกยกมือไหว้ฝางท่วมหัวราวกับยำเกรงนักนา “แม่มาจากวิมานใด ได้โปรดให้อภัยลูกหลานหากล่วงเกินสิ่งใดไป เจ้าฝางไม่รู้เรื่องอะไรเลย ได้โปรดเวทนาลูกกำพร้าด้วยเถิด”

เด็กหญิงเชิดหน้าขึ้นสูง “ชาตินี้จะไม่อดทนกับผู้ใดทั้งสิ้น”

ตาแก้วเงยหน้าขึ้นมองฝาง แต่เจ้าตัวเดินจากไปอย่างล่องลอยโดยไม่หันกลับมาดูแกอีกเลย ตาแก้วลูบแขนตัวเองป้อย ๆ ด้วยยำเกรงเหลือแสน

“โอ๊ย ! วันพระวันโกนหรือไงหนอ ทำไมรุนแรงได้ถึงเพียงนี้ ! ”

ไอ้ด่างยังไม่เลิกเห่า ทำให้คนสงสัยต้องรีบเดินออกไปดู พบสตรีวัยกลางคนยืนอยู่หน้าบ้าน หล่อนแต่งกายมีสง่าราศีและตาแก้วก็จำคุณนายไหมทองได้เป็นอย่างดี

“มีธุระอะไรหรือคุณนาย ? ”

ประตูรั้วบ้านสูงไม่มากนัก ทำมาจากท่อนไม้ขนาดไล่เลี่ยกัน เกี่ยวร้อยกันไว้ด้วยเชือกหนาทั้งหัวและท้าย เว้นระยะห่างเป็นช่องห่างกันเพียงคืบ รั้ว 2 บานใหญ่แยกเป็น 2 ฝั่ง มันยังปิดอยู่และถูกล่ามไว้ด้วยโซ่เส้นใหญ่

“คนมาเยือนถึงที่ ไม่คิดจะเปิดประตูรั้วเลยหรือไง ? ” คนพูดเชิดหน้าสง่างาม มองสภาพรั้วที่ทำมือกันขึ้นมาเองแล้วก็อดชื่นชมไม่ได้ คงจะพึ่งเปลี่ยนใหม่ไม่นาน เพราะสภาพเชือกเส้นใหญ่ยังดีอยู่มาก มันไม่ขัดตาเมื่อมองเข้าไปเห็นตัวเรือนเป็นไม้สีเข้ม แม้จะไม่ได้ดูมีราคานักแต่ก็นับว่าเข้าท่า

“เห็นจะไม่ได้ เจ้าของไม่ได้อนุญาต ข้าต้องไปบอกแม่บัวก่อน”

“เหมือนหมาไม่รู้จักนาย ! ข้าวน้ำเลี้ยงปากท้องมาตั้งหลายรุ่น มาอยู่บ้านอื่นก็กลายเป็นคนอื่นไปเสียได้ เลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ ไปบอกแม่บัว ฉันมีธุระจะคุยด้วย”

คุณนายไหมทองเด็กกว่าตาแก้วราวสิบปี ตาแก้วคิดว่านั่นคือรุ่นลูกรุ่นหลาน แต่ดูเหมือนคุณนายไหมทองจะไม่รู้สึกอย่างนั้น บรรพบุรุษของตาแก้วเคยเป็นบ่าวในเรือนกรรณิการ์มาก่อน แต่การเลิกทาสนั้นดูจะไม่ได้ทำให้ฐานะที่ตาแก้วเป็นอยู่ในปัจจุบันดีขึ้น “ขอเถอะคุณนาย หากจะมาซื้อที่ทางก็ช่วยละเว้นบ้านนี้เรือนนี้เถิด”

“ฉันมีเงินมากพอที่จะซื้อและคนที่ขาดแคลนก็คงต้องการ แต่นั่นไม่ใช่ธุระกงการอะไรของแก ! ” ตาแก้วได้แต่ยืนนิ่ง ก่อนจะหันหลังเดินจากมา หรือที่ได้ยินจากเจ้าฝางเตือนเมื่อครู่คือคนนี้ ? เหตุใดตัวแกเองจึงไม่อยากรับเข้าบ้านมาเลย ไม่อยากจะไปบอกแม่บัวเลย ทำอย่างไรดีหนอใจ ?



ฝางเดินออกไปที่ประตูรั้ว เขย่งเท้ารื้อโซ่ออก มือเล็ก ๆ เปิดประตูเองด้วยแรงทั้งหมดที่มี เมื่อประตูเปิดคนที่ยืนอยู่ข้างนอกจึงได้หันมา ฝางก้าวออกไปพ้นประตู คุณนายไหมทองมองเด็กหญิงตั้งแต่ปลายเท้าไล่มาจนถึงศีรษะ ความในใจของหล่อน ไม่มีใครล่วงรู้ “มาหาใครเหรอคะ ? ” ฝางถามพลางยิ้มให้

“เราเป็นใคร ? ทำไมนุ่งผ้าถุง ? ”

ฝางก้มลงมองตัวเองด้วยความสงสัย เธอนุ่งผ้าถุงสีเขียวเข้มเย็บสำเร็จคลุมแค่เข่า เสื้อคอกระเช้าผ้าฝ้ายสีนวลมีลูกไม้ขาวประดับรอบ ๆ คอ มันสวยงามที่สุดเท่าที่เด็กหญิงมีและเชื่ออย่างเต็มหัวใจว่ามันสวย แต่ทำไมคนตรงหน้าจึงได้ถามอย่างนั้น

“หนูสวยใช่ไหมคะ ? ”

คุณนายไหมทองยิ้มจางที่มุมปาก “จะว่าอย่างนั้นก็ได้ ว่าแต่ฉันให้คนไปเรียกเจ้าของบ้าน ทำไมมีเด็กออกมาแทน ? ”

“แม่อยู่ในครัว คุยกับฝางได้ไหมคะ ? ” เด็กหญิงยิ้มสวยส่งให้

“ชื่อ…..ฝางหรือเรา ? ” คุณนายไหมทองก้มลงจ้องเด็กหญิงเขม็ง

“ค่ะ ชื่อฝาง”

“งั้นหรือ ? แล้วที่บ้านนี้มีใครอีกไหม ? มีพี่มีน้องหรือญาติหรือคนงานที่ไหนอีกไหม ? ” คำถามเป็นแค่การลองเชิง คุณนายไหมทองรู้เรื่องคนที่นี่ดี หากจะมีความคลาดเคลื่อนใด ๆ ก็คงจะน้อยมากและเด็กคงไม่มีวันโกหก

“มีแม่ พี่ดำ ตาแก้ว พี่อุ้มค่ะ”

คนฟังพยักหน้า “ตอบมาหมดเลย เด็กหนอเด็ก” หล่อนหัวเราะ

“ถามทำไมคะ ? ”

คนซื่อมักจะรู้อะไรช้าเสมอ “ช่างเถอะ แล้วเราเคยไปวัดไหม ? ”

“ไปกับแม่ค่ะ ป้าเป็นใครคะ ? ”

“ไปกันหลาย ๆ คน เคยไปไหม ? ”

เด็กหญิงเริ่มถอยห่างออกมา “ไม่รู้ค่ะ ไม่รู้อะไรทั้งนั้น”

“อ้าว ! ไม่รู้ได้ยังไงกัน ตอบมาได้ทุกเรื่อง ทำไมแค่นี้ไม่รู้ล่ะคนสวย ? ” คุณนายไหมทองหัวเราะ ฝางส่ายหน้า รีบเดินเข้ามาในบ้าน มือเล็ก ๆ สั่นเทาเมื่อคล้องโซ่ ทำไมความรู้สึกมันต่างกับตอนที่เปิดออกมามากมายเหลือเกิน คุณนายไหมทองเดินไปเกาะประตูรั้วทันที “บอกมาก่อน ใครไปวัดบ้าง ? เคยเห็นต้นพิกุลไหม ? บอกมา ! ”

ฝางจ้องคนตรงหน้าเขม็ง มองเห็นสีหน้าและแววตาของผู้หญิงแปลกหน้าคนนี้ได้ทางช่องของประตูรั้ว ความหวาดกลัววูบเข้ามาในหัวใจ คนตัวเล็กไม่ยอมขยับหากแต่น้ำตาคลอ “รู้จักอิงกาลไหม ? หนูรู้จักอิงกาลไหม ? ! บอกฉันมา ! ” คุณนายไหมทองเขย่าประตูรั้วพลางตะโกนเสียงดัง แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครในบ้านได้ยินเลย

ไอ้ด่างที่นอนเอกเขนกอยู่หน้าประตูเริ่มเห่าเสียงดังราวกับรำคาญเสียงผู้มาเยือน ฝางหันไปมองรอบตัวไม่พบใครเลย ลมแรงพัดมาหอบใหญ่ สายฝนโปรยปรายลงมาทันที เด็กหญิงรีบวิ่งขึ้นเรือนไม่หันหลัง



คนที่ยืนเกาะรั้วลวดหนามที่ปกคลุมไปด้วยไม้เลื้อยตามธรรมชาติโผล่ออกมาจากที่ซ่อน แม้ลมจะแรงและฝนก็ตกลงมาแล้ว แต่เขาก็ไม่ปรารถนาจะขยับกาย

คุณแม่ต้องการสิ่งใด ? จะช่วยอิงหรือจะทำร้ายหัวใจอิง ? เหตุใดทำให้เจ้าฝางคนนั้นจางหาย เหตุใดสายฝนจึงกระหน่ำลงมาในวันที่เรามาหาด้วยตัวเอง ? เด็กชายแบมือรองรับน้ำฝนสงบนิ่ง แล้วก้มลงกำดินที่พื้นข้างรั้วบ้านของฝางไว้ในมือแน่น คุณแม่วิ่งหนีฝนห่างออกไปไกลแล้ว อิงกาลตั้งใจรอให้ท่านห่างออกไปให้ไกลที่สุด คุณแม่จะไม่มีวันได้รู้ว่าเขาแอบมาที่นี่ทุกวัน นับตั้งแต่วันแรกที่ได้พบกันในคืนนั้น

ตอนนั้นพอรุ่งสางอิงกาลก็ถูกพบว่าหมดสตินอนอยู่หน้าประตู เขาถูกนำส่งโรงพยาบาลทันทีและถูกกักบริเวณอยู่หลายวัน คุณแม่เชื่อว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับเขา อิงกาลถูกซักไซ้อยู่หลายครั้งเรื่องการเจรจาพูดคุยกับกลุ่มผู้หญิงหาบสาแหรก หากแต่ท่านไม่ได้รับคำตอบใด ๆ สิ่งเดียวที่ทุกคนได้ยินจากปากของเขาคือไม่รู้แต่วันนี้เขาได้รู้แล้ว เด็กคนนั้นมี ‘ตัวตน’ กว่าจะได้พบกันกว่าประตูจะเปิดออกมายากยิ่งนัก

ที่ผ่านมาอิงกาลเรียกขานคนในบ้านนี้เพื่อให้เปิดประตู แต่อิงกาลก็ไม่เคยผ่านเข้าไปได้ มันน่าแปลกที่เหมือนไม่มีใครได้ยินเสียงของเขา หากแต่เมื่อคุณแม่มาหมาก็เห่าให้คนในบ้านได้ยิน อยู่ใกล้กันแค่นี้ รอทุกวันมาทุกวันแต่ก็ไม่ได้เห็น มือเล็กกำแน่น ด้วยกลัวว่าดินในมือจะละลายไปกับสายฝน เขาวิ่งกลับบ้านด้วยแรงทั้งหมดที่มีเหมือนทุกครั้ง แม้ไม่ได้เจรจากับเด็กคนนั้นอย่างคุณแม่ เขาก็มาถึงที่ทุกวัน มีธรณีคือดินในมือรับรู้ก็พอใจ และเขาได้ยินชัด คุณแม่อยากรู้เรื่องของเขาและกลุ่มผู้หญิงหาบสาแหรกวันนั้นมากกว่าอย่างอื่น !




Create Date : 25 กรกฎาคม 2563
Last Update : 25 กรกฎาคม 2563 13:34:52 น. 0 comments
Counter : 93 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Handmade
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




คนเขียน..เป็นคนธรรมดา เราเขียนทุกอย่างเพราะอยากเขียนเท่านั้นเอง เป็นงานอดิเรก...ไม่ใช่มืออาชีพ ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ



ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นของผู้เขียนตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลงหรือนำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีใดๆ มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และจะดำเนินการตามกฎหมาย
Copyright Act B.E. 2537






New Comments
Friends' blogs
[Add Handmade's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.