อีบุ๊กของ ภูระริน ภูปรดา กุล มีจำหน่ายแล้วที่เว็บซีเอ็ดนะคะ
E-book มีจำหน่ายที่ Meb ร้านนายอินทร์ แอปนายอินทร์ปัณณ์และ ebooks.in.th ค่ะ
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2564
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28 
 
13 กุมภาพันธ์ 2564
 
All Blogs
 
ตอนที่ 26 : ขอให้รักของฉัน อยู่กับเธอตลอดไป เล่ม 1 - 3 โดย ภูระริน




26



วันนี้ภูสิตาขับรถออกไปที่บ้านหลังเดิมที่ทั้งสองเคยไปมาแล้ว พอไปถึงก็เห็นปรเมษฐ์นั่งอ่านหนังสือรออยู่ เขาลุกขึ้นแล้วดึงเธอเข้าไปกอดเมื่อหญิงสาวไปยืนอยู่ตรงหน้า ภูสิตากอดตอบก่อนที่ปรเมษฐ์จะหอมที่แก้มเธอเบา ๆ “มาเร็วกว่าที่คิดนะ”

“ไม่ดีหรือไง ? ไม่รู้อะไรซะแล้ว เวลาเราขับรถให้โมรีนั่งไปด้วย โมต้องลงมาอาเจียน เพราะเร็วมาก ๆ ”

“ขี้โม้ล่ะมั้ง ยายโมมันจอมเว่อร์อยู่แล้วนี่” ปรเมษฐ์ดึงเธอลงมานั่งที่ตักอย่างเอ็นดู

“ไม่นะคะ เรื่องจริง ขับรถเก่งจริงจริ๊ง” หญิงสาวเล่าอย่างเป็นสุข พลางโอบคอชายหนุ่มไว้

“เราก็โม้เหมือนตัวนี่แหละ แต่เป็นมอเตอร์ไซด์นะ คันใหญ่มาก ถึงต้องไปนอนยาวอยู่อย่างนั้นไง ระวังตัวด้วย” เขาเตือนพลางใช้มือผลักที่หน้าผากเธอเบา ๆ

“นี่ยังไม่เลิกทำแบบนี้อีกเหรอ ? ผลักอยู่ได้ เจ็บนะ” ภูสิตาดึงมือชายหนุ่มมาแล้วก็ฟาดเบา ๆ หลายครั้งพลางหัวเราะ

“ใช่ นี่แม่ให้ไปวัดอีกแล้ว ตาลไม่ได้ไปกราบพระเบสนานหรือยังนะ ? ไปหรือยังเถอะ ? ” ปรเมษฐ์เปลี่ยนเรื่องพลางดึงเธอลงมาหอมที่แก้มอีกครั้ง

“ไม่ได้ไปค่ะ กลัวท่านถาม แล้วเราก็ยังไม่ได้ทำตามสัญญาด้วย” เธอผลักหน้าเขาออกเมื่อเขากำลังพยายามจะหอมที่แก้มอีกข้าง “พอ ๆ ” เธอบ่ายเบี่ยง แต่ชายหนุ่มไม่ยอมจึงต้องปล่อยเลยตามเลย ก่อนที่ภูสิตาจะลงจากตักของเขา แล้วมานั่งที่โซฟาด้วยกัน “แต่พรุ่งนี้คงต้องไปแหละ น้านิดาขอให้ไปเป็นเพื่อนค่ะ”

ปรเมษฐ์ได้ยินชื่อนี้แล้วก็ยิ้ม “ถามอะไรหน่อยสิ ตัวอยากเข้าโครงการดูตัวของพ่อกับน้านิดาไหม ? ” ชายหนุ่มหัวเราะ หากแต่แววตาดูกังวล

“จะเอามาทำไม ? ”

“ก็เผื่อเราไม่รอดตัวจะได้มีทางเลือกไง”

ภูสิตาซึมลงทันที “อย่ามาพูดเล่น ไม่อยากฟัง”

ชายหนุ่มส่ายหน้า พลางกอดเธอมาแนบข้างกายอีกครั้ง “ไม่พูดไม่ได้ครับ ในเมื่อเราพร้อมจะยอมรับทุกอย่าง เราก็อยากทำทุกอย่างให้เรียบร้อย จะได้ไม่มีห่วง ไปดูหน่อยไหม คุณเกียรติคุณเกิดอะไรนั่น ? ” เขาหัวเราะเบา ๆ พลางลูบหลังคนรักอย่างหวงแหน

“ไม่เอาค่ะ ถ้าไม่ได้อยู่กับคนที่ตัวเองต้องการ ตาลก็ไม่เอา”

ปรเมษฐ์อมยิ้มพลางผลักเธอเบา ๆ ที่บ่า “ไปห่าง ๆ เลย ไปโน่น พูดจาไม่น่าฟังเอาซะเลย ละไว้อยู่นั่นแหละไม่รู้อะไรนักหนา”

“ทำปากดีไปเถอะ ถ้าเลือกจริง ๆ จะยุ่ง” ภูสิตาหน้างอประชดลม ๆ แล้ง ๆ แล้วทั้งสองก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน ตอนนี้ภูสิตาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เธอมีความสุขที่ได้อยู่กับคนที่ตัวเองรัก แม้จะรู้ตัวว่าที่ทำอยู่นี้ประหลาดเกินกว่าใครจะเข้าใจได้ แต่เธอรู้ดีว่าขอแค่มีศรัทธาในตัวเองและมีความหวัง ทุกอย่างจะต้องดีขึ้นในไม่ช้า

“เรื่องไปหาผมที่โน่นตาลคงต้องไปกับพระนะ รอให้ท่านสึกออกมา แล้วเราจะได้พบกันนะคะคนดี เราจะไม่เปิดเผยอะไรให้ใครรู้ทั้งนั้น พ่อจะรอตาลอยู่ที่โน่น” ชายหนุ่มรวบมือทั้งสองของคนรักเข้าด้วยกัน แววตาของเขาหนักแน่น

“แต่ท่านอาจจะจำตาลไม่ได้”

“น้อยไปสิ ท่านบอกว่าต้องขอบคุณตาลต่างหากที่ช่วยเรา”

“ยังไงคะ ? ”

“ถ้าคุณไม่แน่จริง คุณก็คงไม่ฝันถึงผมเป็นเรื่องเป็นราวมาตลอดหรอก คุณเป็นคนพิเศษ” ชายหนุ่มหอมที่แก้มนวลอีกครั้งอย่างรักใคร่

“อ้อ ! เมื่อคืนฝันเห็นบอลเป็นพระเอกลิเกหรือนักรบอะไรสักอย่างด้วยล่ะ บอกว่าชื่อแสงแผนผา เป็นฝันที่ตลกดีนะ”

“อยู่กับเรายังกล้าฝันถึงผู้ชายคนอื่นอีก ระวังตัวไว้” เขาพูดไม่จริงจังนักเพราะยังหัวเราะร่วน

“บ้า ! ก็นั่นมันตัวนี่ หน้าเหมือนกันชัด ๆ ” ภูสิตาพูดพลางไอออกมาเบา ๆ

ปรเมษฐ์จับที่หน้าผากของคนรัก “เป็นไข้หรือเปล่าครับ ? โดนดุแค่นี้ทำใจเสาะ ไข้ขึ้นขึ้นมาเชียว” ชายหนุ่มเคาะที่หน้าผากเธอเบา ๆ เพราะเจ้าตัวไม่มีไข้อย่างที่กังวล

“ไม่ค่ะ เป็นแบบนี้มาพักหนึ่งแล้ว เหมือนมีอะไรติดคอตลอดเลย ไม่ใช่ก้างด้วย”

อีกคนหันหน้ามองซ้ายขวา

“หาอะไรคะ ? ”

“หาก้างขวางคอไง” เขาหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี ภูสิตายิ้มไม่ออกกับมุกตลกฝืด ๆ เธอส่ายหน้า ทำให้ปรเมษฐ์ต้องหยุดหัวเราะทันที

“อยากเห็นก้างไหมคะ ? น่าจะไปรออยู่บ้านคุณแล้วนะ วันนั้นท่าทางจะโกรธไม่ใช่เล่น”

“หญิงน่ะเหรอ ? ไม่เอาครับไม่พูดถึงคนอื่น ผมรักคุณนะ” ปรเมษฐ์ดึงหญิงสาวเข้ามาแนบอกทันที ภูสิตาโอบกอดตอบคนรักสงบนิ่ง อะไรรออยู่ข้างหน้าก็จะเดินเข้าไปหา ขอแค่คนนี้คนเดียว ขอให้อยู่ข้าง ๆ อย่างนี้ก็จะไม่กลัวอะไร



น้านิดาไม่ได้พาภูสิตาไปที่วัดใกล้บ้านอย่างที่เธอคิดไว้ แต่ท่านพาเธอออกมาไกลพอสมควร ที่จริงก็เคยผ่านวัดนี้ แต่ไม่เคยไปทำบุญสักที ท่านซื้อเครื่องสังฆทานมาชุดใหญ่ หอบกันพะรุงพะรังทั้งสองคน อีกเงาที่เดินอยู่ข้าง ๆ เธอก็ตามมาด้วย ปรเมษฐ์อยากรู้ว่าน้านิดามาหาอาจารย์ที่ไหน เห็นเอาน้ำมนต์ให้ดื่ม ภูสิตาจึงหายหวัดเป็นปลิดทิ้ง ชายหนุ่มยิ้มเพราะเห็นคนรักทำหน้าตาบอกบุญไม่รับ เพราะถือของหนักไม่ใช่เล่น ครั้นจะช่วยถือ หล่อนก็ฟาดเอา ๆ

“ไม่ต้องยุ่ง ! ของทำบุญ ฉันรู้ว่าคุณจะมารอเอาบุญอยู่คนเดียว” ภูสิตาบอกเขาในใจเพราะทั้งสองกำลังคุยกันด้วยการใช้อิทธิฤทธิ์ของปรเมษฐ์

“ไม่ได้สิ เวลาญาติ ๆ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลนะ ถ้าไม่มีใครไปบอก บางทีก็ไม่ได้นะคุณ ผมถึงมาบอกตัวเองอยู่นี่ไง” เขาหัวเราะ

“ถ้าน้านิดาไม่ให้แล้วจะหน้าแตก”

ปรเมษฐ์ส่ายหน้าพลางอมยิ้มแล้วเดินนำไปทันที



พอเข้าไปถึงก็เห็นพระรูปหนึ่งนั่งขีด ๆ เขียน ๆ อะไรบางอย่างอยู่ พอท่านเงยหน้าขึ้นมาเห็นคุณนิดาก็ยิ้มให้ “อ้อ ! เสร็จพอดี”

น้านิดาและภูสิตาก้มลงกราบ แต่เงาข้าง ๆ หายไป

“ค่ะ มาช้าไปสักนิด พอดีไปซื้อข้าวของมาเยอะแยะไปหน่อย”

“คนนี้ที่เล่า ใช่ไหม ? ” ท่านพูดลอย ๆ ในขณะที่ภูสิตาเองก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

“ค่ะ พามาทำบุญ” คุณนิดาหันหน้ามาดูอาการของลูกเลี้ยงเหมือนกัน แม้จะรู้ว่าเจ้าตัวดื้อแสนดื้อ แต่น้ำมนต์คงได้ผล เพราะพอออกปากชวนมาวัด ลูกก็ไม่มีอิดออด

พระท่านไม่ได้พูดอะไรมาก หากแต่นำภูสิตากล่าวบทสวดถวายสังฆทานตามปกติ ท่านวางกระดาษใบเล็ก ๆ ลงที่พื้นและบอกให้หญิงสาวเขียนชื่อคนที่ต้องการอุทิศส่วนกุศลไปให้ ภูสิตาอมยิ้ม แล้วเขียนชื่อมารดาที่ล่วงลับและเจ้ากรรมนายเวรเท่านั้น คนอยู่ข้างนอกรอบุญ คงต้องรอเก้อ จะเอาอะไรนักหนา ! แบ่งให้เจ้ากรรมนายเวรของฉันมั่งเถอะ ยิ่งฝันไม่ค่อยดี นี่ขนาดเจ้าตัวมาอยู่ด้วยทุกวัน ยังฝันแปลก ๆ อยู่อีก

คุณนิดาชะเง้อมาพยายามมองที่กระดาษ แต่ก็ทำไม่นานนักเพราะเกรงใจภูสิตา

“เจ้าตัวเขาดื้อมาก แต่เขาเป็นนักปฏิบัติมาก่อน มาตอนนี้ก็จะต้องบำเพ็ญต่อ ที่ร้ายก็รับไป แต่ยังไงก็ห้ามเขาไม่ได้” พระท่านก้มหน้าสำรวมเมื่อกำลังพูดถึงภูสิตา แต่เจ้าตัวดูไม่ได้สนใจนัก คุณนิดารู้ว่าหมายถึงใคร จึงได้แต่พยักหน้า

“เขาขอกันมาตั้งนานแล้ว ก็เลยตัดกันไม่ได้ กรรมของทางเรา ต้องทรมานหลายทอดทีเดียว เพราะทำไม่ดีมาเหมือนกัน ต้องให้เขาตัดของเขาเองจึงจะหมดกรรม”

ท่านเงยหน้ามองมาที่ภูสิตา “อย่าทำให้อีกคนที่รออยู่ผิดหวังนะโยม ปลดโซ่ตรวนให้เขาได้ โยมก็จะสบาย จะได้อย่างที่ขอ เราทำกับเขาไว้ เราก็ต้องชดใช้ให้เขาก่อน แล้วอะไร ๆ ก็จะดีขึ้น” หญิงสาวไม่เข้าใจรายละเอียด รับรู้แต่ว่า ตัวเองต้องทำอะไรสักอย่างไว้ ไม่อย่างนั้นชีวิตคงไม่เป็นแบบนี้ การเชื่อในเวรกรรม ไม่ใช่สิ่งที่งมงายเสมอไป หากคนที่รู้ยอมที่จะเข้าใจ มีอีกคนที่รออยู่ด้วยหรือ ? ใครกัน ?

“มารดน้ำมนต์หน่อยนะลูก จะได้พ้นเคราะห์ไง ขอโทษนะคะที่ต้องให้พระท่านดูดวงดาวคราวเคราะห์ให้ หนูไม่โกรธใช่ไหมคะตาล ? ”

ภูสิตาส่ายหน้า “อย่าห่วงค่ะ แต่เรื่องรดน้ำมนต์ตาลขอนะคะ ไม่ดีกว่าค่ะ ตาลยังรู้สึกขัด ๆ ในคอ นี่ก็ไม่ได้เปิดแอร์นอนมาหลายคืนแล้วค่ะ” เธอจำใจมุสา เพราะตอนนี้ไม่อยากให้อะไรมาขวางทางของเธอทั้งนั้น

“ไม่เป็นไร จะเกิดอะไร มันก็เป็นเวรกรรม ไม่ได้อยู่ที่น้ำมนต์นี่หรอก” เสียงพระท่านเอ่ยเบาเพราะรู้ในสิ่งที่เจ้าตัวกำลังคิด ภูสิตากำลังปกป้องคนรักของเธอ หญิงสาวมองหน้าท่านแล้วก้มลงกราบท่านแทนคำพูดใด ๆ

ใครบางคนกำลังอมยิ้มอยู่ไม่ไกล ภูสิตาสวยมากและยังฉลาดเป็นที่สุด และดีที่สุดก็คือ หล่อนรักเขา



“ตาลพึ่งรู้ว่าน้านิดาเชื่อเรื่องแบบนี้” ภูสิตาพูดเมื่อขับรถออกมานอกวัดแล้ว

“เชื่อค่ะ น้าเชื่อว่าทุกคนมีเวรกรรม แต่จะมากจะน้อยก็อยู่ที่เคยทำอะไรไว้ ช่วงนี้ดวงน้องตาลไม่ค่อยดี น้าเป็นห่วงก็เลยอยากพามา อย่าโกรธเลยนะ”

“ไม่หรอกค่ะ รู้สึกขอบคุณมากกว่า ตาลได้ทำบุญแล้วก็คงโชคดีขึ้น” พอสิ้นเสียงก็มีเด็กวิ่งผ่านหน้ารถยนต์ของภูสิตา ทำให้เธอต้องเหยียบเบรกกะทันหัน

“ตายแล้ว ! ออกไปดูซิลูก เด็กเป็นอะไรหรือเปล่า อยู่ ๆ ก็วิ่งมา”

ภูสิตาไม่พูดอะไร แต่รีบวิ่งลงไปดูทันที

เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ อายุประมาณ 7-8 ขวบ นั่งลูบหัวเข่าตัวเองป้อย ๆ เพราะเจ้าตัวหกล้มไปเอง คงเพราะตกใจนั่นเอง “เจ็บตรงไหนบ้างคะน้อง ? ไปหาหมอกันนะคะ” เธอเข้าไปจับตามเนื้อตัวของเด็กหญิงเคราะห์ร้ายด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เป็นไรค่ะ แค่เข่าแตก หนูไม่ทันเห็นรถ ขอโทษจ้ะ”

“พี่ผิดเอง ไม่เป็นไร บ้านอยู่ไหนคะ ? เดี๋ยวไปส่งนะ ขึ้นรถค่ะ” หญิงสาวจับตัวเด็กหญิงให้ลุกขึ้น

“อยู่ในวัดจ้ะ หนูเดินกลับไปเองก็ได้ เดี๋ยวแม่ตีหาว่าซน”

ภูสิตายิ้มให้ ก่อนจะขับรถกลับไปทางเดิม เพื่อพาเด็กหญิงไปส่งที่วัด



พอไปถึงก็ให้คุณนิดารออยู่ในรถ ภูสิตาคิดว่าเรื่องอย่างนี้ ควรจัดการเองจะดีกว่า เด็กหญิงพาภูสิตาเดินไปที่โรงทานของวัด ที่จัดเป็นครัวไทยอยู่ในนั้น จานชามถูกล้างเก็บทำความสะอาดไว้เป็นอย่างดี พอไปถึงก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่บนกระต่ายขูดมะพร้าว เนื้อมะพร้าวขาวบริสุทธิ์ค่อย ๆ ร่วงลงมาใส่ถาดสังกะสีลายดอกไม้สีแดง ที่เห็นกันตามวัดทั่ว ๆ ไป “แม่ ! พี่เขามาส่ง” เด็กหญิงร้องบอกมารดา พอมารดาเงยหน้าขึ้นมา ภูสิตาก็จำได้ทันที “อำภาจำเราได้ไหม ? ภูสิตาไง ! ” เธอพูดอย่างดีใจ อำภาที่ดูทรุดโทรมลงไปเพราะทำงานหนักและมีบุตรแล้ว มองมาที่เธออย่างดีใจไม่แพ้กัน

“ตาล ! ดีใจจังเลย ไปยังไงมายังไงเนี่ย ? แล้วลูกเราไปทำอะไรให้ตัว ทำไมมาด้วยกันล่ะ ? ดื้อด้านจริง ๆ แกนี่” อำภารามือจากงานทันที แล้วยกมือขึ้นจะตีที่แขนบุตรสาวด้วยความโกรธ “มานี่ซิ ! แกต้องโดนมือแม่ ถึงจะหายดื้อด้านใช่ไหม ? ”

ภูสิตาดึงตัวลูกสาวของอำภาออกให้ห่างมือมารดาทันที “เราขับรถเฉี่ยวเขา ขอโทษด้วยนะอำภา เขาไม่ได้ดื้ออะไรด้วย อย่าว่าลูก ไม่เอาไม่ตีนะภา”

“หนูไม่เห็นรถเองจ้ะแม่ พี่เขาไม่ผิด”

“เรียกแม่สิลูก แม่ตาล ” น้ำเสียงอำภาอ่อนลง

ภูสิตายิ้มให้อย่างโล่งใจ “มีลูกแล้ว เป็นอยู่ยังไงบ้าง ? มาทำอะไรที่นี่ ? ”

หญิงสาวถามพลางนั่งลงที่แคร่ไม้อย่างไม่ได้ระวังว่าจะสกปรกแต่อย่างใด ทำให้อำภาเห็นแล้วดีใจนัก ภูสิตายังเป็นคนใจดีเหมือนเดิม ไม่ได้ถือตัวอะไรเลย

“ก็อย่างที่เห็นนี่แหละจ้ะ มีลูกโตขนาดนี้แล้ว แต่พ่อมันไม่เอา ทิ้งไปตั้งแต่เราท้อง เราผิดเอง ริจะมีผัวตั้งแต่ยังเด็ก เขามีคนอื่นอยู่แล้ว แต่เราไม่รู้ รบรากันอยู่พักใหญ่ เราเองก็เห็นใจทางโน้น ก็เลยตัดใจ”

“แล้วมาอยู่ที่นี่เหรอจ๊ะ ? ”

“ไม่มีที่ไปน่ะ น้องนุ่งก็โต ๆ กันหมดแล้ว จะไปพึ่งพาอาศัยเขาก็ไม่ได้ พอท้องก็ขอมาอยู่ที่วัด ก็อย่างที่ตาลรู้ เราได้เรียนแค่ ป. 6 จะเอาปัญญาไปทำอะไร แล้วยิ่งท้อง อายคนก็อายที่ลูกไม่มีพ่อ ก็เลยขอหลวงพ่อ มาช่วยทำงานในโรงทานหลายปีดีดัก ได้ค่าแรงบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ อยู่กับแม่ชี”

ภูสิตามองเห็นสภาพความเป็นอยู่ในครัวนี้แล้วก็เศร้าใจนัก แสงแดดและฝุ่นคงผ่านเข้ามาได้ง่าย ๆ และเพื่อนของเธอต้องอยู่ที่นี่มาเสียหลายปี

“ตายแล้ว ! หม้อข้าวเดือดจะดับไฟในเตาหมดแล้ว” พอพูดจบอำภาก็กระโดดลงจากแคร่ไม้ที่นั่งกันอยู่ แต่ภูสิตาคิดว่าตัวเองอยู่ใกล้หม้อข้าวมากกว่าจึงอาสา

“ไม่ต้อง ๆ เดี๋ยวยกออกให้จ้ะ” แล้วเธอลุกขึ้นไปยกหม้อข้าวออกมาจากเตา ด้วยผ้าเช็ดมือที่วางอยู่ใกล้ ๆ แถวนั้น หากแต่พอจับที่หูหม้อ มันก็ลื่นหลุดมือทันที

“ตาล ๆ เจ็บไหม ? ลวกตรงไหนหรือเปล่า ไหนดูซิ ? ”

หม้อข้าวที่ร่วงลงไปที่พื้น ทำให้ข้าวร้อน ๆ กระฉอกออกมาราดเป็นกอง น้ำข้าวที่ต้องเทออกเพื่อให้ข้าวสุกได้เต็มที่ ราดนองพื้น “มือไม่เป็นไร แต่ขา...” ภูสิตาลูบที่หน้าแข้งของตัวเองป้อย ๆ น้ำข้าวกระฉอกโดนเธอเต็มที่ ร้อนเหมือนไฟ แสบที่สุด

“แม่ ๆ นี่ผ้าทาน้ำมัน” ลูกสาวของอำภาหยิบเศษผ้านั้นขึ้นมาดู เป็นผ้าที่เอาไว้จุ่มน้ำมันเพื่อใช้ทาใบตองทำขนมนั่นเอง

“พี่ผิดเอง อ้อ ! แม่ผิดเองลูก ไม่ทันดู”

“ไปเด็ดว่านมาลูก เร็วเข้า ! ” เด็กหญิงวิ่งไปเด็ดว่านหางจระเข้มาให้ 2-3 ใบ เพราะรู้จักมันเป็นอย่างดี พออำภาทำความสะอาดแผลที่โดนลวกด้วยน้ำสะอาดเสร็จแล้ว ก็บีบเอาเมือกใส ๆ ทาที่แผลทันที “เย็น ๆ นะ ไม่เจ็บหรอก ไปเก็บมาอีกลูก ให้แม่ตาลเอากลับไปทาที่บ้านด้วย”

“ไม่ต้องนะจ๊ะ ที่บ้านมี ขอบใจมาก”

พอทำแผลเสร็จด้วยฝีมือแม่หมออำภา ภูสิตาก็พูดคุยต่ออยู่อีกไม่นานนัก ก่อนจากกันหญิงสาวควักเงินในกระเป๋ากางเกงให้เพื่อนไป 3 พันบาท ยัดใส่มือแล้วรีบขอตัว “ไว้ใช้นะอำภา วันหลังจะแวะมาหา อย่าคิดมาก เราเป็นเพื่อนกัน รับไปนะ”

“ไม่เอาหรอกตาล อยู่ที่นี่ก็พอกินพอใช้ ไม่เอา”

“ตัวไม่ใช้ แต่ลูกต้องเรียน เอาไปไม่ต้องพูดอะไรอีก ดูแลตัวเองดี ๆ นะ” พอพูดจบภูสิตาก็เดินกะเผลกกลับไปขึ้นรถ พอคุณนิดาทราบก็บ่นไม่หยุด ท่านหัวเสียในเคราะห์กรรมที่ลูกเลี้ยงต้องประสบ ดูเอาเถิดไม่ขับรถชนเด็ก ก็ไปทำหม้อข้าวร้อน ๆ หลุดมือกระเด็นโดนใส่ตัวเองจนได้ จึงขอขับรถแทนลูกเลี้ยงด้วยความเป็นห่วง




Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2564
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2564 21:14:08 น. 0 comments
Counter : 244 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Handmade
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




คนเขียน..เป็นคนธรรมดา เราเขียนทุกอย่างเพราะอยากเขียนเท่านั้นเอง เป็นงานอดิเรก...ไม่ใช่มืออาชีพ ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ



ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นของผู้เขียนตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลงหรือนำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีใดๆ มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และจะดำเนินการตามกฎหมาย
Copyright Act B.E. 2537


New Comments
Friends' blogs
[Add Handmade's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.