E-book มีจำหน่ายที่ Meb ร้านนายอินทร์ แอปนายอินทร์ปัณณ์และ ebooks.in.th ค่ะ
Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2563
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
31 กรกฏาคม 2563
 
All Blogs
 

ตอนที่ 8 ของขวัญ เล่ม 1 โดย ภูระริน (ฉบับตีพิมพ์)

8



“เจ็บไหมฝาง ? ! ซุ่มอยู่ตั้งนานปวดขาเหลือเกิน” เสียงอีกคนบ่นอิดออด แต่ก็รีบเดินมาพยุงเพื่อนให้ลุกขึ้นยืนได้อย่างรวดเร็ว ฝางมองหาคนอื่น ๆ รอบตัวแต่ไม่เจอ เบาใจเมื่อแน่ใจว่าความเย็นคือมือของสายรุ้งเพื่อนบ้านนั่นเอง

“แค่บันไดขั้นเดียว ล้มเลยเหรอ ขอโทษนะจ๊ะ”

“สายรุ้ง” ตัวเล็กกว่าฝางนิดเดียว แต่ท่าทางเจ้าตัวปราดเปรียวและขี้เล่นตลอดเวลา “จะไปเล่นที่ไหน ไปโรงเรียนวันนี้สนุกไหมจ๊ะ ? ”

ฝางปัดเศษฝุ่นออกจากตัว แม้ชานบันไดจะเป็นไม้ไสพื้นเรียบแต่มันก็เก่ามากแล้ว โอ่งเล็ก ๆ ที่ใส่น้ำไว้ให้ล้างเท้าก่อนขึ้นเรือนมีคนตักน้ำใส่ไว้เต็ม ดีที่พื้นไม่เปียกไม่งั้นฝางคงต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นแน่ “งั้น ๆ แหละ น่าเบื่อ ไม่สนุกเท่าเล่นกับรุ้งหรอก จะไปเก็บชมพู่ ไปกันเถอะ ! ” ฝางปลอบสายรุ้งด้วยรอยยิ้ม เด็กหญิงเพื่อนบ้านไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะฐานะทางบ้านยากจนและเจ้าตัวก็มักจะเจ็บออด ๆ แอด ๆ เพราะความเป็นอยู่ไม่ค่อยดีนัก วันนี้รุ้งก็คงเข้ามาเก็บผักไปให้แม่ทำกับข้าวสำหรับมื้อเย็นนั่นเอง แม่บัวเมตตาคนบ้านนี้มาก นาน ๆ ก็จ้างมาช่วยลงต้นไม้บ้าง ขุดลอกสระบัวบ้าง แม้จะอยู่ใกล้คลอง แต่แม่ก็ต้องการมีบ่อน้ำไว้ใช้เลี้ยงสัตว์และปลูกผักโดยไม่เบียดเบียนส่วนรวม แม่จะสอนเสมอว่า ‘ให้’ ดีกว่า ‘รับ’ ถ้ามีโอกาสได้เป็นผู้ให้จงให้ น้าสำราญแม่ของรุ้งและรุ้งจึงไปมาหาสู่กันกับบ้านของฝางเสมอ ฝางไม่ได้นึกโกรธที่ตัวเองเจ็บ ความอบอุ่นเมื่อมีสายรุ้งอยู่ใกล้ ๆ ทำให้ความกลัวหายไปเกือบหมด “ไปเรียนหนังสือไม่ได้ไปเที่ยว ไม่สนุกเลย แต่เดี๋ยวฝางมาสอนรุ้งต่อนะจ๊ะ วันนี้น้าสำราญทำอะไรกินเหรอ ? ”

“แม่บอกว่าต้มยำปลาช่อน ให้มาขอตะไคร้ในสวน” สายรุ้งเกาศีรษะยิก ๆ

“เป็นเหาเหรอ ? ”

"ใช่จ้า ! กลัวติดเหรอ ? แม่กำลังพยายามฆ่าเหาให้ ขอใบน้อยหน่าด้วยได้ไหมฝาง ? ต้นที่บ้านโดนรุ้งแกงกินหมดแล้ว เอามาเล่นขายข้าวแกงถุงกับพวกจากฟากโน้นจนไม่พอจะไล่เหา” เด็กหญิงหัวเราะ ฝางเดินเข้าไปจับที่ผมยาวสบายของเพื่อนแล้วยิ้ม “เอาไปเล่น เพราะสงสารเหาใช่ไหมล่ะ ? ”

สายรุ้งยิ้มตาหยี ก่อนจะจับมือฝางแน่น “อย่าบอกแม่นะ ไม่งั้นโดนไล่ให้ไปนอนกับไก่ในเล้าแน่ ๆ เลย” ฝางไม่ได้เอ่ยอะไรอีก มองเพื่อนตรงหน้าด้วยแววตานิ่งเฉยแล้วก็จูงมือกันเดินเข้าไปในสวนทันที



สวนของบัวอยู่ห่างจากตัวเรือนไม่ถึงสิบก้าว ทุกไม้ดอก ไม้ผล ไม้ใบ ไม้ยืนต้น ไม้ล้มลุกและแม้แต่ไม้เลื้อยต่าง ๆ เกิดจากทั้งการลงแรงของคนและพวกสัตว์ตามธรรมชาติ ทั้งสองเดินเข้าไปแวะเก็บตะไคร้และใบน้อยหน่าตามที่ต้องการ ไม่นานนักร่างเล็ก ๆ ของสายรุ้งก็ปีนขึ้นไปอยู่บนต้นชมพู่ เจ้าตัวใส่กางเกงขาสั้น แขนขาเล็ก ๆ ไต่ลำต้นของชมพู่ที่ไม่สูงนักสลับไปมา แล้วโยนพวงชมพู่ที่เก็บได้ลงมา คนนั่งยอง ๆ อยู่ข้างล่างหัวเราะขันเป็นระยะเพราะตื่นตากับพละกำลังที่สายรุ้งมี “ได้แล้ว ๆ รอเลย ๆ ” รุ้งตะโกนลงมาเมื่อเธอรู้สึกถึงชัยชนะที่ปีนขึ้นไปเก็บมาได้ ในขณะที่ฝางกำลังยัดชมพู่ใส่ปากนั้น เธอรู้สึกอะไรบางอย่าง สายตาของฝางหันไปมองรอบ ๆ กาย

อีกฝั่งของรั้ว…..จะมีคนมารอหรือยัง ? ตะวันค่อย ๆ เคลื่อนต่ำลงทุกที ลมจากริมคลองและบ่อของแม่หอบเอาไอเย็นมากระทบร่างฝาง

“เป็นอะไรฝาง ? มองหาใครเหรอ ? ”

“เปล่า ลมแรง ! ”

“จริงด้วย ! ข้างบนนี่เย็นมากเลย ไอ้เหานางเหา วิ่งกันให้วุ่นเลยฝาง” คนอารมณ์ดีหัวเราะเสียงดังลั่น “ดี ๆ พัดมาแรง ๆ เลยจ้า จะได้ไม่ต้องเบียดเบียนแม่น้อยหน่าบ้านนี้บ่อย ๆ แต่เออ ! มีใครก็ไม่รู้อยู่ข้างรั้วฝั่งโน้น”

ฝางลุกขึ้นยืนทันที “ใครเหรอรุ้ง ? ”

ร่างเล็ก ๆ บนต้นไม้ยืดขาให้สูงที่สุด ก่อนจะมองออกไปให้ไกลที่สุด

“เด็กผู้ชาย…..หันมาทางนี้บ่อย ๆ ท่าทางเหมือนคนไม่สบาย”

ฝางกำมือตัวเองแน่น เสียงอีกคนยังเล่าต่อ “แล้วก็เดินวนไปวนมา แย่แล้ว ! เขาเห็นรุ้ง ! ” สายรุ้งรีบนั่งลงทันที หากแต่ภาพนั้นไม่ได้หายไปจากสายตาของคนที่มองมาจากที่ไกล “ลงมาเร็วเข้ารุ้ง ! ”

“ไม่ทันแล้ว เขาวิ่งมาแล้วฝาง ! ” สายรุ้งตะโกนแล้วรีบลงจากต้นชมพู่ทันที

เมื่อลงมาแล้วทั้งสองมองหน้ากันนิ่ง สายรุ้งเกาศีรษะยิก “ว่าแต่ว่า ทำไมเราต้องหนี ? ที่นี่บ้านเรานี่นา” ฝางอึกอักไม่อาจจะตอบอะไรได้ เธอก้มลงเก็บพวงชมพู่ของตัวเอง พร้อมกับใบน้อยหน่าห่อด้วยใบตองแห้งและตะไคร้ของสายรุ้ง แล้วจูงมือเพื่อนรีบออกเดินทันที “เดี๋ยวก่อน ! ” เสียงใครบางคนตะโกนเข้ามาจากริมรั้วฝั่งที่เด็กทั้งสองอยู่ อิงกาลหายใจหอบ เขาจ้องมองคนทั้งสองด้วยความดีใจ

วันนี้มาไกลกว่าที่ตัวเองรู้และที่ไม่อาจจะรู้ได้เลยคือ อะไรจะเกิดขึ้นนับจากลมหายใจนี้ “ฝาง…..เจ้าฝาง ! ” เขาเรียกแล้วยิ้มให้อีกคนด้วยความดีใจ ไม่มีคำใดจะดึงเธอไว้ได้ นอกจากลมหายใจของตัวเองในตอนนี้ เขาหายใจแรงเพราะรีบวิ่งมา

สายรุ้งมองคนทั้งสองสลับไปมาด้วยความไม่เข้าใจ ฝางยืนนิ่งราวกับหุ่นไล่กา “รู้จักกันเหรอ ? ” ฝางสบตาเพื่อนนิ่งพลางส่ายหน้า “อ้าว ! ไม่รู้จักแล้วทำไมเรียกชื่อถูก เดี๋ยวเดินไปถามหน่อยดีกว่า” ร่างเล็กไม่รอให้ใครรั้ง สายรุ้งเดินออกไปใกล้ ๆ รั้ว ยืนเท้าสะเอวราวกับยักษ์ผู้ทรงพลัง “เขาบอกไม่รู้จัก มาเรียกทำไมกันคนนี้ ? ! ชื่ออะไร มาจากไหน มาแอบขโมยกระถินเหรอ ? ! ”

อิงกาลยิ้มให้เด็กหญิง “ไม่ใช่หรอก มาหาฝาง พี่ชื่ออิง”

“หนอยแน่ ! พวกขโมยก็แบบนี้ มาจากไหนกัน ไม่เคยเห็นหน้า ! ” เจ้าตัวเล็กยังแผลงฤทธิ์ไม่หยุด “จะให้ออกไปไล่ดี ๆ หรือจะเข้ามาดี ๆ ? ! ”

อิงกาลหัวเราะขัน “ไม่เข้าไปหรอก แค่อยากถามคนนั้น เคยเจอกันที่ใต้ต้นพิกุลหน้าโบสถ์ เขาโกรธอะไรก็ไม่รู้ ไม่ยอมพูดด้วย แล้วเราชื่ออะไรเหรอ ? ”

“ชื่อรุ้ง ลูกแม่สำราญ มาถามเขาทำไมไม่เข้ามาดี ๆ ไปนั่งจ๋องอยู่ทำไมข้างรั้ว ? แล้วยังเดินไปเดินมาเหมือนไก่หาอาหาร” ฝางเห็นท่าไม่ดี เจ้าตัวดีเจรจากับคนแปลกหน้ามากเกินไปแล้ว ตะวันคล้อยต่ำลงเรื่อย ๆ ความเย็นจากสายน้ำพัดพาเอาหัวใจของฝางออกไปไกลจากที่นี่ขึ้นเรื่อย ๆ

“อยากกลับบ้าน” เด็กหญิงเอ่ยเบา แต่ไม่มีใครได้ยิน

“ฝาง ! พี่แค่อยากรู้ โกรธอะไรกันใช่ไหม ? พี่มาหาบ่อย ๆ แต่ไม่เคยได้เจอ เราเป็นเพื่อนกันได้ไหม ? ” ฝางไม่ตอบ แต่คนตัวเล็กเกาศีรษะหนักขึ้นเรื่อย ๆ “รำคาญแล้วนะ ! เขาไม่รู้จักไง ไม่เข้าใจเหรอ ? ”

อิงกาลหน้าเสียลงทันที ไม่รู้จะถามอะไรไปมากกว่าที่ทำไปแล้ว

“ไม่ได้ ! เป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอก ไม่อยากเจอ ไม่อยากได้ยินเสียง ไม่อยากเห็นแม้แต่เงา” ฝางมองไปที่อิงกาล ความเย็นยะเยือกจากน้ำเสียงของเธอ ส่งผ่านไปยังอีกคนพร้อมกับสายลมที่แรงขึ้นเรื่อย ๆ

“โห ! เงาก็ไม่อยากเห็นเลยเหรอฝาง ? ” สายรุ้งเป็นฝ่ายซักเสียเอง เธอทำตาโตเหมือนได้ยินว่าไฟไหม้ทีเดียว ฝางพยักหน้า แล้วหลบตาทุกคนเสีย “ไปให้พ้น....” เด็กหญิงพูดเบา ลมแรง ๆ ปะทะใบหน้าของอิงกาลเข้าเต็มเปา เขาไม่เข้าใจ เหตุใดจึงถูกเกลียดชังนัก แต่ไม่อาจเอ่ยอะไรได้อีก อิงกาลก้มลงกำดินจากพื้นมือสั่น

“ไม่อยากเจอก็ไม่เป็นไร สักวันเราจะต้องตัวติดกันเหมือนมีลมหายใจเดียวกัน เมื่อไม่อยากอยู่ใกล้กัน พี่ก็จะทำให้แผ่นดินนี้มีแต่เราเท่านั้น ! ” ร่างของเด็กชายหันหลังให้ทุกสิ่งเมื่อพูดจบ ความมืดไล่หลัง สองร่างในรั้วบ้านมองหน้ากันนิ่ง



“ไปไหนมาลูก ? ค่ำ ๆ มืด ๆ ” วิชาญถามเมื่อเห็นลูกชายคนเดียวเดินผ่าน

“ไปท้ายน้ำมาครับคุณพ่อ” สีหน้าของอิงกาลแดงฉาน ความโกรธปะทุขึ้นเหมือนพิษไข้ เขาหายใจทางปากเหมือนกำลังระบายความร้อนออกมา

“ไปทำไม ? มีอะไรหรือเปล่า ? หอบเชียววิ่งมาหรือ ? ”

“ลูกฝัน…..มียาอยู่ที่บ้านท้ายน้ำ เทวดาบอกให้ไปหา” อิงกาลเล่าหน้านิ่ง

“ฝัน ? ” เขาพยักหน้า “ครับ....ไปแล้ว ยังไม่เจอ เข้าไปไม่ได้ครับ”

“ยาอะไรของเทวดากัน ? ถามหลวงพ่อหรือยัง ? ”

“ยังไม่ได้ถามครับ รู้แต่ว่าอยู่บนเรือน ท่านว่าถ้าลูกไปอยู่เรือนไม้นั่น อาการจะดีขึ้น ไม่รู้จะทำยังไงเลยเดินไปดูมาครับ” เด็กชายไม่รอให้ใครพูดต่อ เขาเดินไปให้พ้นเสียจากคำถามของบิดา

“เฮ้ย ! มาคุยกันก่อน ทำไมต้องไปเรือนนั้น ? บอกแม่เราหรือยัง ? ”

อิงกาลเดินเข้าห้องนอนปิดประตูทันที แล้วมองหาใครบางคนรอบห้อง

“ลุงครับ ! อยู่ไหมครับ ? ”

“เจ้าข้า” เสียงเย็น ๆ ลอยมาตามลม ก่อนที่อิงกาลจะมองเห็นคนหมอบอยู่ตรงหน้า “มีอันใดหนักหนาเจ้าข้า ? ”

“ไปหาฝางมา เสียใจเหลือเกิน” เด็กชายน้ำตาเอ่อ หากแต่พยายามกลั้นไว้ในอก

“อย่าเสียใจไปเลยเจ้าข้า เราทำกับเขาหนักหนายิ่งกว่า หากการรอทำให้ทรมานนัก พ่อก็จงเลือกว่าจะรีบหรือจะรอ ไอ้ไม้ทำได้เพียงชี้ทาง สิ่งใดไหนเลยจะเท่ากาลเวลากำหนด หากันพบแล้วเหตุใดจักท้อเล่าเจ้าข้า ? ” คนปลอบยิ้มจาง

“แล้วทำไมอิงต้องเป็นคนเข้าไปหา ทำไมต้องเป็นคนรอ ? ” เด็กชายเริ่มเดือด ด้วยไม่อาจอธิบายความในใจของตนเองได้

นายไม้ยิ้มอย่างมีเลศนัย “อีกไม่กี่ปีจะไม่ถามบ่าวเยี่ยงนี้ อดทนไว้พ่อ อีกไม่นานนัก ทุกอย่างจะเวียนมาบรรจบกัน” อิงกาลมองเห็นสีหน้าของนายไม้แล้วรู้สึกใจชื้นขึ้น

“ลุง......ไม้จะอยู่กับผมได้อีกนานแค่ไหน ? ” นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าร่างตรงหน้าเป็นที่พึ่ง แม้จะไม่รู้ว่าคุณปรุงเจ้านายของเขาคือใคร แต่ก็รู้สึกอุ่นใจเพราะคนคนนี้เคยอยู่ที่นี่มาก่อนในอดีต “เมื่อใดใจคนปนราคี เมื่อนั้นเทวดาหลีกลี้หนีหาย แม้ปรากฏกายก็ไม่มีวันได้เห็นอย่างไรเล่าเจ้าข้า”

อิงกาลนั่งลงกับพื้น เด็กชายคุกเข่าก้มกราบอีกคนอย่างเคารพที่สุด ยิ่งกว่าโชคดีที่ได้มองเห็น ยิ่งกว่าได้ลาภใด ๆ เมื่อมีน้ำมนต์จากเบื้องบนประพรมให้ร่มเย็นอยู่ตรงหน้า อิงกาลเอ่ยอยู่ในอกเงียบ ๆ เพียงลำพัง ผมจะเชื่อฟังทุกลมหายใจ ขอแลกกับสิ่งใดที่กำลังจะได้มา ขอให้สมปรารถนาทุกประการ

“เก็บลมหายใจของพ่อไว้เถิด และอยู่ให้คุ้มค่ากับการรอคอย การมุสาเป็นเรื่องที่ไม่งาม อย่างที่กล่าวกับพ่อเมื่อครู่ขอให้เป็นครั้งแรกแลครั้งสุดท้ายนะขอรับ”

อิงกาลยิ้มให้อีกคนทั้งที่ยังพนมมือ เขาถูกเทวดาจับได้ว่าพูดปดกับพ่อเพราะสิ่งที่เขากล่าวอ้างไม่เคยเกิดขึ้น

“ขอโทษครับ อิงคิดอะไรไม่ออก มันอาจจะเป็นทางเดียวที่จะคิดได้ในหัว อภัยให้อิงด้วยนะครับ อิงอยากจะขอร้องในวันนี้ ลุงช่วยไปเข้าฝันคุณแม่เลยจะเร็วขึ้นนะครับ บางทีคุณแม่ก็เหมือนเทวดา บางทีคุณแม่ก็ไม่ธรรมดา”

นายไม้ยิ้มให้อีกคนเช่นกัน “คงไม่ต้องเจ้าข้า เห็นว่าไปวัดตอนค่ำมืด คงไม่กลับมามือเปล่า ไม่บุญก็กรรมที่แม่กำมา” อิงกาลหัวเราะร่วน เขารู้สึกว่า ณ ตอนนี้ฟ้ากำลังจะเปิด



ฝนตกแต่เช้าตรู่ แต่ไม่ได้ทำให้คนบนศาลาการเปรียญลดน้อยลง ดอกบัวตูมในมือของคุณนายไหมทองกำลังถูกจัดใส่แจกันหน้าพระประธานอย่างประณีต คนอื่น ๆ กำลังทยอยจัดสำรับจากเรือนตนใส่จานชามเพื่อนำไปถวายพระ

อีกฝั่งหนึ่งท่านขมใส่เสื้อสีส้มลายดอกดวงโตมองเห็นแต่ไกล เขากำลังคลานเข่าถูพื้นอย่างตั้งใจ การใฝ่ในบุญของคนในแถบนี้ยังสัมผัสได้ แม้เพียงใช้สายตามองดู

“โยม….คลานเข่าทำไม ? ไม้ถูพื้นก็มี” พระรูปหนึ่งทักท่านขมเมื่อเห็นเขามีเหงื่อออกที่ใบหน้าแม้อากาศในตอนนี้จะเย็นพอสมควร

“หามิได้หรอกขอรับหลวงน้า กระผมนิยมใช้แรงงานมากกว่าเครื่องทุ่นแรงขอรับ เห็นทีชาติก่อนจะเคยอยู่เรือนไม้แบบนี้ รู้สึกภักดีกับมันเหลือเกินขอรับ”

“เป็นยังไง ? ภักดีกับกระดาน ? ! ” ท่านหัวเราะ

“ก็คือ….ไม่อยากทำให้มันมีราคีไงขอรับ ขัดให้เรี่ยม รักเคารพยิ่งนัก”

“เอา ๆ ทุกแห่งมีเทวดา ท่านคงยิ้มร่าเพราะมีคนเคารพกราบไหว้ แม้จะเป็นแค่กระดานก็เถอะ ! ” คนเสริมไม่ได้พูดเท็จแม้แต่คำเดียว สิ่งที่นายขมทำไม่ได้เพียงเพื่อช่วยให้คนอื่นได้ประโยชน์เท่านั้น หากแต่ตัวเขาเองก็จะได้รับบุญในทันที

นายขมชะงักเมื่อคิดอะไรบางอย่างได้ หลายเดือนที่ผ่านมาความปรารถนาใคร่รู้ไม่ได้คลายลงไปสักนิด เขาพยายามมองหาแม่บัวและไอ้ตัวเล็กแต่ก็ไม่พบ คงเพราะวันนี้เด็ก ๆ ยังไปโรงเรียน ชายหนุ่มหันไปสะดุดตาที่คุณนายไหมทอง เขาคลานเข่าถี่ ๆ ราวกับมีสักร้อยพันขา ไปนั่งใกล้ ๆ อีกคน “มาแก้บนหรือแม่ ? ”

“อ้าว ! พ่อขม เปล่าหรอก มาทำบุญปกติจ้ะ” คุณนายไหมทองตอบพลางจัดแจงขนมหวานหลากชนิดใส่ลงจาน

“เมื่อคืนแม่ได้ลาภกลับไปหรือไม่ ? เห็นมาที่โบสถ์ดึก ๆ น่ะขอรับ” สีหน้าคนถามดูอยากรู้จริง ๆ เขานั่งพับเพียบประสานมือรอคำตอบ โดยมีผ้าขี้ริ้วดำปี๋เป็นบริวารอยู่ข้าง ๆ “แหม หูตาไวนะพ่อขม ก็ไม่ได้มาขอโชคขอลาภอะไร เพียงแต่หมายจะแก้ไขบุญกรรมเท่าที่จะทำได้เท่านั้นเอง” คนแถบนี้แม้ความเจริญก้าวเข้ามาอย่างไม่เคยหยุดยั้ง แต่ความเชื่อและการปฏิบัติตนในกรอบประเพณีแบบดั้งเดิมยังคงมีให้เห็น คุณนายไหมทองผู้สูงวัยกว่ายิ้มให้อีกคนอย่างเมตตา แม้จะรู้ว่ากำลังถูกล้วงความลับ

“เรื่องพ่ออิงหรือขอรับ ? ”

คุณนายไหมทองหันไปสบตาเขาทันที แรงปรามบอกชัดในแววตา แต่สีหน้าก็ยังเปื้อนยิ้ม “รู้อะไรมาก็อย่าไปเที่ยวเล่าล่ะพ่อคุณ คนเจ็บป่วยมีถมไป อย่าใส่ใจเรื่องของคนตัวเล็ก ๆ เลย” หล่อนหัวเราะ

“ให้กระผมช่วยอะไรได้ไหมขอรับ ? ”

คุณนายไหมทองเลิกคิ้วขึ้นสูงพลางอมยิ้ม หล่อนไม่อยากแพร่งพรายเรื่องใด ๆ ของคนในครอบครัว แต่ก็คงไม่ทันเสียแล้ว เพราะไม่ว่าเรื่องใดหากเข้าหูพ่อขม มีหรือจะไม่รู้กันทั่วหล้า แม้เขาไม่ได้พูดก็เหมือนพูด ! “ไม่เป็นไรพ่อขม หยูกยาก็มีหมอก็ดูแลอยู่”

“คืออย่างนี้นะขอรับ ตัวกระผมนั้นหากสนใจเรื่องใดแล้วละก็จะกังวลนักหนา แม้แต่กับเรื่องคนตัวเล็ก ๆ นี่แหละขอรับ กระผมก็ยังคาใจมาจนเข้าพรรษา เรื่องเจ้าฝางลูกสาวแม่บัวนั่นปะไร กระผมเห็นผีในตัวเด็กขอรับ ! ” คนพูดกระซิบเมื่อเอ่ยประโยคสุดท้าย คุณนายไหมทองหัวใจพองโตขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินชื่อนี้อีกครั้ง

“ฝาง….อีกแล้วหรือ ? ”

“ขอรับ ขอรับ กระผมเห็นผู้หญิงห่มสไบซ้อนอยู่ในตัวเด็กคนนั้น” สีหน้าคนเล่าจริงจังเหมือนเด็ก ๆ กำลังเล่านิทาน

“งามไหมพ่อ ? ”

“งามขอรับ งามสุดจะบรรยาย แต่น่ากลัวมากกว่า” คนพูดลูบแขนตัวเองเมื่อเกิดอาการขนลุกขนพอง

“นิทานพ่อขมน่าสนใจดี บอกหลวงพ่อหรือยังล่ะ ? ”

“ไม่กล้าขอรับ กลัวโดนตะเพิดลงจากศาลา ยิ่งถ้าไปเล่าให้แม่บัวฟัง มีหวังโดนด่า และจะหาว่ากระผมใส่ความ”

“แหม ! ก็หัวอกคนเป็นพ่อแม่ มีใครมาบอกเรื่องแบบนี้ก็ต้องโกรธ ผีสางมีที่ไหนกัน เว้นเสียแต่จะพิสูจน์ได้ และประโยชน์อาจจะไม่มีเอาเลยก็ได้”

ท่านขมถูกจุดประกายไฟเข้าเต็มเปา เขารู้สึกคล้อยตามคุณนายไหมทองในทันที “ถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็เห็นจะปล่อยไปไม่ได้ขอรับ สังคมต้องการเหตุผล และกระผมคงเป็นเหตุผลนั้นเองไม่ได้”

“แล้วกัน ! แล้วพ่อจะพิสูจน์ไปทำไม บางทีอาจจะตาฝาดไปเอง ไอ้ฉันก็ไม่ได้สนใจเรื่องผีสาง เคยไปบ้านแม่บัวเขาเหมือนกัน แต่ไม่เคยได้เข้าไปหรอก บ้านนั้นเขาเก็บเนื้อเก็บตัว เงินทองคงมากมาย เขาไม่ค่อยไปไหนกัน เรือนเล็ก ๆ นั่นต่อไปจะกลายเป็นทองเชียว” นายขมไม่ได้สนใจเรื่องทรัพย์สินของใคร แม้จะรู้ว่าคุณนายไหมทองพูดจาซ่อนความในใจ เรือนไม้นั่นไม่ได้เล็กอย่างที่หล่อนกล่าว แต่หล่อนกดราคาให้มันเล็กลงเพราะคำพูดต่างหาก เขาสนใจแต่สิ่งที่ตัวเองเชื่อและมองเห็น

“กระผมว่าเรื่องเจ้าฝางนั้นน่าสนใจ และเรื่องลูกชายคุณนายก็น่าเห็นใจ วันนั้นกระผมเห็นเจ้าฝางไปยืนอยู่ริมหน้าต่างกุฏิหลวงพ่อแล้วร้องไห้”

คุณนายไหมทองหน้าซีดลงทันที เหตุใดเด็กคนนั้นต้องร้องไห้ ในเมื่อไม่รู้จักลูกชายของเธอและไม่รู้อะไรเลยด้วยซ้ำ “เขาไปหกล้มที่ไหนมาหรือเปล่า ? ”

“เปล่าขอรับ กระผมเห็นคว้าขนมยัดใส่ปาก เดินลงจากศาลามา แล้วก็ไปร้องไห้ริมหน้าต่างนั่น” คนเล่ารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักสืบและกำลังเดินมาถูกทางแล้ว

“วันพระหน้า แม่บัวคงออกจากเรือนมาที่นี่ ฉันอยากรู้จากปากเจ้าฝางว่าทำไมถึงได้ร้องไห้ แต่จะให้ไปถามตรง ๆ เด็กคงกลัว เห็นทีเราต้องลืม ๆ ไปแล้วล่ะพ่อขม คงไม่มีอะไรหรอก เรื่องบังเอิญกระมัง” หล่อนคิดเองและตอบเองหมด แต่ไม่ได้แปลว่ามันจบจริง ๆ ! อีกคนนิ่งก็ไม่ได้แปลว่าไม่คิดอะไรเลย มนุษย์สองคนกำลังพูดกับตนเองในใจ โลกนี้มีหลายเสียงนักที่เราไม่มีโอกาสจะได้ยินด้วยหูของตัวเอง

อีกร่างนั่งพิงเสาอยู่กลางศาลา กระโถนถูกยกมาใกล้ตัว ก่อนจะคายชานหมากทิ้งเสีย “คุณปรุงไม่เคยเปลี่ยน…..และคุณจีบก็ยังเลอค่าด้วยความแหลมคมเสมอ” เสียงนั้นดังมาพร้อมกับสายลม หากแต่ไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงของนายไม้ “แม่อันน์เรือนนั้น จะทำการใดได้หนอครานี้ ” เขาอมยิ้ม




 

Create Date : 31 กรกฎาคม 2563
0 comments
Last Update : 31 กรกฎาคม 2563 10:32:06 น.
Counter : 46 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


Handmade
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




คนเขียน..เป็นคนธรรมดา เราเขียนทุกอย่างเพราะอยากเขียนเท่านั้นเอง เป็นงานอดิเรก...ไม่ใช่มืออาชีพ ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ



ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นของผู้เขียนตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลงหรือนำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีใดๆ มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และจะดำเนินการตามกฎหมาย
Copyright Act B.E. 2537






New Comments
Friends' blogs
[Add Handmade's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.