E-book มีจำหน่ายที่ Meb ร้านนายอินทร์ แอปนายอินทร์ปัณณ์และ ebooks.in.th ค่ะ
Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2563
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
24 กรกฏาคม 2563
 
All Blogs
 

ตอนที่ 4 ของขวัญ เล่ม 1 โดย ภูระริน (ฉบับตีพิมพ์)

4.

พ.ศ. ๒๓๖๐

วิมานแก้วประกายทองสุกปลั่งดั่งเนรมิต ค่อย ๆ เคลื่อนคล้อยปรากฏชัดเหนือยอดกรรณิการ์ แสงกระจ่างสาดส่องลงมาเบื้องล่างราวกับบันไดแก้ว ไม่นานนักจึงเผยให้เห็นรูปงามของรุกขเทวานาม ‘อจลา’ เขาเดินวนอยู่หน้าวิมานตน มองหาใครบางคนรอบ ๆ กาย ในความมืดเบื้องหน้า เรือนนี้หาใช่ตึกใหญ่ของคุณนายไหมทองไม่ หากแต่เป็นเรือนไทยของ ‘แม่จวง’ สตรีม่ายผู้มีฐานะในแถบคลองสายนี้

เทวบุตรอจลาสถิตอยู่ในรั้วบ้านนี้มาช้านาน โลกของมนุษย์เงียบสงบไปนานแล้ว แต่เขายังอยู่เพื่อรอ ‘นาง’ ปรากฏกาย กลิ่นหอมรัญจวนอวลมาจากฝั่งคลอง เสียงหัวร่อต่อกระซิกของกลุ่มหญิงสาวดังใกล้เข้ามา องค์อจลายิ้มกระจ่างเมื่อมองเห็นใบหน้านวลเบื้องหน้า ‘อังควิภา’ เนรมิตตนให้เห็นแปลกตากว่าที่เคย หล่อนห่มสไบเฉียงจีบสีโศกทิ้งชายไว้เบื้องหลัง นุ่งโจงกระเบนสีม่วงอ่อน ผมปีกแลกันไรผมวงหน้าโค้งรับขับใบหน้านวล จอนหูคู่งามทัดหูคลอเคลียแก้ม ด้านหลังยาวประบ่า

นางงดงามแม้ไร้เครื่องถนิมพิมพาภรณ์ มือของนางถือดอกบัวตูมหลายดอก เหล่าสหายนางสวรรค์มีดอกไม้หลากหลายพันธุ์ติดไม้ติดมือมาเช่นกัน เมื่อพบองค์อจลาพวกนางก็ค่อย ๆ หายวับกลับเข้าวิมานไป ทิ้งไว้แต่เพียงแสงระยิบระยับรอบองค์อังควิภา

“ไปเก็บดอกไม้กันมาหรือเจ้า ? ”

“เจ้าข้า” เสียงหวานขานรับ นางยืนนิ่งพลางก้มต่ำ

องค์อจลายืนยิ้มราวกับกำลังมองเห็นดอกไม้งามยามต้องแสงอาทิตย์ แม้เวลาของแผ่นดินนี้จะปกคลุมไปด้วยความมืด “เจ้าเนรมิตองค์แปลกตา หากเห็นเพียงเงาเกือบจะเข้าใจว่ามีผู้คนมาเยือนคนบนเรือน เมื่อแจ้งประจักษ์กับตาว่าเป็นเจ้า จึงได้เห็นว่างดงามเหลือจะกล่าว”

“การเข้าไปปะปนกับผู้คน จะแสดงตนอย่างเช่นที่เป็นเห็นทีจะสร้างปัญหา ข้าขอกลับสู่วิมานด้วยเกรงว่าผู้คนจะอื้ออึง แม้ไม่มีเสียงกล่าวโทษใด ๆ หากแต่ดูอย่างไรก็ไม่งาม” หล่อนตัดสินใจทันควัน ไม่รอฟังคำเจรจาใด ๆ ร่างบางกำลังจะเคลื่อนคล้อยขึ้นสู่เบื้องบน หากแต่ถูกรั้งไว้ราวกับสะกดกัน องค์อจลาล่องลอยมาประจันหน้าทันที !

“ข้ารอ……อย่าพึ่งกลับวิมานเลยนะเจ้า นานแล้วที่เราไม่ได้พบปะเพียงลำพัง ไม่อยากโทษชะตา แต่หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ว่าเหตุใดวิมานของเจ้าจึงเคลื่อนคล้อยหายไปทุกคราที่เราถวิลหา แม้เจ้ามองไม่เห็นหัวใจของเรา ก็ยังจะร้องขอให้เห็นแก่ความอดทนของเราต่อคำร่ำลือที่ไร้เสียง ขอให้เห็นแก่ความกล้าที่จะปรากฏให้นายบ่าวในวิมานอื่นดูแคลน” ดวงตาคู่งามนั้นระยิบระยับจนทำให้อังควิภาแทบจะหมดลมไปตรงหน้า นางรู้สึกร้อนวูบไปทั่วร่างราวกับดวงจันทร์เคลื่อนคล้อยมาอยู่ใกล้ดวงหน้า

หากแม้ผู้ใดได้เห็นเช่นนางคงไม่อาจหายใจได้อย่างปกติเป็นแน่ องค์อจลางดงามเกินปากกล่าว อำนาจบางอย่างแผ่ไปทั่วร่าง ฤๅอำนาจนั้นอาจเป็นเวทมนตร์จากถ้อยคำที่หวานล้ำผิดธรรมดา ! “หากอยู่นานไป เห็นทีดอกบัวจะโรยราไร้ความงามเจ้าข้า แม้เนรมิตได้เอง ก็หาได้เหมือนธรรมชาติไม่” นางหาข้ออ้างเพื่อให้ตัวเองได้หายใจ หากอยู่ต่อไปเกรงภาพดวงตาคู่นี้คงติดตามจนยากจะลบเลือน นี่มิใช่ครั้งแรกที่ถูกจู่โจม แต่องค์อจลาแสดงความในใจชัดแจ้งมาช้านาน

“ข้าจะหาดอกบัวงามมาทดแทนให้ จะยอมรับความอดสูในความไม่งามจากคำติฉินของทุกวิมานไว้เพียงลำพัง มิให้สะเทือนถึงเจ้า คนบนเรือนก็ไม่มีวันได้เห็นเพลานี้ อย่ากังวลไปเลย อยู่ด้วยกันสักครู่เถิดเจ้า แม่จวงบนเรือนเอนหลังไปแล้ว เห็นว่าคุมพวกบ่าวทำความสะอาดเรือน ด้วยจะมีญาติมาเยี่ยมเยือนในไม่ช้านี้ เพลานี้ข้าจึงไม่มีกิจอันใดให้กังวล ห่วงก็แต่ความร้อนรุ่มในใจตน เมื่อไม่ได้พบเจ้ามาช้านาน”

อจลาเป็นรุกขเทวาและเป็นดั่งเทวดาประจำตัวของแม่จวง หญิงม่ายผู้สูญเสียสามีไปเมื่อคราวเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ โชคดีที่บุตรตรีของท่านยังอยู่ข้างกาย

อังควิภาสบตาเขา ใจนางสงบเยือกเย็น “ผู้ใดเจ้าข้า ? ”

อจลามีคำถามในแววตา เหตุใดนางจึงใส่ใจคนอื่นมากกว่าผู้ภักดีตรงหน้า เราอยู่ในขอบรั้วเดียวกันมาแสนนาน เขาหวังจะให้ผู้ใหญ่ไปสู่ขอนางหลายครา หากแต่นางทำเหมือนไม่รับรู้ “เหตุใดมนุษย์จึงสำคัญนักเจ้า ? ”

อังควิภาก้มต่ำด้วยจำนนที่อีกคนไม่ได้หลงทางแม้แต่นิดเดียว “เพราะทุกชีวิตไม่ว่าจะอยู่แห่งใดสักวันล้วนต้องล้มหายตายจากไป เราก็เห็นกันมา พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาณแห่งความเปลี่ยนแปลง เหตุใดข้าจักอยากรู้ไม่ได้ว่าคนที่กำลังจะย่างขึ้นเรือนมาคือผู้ใด ? ” เธอไม่ได้เจตนาจะยั่วให้โกรธา หากแต่สายน้ำที่พึ่งแปลงกายไปพบพานมา ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงในโลกของมนุษย์ทุกครั้งไป

“ข้าเพียงอยากรู้ว่าผู้ใดจะมาเยือน” หญิงสาวอมยิ้มอย่างงดงาม แววตาของเจ้าตัวขี้เล่นไม่ใช่น้อย อาการค้อนขวับตอนนี้กับกิริยาที่เย็นชาเมื่อครู่เปลี่ยนไปเร็วราวกับลมหายใจ บางอย่างหากอยากรู้มีหรือที่ฤทธาของนางจะทำไม่ได้ หากแต่เจ้าตัวตั้งใจเฉไฉไปด้วยจริตของสตรีเท่านั้นเอง

“หากเจ้าไม่รีบร้อน จะได้เห็นพร้อมกัน เจ้าเตรียมดอกไม้เพื่อการใด ? ” อจลาเปลี่ยนเรื่องด้วยจนใจไม่แพ้กัน

“ภพภูมินี้ หาได้มีแต่ดอกกรรณิการ์ที่หอมหวานงดงามเพียงอย่างเดียวไม่”

“เหตุใดตอบไม่ตรงคำถาม ? ”

“แม้วิมานเราจะอยู่ฝั่งเดียวกัน แต่อังควิภาหาใช่บริวารของท่านไม่ ป่วยการจะมาเจรจากันด้วยเรื่องอันหาแก่นสารมิได้ แล้วให้เทวาที่คาคบไม้อื่นหรือวิมานอื่น ๆ มาแอบดู ! ” คนพูดไม่รอให้ผู้ใดได้เจรจาอีก นางหายวับไปกับตา เทวดาชายและหญิงในรุกขภูมิที่แฝงเร้นดูอยู่ก็วูบหายเข้าไปยังวิมานของตนในพริบตาเช่นกัน !

สายตาของผู้ที่ยืนอยู่เดียวดายนัก อาจมีเพียงดวงจันทร์ที่มองเห็นกันในตอนนี้เท่านั้นที่จะเข้าใจหัวใจขององค์อจลา เจ้าจะหาแผ่นดินที่จะรอดพ้นสายตาและคำติฉินนินทาได้อย่างไรอังควิภา ?



“คุณแม่....ลมแรงนักเจ้าค่ะ” แม่จีบลูกสาวคนเดียวของแม่จวงเจ้าของเรือนดึงผ้าห่มมาคลุมกาย “หรือจะมีฝนคืนนี้ ? อากาศเย็นผิดปกตินะแม่จีบ แต่ช่างมันเถิดลูก หลังโรคห่าคราวนั้นแม่ก็ไม่รู้ร้อนรู้หนาวในสิ่งใดอีกแล้ว หนักหนาเหลือเกิน”

“ธรรมชาติยากจะควบคุมเจ้าค่ะ เกิดอะไรขึ้นมากมายเหลือเกินในเวลาไม่กี่ปี”

เสียงหวานเอ่ยเบาในความมืด แม่จวงเจ้าของเรือนกรรณิการ์หาได้มองเห็นแววตาของลูกรักไม่ นอนอยู่เคียงกันอย่างนี้มาหลายปีตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อได้ยินคำของลูก หล่อนก็รู้สึกใจหายขึ้นมาทันที รู้สึกสังหรณ์ใจอยู่เงียบ ๆ แต่ไม่ปรารถนาจะเอ่ยอะไร ลูกรักเป็นสาวรุ่นขนาดนี้ แม่จวงยังไม่ยอมให้ลูกสาวคนเดียวแยกห้อง หวงแหนนักหนาราวกับไข่ในหิน แต่ธรรมชาติจะนำสิ่งใดมาสู่เรือนในวันหน้าก็สุดรู้ “หลับเสียเถิด มีอะไรต้องทำอีกมาก เตรียมขนมส้มสูกลูกไม้ไว้เป็นของฝากด้วยนะลูก”

“เจ้าค่ะ ยังพอมีเวลาเตรียมตัว ลูกจะหลับเดี๋ยวนี้” รอบกายในยามนี้เงียบสงัดนัก สายน้ำที่ไหลทอดผ่านกาลเวลาจากต้นน้ำ ไปยังท้ายน้ำของคลองสายนี้ มีแต่คำว่า เปลี่ยนแปลงอยู่ทุกลมหายใจ



ร่างเล็กกระตุกเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความหนาวเย็นรอบกาย ชายสไบแพรจีบสีแดงฝางถูกปัดไปมารอบกายฝาง ‘อันน์’ ดูแลฝางและผู้คนในบ้านมาช้านาน เฝ้ามองดูมนุษย์อยู่ในฌานของนางอย่างห่วงใย ด้วยฤทธาของนางหากต้องการดลบันดาลสิ่งใด มีหรือจะเป็นไปไม่ได้

แม้เมื่อมีเคราะห์กรรมใด ๆ หากแม้พอช่วยเหลือได้ก็ดลจิตดลใจให้เลือกทางที่ถูก ให้คิดทางที่ดีได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับบุญกรรมของแต่ละชีวิตด้วย จะไปก้าวล่วงทั้งหมดมิได้ วันนี้แม้จะทำให้นายเก่าจะได้เห็นภพชาติของตัวเอง แต่อันน์ก็ไม่ได้หวังว่าเจ้าฝางจะจำได้ทั้งหมด ชาติที่ได้เห็นในความฝันเมื่อครู่ เป็นเพียงชาติแรกที่ฝางควรต้องได้เห็นอีกครั้งหากว่ามันจะช่วยเจ้าตัวได้ คืนนี้ฝางมานอนที่ห้องของดำ คนข้าง ๆ หลับสนิท แม้มือเล็ก ๆ ของฝางดึงเสื้อของดำ แต่ก็ไม่สามารถทำให้ญาติผู้พี่ตื่นขึ้นมาได้เลย

“แม่.. แม่….แม่” เด็กหญิงละเมอเรียกหามารดาอย่างลืมตัว “ไม่ ! ไม่ ! ”

อะไรบางอย่างซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกของเด็กหญิง อันน์ลุกขึ้นออกมายืนอยู่ข้าง เตียง “ตื่นเถิดเจ้าข้า เมฆฝนกำลังมา ถึงเวลาต้องเดินทาง”

คนตัวเล็กยังหลับตา แต่ลุกขึ้นนั่งแล้วเดินลงมาจากเตียงราวกับรู้สึกตัว !

“อย่าได้กลัวความหนาวเหน็บเลยเจ้าฝาง แม่เคยเป็นองค์อังควิภาผู้งดงาม แม่เคยเป็นองค์อุรณาสีตวลาหกเทพ ความเย็นทำอะไรท่านไม่ได้ แต่ความร้อนรุ่มในใจ อาจเผาไหม้ได้ทั้งโลกา” สายตาของอันน์เศร้าสร้อยยิ่งนัก แม้เจ้าฝางจะได้เคยเสวยบุญเนื่องด้วย ‘บุญเหนือบาป’ คราวที่จุติจากรุกขเทวาองค์อังควิภามาเป็นอุรณาสีตวลาหกเทพแห่งความเย็นแล้ว แต่การเป็นมนุษย์ไม่ได้นับหนึ่งใหม่เพียงการเติบโตของสังขารเท่านั้น หากแต่ ‘กรรมเก่า’ ที่เจ้าตัวเคยได้กระทำไว้ในชาติก่อนหน้านี้ ยังติดตามมาราวกับเป็นเงาเช่นกัน เมื่อสิ้นบุญจากความเป็นเทวดามาเกิดเป็นมนุษย์นามเจ้าฝาง ก็ถึงคราวต้องชดใช้เวรกรรมที่ได้กระทำไว้ในบัดดล นับหนึ่งเพื่อชดใช้ตั้งแต่วันที่ได้เกิด !

“ไปเรือนกรรณิการ์กันนะเจ้าข้า ไปดูอีกสักคราด้วยตาตนเอง” ร่างงามระหงนุ่งผ้าจีบหน้านางสีเขียวใบไม้ ลมแรงพัดสไบจีบสีแดงฝางลอยล่อง นางจูงมือฝางเดินทะลุฝาเรือนด้วยการดลบันดาล ลมแรงหอบสุดท้ายเคลื่อนย้ายร่างเล็กไปตามชะตา



ร่างของฝางล้มลงหน้าดงต้นกรรณิการ์ทั้ง ๆ ที่ตายังหลับ เจ้าตัวรู้สึกเย็นที่ใบหน้าเมื่อน้ำค้างบนยอดหญ้าสัมผัสผิว “เรือนนี้เจ้าข้า มีคน……ตาย” อันน์เอ่ยเบา ๆ อยู่ในความมืด เด็กหญิงเงยหน้าขึ้น ก่อนจะยันตัวเองให้ลุกขึ้นยืน “พี่นี่เอง นางฟ้า” ฝางยิ้มตาหยีให้ด้วยความคุ้นเคย เธอคิดว่าตัวเองอยู่ในความฝัน

เจ้าตัวมองไปรอบ ๆ กายด้วยความสนใจ แม้มันจะมืด แต่มีคนสวยยืนอยู่ข้าง ๆ ก็เบาใจ ไฟสลัวที่ประตูใหญ่พอทำให้มองเห็นตึกที่อยู่ไม่ไกลได้บ้าง

“บ้านใหญ่จังเลย บ้านพี่เหรอคะ ? ”

“มิได้เจ้าข้า เป็นบ้านของแม่จวง หากจะเรียกขานว่าบ้าน จักนับจากเขตแดนประตูนี้แลรั้วโดยรอบ ไปยังท่าน้ำริมฝั่งคลองลึกเข้าไปในนั้น ส่วนเรือนหน้าตาประหลาดนั่นเดิมคือเรือนไม้ของแม่จวง แต่ตอนนี้หล่อนมิได้อยู่ที่เรือนนี้เจ้าข้า” ด้วยการดลบันดาลของคนเล่า ทำให้ฝางเข้าใจได้ว่าคำว่า ‘บ้าน’ ที่นางฟ้าของเธอพูดถึงคือ บริเวณบ้านโดยรอบและหลังตึกใหญ่นี้ถึงท่าน้ำริมฝั่งคลอง ส่วนตึกที่มองเห็นเคยเป็นเรือนไม้มาก่อน เด็กหญิงพยักหน้าราวกับผู้ใหญ่ แววตาไม่มีความกังวลใด ๆ ฝางรู้สึกราวกับได้รับรู้เรื่องรื่นเริงใจอันรู้ได้เฉพาะตนแต่เพียงผู้เดียว “แม่จวงคนนั้นไปอยู่ไหนล่ะคะ ? ”

“อยู่ที่วัดเจ้าข้า”

“ไปวัดทำไม ? มันค่ำแล้วนะ” ฝางเกาศีรษะ

“ท่านปวารณาตัวขออยู่ที่นั่น แต่มีคนรอเจ้าฝางอยู่บนเรือน เข้าไปหาเสียหน่อยเถอะเจ้าข้า” ฝางถอยหลังทันที เด็กหญิงไม่เข้าใจสิ่งที่หญิงสาวพูด “ไม่ได้หรอกค่ะ ! เขาจะหาว่าเป็นขโมย พี่ชื่ออะไรทำไมหนูมาอยู่ที่นี่ ? ” น้ำเสียงของฝางเริ่มสั่น เพราะเจ้าตัวรู้สึกได้ถึงลมที่ปะทะใบหน้าในขณะนี้ มันไม่ใช่ความฝันนี่นา !

“ตัวข้าชื่ออันน์ อยู่ในภูมิเทวดาเป็นผู้ดูแลเรือนของเราแลเป็นเทวดาประจำตัวเจ้าฝางอย่างไรเล่า อย่ากลัวไปเลย หากเราไม่มีบุญกรรมร่วมกันยากนักจะได้พบพานในสภาพเช่นนี้ พี่พาเจ้ามาวันนี้เพราะอยากให้จำใครบางคนได้”

ฝางยืนนิ่ง เด็กหญิงมองไปรอบ ๆ ตัวอีกครั้ง อะไรบางอย่างวูบเข้ามาในความคิด แต่ไม่ได้เอ่ยมันออกมา เธอเลือกที่จะขอร้องแทนการบอกเล่าใด ๆ “กลับบ้านกันเถอะจ้ะพี่ นางฟ้าต้องตามใจหนูไม่ใช่เหรอคะ ? ”

อันน์ยิ้มออกมาทันที จริตของเจ้าตัวลึกเกินคนปกติจะรับรู้ แต่ไม่เกินกำลังของคนตรงหน้า “มาได้ไกลขนาดนี้ เห็นทีจะหนีไม่พ้นเจ้าข้า” ฝางสบตาอันน์นิ่ง ก่อนจะหันไปที่หน้าตึก ใครบางคนยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว !

อิงกาลเอามือทาบอก เหงื่อไหลท่วมตัว สีหน้าของเด็กชายเหมือนคนมีพิษไข้อยู่ทั่วตัว “ดี…ใจ” เสียงเด็กชายค่อย ๆ ดังออกมา พร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม

“ใครเหรอคะ ? ! ” ฝางหันมาถามอันน์

“จำมิได้หรือเจ้าข้า ? ท่านผู้นั้นคือองค์อจลา”

“ทำไมชื่อยาวจัง ? ” เด็กหญิงถามหน้าซื่อ

อีกคนยังน้ำตาไหลไม่หยุด ดูเหมือนเจ้าตัวจะอ่อนกำลังลงเรื่อย ๆ ก่อนจะทรุดเข่าลงที่พื้นหน้าตึก “พี่ชื่ออิงกาล……น้องหรอกหรือคือคนที่อยู่ใต้ต้นพิกุล” เด็กชายเริ่มมีรอยยิ้มแม้ร่างกายจะแทบหมดแรง

“ใครเป็นน้องตัว ! ? เราเป็นลูกคนเดียว” ฝางกอดอกพูดหน้างอ

อิงกาลรู้สึกเต็มตื้นอยู่ในใจ รอยยิ้มของเขาบอกชัดว่าดีใจจนพูดไม่ออก เขามั่นใจว่าฝางคือคนที่อยู่ใต้ต้นพิกุลหน้าโบสถ์แน่นอน เพราะอะไรบางอย่างดลบันดาลทำให้เขาเห็นร่างเล็ก ๆ ของเด็กหญิงคนนี้มาฟุบอยู่ที่ดงกรรณิการ์ในความฝัน ภาพนั้นปลุกให้เขาตื่นขึ้นมา ! อิงกาลมองไปที่ดวงจันทร์ ก่อนจะพยายามลุกขึ้นแล้วก้าวออกมาจากตึก

เขานั่งคุกเข่าอย่างนอบน้อมลงที่พื้นดินตรงหน้าร่างระหง ยกมือไหว้ด้วยความเคารพอย่างที่สุด “อิง….ขอบพระคุณที่กรุณา” เขาจำหล่อนได้ หล่อนเป็นคนคนเดียวกับที่คุยกับคุณโสนและบอกเขาว่าอยู่เรือนเจ้าฝาง เขาสะบัดหัวตัวเองให้มีสติเพราะภาพในภวังค์ครั้งที่หลับใหลแล้วถูกผู้หญิงแต่งชุดไทยไล่ให้กลับไปผุดขึ้นมาให้เห็นวูบหนึ่ง เขาจำได้แล้วว่าหล่อนก็เป็นคนเดียวกันนั่นเอง !

อันน์ยิ้มรับพลางพยักหน้า “หาได้ทำเพื่อใครไม่เจ้าข้า แม้คืนความทรงจำให้ใครได้แต่หาใช่ได้ทั้งหมด ทุกอย่างเป็นชะตา กาลนี้ขอพ่อสักครา หากมีโอกาสได้โปรดบวชให้เจ้าฝาง หากพ่อจำได้….นางกล่าวอะไรไว้ในกาลก่อน”

อิงกาลนั่งนิ่ง สิ่งที่ได้รับการร้องขอประหลาดยิ่งนัก แม้สิ่งที่กำลังเผชิญหน้าอยู่จะเหลือเชื่อสำหรับใคร ๆ แต่ความพิเศษในตัวของอิงกาลก็ทำให้เขายอมตั้งใจฟังนางอย่างสงบ แต่จะให้รับปากเกรงว่าจะเป็นไปไม่ได้ “ไม่อยากฟัง ! ” เสียงเจ้าฝางดังขึ้นทันที สีหน้าของเด็กหญิงเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน มือเล็ก ๆ กำมือของตัวเองแน่น ก่อนจะล้มลงทั้งยืน ! ภาพตรงหน้าของอิงกาลเลือนหายไปทันที

อาการเจ็บปวดในอกพุ่งขึ้นราวกับใครเอาไฟมาจี้ น้ำตาของเด็กชายไหลพรากไม่รู้ตัว เขาไม่ได้ฝัน เด็กคนนั้นต้องมีตัวตน ! อิงกาลพยายามออกเดินมุ่งไปที่ประตูใหญ่ แม้จะล้มลุกคลุกคลานอีกหลายรอบแต่เจ้าตัวก็มิได้ท้อถอย สิ่งที่รู้สึกว่ารอคอยมาตลอดมาอยู่ตรงหน้า เขาจะต้องออกไปเอามาให้ได้ !

“ไม่เคยเปลี่ยนเลยหนอเจ้า ร้อนรนทุรนทุรายเพราะกิเลสครอบงำ เวรกรรมหนักหนานัก” เสียงจากศาลพระภูมิเจ้าที่ของบ้านดังแว่วมาตามสายลม แต่เด็กชายไม่ได้ยิน ใจของเขาวิ่งออกไปจากประตูใหญ่เสียแล้ว

“เขาจะแก้ไขอะไรได้ไหมเจ้าคะท่าน ? ” บริวารของพระภูมินางหนึ่งเอ่ยถามผู้เป็นใหญ่ “หากแก้ได้จะมาไกลถึงภพนี้หรือ ? ความรัก ความชัง ความพยาบาท มันล้างได้ด้วยสิ่งใดเล่า ? ” ไร้เสียงเจรจาใด ๆ อีก มีเพียงลมเย็นยะเยือกยามราตรีกู่ก้องคล้อยตามกันมา ร่างของเด็กชายก้าวไปได้เพียงพ้นประตูก่อนจะหมดแรงลง ลมหอบใหญ่พัดเมฆฝนมา สายฝนกระหน่ำลงมาจากท้องฟ้าที่มืดครึ้มราวกับพิโรธนักหนา กิ่งไม้อ่อนหักโค่น ใบหญ้าลู่ลมราบเป็นหน้ากลอง !

“คุณจีบเจ้าคะ ! ” เสียงสุดท้ายที่อิงกาลได้ยินชัดนัก หากแต่เจ้าตัวไม่รู้ที่มา




 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2563
0 comments
Last Update : 8 สิงหาคม 2563 14:09:47 น.
Counter : 85 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


Handmade
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




คนเขียน..เป็นคนธรรมดา เราเขียนทุกอย่างเพราะอยากเขียนเท่านั้นเอง เป็นงานอดิเรก...ไม่ใช่มืออาชีพ ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ



ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นของผู้เขียนตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลงหรือนำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีใดๆ มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และจะดำเนินการตามกฎหมาย
Copyright Act B.E. 2537






New Comments
Friends' blogs
[Add Handmade's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.