มิง-กะ-ลา-บา ลุยเที่ยวใน 8 วัน สัมผัสสถาปัตยกรรมและศรัทธา ประเทศ “พม่า” อย่างเต็มอิ่ม ภาค 2
ไม่ไกลจาก พระตำหนักไม้สักชเวนานดอร์ มากนัก
เรามาต่อกันที่ (( วัดอตูมาชิ ))
วันนี้ ไม่ค่อยมีอะไร ให้ชมมากนัก ใช้เวลาเพียงชั่วครู่เท่านั้น
ศิลปะของวัดนี้ มีความโดดเด่น ต่างจากวัดอื่น ๆคือ
จะมีรูปแบบของศิลปะยุโรปผสมอยู่

อย่างไรก็ตาม วัดนี้เคยถูกไฟไหม้ อาคารวัดที่เห็นในปัจจุบัน
เป็นการสร้างขึ้นมาใหม่ โดยจำลองจากรูปแบบเดิม






จากนั้น ผมก็มาต่อที่ สถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาในมัณฑะเลย์ 
ที่ต้องมาเยือนอีกหนึ่งสถานที่ คือ

((วัดกุโสดอร์ (Kuthodaw Pagoda)  ))

ซึ่งเป็นวัดที่ บรรจุพระไตรปิฎก 84,000 พระธรรมขันธ์ ลงบนหินอ่อนกว่า 729 แผ่น
ประดิษฐานไว้ภายใน พระเจดีย์ที่เรียงรายรอบบริเวณวัดกุโสดอ

อีกทั้ง องค์การ UNESCO ยังได้ขึ้นทะเบียน "พระไตรปิฎกหินอ่อน" ของวัดกุโสดอนั้น
เป็น "Memory of the World" ตั้งแต่ปี 2013 อีกด้วย








ปิดท้าย สิ้นแสงของวันที่
((มัณฑะเลย์ฮิลล์ (Mandalay hill)  )) ภูเขาอันจารึกตำนาน
ในเรื่องราวของความศักดิ์สิทธิ์

พระอาทิตย์ เริ่มคล้อยต่ำ ผมขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์มุมสูง ที่ มัณฑะเลย์ฮิลล์ (Mandalay hill)
เป็นจุดที่รับชมพระอาทิตย์ตกขอบฟ้าฝั่งแม่น้ำอิรวดี สวยงามมาก















ลงจาก มัณฑะเลย์ฮิลล์  ผมได้ไฮไลท์แถม จากอูอองซู
อีกหนึ่งที่เป็นงานวัด ที่อยู่ใกล้ ๆ มัณฑะเลย์ฮิลล์  
มีการจัดพิธีเฉลิมฉลอง พอดี ประดับประดาไฟ สวยงาม
อารมณ์เหมือนงานยี่เป็ง ของทางเหนือ

ขนมที่ขายในงานวัด มีอยู่ไม่กี่อย่างและจะขายคล้าย ๆกัน








จบวันแรกของวัน
ในมัณฑะเลย์ วันนี้ต้องรีบเข้านอนแต่หัวค่ำ
เพราะพรุ่งนี้ มีโปรแกรมแต่เช้ามืด กับการเข้าร่วมพิธีล้างพระพักตร์ พระมหามัยยมุนี
{ Day2: เดินสาย Amarapura-Mingun –Aungwa-Sagaing }

สำหรับการเดินทาง วันที่สอง เป็นการเดินทาง ออกนอกตัวเมือง มัณฑะเลย์
จากแผนที่จะเห็นว่า แต่ละจุด ไม่ได้ไกล้กัน ใช้เวลาในการเดินทาง จากจุดหนึ่ง
ไปอีกจุดหนึ่งในระยะ ที่พอจะงีบหลับได้ นี่แหล่ะ เป็นเวลาพักผ่อนของผม

ไฮไลต์สำคัญของการเยือนมัณฑะเลย์ครั้งนี้ คือการเข้าร่วมพิธีล้างพระพักตร์ พระมหามัยยมุนี พระพุทธรูปทองคำขนาดใหญ่ทรงเครื่องกษัตริย์ 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในประเทศพม่า ถูกหล่อขึ้นในกรุงยะไข่เมื่อปีพ.ศ.689 สูง 12 ฟุต 7 นิ้ว และเป็นพระพุทธรูปที่รอดจากการทำลายจากสงครามโลก

   พระมหามุณี..นับเป็นพระพุทธรูปองค์เดียวของพม่าหรือในโลกก็ว่าได้..ที่ชาวพม่านับถือว่าเป็นพระพุทธรูปที่ยังมีลมหายใจหรือยังมีชีวิต จึงได้มีการทำพิธีล้างพระพักตร์ของพระพุทธรูปทุกเช้ามืด จะเห็นได้ว่า..มิเพียงการกราบสักการะบูชาด้วยความเคารพและศรัทธาว่าเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แต่การล้างพระพักตร์ที่ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านานเปรียบประหนึ่งว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยังมีชีวิต..น่าเลื่อมใสยิ่งนัก












เณรน้อย กำลัง รอช่วยกันเก็บข้าวของ ที่ใช้ในพิธี




หลักจากจบพิธี จะอนุญาติให้ผู้ชายนำทองคำเปลว ขึ้นไปปิดที่องค์พระได้
ผู้หญิง สามารถฝากผู้ชายไปติดให้ได้เช่นกัน



เสร็จเรียบร้อย ผมก็เข้าทีพัก เพื่อทานอาหารเช้า
ที่โรงแรม จากนั้น มาเดินเล่น ที่
ตลาดเซโจ (Zegyo)  ต่อ

รูปแบบลักษณะ เป็นตลาดใหญ่ใหญ่มาก
ขายของสารพัดสิ่ง ของกิน ของใช้ หลากหลายซอย

กับความสามารถของ แม่หญิงพม่า คนนี้
ทึ่งจริงๆ เทินของไว้บนหัว แล้วช๊อบปิ้งเสื้อผ้า อย่างสบายใจ











เดินตลาดเสร็จ ผมก็มาต่อที่ 

((วัดชเวอินบินทร์ Shwe In Bin Monastery))
ซึ่งเป็นวัดไม้สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2438 วัดนี้ไม่อลังการมากนัก
งานแกะสลักเหมือนวัดชเวนันดอ แต่ก็บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ความเป็นพม่าได้เป็นอย่างดีครับ
แต่ภายในพระอุโบสถ เหมือนไม่ค่อยมีการทำความสะอาดกันเท่าที่ควร
สังเกตได้จากมีหยากไย่อยู่เต็มไปหมดเลยครับ
แถมเวลาเดินต้องอาศัยวิชาตัวเบาเป็นที่สุด เพราะเสียงไม้เอี๊ยดอ๊าดทุกย่างก้าวที่เราเดินเลยจริง ๆ








จบจาก วัดชเวอินบินทร์ เราจะนั่งรถกันยาว
เพื่อไป มิงกุน กันต่อเลย
ใช้ระยะเวลา ในการเดินทางประมาณ 40 นาที จาก วัดชเวอินบินทร์
{ มิงกุน ความยิ่งใหญ่ ที่ไปไม่ถึง }



การมาเยือนมิงกุนสำหรับผม
เหมือนเป็นการมาตอกย้ำ ความยิ่งใหญ่
ด้วยสายตาของตัวเอง เพราะเมื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ มิงกุน
เราจะพบกับ
การกล่าวถึงความยิ่งใหญ่ ที่ไปไม่ถึง…
เต็มไปหมด

ภาพของเจดีย์ที่สร้างไม่เสร็จ
แต่สามารถสะท้อน ความยิ่งใหญ่
และอำนาจของกษัตริย์ในขณะนั้นเป็นอย่างมาก

ยิ่งตามคำบอกกล่าวที่บอกว่า
ตามความมุ่งหวังของกษัตริย์ผู้ทรงสร้าง ปณิธานให้สูงเกือบ 152 เมตร
ซึ่ง ซากปรักหักพังของเจดีย์ทีเห็น ก็สูงเกือบ 50 เมตรแล้ว
ลองเทียบกับ ขนาดของตัวคนที่กำลังเดินขึ้นเจดีย์ดู

แล้วจิตนาการว่า เอาที่เห็นมาต่อกันอีก 2 ชั้น
จะสูงกว่านี้แค่ไหน จะอลังการงานสร้างเพียงใด










เศษซากของสิงห์คู่ ริมฝั่งแม่น้ำ ทำให้จินตนาการว่า
หากคงยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ จะใหญ่โตอลังการเพียงใด




ไม่ไกลจากระฆังมิงกุน เป็นที่ตั้งของเจดีย์ที่ได้ชื่อว่าสวยมากแห่งหนึ่ง
(( เจดีย์ชินพิวเม ))
ซึ่งได้รับ สมญานามว่า “ทัชมาฮาล แห่งลุ่มน้ำเอยาวดี”






เด็กน้อย ขายมาลัย คนนี้
ใช้ กลยุทธิ์ Marketing ด้านความใสซื่อ ได้ประสบผลสำเร็จ
น้องไม่ได้พูดอะไรเลย
ยิ้ม ชูพวงมาลัย ยิ้ม แบ้ว มองตา
ทำอยู่แค่นี้แหล่ะ จัดไป 3,000 จั๊ต

(( ระฆังมิงกุน ))
ที่พระเจ้าปดุงโปรดฯให้สร้างจนสำเร็จ เพื่ออุทิศถวายคู่เจดีย์มิงกุน ที่ควรมีขนาดคู่ควรกัน
ระฆังมิงกุนมีเส้นรอบวงถึง 10 เมตร สูง 3.70 เมตร น้ำหนัก 87 ตัน
เล่าต่อกันมาว่า พระเจ้าปดุงไม่ทรงต้องการให้มีใครสร้างระฆังเลียนแบบ แบบนี้อีก
ทรงรับสั่งให้ประหารนายช่างทันทีที่สร้างเสร็จ




คนพม่าเอง ก็มาเที่ยวกันเยอะ
มาถ่ายรูปคู่ และลองเคาะกัน
ระฆังยังคงส่งเสียง ใช้การได้ดี


{ อังวะ ราชธานีเก่าแก่ }

จากมิงกุน นั่งรถอีกประมาณ 30 นาที เพื่อมายัง ท่าเรือที่จะไปอังวะ

อังวะ เป็นอีกหนึ่งเมืองหลวงในประวัติศาสตร์พม่า
ที่ตั้งอยู่ ริมฝั่งแม่น้ำอิรวดี

การเดินทางไปยังอังวะ ใช้การสัญจรโดยเรือข้ามฟาก
จ่ายค่าเรือข้ามฟากกันไปคนละ 1000 จั๊ต เป็นราคา ไป-กลับ




เมื่อมาถึงยังท่าเรืออังวะ จะมีคิวรถม้า รอกันเป็นแถว
เพราะการสัญจรเที่ยวแต่ละจุดของที่นี่ ใช้การนั่งรถม้าเที่ยว
หากคิดจะเดินเที่ยวเองคงใช้เวลาทั้งวัน
เพราะแต่ละจุดกว้างห่างกัน ไม่ใช่เล่น

ราคารถม้าต่อคนอยู่ที่ 10,000 จั๊ตต่อ 2 คนต่อรถม้า 1 คัน




รถม้าจะพาไป 4 จุดหลักของเมืองอังวะ เลยคือ
1. Yadana Sinme Pagoda
2. Bagaya monastery
3. Palace Tower
4. Maha Aung Mye Bonzan Monastery




เจดีย์ยาดานาซีเม (Yadana Sinme)
เป็นวัดร้าง และมีเจดีย์ตั้งอยู่รวมกันเป็นหมู่ รายละเอียดสำหรับที่นี่
ไม่ค่อยมีบอกไว้มากนัก
มีองค์พระประธาน ประดิษฐานอยู่ ท่ากลาง
ซากโบสถ์ผุพังไร้หลังคา







หอคอยกรุงอังวะ สูงถึง 90 ฟุต เคยทำหน้าที่เป็น หอคอยระวังภัย มาก่อน
มีลักษณะเอียงเล็กน้อย อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ธรรมชาติแผ่นดินไหว
ทำให้ หอคอยอังวะ ถูกเรียกอีกชื่อหนี่งว่า  “หอเอนเมืองอังวะ”
ซึ่งปัจจุบัน ปิดไม่ให้ขึ้นไปด้านบนแล้ว
ด้วยเหตุผลทางด้านความปลอดภัย




แดดมาเป็นกำลังใจ ในการเดินทางกันพร้อมหน้า
การที่นั่งรถม้า และได้ดื่มโค้ก ไปพร้อมกันในเวลานี้

ให้ความรู้สึกฟิน ไม่ต่างจากการ จิบกาแฟยามเช้า
บนภูเขา เหนือวิวทะเลหมอก




วัดมหาอังมะเยบองซัง (Maha Aung Mye Bonzan)
เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมใหญ่โต สร้างจากอิฐและปูน
แต่คงลวดลายราวกับการแกะสลัก
ที่เต็มไปด้วยลวดลาย และโค้งเว้า








{ อูเป่ง  สะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก}

ผมมาถึง ตรง สะพานไม้อูเป่ง (U Bien’s Bridge)
ตอนที่แสงเริ่มอ่อนลงเรื่อย ๆ

สะพานอูเป่ง ทอดตัวยาวเหนือทะเลสาบ ต่าวทะมาน (Taung Thaman)
เป็นสะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก สร้างจากไม้สัก
ที่รื้อมาจากพระราชวัง กรุงอังวะ



สะพานอูเป่ง ยังคงเป็นสะพานไม้ที่ชาวบ้าน
ใช้สัญจรในการดำรงชีพปกติ

ในระหว่างที่ผมกำลังเดินเล่นอยู่บนสะพาน
ก็ผ่านกลุ่มเด็กวัย 14-15 นัดกันมาโดดน้ำตรงใต้สะพานเล่น

เดินสวนกับกลุ่ม สาว ๆ
ที่เดินสวนกันแล้วทักทายว่า

“ อ้าว ! จะไปไหนกัน ทำการบ้านกันรึยัง
นี่ว่าจะไปหาอะไรกินสักหน่อย “

ผมฟังภาษาพม่า ไม่ออกหรอกครับ
เป็นการเดาจาก ลีล่าท่าทางของการทักทาย
ที่ดูสนิทสนมในแบบเด็กประถมต้น



ใกล้ ๆ สะพานอูเป่ง จะมี ซากต้นไม้ อยู่ 1 ต้น
ที่ตั้งอยู่สง่า เป็นพร๊อพประกอบฉาก
ทางธรรมชาติที่สวยงามมาก

ซ้ำยังมีนก มาเกาะอยู่เต็มต้น ยิ่งดูแล้วเพลินตา





ภาพ Sunset ณ  สะพานไม้อูเป่ง (U Bien’s Bridge)
เป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญ ที่ผมอยากแนะนำมาสัมผัส
ความสวยงาม ทางธรรมชาติ อย่างมีเอกลักษณ์

อารมณ์และความรู้สึก  ที่ได้รับจาก Sunset
ณ อูเป่ง ประกอบด้วย ลมพัดเย็น
แสงสีทอง ที่ค่อย ๆ ปรับโทนเย็นลง
อย่างช้า ๆ จนมืดดับ

แสงระยิบระยับจากผิวน้ำ ทอแสง
ประกายเป็นแผ่นทองแผ่นใหญ่
แม้แสงจะลับดับมืดแล้ว
ยังรู้สึก อิ่มบรรยากาศอยู่ในใจ


{ ออกเดินทางไป พุกาม }

คนขับ U AUNG SOE พามาส่งที่ท่ารถ
ก่อนเวลา ประมาณทุ่มครึ่ง

ด้วยการบริการ ที่สุภาพ เปิดประตูให้ผมตอนขึ้นรถ
ตลอดเลย และใจเย็นในการให้บริการ
แนะนำและอธิบาย เพิ่มเติม ในสถานที่สำคัญ ๆ
ผมให้ทิป บวกเพิ่มจากค่าเหมารถไปอีก 10,000 จั๊ต



รถออกเดินทางจากท่ารถ Shwe Man Thu เวลา 3 ทุ่มครี่ง
ไปถึง พุกาม(Bagan) เวลาประมาณ ตี 3
ใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง

สภาพรถถือว่าดี ประมาณ รถปรับอากาศชั้น 1 ของไทย
แอร์เย็น มีผ้าห่มให้
แต่กลิ่นบนรถอบอวนด้วยกลิ่นน้ำหมากนิดหน่อย
ผมใส่ Mask ปิดจมูกนอน รู้สึกดีขึ้น

แล้วเจอกันอีกครั้งใน
ตอนหน้า กับ ตอนที่มีชื่อว่า

“ย้อนอดีตในกาลเวลาปัจจุบัน ที่ดินแดนแห่งมนต์ขลัง  อาณาจักรพุกาม ”






ขอบคุณ Pantip สำหรับพื้นที่ให้เล่าเรื่องราว
ขอบคุณ เพื่อนร่วมทริปที่ไปสร้างประสบการณ์การเดินทาง ที่ทั้ง ฮา ประทับใจ ด้วยกันครั้งนี้
ขอบคุณ ทุกท่านที่เข้ามาอ่านและทักทายกัน
ขอบคุณครับ


[Spoil] คลิกเพื่อซ่อนข้อความ
ติดตาม เรื่องราวท่องเที่ยวอื่น ๆ เพิ่มเติม TheInspiredTravellerBlog.COM
หรือ อยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทริปนี้ เข้าไปทักทายกันได้ที่
https://www.facebook.com/TheInspiredTraveller1




Create Date : 29 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 13 ธันวาคม 2558 12:45:31 น.
Counter : 794 Pageviews.

1 comments
  
เข้ามาเที่ยวพม่าด้วยค่ะ สวยจังอยากไป
โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 2 ธันวาคม 2558 เวลา:14:24:19 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

SOtraveler
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]






SOtraveler.COM : Significant Of romantic, boutique and luxury Traveler เรื่องเล่าของการเดินทาง การพักผ่อน การท่องเที่ยว การกิน ที่จะเป็นแรงบรรดาลใจ ในการออกเดินทางของใครหลาย ๆ คน
:-SOtraveler-:
hello@sotraveler.com

พฤศจิกายน 2558

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
30