คำถามปริศนาธรรม
คำถามปริศนาธรรม

เนื้อหาอริยะ วาง ว่าง เป็นเช่นไรหนอ?

    ตอบว่า วางกับว่าง เป็นเช่นนี้ คือ

    "วาง" สิ่งที่มีอยู่ตรงนี้ อยู่ตรงแท่นตรงไหน แล้วหยิบมาวางลง

    "ว่าง" สิ่งที่นั้นเป็นที่ว่างไม่มี

อธิบายแบบธรรมะ ดังนี้

    "วาง" ความชั่วของเราต้องรู้จักวาง วางออก

    "ว่าง" ก็คือกรรมชั่วนั้นเราไม่ได้ทำแล้ว ว่างจากการทำ เช่น เราเคยขโมยแล้วว่างจากการขโมย ความขโมยเราไม่เอาแล้ว

    "วาง" กับ "ว่าง" นี้มันคนละขั้นตอนกัน คนทั่วไปคิดว่าตัวว่างนี้สูงแล้ว แต่ที่จริงแล้ว "วาง" จะสูงกว่า

    "เชิงกระบี่่ ไร้เงา" กระบี่บิ่นยังไม่รู้เลย "กระบี่บิ่นแล้ว นี่ลับคมบ้างไหม? ลับซะมั้ง!!!


ธรรมะ คือ เครื่องล้างกิเลส ธรรมะ คือ เครื่องขัดเกลาใจตนหนา ธรรมะ คือ เครื่องลดละทิฏฐินา ธรรมะ คือ เครื่อง ชำระ กาย วาจา ใจให้สะอาดจริง?

    ตอบว่า     กระบี่คุณคมด้านเดียว

จงอย่าตำหนิใครที่เข้ามาในชีวิต คนดีให้ความสุข คนเลวให้ประสบการณ์ คนที่แย่ที่สุดให้บทเรียน คนที่ดีีที่สุดให้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ แค่เราคิดบวก ชีวิตก็สุขได้ทุกวัน

    ตอบว่า ควรตำหนิทุกคนที่เข้ามา แต่อย่าไปถือสาโทษ ไว้ให้เป็นอุทธาหรณ์ สิ่งดีควรเจริญ สิ่งไม่ดีควรละ

    ทำไมคนที่ดีีที่สุดให้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เราจึงต้องไปตำหนิ เพราะว่าให้ชีวิตเราดีที่สุดทำให้เราไม่ได้เรียนรู้ ก็จบแล้ว เราก็กลายเป็นง่อยแล้ว นี่แหละดีกว่าคือมีคนใจร้ายเข้ามาแล้วทำให้เรารู้ว่าร้ายอย่างไหน แล้วเราไม่ไปตกหลุม


    ...เราก็ใช้ฤทธิ์ไปค้นหาความจริงของการเวียนวา่ยตายเกิด ความจริงของภพภูมิ บาปบุญ ...แล้วเอารู้นั้นมาเป็นปัญญา ตัดกิเลส เพราะเมื่อเราเห็นจริง เราจะเชื่อในสิ่งที่เราได้เห็น ปัญญาที่จะละวางวัฏฏะ มันก็จะง่ายขึ้น ...จริงไหม..พระมหาโมคคัลา ท่านก็ใช้ฤทธิ์ ใช้ฤทธิ์ไปหาความจริงของสวรรค์ ผู้ที่ทำบุญมาแล้วจะได้ผลบุญอย่างไร ท่านไปพบมา แล้วมาเล่าให้ในที่ประชุมสงฆ์ฟังธรรมได้ฟัง รู้เห็นตามท่าน

    ตอบว่าควรเอาฤทธิ์เดชนั้น เอาพลังนั้นมาสนใจเรื่องปรัชญาชีวิต ปรัชญาแห่งธรรม อย่าเอาหนักไปด้านเดียว ต้องรู้จักปัญญาจะดีกว่า

ปุจฉา ท่านคือใคร? เชิญวิสัชนา

    ตอบว่า ฉันคือฉัน

    ท่านฉันคือเดียวกัน

คนนี้ชอบลองของ

คุณรู้แล้ว คุณทำแล้วหรือยัง? คุณทำแล้วได้แล้ว ทำแล้วสามารถถึง ถึงแล้วบรรลุ

เหตุใด ทำดี จึง ได้ดี? ทำชั่วจึงได้ชั่ว?

    ด้วยเหตุกับผล ถ้าเรามีผลดีก็เพราะเราได้สร้างเหตุไว้ดี ซึ่งเป็นอริยสัจ

มีธรรมอยู่ในใจ เที่ยวไปในโลก ไม่ว่าเธอจะทำสิ่งใด ... จงทำด้วยใจที่มีธรรมอันประเสริฐนั้นเถิด

    "ดี" 

    คุณรู้แล้ว คุณทำแล้วหรือยัง?

ปัญญา ทางโลก กับปัญญาทางธรรม เหมือน หรือต่างกัน อย่างไร?

    ปัญญาทางโลกคือสามัญทั่วไป ส่วนปัญญาทางธรรมเป็นอภิธรรมปัญญา ทางโลกก็มีปัญญาเช่นเดียวกันแต่เป็นปัญญาอีกขั้นหนึ่ง

ตา น่าเกลียด        หู น่าเกลียด        จมูก น่าเกลียด        ลิ้น น่าเกลียด        กาย น่าเกลียด        ใจ น่าเกลียด        มนุษย์ ... น่าเกลียด

    ตอบว่า "อคติ" 

    ในเมื่อน่าเกลียดตรงข้ามก็คือ "น่ารัก" 

    เราบอกว่าน่าเกลียดแต่บางคนอาจจะบอกว่าน่าร๊ากกก (ผมดูคุณน่าร๊ากกนะ หรือว่าคุณน่าเกลียด!!!)

    ถ้าหากว่าจะตอบเป็นกลาง ก็เป็นไปตามภาวะแห่งภูมิ

ถ่ายถอนกิเลสในตน...

    ตอบว่า ดีม๊ากมาก!!! ขอให้ทำ ทำแล้วหรือยัง?

เมื่อพบสิ่งที่มีค่าที่สุดแล้ว ...ก็ละ สิ่งที่ไร้ค่า ทั้งหมด

    ตอบว่า "อคติ" 

    เหตุผล ก็ในเมื่อพบสิ่งที่มีค่าที่สุด แล้วทำไมต้องละสิ่งที่มีค่าที่สุด ในเมื่อเราไม่ได้ยึดเป็นของตน เราก็ไม่ต้องละ และก็ไม่ต้องเอา
หากทุกคนที่คุณรู้จักในโลกนี้ หายไปทั้งหมด ...คุณจะทำอย่างไร?


    ตอบว่า ก็ทำใจให้สมถะ ให้สงบ แล้วเจริญธรรมด้วยตถตา



มีใจไม่หวั่นไหว เมื่อถูกต้องโลกธรรม ..
    จงมั่นใจในสัมมาเหตุที่ดีก็จะไม่หวั่นไหว
หากท่านจะต้องตายทันทีที่อ่านจบ ท่านจะทำอย่างไร?


    ตอบว่า ตั้งจิตให้สมถะ เจริญธรรมตถตา

    ถ้าหากเรากำลังเดินทางไกล ๑๐๐๐ กิโลเมตร ด้วยเท้าเปล่า ... กลางทะเลทราย ตอนนี้อยู่กึ่งกลาง ของทางนั้น ....... มีน้ำ และอาหาร เหลืออยู่ พอกินได้อีก ๑ มื้อ

    เผอิญมาพบ หญิงชรา อดโซ ขาดอาหารมาหลายวัน นอนทรุดอยู่ ...หายใจระริน ใกล้ตาย ร่างกายสั่นระทวย ...ท่านจะทำอย่างไร?


    ตอบ ในเมื่อเราและเขาก็ไปกันไม่รอด ก็เอาของให้เขากินแล้วก็มีความสุขกันอยู่อย่างนั้น แล้วก็สนทนาธรรมกัน แล้วก็ดับขันธ์ด้วยกัน


"ยึด" กับ "ปล่อย" เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

    ตอบว่า "ยึด" กับ "ปล่อย" ไม่ต่างอะไรกัน หากเราไม่เข้าใจถึงธรรมแท้จริง

    คำว่า "ยึด" กับ "ปล่อย" ก็เหมือนกับคำว่า อิสระกับไม่อิสระ ข้างในคือตัวเดียวกัน

    คุณ "ยึด" อะไรก็จบหมด ไม่ว่าคุณจะปล่อยหรือจะยึด

    ในเมื่อจิตยึดมั่นถือมั่น จิตเรายึดว่าจะต้องปล่อย จะต้องปล่อย ก็ไม่ต่างอะไร ก็คือ จิตยึดมั่นถือมั่นนั้นเอง เป็นอย่างเดียวกัน

    เช่น เรายึดมั่นว่าจะต้องปล่อย คือ เรายึดที่จะต้องปล่อย


    เหตุใดต้นมะม่วงที่ยังไม่ออกผล หรือผลยังดิบ มีรสฝาด ...จึงตั้งอยู่ได้

    ส่วนต้นที่ออกผลแล้ว ผลสุกแล้ว มีกลิ่นหอมตลบ มีรสชาติหวานล้ำเลิศ ....ตั้งอยู่ไม่ได้


    ตอบ เพราะว่าคนแย่งชิงผลประโยชน์ ต้นนี้ก็ตายแน่นอน เพราะว่ามีผลประโยชน์ไปล่อเขา ต้นที่ยังดิบยังฝาดอยู่ คนเขาก็ไม่เอา



       ๑. ใครคือเด็กน้อยที่พลัดหลงออกจากบ้าน... แล้วยังหาทางกลับไม่ได้ ....มานานแสนนาน?

    ตอบว่า "เด็ก" คนนั้นคือ "ผู้อหังการ"


    ๒. เพราะเหตุใด เด็กนั้นจึงหาทางกลับไม่ได้? 

    ตอบว่า หลงในความอหังการ เข้าใจของตนเป็นที่ตั้ง

    ๓. และใคร คือพ่อ ผู้ออกตามหาลูกน้อยๆนั้น ...เจอแล้ว ก็ชี้ว่า ทางกลับบ้านอยู่ทางนี้นะลูก ทางกลับบ้านไปทางนี้ พร่ำบอกอยู่หลายพันปี .... แต่ลูกก็ยังเพลิดเพลิน เที่ยวเล่น ....แวะเก็บลูกหิน เด็ดดอกไม้ นั่งเล่นอยู่ ....กลับไม่ถึงบ้านสักที?

    ตอบว่า ก็คือพระพุทธเจ้า

    ๔. อะไรคือบ้าน?

    ตอบว่า ภพภูมิที่สัมมา

ปราศจากพยาบาท ...เป็นผู้มีใจผ่องใส

    ตอบว่า ปราศจากพยาบาทเป็นผู้มีใจผ่องใส ..... ตอบว่า ก็ดี!! แต่ยึดมั่นในความผิดชาวบ้าน ทำให้ใจขุ่นมัว

อยู่โดดเดี่ยว ในถ้ำ กลางป่าลึก...แต่เหตุใดมีเพื่อนสอง?

    ตอบว่า เมื่อเราอยู่โดดเดี่ยวของเรา มีเพื่อนเป็น ๓ คือ ๑) ตัวเรา ๒) ความคิด ๓) อยู่กับธรรม

    บุคคลใดมีความคิดเป็น ๒ มักหลงทาง คือ มีตัวเรากับมีความคิดหลงทางได้ง่าย เราต้องมีหลักคือ ธรรม จะได้ไม่หลงทาง
๑) ไม่กินมาก        
๒) ไม่นอนมาก        
๓) ไม่พูดมาก
๔) ไม่คลุกคลีกับเพื่อนฝูง กับคนหมู่มาก
๕) ไม่ทำการงานมากมาย อย่างคฤหัสถ์
๖) ไม่ปล่อยอินทรีย์ มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ .... ให้ไหลไป ตามกิเลสตัณหา ธรรมแห่งความเจริญ อปริหานิยธรรม


    ตอบว่า ที่กล่าวมาเป็นธรรม "อคติ" เราควรใช้คำว่า "สันโดษ" 

    
"ความโลภ" คุใจสัตว์เหล่านั้น ให้ร้อนรุ่ม กระวน กระวาย ...พวกเขาลุกขึ้น พากันออกไป แก่งแย่ง แสวงหาทรัพย์ หาสุข ...ในโลก 

    ผู้ปราศจากความโลภ วางภาระทางใจ ....อยู่สงบนิ่ง ไม่กระวนกระวาย เป็นผู้ไม่หวัง .... ไม่ออกแสวงหาสิ่งใด แต่ทรัพย์ สรรเสริญ สุข ... ก็ไหลมาสู่ผู้นั้น ผู้แสวงหาได้น้อย ผู้ไม่แสวงหาได้มาก อย่างนี้แล


    ตอบว่า เป็นความโลภชนิดหนึ่ง อีกด้านหนึ่ง

    ดุจเสาหิน ปักฐานมั่น .... สงบนิ่งอยู่ ท่ามกลางพายุใหญ่ สิ่งใดๆ ย่อมไม่ทำให้เสานั้น ขยับเขยื้อน...ใจอันเต็มเปี่ยมไปด้วยธรรม เป็นเหมือนเสาหินนั้น

    ตอบว่า "เสาหิน ปักฐานมั่น" ดีแล้ว แข็งแรงแล้ว แต่ถ้าแผ่นดินไหวเมื่อไหร่ก็จบ

    เพราะว่า ตัวที่ทำให้แผ่นดินไหวคือ ตัวยึดมั่นถือมั่นอยู่กับหินก็จบ คิดเหรอว่าไปอยู่ ณ ตรงนั้นแล้วจะแข็งแรง

    ถ้าเราจะให้มั่นคง จะต้องเอาเสาหินไปปักฐานมั่นที่พระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา


ความไม่กระวน กระวาย ...นี้แลคือที่พึ่ง หาใช่อย่างอื่นไม่?

    ตอบว่า ผิดแล้ว!! คุณหลงอย่างนั้นคุณก็เสาะแต่ "ไม่หา" คือ จะต้องหาอย่างไม่กระวนกระวาย
 
    แล้วที่เป็นอย่างนี้ ในธรรมมีไหมล่ะ?

    อย่าหนีความจริง เป็นการอุปโลกน์ อันนี้ถ้าไม่ฉิบหายก็เดือดร้อน เพราะในเมื่อในธรรมไม่มี เพราะในภูมินี้จะต้องมีความวุ่นวาย ความกระวนกระวาย 

พ้น จากสิ่งยึดเกาะ ...ทั้งปวง

    ตอบว่า "พ้น" จากสิ่งยึด "เกาะ" ทั้งปวง แต่ดันไปกลับยึดสิ่งที่ "พ้น" ทั้งปวง


อดีต อยู่ที่ไหน    ?    ปัจจุบัน อยู่ที่ไหน?    อนาคต อยู่ที่ไหน?

    ตอบแบบสามัญทั่วไป

        อดีต คือ สิ่งที่ผ่านมาแล้ว

        ปัจจุบัน คือ สิ่งที่เวลานี้เป็นอยู่

        อนาคต คือ สิ่งที่ยังเป็นไม่มา

    ตอบแบบอภิธรรม

    อดีตไม่มี อนาคตไม่มี มีแต่ปัจจุบัน เพราะว่าอนิจจัง สิ่งนั้นแปรเปลี่ยนไปก็จบแล้ว มีแต่ตัวใหม่มา จะไม่มีอดีตและอนาคต จะอยู่กับภาวะธรรมนั้นๆ เพราะสิ่งที่ผ่านมาไม่ยึดไม่เมื่อย อนาคตยังมาไม่ถึงยึดไม่ได้ เพราะว่าจะถึงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ปัจจุบันกาลเท่านั้นที่จะเกิดภาวะธรรมนั้นๆ


ภาพเป็ดลอยอยู่กลางบึงบ่อ

    ตอบว่า เด็กน้อยผู้หลงทาง "เด็กน้อยผู้หลงทาง" หมายถึง เด็กก็เหมือนเป็ดอหังการ ท่องเที่ยวไปทั่ว หลง จำทางไม่ได้


ใครเป็นนายของพระเจ้าจักรพรรดิ?

    ตอบ "ธรรม" เป็นนายของพระเจ้าจักรพรรดิ


พ่อแท้จริงของพระพุทธเจ้าคือใคร?
คือ ธรรม

แล้วใครเป็นผู้สร้างธรรม "ธรรมย่อมสร้างธรรมของธรรมเอง" เพราะว่าเราอยู่ในภาวะไม่เข้าถึงธรรมนั้น จึงไม่รู้ว่า ธรรมสร้างธรรม 

    ภูมิเราไม่ถึง เราก็ไม่สามารถทราบว่าธรรมสร้างยังไง แต่ให้รู้ให้เข้าใจว่า ธรรมสร้างธรรม เพราะถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่มีผลธรรมปรากฏให้เราเห็น


ใครเกิดแล้ว ไม่ตาย ในโลก?

    ตอบ "ธรรม" ไม่มีตายในโลก ธรรมย่อมแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ


ใครเป็นเจ้าของ ดิน ทั้งหมด ...ในมหาปฐพีนี้? 

ใครเป็นเจ้าของน้ำ ทุกๆหยด? ใครเป็นเจ้าของลม? ใครเป็นเจ้าของไฟ? ใครเป็นเจ้าของ หมู ที่เขาเลี้ยงไว้ในฟาร์ม? 

    ใครเป็นเจ้าของผลมะม่วง ที่เกิดจากต้นมะม่วง ที่ท่านเป็นคนปลูกเองกับมือ? ....ถ้าหาก มีใครเป็นเจ้าของ ....เขาเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่? ใครอนุญาต? ใครมอบให้?


    ตอบว่า "ธรรม" แล้วทำเป็นยังไง เพราะธรรมเป็นผู้สร้างขึ้นมา ธรรมจึงเป็นเจ้าของ ก็ในเมื่อท่านใหญ่ที่สุดแล้วท่านจะขออนุญาตใคร?

    แล้วใครมอบให้ ก็ธรรมนั่นเอง ท่านก็มีปู่ธรรม ทวดธรรม หลานธรรม ท่านก็มอบให้หลานธรรมเขาทำ


หากในบริเวณบ้านของท่านมีจอมปลวก ถามว่า ใครเป็นเจ้าของจอมปลวกนั้น ... ระหว่าง ท่าน กับ ปลวก?

    ตอบว่า ตกลงต้องถามก่อนว่า บ้านคุณมาก่อนหรือว่าปลวกอยู่ก่อน

    ถ้าบ้านอยู่ก่อน แสดงว่าปลวกเข้ามา ก็ต้องคุยกับปลวกแล้วเชิญท่านปลวกออกไป

    แต่ถ้าปลวกอยู่ก่อน แล้วเรามาสร้างบ้านทับที่เขา เราก็ต้องไปเจรจาซื้อที่จากปลวก ก็คือ ย้ายไปอยู่ที่ไหน ไม่ต้องไปทำร้ายเขาเชิญเขาไปอยู่ที่อื่น

    เราให้สิทธิแก่ปลวกขนาดนี้เลยเหรอ ก็ต้องเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน เพราะเรามีธรรมะเต็มเปี่ยมอยู่ในหัวใจ จะทำอย่างนั้นได้อย่างไร อะไรก็แล้งน้ำใจ เห็นเขาตัวเล็กหน่อยก็จะรังแก เห็นเขาหยวนใจอ่อนก็รังแกเขาอยู่เรื่อยๆ แทนที่จะสงสารกลับมันซะใจ


พระพุทธศาสนาเป็นของใคร?

    ตอบว่า พระพุทธศาสนาเป็นของธรรม ธรรมมอบให้พระพุทธเจ้าบริหาร แล้วพระพุทธเจ้ามอบให้บริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาดูแล


ประเทศไทยเป็นของใคร?

    ตอบว่า ประเทศไทยเป็นของธรรม ธรรมมอบให้โลก บุรพกษัตริย์มอบให้เหล่าลูกหลานสืบต่อดูแล ธำรงรักษา


ใครแก่กว่ากัน?
    ตอบ ธรรมแก่กว่า เพราะธรรมสร้างความแก่ คนแก่คนนี้


มองเห็นได้ทั่วไป แต่น้อยคนจะได้พบ คืออะไร?

    ตอบว่า เรานั่งอยู่เป็นธรรมไหม? เราถ่ายทุกข์อยู่เป็นธรรมไหม? คุณกินข้าวเป็นธรรมไหม? แต่คุณยังไม่รู้ว่านั่นแหละเป็นธรรม


ของไม่มีราคา แต่คุณค่าหาประมาณมิได้ คืออะไร?

    ตอบว่า ของไม่มีราคา แต่คุณค่าหาประมาณมิได้ คือ "ชีวิต" เพราะอะไรบอกว่าชีวิตไม่มีราคา ยกตัวอย่าง แขนข้างหนึ่งของคุณมาราคาไหม? ถ้ามีราคาเดี๋ยวจะซื้อไป? นี่แหละชีวิตไม่มีราคา 

    ถ้าชีวิตมีราคาก็จะโดนฆ่าไปได้นะสิ


ดินกินดิน

    ตอบ สาธุ สาธุ สาธุ เป็นธรรมดาในธรรม ตถตา มันหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา การที่จะอนิจจังเราไม่ต้องทำอะไร มันก็กินตัวของมันเอง ล้มสลายเอง


"ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม" เป็นอย่างไร?

ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม คือ ปฏิบัติตามความเข้าใจแห่งวาระธรรม

"ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย" หมายความว่าอย่างไร?

    ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย หมายถึง ไม่ประมาทในธรรมเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งหลายทั้งปวง


พระพุทธศาสนา อยู่ที่ไหน?

    ตอบแบบชาวโลก พระพุทธศาสนาอยู่ในโลก

    ถ้าตอบแบบอภิธรรม พระพุทธศาสนาอยู่ในธรรม


หากเราหวังความเจริญ หวังโชค ลาภ หวังความสุขใดๆ ทางโลก .... เราจงเป็นผู้มีศีล เถิด

    ถ้าหากเราหวังความเจริญทางธรรม ....หวังความเจริญในสมาธิ ....หวังเจริญในสติปัญญา ....หวังบรรลุหลุดพ้น ....หวังจบกิจ ในพระพุทธศาสนา ....ขอเราจงเป็นผู้มีศีล เถิด

    เพราะศีล เป็นบาทฐาน เป็นเบื้องต้น อันสำคัญยิ่ง ... ของพระศาสนานี้


    ตอบว่า สาธุ!! ทำให้ได้เถิด


ไม่ควรสะสม พอกพูน ความเกลียด แต่ควรจะ ขจัดมัน สะสางมัน ออกไป ใครจะชั่ว เลว อย่างไร ก็เป็นกรรมของเขา?

    ตอบถูกต้องแล้ว สาธุ


ภัยใหญ่ของโลกคืออะไร?

    ภัยใหญ่ของโลก คือ ขาดคุณธรรม คุณธรรมข้อไหนที่อันตรายที่สุด คือ อหังการ

    ดีที่ยิ่งใหญ่ของโลก คือ พรหมวิหาร ๔ เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา 

    พรหมวิหาร ๔ จะจรรโลงโลก ผลของพรหมวิหาร ๔ คือ สันติสุข

ส่วนอหังการจะทำลายโลก 


"เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มี ในโลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความมี ในโลก ย่อมไม่มี" 

    พระพุทธพจน์นี้ หมายความว่าอย่างไร?


    ตอบว่า ทุกอย่างเป็นพระไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะว่าเราเข้าใจชีวิต ไม่ได้ใช้ชีวิต ถ้าเราไม่เข้าใจชีวิตก็จะหาเรื่องชนตอต่างๆ ชนโน้น ชนนี่ หัวร้างข้างแตก



    "สิ่งที่ปิดไว้ ย่อมรั่วได้ สิ่งที่เปิด ย่อมไม่รั่ว จงเปิดสิ่งที่ปิด เช่นนี้แล้ว สิ่งที่เปิดแล้วนั้นจักไม่รั่ว" 

    พระพุทธพจน์นี้ จะอธิบายอย่างไร?


    ตอบว่า ถ้าเราไม่ปิดจะไปรั่วตรงไหน


ความจริง เป็นไฉน?

    ตอบว่า ความจริงเป็นสิ่งที่ยังไม่แท้ ก็เพราะยังไม่แท้ ก็แค่จริง แท้ในพระธรรม ในพระไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

    ส่วนที่จริงแค่ปรากฏ แต่ยังไม่ถึงตัวจริง

    ตัวจริงจะมีที่ไหนก็ไม่มีตัวตน มันสลายไปเรื่อยๆ


ตราบใดยังติดใน รูป ในนาม...ก็ยังไม่พ้น

    ตอบว่า ถูกต้อง รูปกับนามก็ต้องสลายไปตามพระไตรลักษณ์ ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้

ตัณหา ดับไปได้อย่างไร?

    ตอบว่า ตัณหา กิเลสดับไม่ได้ เพียงแต่ว่าเราจะเอาแค่ไหน หรือไม่เอาแค่ไหน

    เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะตัณหาเป็นของในธรรม ในธรรมย่อมดำรงของเขาอยู่


เข้าสู่แก่นธรรม ไม่เสียเวลากับเปลือกนอก?

    ตอบว่า ต้องเข้าสู่เปลือกก่อน ถึงจะเข้าถึงแก่นได้ คุณไม่เจอเปลือกคุณเข้าถึงแก่นได้ยังไง เพียงแต่ว่าคุณอย่าไปหลงติดเปลือกไว้เท่านั้นเอง


ธรรม กับ ชีวิต ... เป็นอย่างไรหนอ?

    เพราะว่าชีวิตเราอยู่ในธรรม ก็เป็นไปตามที่ธรรมกำหนด ดำเนินเป็นไปตามภาวะแห่งธรรมนั้นๆ


เห็นปฏิกูลในอาหาร

    ตอบ เป็นข้อปลงในการปฏิบัติ 


เห็นความไม่งามในกาย

    ตอบ    ก็เช่นเดียวกันอสุภะ เป็นกสิณตัวหนึ่ง


ไม่ยินดีในโลกทั้งปวง

    ตอบ เป็นการฝึกไม่ยึดมั่นถือมั่น


ปัญหา ไม่มี ...เพราะ ไม่มีปัญหา

    ตอบ ปัญหาต้องมี เพราะยังอยู่ในโลกธรรม ต้องมีปัญหา แต่เราเข้าใจปัญหา แก้ปัญหาได้ จึงไม่มีปัญหา

วาง ภาระ ลง

    ตอบ สาธุ สื่อถึงเหมือกับเรามีทุกข์ ฯลฯ เพราะเราไปแบกภาระ เรารู้จักวางภาระลง ก็จะมีความสุขขึ้น

    แต่ถ้าภาระนั้นคือหน้าที่ของเราที่ควรทำล่ะ? เราต้องไปพิจารณาวิบาก ๗ ชอบธรรม สมควร เหมาะสม บุคคล สถานที่ การณ์ และกาลเวลา


    ไม่มีอัตตา ก็ว่างเปล่า  ว่างเปล่า ก็ไม่ขัดเคือง

    ขัดเคือง ก็เพราะยังไม่ว่างเปล่า ใครจะผิด ก็ดี จะถูก ก็ดี จะเห็นด้วย ก็ดี จะไม่เห็นด้วย ก็ดี ทุกๆอย่าง ล้วนเป็นไป .... อย่างนั้น ไม่ยึดถือ ช่วยเหลือกันตามโอกาสอันควร

    จะรู้ได้อย่างไร ว่าเราถูกทาง? ผู้เดินถูกทาง ย่อมรู้ว่าถูกทาง สำรวจตน เพ่งตน ...กับธรรม สำรวจธรรม กับตน ขัดเกลาตน


    มีวันคืนเพื่อประพฤติ เพื่อขัด เพื่อถู เพื่อละ ....ซึ่งกิเลสตัณหา แล

    ตอบว่า อัตตาไม่มีว่าง อัตตาเป็นของธรรม มีตลอด เพียงแต่ว่าเราไม่ไปยึดมั่นถือมั่นในอัตตานั้น ไม่ตกเป็นทาสของอัตตายึดมั่นถือมั่นนั้นๆ 





 



Create Date : 19 เมษายน 2564
Last Update : 19 เมษายน 2564 20:12:03 น.
Counter : 17 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

พรหมสิทธิ์
Location :
เชียงราย  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



อ.พรหมสิทธิ์ ทิพย์ธาดาวงศ์
เอื้อ-เกื้อ-กัน เป็นกัลยาณมิตรทุกขณะจิต

ศึกษาเรียนรู้ธรรมะโดยธรรม นำมาปฏิบัติ และเผยแผ่ธรรมะนั้น ให้คนรู้จักบริหารกรรม แก้กรรม พัฒนากรรม ให้เกิดสันติสุข
New Comments
Group Blog
เมษายน 2564

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
18
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
19 เมษายน 2564
All Blog