การใส่แว่นตาดำ มองคนอื่น
การใส่แว่นตาดำ มองคนอื่น

    บางครั้งเรามองคนอื่นด้วยด้วยแว่นตา โดยที่เรายังไม่รู้ว่าเราใส่แว่นตา

    แว่นตา คือ สิ่งแวดล้อมที่เราจะต้องผ่านไป

    ทำยังไงไม่ให้เราไม่มีแว่นตาดำ?

    เราก็ต้องเป็นคนมีความรู้ มีวิชาจริง เราจะทำยังไงให้เป็นผู้มีวิชาเราก็ต้องเรียนรู้ บางคน คนเราทำยังไงก็ต้องมีอคติแน่นอน แล้วเรารู้ตัวไหมล่ะว่ามีอคติ เรากลัวที่จะไม่รู้ว่ามีอคตินี่แหละเราต้องมีข้อมูล เรียนรู้ รู้ทันอคติ

    ยกตัวอย่าง สิ่งที่ก่อให้เกิดแว่นตา คือ ทุกตัวในธรรม ในธรรมก็มีทั้งมิจฉาและสัมมา นี่แหละเป็นสิ่งแวดล้อมทั้งนั้น

    ถ้าเราไม่รู้ว่าเราได้ใส่แว่นตาไหม? ที่เราไม่รู้นี่แหละเป็นตัวที่ก่อให้เกิดปัญหา ไม่รู้ก็คืออวิชชา คำว่าอวิชชาใช่ว่าไม่มีความรู้นะ อวิชชาก็คือเราไม่มีความเข้าใจ เราอย่าแปลผิด คำว่าอวิชชาไม่ใช่ว่าไม่มีความรู้อย่างนี้ไม่ใช่ ให้แปลว่า เราไม่มีความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ ไม่มีความเข้าใจถ่องแท้ในเรื่องนั้นๆ 

    เราไปเห็นพระหนุ่ม เราเห็นเราก็ไปนึกรักพระแล้ว เราก็ไม่รู้ว่าเราเป็นอะไร พอเห็นพระก็นึกรักพระแล้ว นี่แหละ อวิชชา ไม่ใช่ว่าอยู่ที่เรารู้หรือไม่รู้ ที่รู้นั่นเป็นคติ แต่เราแปลไม่ออกว่าเป็นอะไร ทั้งสิ่งดีและไม่ดี ถ้าเราไม่รู้ก็เป็นอวิชชา คือ ไม่เข้าใจ

    ยกตัวอย่าง ไฟแช็ค เราเปิดเป็นไหม? ถ้าเราเปิดเป็นก็มีวิชา เรามีความเข้าใจ ถ้าเราเปิดไม่เป็นเพราะเราไม่มีความเข้าใจ เราก็มีอวิชชา คือ ไม่มีความรู้ที่จะเปิดใช้ประโยชน์ได้ 

    สมมติต่อว่า ถ้าเรามีอวิชชาต่อไหม? ถ้าเรามีอวิชชามาเสริมแล้ว เราเอาไฟแช็คนี้ไปเผาบ้านเขา กับเอาไฟแช็คนี้ไปหุงข้าว เห็นไหม? มันคนละตัวกันแล้ว

    มีอวิชชากับมีวิชามันแยกกันตอนไหน แยกกันตอนที่เราไปทำในขณะที่ยังไม่รู้สิ่งนั้นๆ เป็นอวิชชา

    เข้าข่ายที่ว่าเรารู้ แต่เราเอาไปทำอะไร สมมติว่าเรารู้จักแว่นตา เราเอาไปใช้ประโยชน์อะไรเราก็รู้ใช่ไหม? นี่เป็นวิชา ใช้กับอะไรได้ แต่เป็นของนายแดง

    เรารู้แล้วว่าแว่นตาอันนี้เป็นของนายแดง แต่เราไม่ชอบนายแดง เอาแว่นตานี้ไปทำลาย นี่แหละ รู้แล้วยังทำ นี่แหละอวิชชา อวิชชาเป็นตัวที่ไปทำร้าย เป็นอวิชชามิจฉา เราได้ทำกรรมมิจฉา เราตกเป็นทาสของมิจฉาแล้ว นี่แหละอวิชชา

    ตรงนี้เป็นวิชา แต่ว่าเราเอาอะไรมาเสริม พอเสริมแล้วตัวนั้นเป็นอวิชชา พอเสริมไปทางไม่ดีแล้วเป็นอวิชชา มันเป็นขั้นตอน

    ขั้นตอนแรกคือรู้ว่าสิ่งนี้เป็นอะไร เป็นวิชา

    พอเป็นวิชาแล้วเราเอาอะไรมาเสริม ถ้าเอามิจฉามาเสริมก็จะกลายเป็นอวิชชา แต่ถ้าเราปัญญามาเสริมเป็นสัมมาวิชา

    ถึงว่า มรรคมีองค์ ๘ ต้องมีสัมมาทิฏฐิมาก่อน

    ทิฏฐิ แปลว่า ความคิดเห็น เป็นกลางๆ ความคิดเห็นที่เป็นสัมมา ก็เป็นสัมมาทิฏฐิ แต่ถ้าเราเอามิจฉาทิฏฐิไปทำสิ่งที่ไม่ดี เช่น อิจฉา ริษยา

    ยกตัวอย่าง เราเอาแว่นตาดำมาใส่ แล้วแว่นตานี้มีประโยชน์ไหม? ก็มีประโยชน์ เช่น กันแสง กันรังสีต่างๆ ที่จะมาเข้าตา แว่นตามีโทษก็มี เช่น ทำให้เรามองไปยังบุคคลอื่นๆ ความหล่อความสวยของเขาจะลดลง อย่างนี้เป็นต้น

    ถ้าเราใส่แว่นตาขึ้นอยู่กับเจตนาของเราว่าจะให้เจตนาไปทางไหน เจตนาของเรามองบุคคลอื่นว่าเป็นอย่างไร แต่เราก็ไม่บ้าจี้ตามแว่นตาดำ เช่น เราใส่แว่นตาดำแล้วมองนายแดง แล้วบอกว่านายแดงทำไมหน้าตาดำ อย่างนี้ไม่ใช่แล้ว ผิดแล้ว เพราะว่าเราถูกแว่นตาดำหลอกเอา

    ทุกวันนี้เราเลยถูกอารมณ์หลอกไป นี่แหละเรารู้ไม่ทันสิ่งแวดล้อมที่เข้ามา เรารับแล้วก็เลยถูกหลอก เราใส่แว่นตาดำแล้วกลายเป็นว่ามองหน้าตานายแดงดำ ลืมไปว่าตนเองใส่แว่นตาสีดำ นี่แหละอวิชชา รู้ไม่เท่าทันสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป

    ที่เราเรียนรู้มาเราไม่ได้เอาไปทำ ไม่ได้เอาไปใช้ เวลาเป็นแล้วเราก็งงๆ แต่ทุกวันเราต้องเจอหมด 

    บ้านี่แหละดี เพราะถ้าไม่บ้าเราก็ไม่รู้จักคำว่า "บ้า" คืออะไร พอไม่รู้จักบ้าไปทำไม ตัวเองก็ต้องไปบ้ากับเขา ตัวเองต้องไปบ้าก่อน ถ้าเรารู้จักบ้าเราก็ไม่ต้องบ้า แต่ถ้าคุณรู้จัก "บ้า" นี่แหละ คุณมีวิชา

    เรามีวิชา เรารู้แล้ว เราเลือกได้ เราควบคุมได้ นี่แหละมีวิชา มีวิชาบวกกับตัวสัมมา ถ้าเป็นสัมมาเราก็สอนเขา ชี้แจงให้เขา ถ้าเราบวกตัวมิจฉาก็จะไปส่งเสริมให้เขาตีกัน ให้ตายไปข้างหนึ่ง ให้เละไปเลย

    ๑. แว่นตานี้เป็นแว่นตาดำ

    ๒. ประโยชน์ของแว่นตา และสิ่งที่ซ่อนอยู่คือโทษของแว่นตาดำ ทุกอย่างมีบวกกับลบ เราต้องรู้ว่าประโยชน์และโทษคืออะไร

    ๓. เราจะเอาอะไรไปใช้ ใช้กับอะไร อยู่ที่เจตนา เช่น แว่นตาดำเราจะใส่เพื่อความหล่อ เท่ห์ ก็จะมีลีลา แล้วเราเอาความเท่ห์นี้ไปทำอะไร เอาไปหลอกสาวไหม? ไปหลอกใครไหม? นี่แหละไปทางไหนแล้ว แต่ถ้าเราเอาความหล่อนี้ไปให้เขาเชื่อฟังเรา สอนเขามาทางดี นี่แหละเป็นกุศลแล้ว

    ๔. บางครั้งเจตนาดีแต่ถูกสิ่งแวดล้อมหลอก เช่น เราใส่แว่นตาดำ เพื่อว่าเรามีเจตนาดี แต่เราใส่แว่นตาดำแล้วก็ไปต่อว่าคนอื่น ฯลฯ นี่แหละใช้ทางไม่ดี นี่แหละอยู่ที่เจตนา ถ้าเจตนาของเราถูกหลอก ถูกแฝงไปแล้วก็จะไปทางลบ

    กรณีที่เราใส่แว่นตาดำ แต่ไม่รู้ว่าเราใส่แว่นตาดำ เราจะทำยังไง แก้ด้วยวิธีใด

    เช่นบางครั้งเราใส่แว่นตาดำไปนานๆ เราจะลืมไปว่าเราได้ใส่แว่นตาดำ มองไปแล้วเอ...มันสีดำ เราก็ต้องดูกระจก หรือให้คนอื่นบอก


 



Create Date : 19 เมษายน 2564
Last Update : 19 เมษายน 2564 19:43:47 น.
Counter : 19 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

พรหมสิทธิ์
Location :
เชียงราย  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



อ.พรหมสิทธิ์ ทิพย์ธาดาวงศ์
เอื้อ-เกื้อ-กัน เป็นกัลยาณมิตรทุกขณะจิต

ศึกษาเรียนรู้ธรรมะโดยธรรม นำมาปฏิบัติ และเผยแผ่ธรรมะนั้น ให้คนรู้จักบริหารกรรม แก้กรรม พัฒนากรรม ให้เกิดสันติสุข
New Comments
Group Blog
เมษายน 2564

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
18
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
19 เมษายน 2564
All Blog