Movie Review by negima
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2554
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
12 มิถุนายน 2554
 
All Blogs
 
Super 8 – "อดีตมีไว้พลักดันให้ชีวิตก้าวต่อไป กับ งานไซไฟ-ดราม่าแห่งปี 2011!"



บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์


ผลงานภายใต้การร่วมมือกันของ 2 สุดยอดผู้กำกับอย่าง J.J. Abrams และ Steven Spielberg เรื่องนี้ถือเป็นการประสบความสำเร็จในการเสนอเรื่องราวลึกลับของความเป็นไซไฟ มาผสมกับความเป็นดราม่าหนักๆของปัญหาที่ตัวละครเด็กในเรื่อง ได้อย่างยอดเยี่ยม ที่สำคัญคือหนังมีครบในทุกแง่ความบันเทิงที่ควรจะมี ตลอดจนทีมนักแสดงนำเด็กๆในเรื่องที่ตีบทแตกกระจุย และ การผูกเรื่องราวของ “สิ่งนั้น” กับการกระทำต่างๆที่แฝงประเด็นปัญหาเรื่อง ‘ปม’ ในชีวิตได้อย่างลงตัว



“Super 8” เล่าเรื่องราวของเด็กกลุ่มหนึ่งที่ใช้ช่วงเวลาช่วงฤดูร้อนในการถ่ายทำหนังสั้นเพื่อส่งเข้าประกวนในเทศกาลหนังที่กำลังจะมาถึง นำโดย Joe เด็กหนุ่มที่เพิ่งสูญเสียแม่ไปจากอุบัติเหตุในโรงงานเมื่อหลายเดือนก่อน และตอนนี้อาศัยอยู่กับพ่อที่เป็นปลัดของเมือง, Charles ผู้กำกับเจ้าของเรื่อง พร้อมเหล่าเพื่อนๆอีก 3 คนที่รับหน้าที่ในการถ่ายแตกต่างกันไป และทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อ Alice สาวน้อยคนนี้ได้ก้าวเข้ามารับบทเป็นนักแสดงนำหญิงของโปรเจคหนังครั้งนี้ พร้อมๆกับเหตุการณ์รถไฟบรรทุกสินค้าของรัฐบาลประสบอุบัติเหตุตกรางระหว่างที่พวกเขาบิงเอิญไปพบเห็นเข้า ที่มี ‘บางสิ่ง’ สุดลึกลับหลุดออกมาจากรถไฟขบวนนี้ และ มันกำลังจะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์โลก พร้อมๆกับชีวิตของเหล่าเด็กๆ ที่ต้องถูกทดสอบทั้งในเรื่องมิตรภาพ,การให้อภัย,ความรัก และการดำเนินชีวิตในวันข้างหน้าไปตลอดกาล!!

สิ่งหนึ่งที่หนังนำเสนอได้อย่าง ‘ยอดเยี่ยม’ คือการผูกปมตัวละครต่างๆในเรื่อง เข้ากับตัวละคร “สิ่งนั้น” ได้อย่างคมคายและกลมกลืนครับ ในเรื่องผู้ชมจะพบว่า Joe กับผู้เป็นพ่อที่หลังจากสูญเสียผู้เป็นแม่และภรรยาไปแล้ว ทั้งคู่ไม่เคยมีชีวิตชีวาอีกเลย โดยเฉพาะกับผู้เป็นพ่อที่แม้เวลาจะผ่านไปหลายเดือนแล้ว แต่เขาก็ยังแอบร้องไห้ในบ้านอยู่เสมอ ส่วน Joe เองก็ไม่ต่างกันครับ เขายังคงดูห่างเหินกับผู้เป็นพ่อ ทั้งเขายังคงพกจี้ห้อยคอที่มีภาพของแม่ติดตัวไปไหนมาไหนตลอด และกำมันไว้ในมือเสมอทุกครั้งที่รู้สึกกลัว หรือไม่ปลอดภัย เขาพยายามใช้เวลาทั้งหมดไปกับการร่วมถ่ายหนังกับ Charles และเพื่อนๆเพราะเชื่อว่านี่คือความสุขอย่างหนึ่งที่เขาเหลืออยู่ ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนไปหลังได้พบ Alice ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ผู้ชมรู้สึกได้คือ ทั้ง Joe กับพ่อของเขายังคงยึดติดอยู่กับอดีตจนเกินกว่าที่มองมาที่ปัจจุบัน ความเศร้าแห่งการสูญเสียยังคงเป็น ‘ปม’ ในใจที่ยังชัดเจนอยู่จนวันนี้



เฉกเช่นเดียวกับครอบครัวของ Alice ที่ปัจจุบันอาศัยอยู่กับผู้เป็นพ่อเช่นกัน ซึ่งหนังเผยให้เห็นในช่วงกลางเรื่องว่าพ่อของ Alice มีส่วนเกี่ยวข้องในอุบัติเหตุการตายของแม่ Joe วันนั้นด้วย นั่นทำให้สาเหตุในฉากแรกของเรื่องที่ในงานศพของแม่ Joe นั้นทำไมพ่อของเขา ถึงแสดงอาการไม่พอใจและขับใสไล่ส่งพ่อของ Alice ถึงขนาดนั้น ตัดกับมาที่ปัจจุบันนี้ ความสัมพันธ์ระหว่าง Alice กับพ่อของเธอก็ไม่ต่างกับครอบครัวของ Joe เท่าไหร่นัก ที่สำคัญคือการที่พ่อของ Alice ดูเป็นคนที่อารมณ์ร้าย,โมโหอยู่ตลอดเวลา และ ดูเหมือนไม่สนใจลูกสาวคนเดียวคนนี้เลย นั่นทำให้ Alice มีมุมมองด้านลบต่อพ่อมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอได้เข้าไปร่วมกองถ่ายหนังกับ Joe

ในฉากหนึ่งของเรื่องที่ Alice แอบมาหา Joe ที่ห้องของเขาตอนกลางคืน ก่อนที่ทั้งคู่จะนั่งดูภาพวีดีโอเก่าๆช่วงที่แม่ของ Joe ยังมีชีวิตและเลี้ยงดูเขาในวัยเด็กด้วยกัน ซึ่ง Alice ดูจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ ก่อนที่จะเผยข้อมูลบางอย่างเดียวกับการตายของแม่ของ Joe ให้เขาและผู้ชมได้ฟังไปพร้อมๆกันทั้งน้ำตา ฉากนี้เป็นฉากที่บ่งบอกความรู้สึกในใจที่ Alice มีต่อพ่อของเธอได้ชัดเจนที่สุดครับ และ ยังเป็นฉากที่สะเทือนอารมณ์ที่สุดของเรื่องเลยก็ว่าได้




ในส่วนของ “สิ่งนั้น” แม้ผู้สร้างจะไม่ได้ลงรายละเอียดถึงที่มาที่ไปมากนัก (เป็นไปตามตามสไตล์ J.J. Abrams) แต่ในส่วนของสาเหตุในการกระทำต่างๆในเรื่อง ถือว่า ‘ชัดเจน’ มากทีเดียว และการดึง ‘ปม’ ตัวละครนี้ไปโยงกับปมตัวละครของครอบครัวของ Alice และ Joe

เพราะทั้งหมดล้วนมีเรื่องราวใน ‘อดีต’ อันแสนโหดร้ายฝังอยู่ในใจทั้งนั้น และมันก็ส่งผลต่อการเลือกกระทำปัจจุบัน และนั่นนำมาสู่ข้อคิดหลักข้อหนึ่งของเรื่องที่ว่า เรื่องร้ายๆเกิดขึ้นกับทุกคน แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ในวันนี้เรายังคงมีชีวิตอยู่ มีวันนี้ให้ก้าวไปยังอนาคตข้างหน้า กับคนที่เรารักและรักเรา ซึ่งอยู่ข้างเราเสมอไม่ว่ายามใดก็ตาม การที่จะยึดติดกับภาพหรือความรู้สึกใน ‘อดีต’ มากเกินไป อาจจะทำให้ ชีวิตในวันนี้นอกจากจะไร้ซึ่งความสุข และ บ่อนทำลายคนรอบข้างทีละน้อยแล้ว ยังเป็นการทำให้ความหมายในการคงอยู่ของชีวิตลดค่าตามไปด้วย

ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งฉากสำคัญในช่วงสุดท้ายของเรื่อง เมื่อถึงเวลาที่ ‘สิ่งนั้น’ ต้องการจี้ห้อยคอของ Joe เป็นชิ้นสุดท้ายเพื่อใช้ในการกลับบ้าน ภาพ Joe ที่ยืนจับจี้ที่ลอยอยู่กลางอากาศไว้และกำลังคิดถึงแม่ ก่อนที่จะตัดสินใจปล่อยให้จี้ที่เขารักยิ่งกว่าชีวิตลอยหลุดมือไป เป็นการบอกนัยๆว่า ตอนนี้ Joe คิดได้แล้วว่าจะยึดติดกับอดีตการตายของแม่ไม่ได้ เพราะชีวิตเขาต้องก้าวไปข้างหน้า นั้นคือสาเหตุที่เขายังมีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งนี้ เช่นเดียวกับฉากที่พ่อของ Alice และ Joe พูดคุยกันครั้งแรกหลังจากอุบัติเหตุในโรงงาน ระหว่างที่ทั้งคู่ขับรถเข้าเมืองมาเพื่อช่วยลูกๆของเขา ประโยคสั้นๆ จากปากของทั้งคู่แม้จะไม่ได้สวยหรู แต่สะท้อนให้เห็นว่า ตั้งแต่วันนั้น ทั้งคู่ไม่เคยมีความสุขอีกเลย เพราะยังไม่สามารถลืมเหตุการณ์วันนั้นได้ คนหนึ่งโทษตัวเองเสมอมาและยอมทำทุกอย่างถ้าสามารถแก้ไขอะไรได้ ส่วนอีกคนจมอยู่กับการสูญเสียในวันวานจนมองไม่เห็นความจริงและโทษคนอื่นเสมอมา



นอกจากนี้ในส่วนความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน โดยเฉพาะระหว่าง Joe กับ Charles นั้น ผู้ชมจะเห็นว่าแม้บางที Charles ดูจะชอบครบคุมและใช้งาน Joe ไปสะทุกเรื่อง แต่ลึกๆแล้วทั้งคู่เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน และแคร์ความรู้สึกของอีกฝ่ายมากกว่าที่เจ้าตัวรู้สะอีก โดยเฉพาะในฉากที่ทั้งคู่ทะเลาะกันเรื่องของ Alice ตลอดจนถึงช่วงการฝ่าอันตรายในเมืองเพื่อไปช่วยเหลือเพื่อนในช่วงท้ายของเรื่องที่แสดงให้เห็นว่า ‘มิตรภาพ’ ของเพื่อนๆกลุ่มนี้ลึกซึ้ง และยอมเป็น ยอมตายด้วยกันมากเพียงใด


“Super 8” ยังเต็มไปด้วยฉากแอกชั่นตระการตาอย่างมาก โดยเฉพาะฉากรถไฟบรรทุกสินค้าของรัฐบาลช่วงต้นเรื่อง ที่นอกจากจะเต็มไปด้วยมุมภาพการนำเสนอที่ตื่นตา และ สมจริงจนน่ากลัวแล้ว ฉากนี้ยังตามาด้วยฉากการวิ่งหนีเอาตัวรอดของตัวละครเด็กๆทั้งหลายที่กำลังถ่ายหนังกันบริเวณนั้นอันสุดแสนจะระทึกใจจนลืมหายใจกันเลยจริงๆ



ในส่วนของการนำเสนอ ดูเหมือนผู้กำกับ J.J. Abrams ยังคงดึกเสน่ห์ลูกเล่นในการนำเสนอ ‘สิ่งนั้น’ ใน “Super 8” ตามสไตล์งานเก่าๆที่กลายเป็นเครื่องหมายการค้าของเขาไปแล้ว จากงานในตำนานอย่าง Lost และ Cloverfield ด้วยการที่ไม่ต้องอาศัยการเผยตัวของตัวละครลึกลับให้มาก แต่ใช้องค์ประกอบด้านมุมกล้องและคุณค่าทางโปรดักชั่นเข้ามาช่วยเสริมให้ดูมีโดดเด่นน่าตื่นใจอยู่เสมอทุกครั้งที่ สิ่งมีชีวิตลึกลับเหล่านั้นปราฏกบนจอ และด้าน Steven Spielberg งานชิ้นนี้ดูทำให้นึกไปถึงงานระดับขึ้นหิ้งอย่าง E.T. เลยทีเดียว


ด้านนักแสดงเด็กในเรื่องทุกคนล้วนได้รับบทที่เหมาะสมและแสดงได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะรายของสาว Elle Fanning นักแสดงสาวหนึ่งเดียวของเรื่อง ที่ตีบทแตกกระจุย และ โดดเด่นสะกดผู้ชมได้อย่างอยู่หมัด



โดยรวมแล้ว “Super 8” ถือเป็นหนังไซไฟ-ดราม่าที่อยู่ในระดับ ‘ยอดเยี่ยม’ แทบทุกองค์ประกอบ ที่ผสมผสานเรื่องราวดราม่าหนักๆด้านจิตใจและการสูญเสีย เข้ากับ เรื่องราวไซไฟจากสิ่งมีชีวิตต่างดาว ได้อย่างเหลือเชื่อ และนี่จะเป็นงานระดับตำนานอีกเรื่องที่ถูกยกขึ้นมากล่าวถึงต่อไปอย่างแน่นอน


ปล. หนังจบแล้ว อย่าเพิ่งลุกไปไหน เพราะระหว่างขึ้น End Credit มีหนังสั้นฉบับจริงเวอร์ชั่นสมบูรณ์ที่เหล่าตัวละครเอกถ่ายไว้ให้ได้ชมกันด้วย !!!




Create Date : 12 มิถุนายน 2554
Last Update : 18 กรกฎาคม 2554 22:48:15 น. 2 comments
Counter : 1250 Pageviews.

 
สายไปแล้ว เพราะหนังจบก็ลุกออกไปทันที
เลยไม่ได้ดูหนังสั้นตามคำชวนของ จขบ. จ้า


โดย: หอมกร วันที่: 12 มิถุนายน 2554 เวลา:21:34:11 น.  

 
จัดเป็นหนังที่ต้องดูเรื่องนึงเลยครับ


โดย: itoursab วันที่: 12 มิถุนายน 2554 เวลา:21:58:30 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
negima_xx
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




!#@# สวัสดีครับ กับทุกๆคนที่เข้ามาสู่ Blog นี้ของผม ขอให้สนุกกับการอ่านรีวิวภาพยนตร์ต่างๆนะครับ อาจจะมีถูกใจมั้ง ไม่ถูกใจมั้ง เพื่อนๆคนไหนคิดเห็นเหมือนกัน หรือแตกต่างกันตรงไหนก็บอกกล่าวกันได้ครับ ^^ #@#!

ฝาก Facebook We Love Movie Club ไว้ด้วยนะครับ



**ปล.ใครจะนำบทความของผมไปลงที่ไหนรบกวนช่วยแจ้งให้ทราบกันหน่อยก็ดีนะครับ และอย่าลืมลงเคดิตให้พร้อมด้วย อย่างน้อยๆก็เพื่อเป็นกำลังใจให้ผมหน่อยก็ยังดี ขอบคุณครับ ขอให้มีความสุขกับการเยี่ยมชมบล็อกครับ**