Movie Review by negima
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2552
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
6 มิถุนายน 2552
 
All Blogs
 
Blood: The Last Vampire – “หนังแวมไพร์บู๊เลือดสาดฉบับยัยตัวร้ายที่เด่นในการแสดงแต่เหลวในความบันเทิง"




ถึงเวลาต้องชำระแค้นชนิด “เลือดล้างเลือด” ….

ซายะ คือเด็กสาววัย 16 หน้าตาสะสวย ทว่าภายใต้ความเยาว์วัย คือจิตวิญญาณพันธุ์ผสมที่ทนทุกข์ทรมานมานานกว่า 400 ปี ด้วยความที่พ่อเป็นมนุษย์ แต่แม่เป็นแวมไพร์ ลูกผสมอย่างเธอจึงต้องทนอยู่อย่างโดดเดี่ยวมานานนับศตวรรษ โดยยึดมั่นอยู่กับการทำลายโลกของแวมไพร์ให้สิ้นซาก ในขณะที่ตระหนักดีว่าตัวเองนั้นสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยเลือดไม่ต่างจากเผ่าพันธุ์ที่เธอกำลังล่าล้าง แต่เมื่อองค์กรลับที่เรียกกันว่า “สภา” ซึ่งเธอสังกัดมอบหมายให้ไปปฏิบัติภารกิจที่ฐานทัพสหรัฐฯในกรุงโตเกียว ซายะก็รู้ทันทีว่าโอกาสที่จะได้ถอนรากถอนโคนนายใหญ่ผู้ชั่วร้ายของเหล่าแวมไพร์ นาม โอนิเจน อาจมาถึงแล้ว เธอเริ่มใช้พลังเหนือมนุษย์และดาบคู่กายตะลุยกวาดล้างความชั่วร้ายไปเรื่อยๆ ก่อนที่เธอจะได้เชื่อมสัมพันธ์กับ อลิซ ลูกสาวของนายพลประจำฐานทัพ อันเป็นมิตรภาพกับมนุษย์ครั้งแรกในรอบหลายๆ ศตวรรษ โดยที่ทั้งคู่กำลังก้าวเข้าสู่สงครามที่จะพลิกหน้าโลกมนุษย์ใบนี้ไปตลอดกาล !!




Blood: The Last Vampire เป็นภาพยนตร์ที่สร้างมาจากอนิเมชั่นโหดเลือดสาดที่โด่งดังเรื่องหนึ่งในอนิเมชั่นของญี่ปุ่นที่มี Hiroyuki Kitakubo เป็นผู้สร้างสรรค์ แถมยังไปคว้ารางวัล World Animation Celebration ในปี 2001 อีกต่างหาก นอกจากเรื่องของความโหดแล้ว ส่วนของเนื้อเรื่องยังสะท้อนด้านมืดในจิตใจของตัวละครออกมาอย่างถึงแก่นพร้อมบรรยากาศมืดหม่นชวนอึดอัดที่ปรากฏแทบจะตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งถือเป็น “เอกลักษณ์” ของ Blood: The Last Vampire ครับ และหลังจากออกฉายครั้งแรกมันก็ยังเป็นต้นแบบในกับอนิเมชั่นแนวนี้ในอีกหลายเรื่อง จนกระทั้งมาถูกฮอลลีวู๊ดซื้อสิทธ์ไปสร้างเป็นฉบับภาพยนตร์จนได้ นับแต่นั้นมามันก็กลายมาเป็นโปรเจคที่แฟนๆเรื่องนี้เฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ เท่านั้นยังไม่พอหลังทางผู้สร้างประกาศชื่อของนักแสดงสาวเบอร์หนึ่งของเอเชีย “Jeon Ji-Hyeon” ว่าจะมารับบทตัวละคร “ชายะ” ก็ยิ่งทำให้หนังเรื่องนี้เป็นที่น่าจับตามองจากเอเชียมากขึ้น ด้วยความหวังที่ว่ามันจะกลายเป็นหนังที่ดัดแปลงจากอนิเมชั่นที่ประสบความสำเร็จและเป็นก้าวแรกให้นางเอกยัยตัวร้ายของเราแจ้งเกิดสู่ฮอลลีวู๊ดอย่างเต็มๆตัวอีกด้วย



แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว Blood: The Last Vampire ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์กลับเป็นผลงานที่ถือว่าทำออกมาได้ “ค่อนข้างน่าผิดหวัง” ครับ แม้ตัวหนังจะดูมี “สไตล์” เป็นของตนเองชัดเจนก็ตาม ซึ่งอย่างนึงที่ทำให้หนังเรื่องนี้ที่เป็นปัญหาก็คือเรื่องของ “บท” และการเล่าเรื่องของตัวผู้กำกับ “Chris Nahon” ที่อืดอาดและน่าเบื่อในหลายช่วงของตัวหนัง ส่วนเรื่องของการคุมโทนหนังนั้น แม้หนังสามารถดึงเอาบรรยากาศมืดหม่นจากต้นฉบับออกมาได้ค่อนข้างดีในช่วงครึ่งแรกของเรื่อง แต่หลังจากนั้นดูเหมือนว่าตัวผู้กำกับจะมัวไปห่วงแต่ฉากแอคชั่นจนทำให้โทนหนังหลุดออกไปบ้างในช่วงท้ายๆ แถมสเปเชี่ยวเอฟเฟ็กแปลงร่างของแวมไพร์ยังดูไม่เนียนเลยอีกต่างหาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าหนังเรื่องนี้จะไม่มีข้อดีเลยนะครับเพราะในเรื่องของฉากแอคชั่น การถ่ายภาพ และ มุมกล้อง ต่างๆหนังเรื่องนี้สามารถทำออกมาได้ดีทีเดียว รวมไปถึงการพลิกบทบาทการแสดงของ “Jeon Ji-Hyeon” ที่ทำได้ “ดี” และอาจจะบอกได้ว่าการแสดงของเธอในเรื่องเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผยุงหนังเรื่องนี้เอาไว้ให้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง แทนที่เรื่องของสเปเชี่ยวเอฟเฟ็คและตัวบทที่น่าผิดหวัง



ผู้กำกับ “Chris Nahon” คืออดีตผู้กำกับมิวสิกวีดีโอที่ผันตัวมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ โดยเริ่มจากก่อตั้งบริษัทส่วนตัวเล็กๆ จนกระทั้งวันหนึ่งไปสะดุดตา ผู้กำกับตัวพ่อของวงการหนังฝรั่งเศสอย่าง “Luc Besson” เข้า และนั่นเป็นที่มาของงานกำกับเรื่องแรก Kiss of the Dragon (2001) หนังของ Jet Li หนึ่งในไม่กี่เรื่องที่กำกับโดยผู้กำกับต่างชาติและดูสนุกในความเห็นส่วนตัว และนั่นนับเป็นการแจ้งเกิดในวงการของตัวผู้กำกับคนนี้ครับ หลังจากนั้นดูเหมือน ผลงานเขาจะน้อยลงเพราะเน้นไปทางมิวสิกวีดีโอและโฆษณาสะมากกว่า จนกระทั้งได้โอกาสครั้งสำคัญในชีวิตในการมากำกับ Blood: The Last Vampire แม้เจ้าตัวจะบอกว่าพยายามให้หนังออกมาใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด แต่เอาเข้าจริงๆแล้วฝีมือการกำกับของ Chris เองดูเหมือนจะยังไม่พัฒนาขึ้นสักเท่าไหร่นัก







ผิดกันกับนักแสดงสาว “Jeon Ji-Hyeon” (ที่เปลี่ยนชื่อเป็น “Gianna Jun” ในการโกอินเตอร์ครั้งนี้) ผู้รับบท ชายะ ที่นับเป็นครั้งแรกที่เธอได้รับบทนำเต็มตัวในหนังฮอลลีวู๊ด นอกจากนี้เธอยังทุ่มเทให้กับการแสดงขนาดลงทุนเตรียมตัวความพร้อมถึง 3 เดือนในการฝึกซ้อมคิวบู๊ให้ออกมาสมจริงที่สุด โดยขอ “เล่นเองทุกฉาก” โดนจริง เจ็บจริงครับงานนี้ และเธอก็ไม่ทำให้ผิดหวังกับการแสดงคิวบู๊ที่ดูสมจริง นับว่าสอบผ่านครับสำหรับบทแอคชั่นครั้งแรกในชีวิต (ถ้าสังเกตจากคลิปเบื้องหลังคิวบู๊ของหนังเรื่องนี้จะเห็นเลยว่า หลายครั้งเธอผิดคิวจนถึงกับเจ็บตัวเลือดออก และนับครั้งไม่ถ้วนที่เธอหลั่งน้ำตาเพราะรู้สึกผิดกับเหล่าสตั้นที่เธอผิดคิวทำให้ต้องเจ็บตัว) นอกจากในเรื่องความพยายามแล้ว Jeon ยังแสดงในเห็นพัฒนาการทางการแสดงที่ “เยี่ยม” ในการพลิกบทบาทจากยัยตัวร้ายที่คุ้นเคยไปอย่างหมดสิ้น มาเป็นสาวนักล่าแวมไพร์ที่ดูแข็งแกร่งและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน เกือบตลอดทั้งเรื่องผู้ชมจะแทบไม่เห็นสีหน้าของตัวละครนี้เปลี่ยนไปจากสีหน้าที่เคร่งเครียดมากนัก ซึ่ง Jeon สามารถถ่ายทอดออกมาได้ดีทั้งทาง “สีหน้า” และ “แววตา” ที่เป็นธรรมชาติมากๆ และจากบทนี้เธอได้พิสูจท์ให้แฟนๆเห็นแล้วว่านอกจากความสวยแล้ว ในเรื่องของการแสดงนั้นเธอยังสามารถทำได้มากกว่าเล่นบท “ยัยตัวร้าย” ต่างๆนานาในหนังที่ผ่านมา โดยสามารถทำได้ดีในส่วนของหนังแอกชั่นไม่แพ้กัน

(ที่สำคัญอีกอย่างก็คือไม่ว่านางเอกสาวคนนี้จะเปลี่ยนตัวเอง พลิกบทบาทไปยังไงก็ตาม แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนตามไปด้วยในบ้านเราก็คือ การตั้งชื่อหนังของเธอนำหน้าว่า “ยัยตัวร้าย” ในทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องนี้ที่ชื่อ “ยัยตัวร้าย สายพันธุ์อมตะ” เห็นครั้งแรกก็นึกแอบขำในใจครับ)

ส่วน “Allison Miller” ในบท อลิซ สาวสวยลูกนายพลที่ร่วมชะตากรรมชำระแค้นไปพร้อมๆกับชายะ บทเธอในเรื่องก็ดูเป็นสาวใสๆ อ่อนต่อโลกตรงกันข้ามกับชายะค่อนข้างชัดเจนครับ ทั้ง Allison และ Ji-Hyeon เองก็ดูเข้าขากันดีในฉากที่ทั้งคู่เข้าร่วมกัน แต่ถ้าวัดกันตรงๆแล้วรัศมีของเธอดูเหมือนจะถูกนางเอกยัยตัวร้ายของเราข่มอยู่พอสมควร



สาวอีกคนที่ถือว่าขโมยซีนได้ทุกครั้งที่ปรากฏกายก็คือรายของ “Koyuki” ในบท โอนิเจน ตัวร้ายของเรื่อง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอกระโดดมาเล่นหนังฮอลลีวู๊ด เพราะก่อนหน้านี้เธอเคยรับบทเด่นในหนังอย่าง The Last Samurai (2004) มาแล้ว Koyuki ถือเป็นดาราเจ้าบทบาทแถวหน้าคนหนึ่งในญี่ปุ่นจากผลงาน Always: Sunset on Third Street ทั้ง 2 ภาค (ส่วนตัวรู้จักเธอจากซี่รี่ย์ Kimi wa Petto – โมโม่ที่รัก สมัยฉายทางไอทีวี) แม้บทจะน้อยไปหน่อย แต่ในทุกฉากที่ออกมาเธอดูอ่อนหวานแต่ก็แฝงความน่ากลัวไปในตัว ยิ่งเมื่อเธอปรากฏกายออกมาด้วยชุดสีขาวในท้ายเรื่องนั้นบอกได้เลยครับว่านี่แหละนางพญามารตัวจริงอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งมาดที่ดูสง่า และสายตาที่มีไม่น่าไว้วางใจพร้อมฉีกยิ้ม ทุกอย่างล้วนเป็นดูธรรมชาติอย่างที่สุด โดยเฉพาะในฉากการดวลระหว่างเธอกับ Jeon Ji-Hyeon ในฉากไฮไลท์ของเรื่อง ที่กินกันไม่ลงเลยทีเดียว ทั้งคู่ล้วนสะกดผู้ชมได้อย่างอยู่หมัด และนับเป็นกระประชัดบทบาทกันของดาราสาวแถวหน้าของวงการจาก 2 ชาติที่ถือว่าทำออกมาได้สมน้ำสมเนื้อครับ




(สังเกตไหมครับว่าหนังใช้ดาราสาวทั้ง 3 ชาติด้วยกันในบทเด่นๆของหนังเรื่องนี้ และนี่คงเป็นอีกครั้งที่เราจะเห็นคนเกาหลีมารับบทเป็นคนชาติอื่น โดยเรื่องนี้เราจะได้เห็น “Jeon Ji-Hyeon” ใส่ชุดนักเรียนญี่ปุ่น พูดภาษาอังกฤษ ในหนังของฮอลลีวู๊ด หลังจากเราได้เห็น “เรน” ใส่ชุดจีน แสดงเป็นคนญี่ปุ่น ใน Speed Racer มาแล้ว)


เรื่องของสเปเชี่ยวเอฟเฟ็คนั้นก็อย่างที่กล่าวไปข้างต้นครับว่าหนังดู “อ่อน” มากในส่วนนี้ เทียบกับทุนสร้าง 35 ล้าน น่าจะออกมาดูดีและเนียนกว่านี้สักนิดก็ยังดี แต่ถึงกระนั้นในส่วนของ “การออกแบบฉากต่อสู้” ในเรื่องถือว่าดู “ตื่นตา” อยู่พอควร ไม่เสียชื่อผู้อำนวนการสร้าง William Kong จาก Crouching Tiger, Hidden Dragon (2000) ครับ





หนังเรื่องนี้มีฉากโหดพอสมควรครับทั้งฟันหัวขาด แขนขาขาดปลิ้วว่อนกันทั้งเรื่อง ฉากบู๊ของ ชายะ ที่ไล่ฟันกองทัพแวมไพร์ในเรื่องยังแสดงในเห็นอีกว่า “เลือดเป็นหยด” นั้นเป็นยังไง ส่วนตัวมีโอกาสได้ดูต้นฉบับที่เป็น Animation เมื่อนานมาแล้ว จึงไม่แปลกใจที่จะเห็นคนสวยของเราบู๊เลือดสาดกันตลอดทั้งเรื่อง




Blood: The Last Vampire ฉบับภาพยนตร์อาจจะออกมาดูดีกว่านี้ถ้าได้ผู้กำกับที่มีประสบการณ์มากกว่านาย “Chris Nahon” มาดูแลงานสร้าง นั่นจึงทำให้ส่วนที่ดีที่สุดของหนังตกไปอยู่ที่ดารานำอย่าง “Jeon Ji-Hyeon” อย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าไม่พูดถึงว่าเป็นภายนตร์ที่มาจาก Animation แต่เป็นหนังใหม่ของดาราสาวยัยตัวร้ายแล้วละก็ นับเป็นหนังที่เธอแสดงออกมาได้น่าจดจำที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเลยทีเดียว (เธอเคยให้สัมภาษณ์ว่าต้องการแสดงบทให้หลายหลายมากขึ้น เพื่อที่จะเป็นนักแสดงที่แท้จริง) Blood: The Last Vampire จึงจัดเป็นหนังที่ “พอดูได้” แต่ไม่ถึงขนาดน่าจดจำเป็นพิเศษ นอกจากการแสดงของดาราที่ชื่อว่า “Jeon Ji-Hyeon” เพียงเท่านั้นจริงๆ







Create Date : 06 มิถุนายน 2552
Last Update : 9 มิถุนายน 2552 13:27:52 น. 5 comments
Counter : 2218 Pageviews.

 
ขออนุญาติเอาไปแปะในบอร์ด จวนจีฮุน นะคะ
ขอบคุณค่ะ
www.lovelyjihyun.com


โดย: ซากุระสีชมพู IP: 61.19.66.204 วันที่: 9 มิถุนายน 2552 เวลา:12:09:04 น.  

 
รับทราบครับ ^^


โดย: negima_xx วันที่: 9 มิถุนายน 2552 เวลา:13:31:40 น.  

 
เห็นด้วยและถูกใจ อิอิ

รักจอนจีนะจ๊ะ


โดย: hellcat IP: 161.246.25.222, 161.246.1.33 วันที่: 11 มิถุนายน 2552 เวลา:23:10:46 น.  

 
แฟนเกาหลีตัวจริงเลยนะเนี่ย ^_^


โดย: anssdee (anssdee ) วันที่: 17 มิถุนายน 2552 เวลา:10:12:05 น.  

 
จาก ตย. น่าดูดีค่ะเรื่องนี้


โดย: นู๋หิมะ (**หิมะใต้พระจันทร์** ) วันที่: 20 มิถุนายน 2552 เวลา:14:15:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

negima_xx
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




!#@# สวัสดีครับ กับทุกๆคนที่เข้ามาสู่ Blog นี้ของผม ขอให้สนุกกับการอ่านรีวิวภาพยนตร์ต่างๆนะครับ อาจจะมีถูกใจมั้ง ไม่ถูกใจมั้ง เพื่อนๆคนไหนคิดเห็นเหมือนกัน หรือแตกต่างกันตรงไหนก็บอกกล่าวกันได้ครับ ^^ #@#!

ฝาก Facebook We Love Movie Club ไว้ด้วยนะครับ



**ปล.ใครจะนำบทความของผมไปลงที่ไหนรบกวนช่วยแจ้งให้ทราบกันหน่อยก็ดีนะครับ และอย่าลืมลงเคดิตให้พร้อมด้วย อย่างน้อยๆก็เพื่อเป็นกำลังใจให้ผมหน่อยก็ยังดี ขอบคุณครับ ขอให้มีความสุขกับการเยี่ยมชมบล็อกครับ**