Movie Review by negima
Group Blog
 
<<
เมษายน 2554
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
19 เมษายน 2554
 
All Blogs
 
SCREAM 4 - "กฎของการรีเมค คือ อย่าดูถูกฉบับดั้งเดิม !! กับหนังสยองไล่เชือดที่สมการรอคอย"



[บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์]



ผู้กำกับ Wes Craven กลับมาสานตำนานหวีดด้วยการปลุกเจ้าฆาตกรหน้ากากผีให้กลับมาเขย่าประสาทอีกครั้ง หลังทิ้งช่วงห่างจากภาคที่ 3 ในปี 2000 ถึง 10 ปีเต็ม และดูเหมือน Wes จะใส่ใจในรายละเอียดและทำการบ้านมาเยอะพอสมควรในการสานต่อตำนานบทนี้ให้ออกมาดีที่สุด และผลที่ออกมาก็คือตัวหนังมาพร้อมอารมณ์ชวนติดตามในทุกนาทีใกล้เคียงกับหนังต้นฉบับภาคแรกมากพอควร




สิ่งที่น่าชมเชยและโดดเด่นในภาคล่าสุดนี่มีหลายอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่อง ‘การกระจายความน่าจะเป็นฆาตกร’ ไปยังตัวละครแทบทุกตัวที่ปรากฎในหนังได้อย่างฉลาดและมีชั้นเชิงให้ชวนติดตามได้อย่างยอดเยี่ยม โดยหนังใช้ประโยชน์จากจุดเล็กๆในหนังได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นบทสนทนาสั้นๆที่ชวนสงสัย, สีหน้าท่าทางของเกือบทุกตัวละครที่คลุมเครือ หรือ แม้แต่ฉากการโผล่พวดออกมาของตัวละครต่างๆที่ดูน่าสงสัยในฉากนั้นๆของเหตุฆาตกรรม รวมไปถึงการเลือกที่จะให้บทสนทนาในเรื่องเต็มไปด้วยการคาดเดาถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปว่ามีความเป็นไปได้ในเรื่องอะไรบ้าง ตรงนี้เป็นจุดที่น่าสนใจเพราะนอกจากจะชวนติดตามแล้ว ยังเป็นการดัดคอด้านความคิดของผู้ชมให้ตั้งหลักคิดตามใหม่แทบจะตลอด



ด้านการนำเสนอหนังยังถือว่าแหวกแนวไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะในฉากเปิดเรื่องที่เป็นสไตล์ ‘หนังซ้อนหนัง’ ที่ผู้สร้างนำมาใส่จุดหักเห และ ดึงให้หวนนึกถึงบรรยากาศในหนังภาคแรกได้ในระดับที่น่าพอใจครับ และนี่ถือเป็นฉากเปิดเรื่องที่แม้จะไม่อยู่ในระดับคลาสสิกแบบตันฉบับแต่มันก็ทำออกมาได้ชวนจดจำทีเดียว





การที่หนังภาคนี้เป็นเรื่องราวของเหตุการณ์ฆาตกรรมที่คาดว่าน่าจะมาจากคนที่คลั่งหนังสยองขวัญมากๆ และ ชอบเรื่องราวของเหตุฆาตกรรมที่เกิดขึ้นกับ Sidney อย่างสุดๆ จนเมื่อเธอ กลับมายังเมืองนี้อีกครั้ง ฆาตกรเลยถือเป็นการได้เริ่มเปิดฉากสังหารหมู่เพื่อต้อนรับเหยื่อสาวขวัญใจชาวเมือง ซึ่งระหว่างที่หนังดำเนินเรื่องไปตัวละครต่างๆก็จะมีการพูดถึง ‘กฎ’ ของหนังสยองขวัญในยุคปัจจุบันให้เห็นความแตกต่างระหว่าง ‘หนัง’ และ ‘ความเป็นไปได้ในโลกจริง’ อยู่ตลอด นั่นทำให้ตัวหนังมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นมากทีเดียว เหมือนผู้ชมได้เข้าไปมีส่วนร่วมในตัวหนังในส่วนของการคาดเดาไปพร้อมๆกัน



ถ้ามองในแง่การกลับมาปลุกอารมณ์หนังแนวสยองหวีดไล่เชือดแล้ว "SCREAM 4" ถือว่าเป็นการกลับมาที่น่าพอใจครับ หนังมีองค์ประกอบทุกอย่างที่หนังสยองขวัญพึ่งมีและดึงเอามาใช้ประโยชน์ได้อย่างฉลาด แต่อีกเรื่องที่ถือว่าเป็นงานที่หนักไม่แพ้กันคือการทำให้ ‘หน้ากากผี’ (Ghostface) กลับมาดูน่ากลัวชวนขนลุกอีกครั้ง หลังจากที่หน้ากากนี้ถูกนำไปใช้ในหนังล้อเลียนตระกูล Scary Movie จนหมดความขลังไปแล้ว และกลายเป็นสัญลักษณ์ของหนังล้อเลียนมากกว่าที่ผู้ชมจะจำได้จากหนังต้นฉบับอย่าง SCREAM จุดนี้ผู้กำกับ Wes Craven ก็คงตระหนักมาแล้วว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้ผู้ชมทั่วโลกหันมากลัวหน้ากากผีนี้อีกครั้ง ซึ่งทางผู้สร้างเหมือนพยายามใส่ความ ‘ขึงขัง’ ของเจ้าหน้ากากผีตัวนี้เพิ่มลงไป สังเกตได้จากฉากการถือมีดวิ่งไล่แทงตัวละครต่างๆ และ จังหวะการเคลื่อนไหวที่ดูดุดันขึ้นจากเดิม บวกกับ ‘วิธีการฆ่า’ ที่โหดกว่าเดิม นอกจากนี้จะมีหลายฉากที่กล้องเหมือนพยายามแพนนิ่งอยู่กับที่เพื่อเก็บภาพเจ้าหน้ากากผีที่ยืนชื่นชมเหยื่อที่กำลังดิ้นรนรอความตาย อย่างในฉากการฆ่าตำรวจที่มาเฝ้ายามหน้าบ้าน Sidney ที่กล้องแพนนิ่งภาพตำรวจผิวดำที่กำลังดิ้นรนเฮือกสุดท้าย กับ ภาพเจ้าหน้ากากผีที่ยืนดูอยู่ที่อีกมุมของฉาก ที่ดึงอารมณ์น่ากลัวของหน้ากากออกมาได้ดีทีเดียว


เรื่อง “แรงจูงใจ” ของฆาตกรในภาคนี้ที่ส่วนตัวคิดว่ามีความสมเหตุสมผลและความเป็นไปได้สูงในการลงมือทำ เพราะวิเคาระห์จากแรงกดดันและสภาพแวดล้อมที่ฆาตกรต้องโตมาถือว่าสมเหตุผลทุกประการ




[ย่อหน้าต่อไปนี้เผยรายละเอียดตัวฆาตกรใครยังไม่ชมข้ามได้เลยครับ]



ส่วนข้อสงสัยที่น่าจะเกิดขึ้นในฉากไล่เลือดครั้งสุดท้ายที่บ้านของ Kirby นั้น หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไม Sidney ถึงไม่สามารถตอบโต้ฆาตกรตัวจริงได้เลย ทั้งๆที่ก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก และ รูปร่างของคนร้ายก็ดูบอบบางไปเสียด้วย ซึ่งตรงนี้ต้องมองย้อนไปถึงฉากแรกที่ตัวละคร Trevor ทัก Sidney ที่ยืนคู่กับฆาตกรว่า ‘ตัวจริงของเธอก็ไม่ใหญ่เหมือนที่คิดไว้’ นั่นเป็นการบอกนับๆว่าลักษณะภายนอกของสองคนนี้ในสายตาตัวละครในเรื่องมองว่าสองคนนี้ตัวเท่าๆกัน (แม้ความจริงความหนาของตัว และความแข็งแรง ของทั้งคู่ที่ปรากฎบนจออาจจะดูแตกต่างกันมากอยู่นิดหน่อยก็ตาม)






ด้านนักแสดงทุกคนล้วนทำได้ดีครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ 2 นักแสดงสาววัยรุ่น อย่าง Hayden Panettiere และ Emma Roberts ที่หันมาเล่นหนังสยองขวัญครั้งแรก โดยเฉพาะรายของสาว Emma ที่ถือว่าเป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญในชีวิตที่น่าจับตามองมากๆ และ เธอก็สามารถทำได้เยี่ยมเลยทีเดียว ในส่วนของนักแสดงหน้าเก่าอย่าง Neve Campbell ในบท Sidney Prescott , Courteney Cox และ David Arquette ก็ยังคงมาตรฐานได้อย่างไม่มีตก และที่สำคัญคือนักแสดงรับเชิญอย่าง Anna Paquin และ Kristen Bell ในฉากเปิดเรื่องก็ถือเป็นอะไรที่เกินความคาดหมายจริงๆ



ส่วนของฉากต่างๆในเรื่องที่น่าจดจำนอกจากฉากเปิดเรื่องก็คือ ฉากหน้ากากผีซ่อนในตู้เสื้อผ้า ที่ถือเป็นไอเดียที่ดีและได้ผลจริงๆในการช็อกผู้ชมให้สะดุ้งตกใจสุดตัว,ฉากการไล่เชือดกันในบ้านช่วงก่อนจบของเรื่อง และ ฉากจบของหนังที่เลือกที่จะจบในจังหวะที่ลงตัวจริงๆ



โดยรวมแล้ว "SCREAM 4" ถือเป็นการกลับมาของตำนานหวีดที่น่าพอใจครับ ทั้งในด้านความบันเทิง ,บทภาพยนตร์ และ นักแสดงนำ ที่ลงตัว และบทสรุปเรื่องราวที่ช็อกและหลอกผู้ชมได้อย่างอยู่หมัด ที่สำคัญคือหนังเรื่องนี้จะมีกฎของหนังสยองขวัญอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์แบบแต่ที่คุณไม่ควรลืมเด็ดขาดเลยก็คือ “กฎของการรีเมคหนังสยองขวัญ คือ อย่าดูถูกฉบับดั้งเดิม !!”



Create Date : 19 เมษายน 2554
Last Update : 19 กรกฎาคม 2554 1:02:15 น. 5 comments
Counter : 1597 Pageviews.

 
น่าดูจังค่ะ
เป็นคนขวัญอ่อน แต่ก็อดดูหนังแนวสยองขวัญไม่ได้ในบางที


โดย: verdancy วันที่: 19 เมษายน 2554 เวลา:20:23:36 น.  

 
ผมก็ขวัญอ่อน แต่อดใจดูหนังสยองไม่ได้ไปสะทุกที


โดย: negima_xx วันที่: 19 เมษายน 2554 เวลา:21:22:16 น.  

 
ไม่ชอบแนวนี้เลยครับ


โดย: คนขับช้า วันที่: 19 เมษายน 2554 เวลา:22:34:34 น.  

 
หนังแนวนี้ ดูแล้วใจสั่น ;p


โดย: negima_xx วันที่: 20 เมษายน 2554 เวลา:0:05:20 น.  

 
ถ้าไปดูคนเดียว จะถึงกับหัวใจวายไหม?
อยากดูมากกกกกกกกกก


โดย: หัวทุเรียน* IP: 58.11.77.184 วันที่: 20 เมษายน 2554 เวลา:0:19:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

negima_xx
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




!#@# สวัสดีครับ กับทุกๆคนที่เข้ามาสู่ Blog นี้ของผม ขอให้สนุกกับการอ่านรีวิวภาพยนตร์ต่างๆนะครับ อาจจะมีถูกใจมั้ง ไม่ถูกใจมั้ง เพื่อนๆคนไหนคิดเห็นเหมือนกัน หรือแตกต่างกันตรงไหนก็บอกกล่าวกันได้ครับ ^^ #@#!

ฝาก Facebook We Love Movie Club ไว้ด้วยนะครับ



**ปล.ใครจะนำบทความของผมไปลงที่ไหนรบกวนช่วยแจ้งให้ทราบกันหน่อยก็ดีนะครับ และอย่าลืมลงเคดิตให้พร้อมด้วย อย่างน้อยๆก็เพื่อเป็นกำลังใจให้ผมหน่อยก็ยังดี ขอบคุณครับ ขอให้มีความสุขกับการเยี่ยมชมบล็อกครับ**