Movie Review by negima
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28 
 
16 กุมภาพันธ์ 2553
 
All Blogs
 
Percy Jackson – “สายฟ้าหายไป แต่ ความบันเทิงยังอยู่ครบ กับเทพนิยายกรีกเวอร์ชั่นเด็กแนว"



Percy Jackson & the Olympians : The Lightning Thief คือ นิยายขายดีผลงานการเขียนของ “Rick Riordan” เรื่องล่าสุดที่ถูกหยิบมาขึ้นจอในรูปแบบภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ และถูกคาดหวังจากสตูดิโอผู้สร้างว่ามันจะกลายมาเป็นหนังแฟรนไชส์อันทรงคุณค่าของสตูริโอต่อไปอีกนานหลายปีต่อจากนี้ เพราะด้วยองค์ประกอบหลายอย่างที่น่าสนใจของการผจญภัยแฟนตาซีที่หยิบเอานิยายเทพเจ้าของกรีกมาเสกสรรค์ปั้นเรื่องให้เข้ากับโลกยุคปัจจุบันอย่างลงตัว ซึ่งคนที่มาทำหน้าที่ดูแลการสร้างก็คือ “Chris Columbus” ผู้กำกับที่คุ้นเคยกับการสร้างหนังแฟนตาซีมานับไม่ถ้วน รวมไปถึงผลงานกำกับหนัง Harry Potter สองภาคแรก และสำหรับหนัง Percy Jackson ภาคแรกนั้น หลายๆอย่างถือว่าสามารถทำออกมาได้ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเดินเรื่องที่กระชับและรวดเร็ว ดารานำหนุ่มสาวดาวรุ่งที่น่าจับตามอง บวกกับสเปเชี่ยวเอฟเฟคส์ที่เนรมิตโลกของเทพเจ้ายุคใหม่และเหล่าอสูรกายจากตำนานกรีกโบราณได้อย่างน่าตื่นตา ที่เมื่อนำรวมๆกันแล้ว ผลที่ได้คือ ความสนุกระดับที่หาไม่ได้บ่อยนักกับภาพยนตร์ที่สร้างมาจากนิยายแนวนี้ ถ้าในแง่ความบันเทิงแล้ว Percy Jackson ฉบับภาพยนตร์ถือว่ามีอยู่มาก และตัวหนังก็น่าจะถูกใจวัยรุ่นและผู้ชมที่เป็นเด็กๆทั่วโลกได้ไม่ยาก


(บทความนี้ขอกล่าวถึง Percy Jackson ฉบับภาพยนตร์เท่านั้น และไม่นำไปเปรียบกับฉบับนิยาย)






เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นที่โลกยุคปัจจุบัน ที่เรื่องราวของเทพเจ้าต่างๆนานาถูกเล่าขานผ่านทางเรื่องเล่าตำนาน และรูปปั้นตามวิหารจำลองต่างๆตามเมืองใหญ่ หากแต่จะมีน้อยคนที่จะรู้ว่าเทพเจ้านั้นมีอยู่จริง ! และในตอนนี้โลกของเทพเจ้ากำลังจะถึงคราวิกฤต เมื่อ 2 ใน 3 เทพผู้ยิ่งใหญ่แห่งโอลิมปุส ได้แก่ เทพโพไซดอน (Poseidon) เจ้าแห่งคาบสมุทร ถูก เทพเซอุส (Zeus) บิดาแห่งทวยเทพทั้งมวล กล่าวหาว่า “อสุนีบาต” อาวุธที่ทรงพลานุภาพในจักรวาลแห่งเซอุสถูกขโมยไป และผู้ต้องสงสัยที่สุดคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “เพอร์ซีย์ แจ็คสัน” บุตรชายของโพไซดอนที่เกิดกับหญิงชาวมุนษย์นั่นเอง โดย เซอุส ยื่นคำขาดว่าหากไม่ส่งอสุนีบาตคืนตนโดยเร็วที่สุดก็คงยากที่จะไม่ให้เกิดสงครามระหว่างทวยเทพ !


ย้อนกลับมาที่ “เพอร์ซีย์ แจ็คสัน” เด็กหนุ่มแสนธรรมดา ผู้ที่คิดว่าตนเองมีความสามารถในการอยู่ในน้ำที่โดดเด่นกว่าคนอื่น เพราะเขาจะมีสมาธิและสามารถอยู่ในน้ำได้นานถึง 7 นาที ซึ่งเขามองว่ามันเป็นพรสวรรค์เดียวที่เขามี แต่นั่นก็มาพร้อมกับปัญหาในด้านการอ่านตัวอักษรของเขา เพอร์ซีย์ อาศัยอยู่กับ “แซลลี่” ผู้เป็นแม่ และพ่อเลี้ยงขี้เมาจอมกักขฬะ เขาไม่เคยเห็นหน้าพ่อแท้ๆสักครั้ง และแทบไม่รู้อะไรที่เกี่ยวกับพ่อของเขาเลยนอกจากเรื่องที่เขาทิ้งแม่และเขาไปเมื่อตอนเขายังเล็ก


จนกระทั่งอสูรร้ายตนหนึ่งบุกเข้ามาพยายามทำร้าย เพอร์ซีย์ แจ็คสัน พร้อมทวงถามถึง “อสุนีบาต” ที่หายไป นั่นทำให้ความจริงทุกอย่างถูกเปิดเผยว่าแท้จริงแล้วพ่อของเขาคือเทพโพไซดอน ณ ตอนนี้นอกจากจะต้องต่อสู้กับความสับสนในตัวเอง เพอร์ซีย์ ยังต้องหนีจากเหล่าอสูรที่หมายตามล่าเขาด้วย และนั่นนำเขามาสู่ “แคมป์เลือดผสม” แหล่งชุมชนที่รวมเหล่าวัยรุ่นครึ่งมนุษย์ ครึ่งเทพ เพื่อฝึกความแข็งแกร่ง และ พรางตัวเองให้พ้นจากสายตาของเหล่าอสูร ที่นี่เขาได้พบกับ “แอนนาเบ็ธ” สาวสวยผู้ที่ทั้งฉลาดและมีฝีมือการรบเป็นเลิศธิดาแห่งเทพเจ้าหญิงชื่ออาธีน่า (Athena) และ ที่นี่เองที่ทำให้เขารู้ว่า “โกรฟเวอร์” เพื่อนสนิทตั้งแต่วัยเด็กของเขาหาใช่เด็กหนุ่มขาพิการไม่ หากแต่เป็น ซาไทร์ (Satyr) เทพารักษ์ครึ่งคนครึ่งแพะที่ยังขาดประสบการณ์ ตอนนี้ทั้ง 3 คนต้องกระโจนสู่การผจญภัยข้ามภพไปกับภารกิจสืบหาว่าใครเป็นคนขโมย “อสุนีบาต” ไปและใส่ความเขา นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการบุกไปยังแดนนรกใต้โลก เพื่อช่วยเหลือ แม่ของเขาที่ถูกเทพเจ้าแห่งความตายนาม ฮาเดส (Hades) ผู้ปกครองนรกจับตัวไป ก่อนที่มหาสงครามจะก่อเกิด !



ผู้กำกับ “Chris Columbus” เป็นหนึ่งในบรรดาผู้กำกับที่คลุกคลี อยู่กับการทำหนังแนวเด็กๆ ผจญภัย ที่มีผลงานเด่นๆเยอะมากที่สุดคนหนึ่งของวงการ ไม่ว่าจะเป็น Home Alone (1990), Mrs. Doubtfire (1993) และBicentennial Man (1999) เป็นต้น รวมไปถึงการนั่งเก้าอี้เป็น Producer ให้กับหนัง Night at the Museum ทั้ง 2 ภาคด้วย แต่ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดก็คงจะไม่พ้นการคุมงานสร้างกำกับหนังพ่อมดที่ฮิตที่สุดในประวัติศาสตร์โลกภาพยนตร์ อย่าง Harry Potter and the Sorcerer's Stone (2001) และ Harry Potter and the Chamber of Secrets (2002) ซึ่ง นั่นทำให้การที่ Percy Jackson & the Olympians : The Lightning Thief มาอยู่ภายใต้มือของ Chris จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง และ ผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาดครับ เขาสามารถสร้างโลกของเทพเจ้าที่ร่วมสมัยและค่อนข้างน่าตื่นตาตื่นใจ เขายังคงรักษามาตรฐานการสร้างหนังให้ดูสนุกและเหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัวได้อย่างไม่มีตกหล่น การที่ Percy Jackson มีความเป็นแอกชั่นและแฟนตาซีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะค่อนข้างโดดเด่นมีแนวทางของตนเองที่ชัดเจน จึงทำให้มีผู้ชมส่วนหนึ่งให้ความเห็นว่า Percy Jackson ฉบับภาพยนตร์ยังคงให้อารมณ์สดใส และดูเด็กไปหน่อย ทั้งที่ตัวหนังสามารถดึงเอาอารมณ์และฉากต่างๆให้ดุดันและอลังการกว่านี้ได้อีกก็ตาม แต่ส่วนตัวแล้วคิดว่า Percy Jackson ของ Chris นั้นกลมกล่อมและกำลังพอดีไม่ขาดและไม่เกินจนเกินไป


(มีหลายฉากในหนังที่ทำให้นึกไปถึงหนัง Harry Potter สองภาคแรก อาจจะด้วยการที่ลักษณะการนำเสนอการตัดต่อ มุมกล้องที่คล้ายกัน ยกตัวอย่างฉากการต่อสู้ระหว่าง เพอร์ซีย์ แจ็คสัน กับ มิโนทอร์ (Minotaur) ที่ทำให้นึกไปถึงฉากแฮร์รี่ พอตเตอร์ สู้กับโทรลล์ เพื่อช่วยเฮอร์ไมโอนี่ ในหนังพ่อมดน้อยภาคแรกในทันที เป็นต้น)




มองในด้านของการที่เป็นภาพยนตร์ที่สร้างมาจากนิยาย Percy Jackson ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ “ดี” เลยทีเดียวครับ เพราะเมื่อลองเอามันไปเทียบกับภาพยนตร์ที่หยิบเอานิยายมาขึ้นจอที่ไม่ใช่ซี่รี่ย์พ่อมดน้อยแล้วส่วนมากล้วนคว่ำไม่เป็นท่า อาทิ Eragon หนังการผจญภัยของนักรบคู่มังกรที่มาพร้อมกับสเปเชี่ยวเอฟเฟคส์ระดับเกรดบีที่หลอกตาอย่างสุดๆ, The Golden Compass หนังกำเนิดเข็มทิศทองคำที่แม้ได้ดารารุ่นใหญ่มาร่วมแสดงอย่างล้นหลาม แต่ก็ไม่ช่วยให้หนังดูดีขึ้นแต่อย่างไร ทั้งการเดินเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย และ โปรดักชั่น ต่างๆในหนังดูไม่สมราคาที่ทุ่มทุนลงไปเลยสักนิด , Inkheart หนังหัวใจน้ำหมึกที่ถ้าไม่ใช่ว่าสร้างมาจากนิยาย ก็แทบจะไม่มีอะไรน่าจดจำเลย หรือ เมื่อลองเอามาเทียบกับ The Chronicles of Narnia ที่ดูจะดีกว่า 3 เรื่องแรกที่กล่าวไปตรงที่หนังภาคแรกค่อนข้างประสบความสำเร็จ และ มีภาคต่อออกมาอีก 1 ภาค (ซึ่งภาค 3 กำลังจะเข็นตามมาหลังมีปัญหาเรื่องความเสี่ยงในการสร้างเพราะกลัวจะได้ไม่คุ้มเสียมานาน) เมื่อนำมาเทียบกับ Percy Jackson แล้ว ด้านความลงตัว การเล่าเรื่อง โดยเฉพาะในแง่ของ “ความบันเทิง” หนังพ่อหนุ่มกับสายฟ้าที่หายไป ดูเหมือนจะเหนือกว่าอยู่พอสมควรครับ (หนังมาพร้อมทุนสร้าง 95 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งถือว่าค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับหนังจากนิยายเรื่องอื่นๆ)




สำหรับเรื่องของ “อสูรร้าย” ต่างๆในเรื่องก็ทำออกมาได้ค่อนข้างน่าพอใจครับ ไล่กันไปตั้งแต่ เมดูซ่า (Medusa) สาวสวยที่ถูกสาปให้มีผมเป็นงู และผู้ใดที่สบตากับนางต้องถูกสาปให้แข็งเป็นหิน ตัวละครที่ถูกเล่าขานถึงความน่ากลัวมากที่สุดตนหนึ่งในตำนานกรีกโบราณ ที่ถูกนำมาปรับสไตล์การแต่งตัวสะใหม่ให้เข้ากับโลกยุคปัจจุบัน ด้วยการใส่ชุดเสื้อหนังทีดำ กับ แว่นดำ, ไฮดร้า (Hydra) อสูรที่มีร่างเป็นงูยักษ์มีหัว 7 หัว และแทบจะเรียกได้ว่าเกือบจะเป็นอมตะ เพราะเมื่อใครก็ตามตัดหัวของมัน 1 หัว จะมีหัวใหม่งอกออกมาเพิ่งจากเดิม 2 หัว ! ส่วน เทพฮาเดส จ้าวแห่งนรกนั้น บอกตามตรงว่ารูปลักษณ์ที่ปรากฏในหนังนั้นชวนให้นึกถึงตัวละคร “Devilman” และ “ยมทูตลุค” จากหนัง DEATH NOTE สะจริงๆ


( หลายๆอย่างในหนังเรื่องนี้ ชวนให้นึกไปถึงอนิเมชั่นเรื่อง Hercules (1997) ครับ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับ เมดูซ่า (Medusa) หรือ การต่อสู้กับ ไฮดร้า (Hydra) ที่ยิ่งตัดหัวมันก็จะยิ่งงอกต่อไปไม่หยุดหย่อน ไม่ใช่ในแง่นิยายกรีกอย่างเดียวครับ แต่รวมไปถึงลักษณะเนื้อหาบางอบ่างและตัวละครที่ขนมาขึ้นล้วนมีความคล้ายคลึงกันค่อนข้างมาก)




ด้าน "สเปเชี่ยวเอฟเฟคส์” ต่างๆในหนังก็ถือว่าอยู่ในระดับ “ดี” ครับ ฉากเทือกเขาโอลิมปุสที่อยู่เหนือตึกเอมไพร์สเตท ,ฉากนรกใต้โลก ที่ปกครองโดยเทพฮาเดส,ฉากการต่อสู้ระหว่าง เพอร์ซีย์ แจ็คสัน กับ เมดูซ่า รวมไปถึง การต่อสู้กับ ไฮดร้า ที่ทำออกมาพอได้ลุ้นได้เสียวกันพอตัว แต่ที่ดูจะน่าจดจำที่สุดก็คงไม่พ้นฉากการต่อสู้ในช่วงท้ายของหนังที่เริ่มจากตึกเอมไพร์สเตท ไปตามน่านฟ้าเหนือนครนิวยอร์กของเพอร์ซีย์ แจ็คสัน โดยเฉพาะฉากการแสดงพลังแห่งสายน้ำของเพอร์ซีย์ ที่ทุกฉาก ดูมี “เอกลักษณ์” และ “เท่” สุดๆไปเลยให้ตายเหอะ !



ประเด็นหนึ่งที่เห็นใน Percy Jackson & the Olympians : The Lightning Thief ก็คือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ กับลูก ผ่านตัวละคร “เพอร์ซีย์ แจ็คสัน” และ “เทพโพไซดอน” ด้วยกฏที่เทพเซอุสตั้งขึ้นว่าห้ามไม่ให้ผู้เป็นพ่อหรือแม่ที่เป็นเทพติดต่อกับลูกที่เกิดกับมนุษย์เด็ดขาด เพราะเล็งเห็นว่าถ้าเทพใกล้ชิดหรือผูกพันธ์กับมนุษย์มากจนเกินไปจะทำให้เทพค่อยๆคิดและอ่อนแอเหมือนมนุษย์ไปทีละน้อยๆ นั่นทำให้พ่อของเพอร์ซีย์ต้องทิ้งเขากับแม่มา แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคอยเฝ้าดู คอยช่วยเหลือลูกชายคนนี้อยู่ห่างๆ โดยจะผ่านทางการพูดโทรจิต แม้เพอร์ซีย์จะไม่รู้ว่าเจ้าเสียงคือใครแต่เสียงนั้นก็ช่วยเค้าให้รอดพ้นจากอันตรายทุกครั้ง มีอยู่ประโยคหนึ่งในหนังที่โพไซดอนพูดกับลูกชายของเขาในช่วงท้ายเรื่องว่า


“บางสิ่งที่เจ้าไม่เคยเห็น ใช่ว่ามันจะไม่มีอยู่จริง ”


ประโยคนี้นอกจากจะหมายถึงเรื่องของเทพเจ้าที่มีตัวตนอยู่จริงที่ เพอร์ซีย์ เพิ่งจะได้รู้ความจริงแล้ว ยังรวมไปถึง “พ่อ” คนที่เขาไม่เคยเห็นหน้าสักครั้ง แต่ก็ใช่ว่าพ่อเขาจะไม่เคยมีตัวตน โดยคอยดูแลห่วงใยเขาในรูปแบบความช่วยเหลือมองไม่เห็นสะมากกว่า เพราะไม่ว่าเพอร์ซีย์จะอยู่ที่ใด ความช่วยเหลือและห่วยใยจากพ่อคนนี้ก็จะไปอยู่ที่นั่นด้วยเสมอ




ด้านนักแสดงในเรื่อง คงไม่มีใครเด่นไปกว่าพ่อหนุ่ม “Logan Lerman” ในบท “เพอร์ซีย์ แจ็คสัน” ครึ่งมนุษย์ ครึ่งเทพเจ้า 1 ใน 3 บุตรแห่งมหาเทพ ลูกชายของโพไซดอน ซึ่งนอกจากความหล่อเหลาเอาการที่น่าจะโดนใจแฟนหนังทั่วโลก (โดยเฉพาะสาวๆ) แล้ว Logan เคยผ่านการแสดงกับนักแสดงรุ่นใหญ่แต่บท เพอร์ซีย์ แจ็คสัน น่าจะเป็นบทที่ส่งให้เขาแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวอย่างแท้จริง พร้อมส่งให้เขาเป็นหนึ่งในดาราหนุ่มที่น่าจับตามองต่อไป ส่วน “Alexandra Daddario” ในบท “แอนนาเบ็ธ” สาวนักสู้ที่ทั้งฉลาดและเก่งในการรบ แม้ Alexandra จะดูสดใสเวลาอยู่บนจอ แต่เรื่องของการแสดงสีหน้า และ อารมณ์ยังอยู่ในระดับที่แข็งๆอยู่ในหลายๆฉากครับ , “Brandon T. Jackson” ในบท “โกรฟเวอร์” มนุษย์ครึ่งแพะฝึกหัดที่บุคลิกบนจอแตกต่างกับตัวเอกอีก 2 ตัวอย่างเห็นได้ชัด อาจจะมีบางฉากที่ดูเกินๆไปบ้าง แต่ Brandon ก็ยังถือว่าทำได้ไม่ขี้ริ้วขี้แหล่สักเท่าไหร่

นอกจากดาราวันรุ่นแล้ว หนังยังอุดมไปด้วยดารารุ่นใหญ่มากมาย เริ่มจาก “Sean Bean” ในบท “เทพเซอุส” ที่ได้ตั้งแต่มาดไปจนถึงการแสดงสีหน้าท่าทาง ที่ดูเหี้ยมๆ น่าเกรงขามสะจริงๆ , “Kevin McKidd” ในบท “เทพโพไซดอน” รายนี้ดูโผ่ลมาน้อยไปนิด กับบทที่ไม่ต้องแสดงอารมณ์อะไรมาก ขายมาดอย่างเดียว แต่ที่ดูเปลี่ยนไปจนจำแทบไม่ได้ก็คือรายของ “Pierce Brosnan” ในบท “มิสเตอร์เบิดร์เนอร์” ซาไทร์รุ่นใหญ่แห่ง “แคมป์เลือดผสม” ที่แทบไม่เหลือมาดสายลับพระกาฬเจ้าของรหัส 007 เลย และนี่นับจะเป็นครั้งแรกที่เฮีย Pierce ได้รับบทเด่นในหนังแฟนตาซีเต็มตัว ซึ่งก็ถือว่าแปลกตาไปอีกแบบครับ (Pierce เคยร่วมงานกับผู้กำกับ Chris Columbus มาแล้วครั้งหนึ่งใน Mrs. Doubtfire (1993) ) , “Uma Thurman” ในบทนาง “เมดูซ่า” ส่วนตัวแล้วชอบภาพลักษณ์เมดูซ่าของ Uma ในหนังเรื่องนี้มาก เพราะไม่บ่อยนักที่ตัวละครในตำนานตนนี้จะถูกนำมาขึ้นจอในหนังฟอร์มยักษ์ เจ๊ Uma สร้างภาพของเมดูซ่าที่ดูร่วมสมัย ลึกลับ และ น่าเกรงกลัวไปพร้อมๆกัน บวกกับเสียงของเจ๊แกที่ชวนขนลุกสะจริงๆ และ “Steve Coogan” ในบท “เทพฮาเดส” รายนี้แทบจะโผล่มาแค่ฉากเดียวจริงๆ เพราะส่วนมากจะปรากฏตัวออกมาในรูปแบบร่างเทพซาตานที่ตัวปกคลุมไปด้วยไฟสะมากกว่า




โดยรวมแล้ว Percy Jackson & the Olympians : The Lightning Thief ถือเป็นหนังแฟนตาซีที่ดูสนุกและให้ความบังเทิงมากเรื่องหนึ่ง นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงภาพโลกในยุคไอทีที่ผสมเข้ากับโลกของนิยายกรีกโบราณได้อย่างกลมกลืนและน่าตื่นตาตื่นใจ และเชื่อเลยว่าชื่อ Percy Jackson จะเป็นชื่อที่คอหนังทั่วโลกรู้จักและตั้งตารอคอยให้มีภาคต่อๆไปเรื่องหนึ่งในอนาคตเป็นแน่ !




Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2553
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2553 22:48:38 น. 13 comments
Counter : 5672 Pageviews.

 
ก็สนุกตามสไตล์ภาพยนต์ค่ะ แต่เอฟเฟคน้อยไปนิดนะคิดว่า..อุอุ (จะเอาไรมากมายน้อออ) บังเอิญดันอ่านหนังสือก่อนไปดูอีก แต่เขาก็สร้างได้แตกต่างจากในหนังสือหลายจุดอยู่เหมือนกันนะ ทำให้ไม่ค่อยเสียอรรถรสเท่าไร..^^


โดย: Super_Kop IP: 113.53.150.152 วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:15:29:37 น.  

 
ใส่รายละเอียดเพิ่มนิดนึง เล่าเรื่องหน่อย จะเพอร์เฟ็คกว่านี้เยอะเลยครับ สถาปณาตัวเองเป็นแฟนหนังเรื่องนี้แล้วสิ หนังสือก็มีแล้ว สนุกมากๆ ให้8 คะแนนครับ
ขอให้มีภาคต่อนะครับ


โดย: 1331 IP: 202.149.25.225 วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:16:12:14 น.  

 
หนังเปิดตัวสัปดาห์แรก 30 กว่าล้าน ภาคต่ออาจจะต้องลุ้นสะหน่อย แต่เชื่อว่า รายรับรวมทั่วโลกน่าจะอยู่ในเกณฑ์ดีครับ



โดย: negima_xx วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:16:36:04 น.  

 
ผมว่าหนังเรื่องนี้ก็ดูสนุกในระดับหนึ่งครับ ดูได้เพลินๆ
ไม่มีอะไรโดดเด่น แต่ก็ยังอยากให้มีภาคต่ออยู่ดี



ปล. อันนี้แค่อยากบอกเฉยๆนะครับว่า 'Zeus' อ่านว่า "ซุส" ไม่ใช่ "เซอุส"


โดย: ไอซ์คุง (ปีศาจความฝัน ) วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:17:33:03 น.  

 
ตอนแรกก็ลังเล ว่า อ่านว่า "ซุส" หรือ "เซอุส" แต่สุดท้ายก็เลือกอันหลังครับ (สะงั้น) แหะ ๆ

ขอบคุณที่ติงมาครับ


โดย: negima_xx วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:18:46:43 น.  

 
กำลังลังเลอยู่เลยว่าจะไปดูดีหรือเปล่า ขอบคุณที่มารีวิวให้อ่านกันนะครับ

ขอสารภาพว่าผมก็อ่าน "เซอุส" มานมนานแล้ว แหะๆ


โดย: แฟนผมฯ IP: 112.142.208.130 วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:22:25:50 น.  

 
สนุกมาก


โดย: พยาบาล IP: 172.16.8.168, 61.19.71.69 วันที่: 5 มีนาคม 2553 เวลา:15:48:24 น.  

 
คนที่ขโมยสายฟ้าไปชื่อไรอะ


โดย: -- IP: 124.121.125.30 วันที่: 22 เมษายน 2553 เวลา:16:54:01 น.  

 
ขื่อว่าลุค คาสเทิลแลน


โดย: baitoey IP: 118.173.37.124 วันที่: 13 พฤษภาคม 2553 เวลา:19:02:29 น.  

 
หนุกจังเเสดงหังกับเพอร์ซี่ย์ เเจ็คสันหรือโลเเกน เลอร์เเมน เเละ ลุค คาสเทนเเลนหรือ เจค อเบล


โดย: เเอ็นนาเบ็ธ IP: 118.173.191.233 วันที่: 28 กันยายน 2553 เวลา:12:57:25 น.  

 
ดีดีรดเวีดเรดเสียี้


โดย: เดบ IP: 118.173.191.233 วันที่: 28 กันยายน 2553 เวลา:12:58:09 น.  

 
พระเองคนเดิมหล่อสุดๆๆๆ เลย เลอร์แมนโลแกน ชื่อของ เพอร์ซี่ แจ๊คสัน จิงๆๆ อยากเห็นรูปธเลีย นิโค โซอี้ อาเทมีส อะพอลโลพี่น้อง ดิแองเจโล อ่ะ เพราะมันเป็นหนังสือเราม่ายรุ้ว่าหน้าตาเป่งงัย


โดย: ม่ายระบุ IP: 192.168.2.229, 110.164.33.67 วันที่: 30 ตุลาคม 2553 เวลา:15:12:47 น.  

 
ไม่ชอบซุด
ซุดลอกใช้น้องตัวเองให้ฆ่าพ่อแม่ของตัวเองแล้วให้ตัวเองอยู่บนสวรรค์แล้วให้เฮดิสอยู่ในนรกซุดเห็นแก่ตัว


โดย: ..... IP: 10.10.21.100, 203.147.53.73 วันที่: 10 พฤศจิกายน 2553 เวลา:13:52:25 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

negima_xx
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




!#@# สวัสดีครับ กับทุกๆคนที่เข้ามาสู่ Blog นี้ของผม ขอให้สนุกกับการอ่านรีวิวภาพยนตร์ต่างๆนะครับ อาจจะมีถูกใจมั้ง ไม่ถูกใจมั้ง เพื่อนๆคนไหนคิดเห็นเหมือนกัน หรือแตกต่างกันตรงไหนก็บอกกล่าวกันได้ครับ ^^ #@#!

ฝาก Facebook We Love Movie Club ไว้ด้วยนะครับ



**ปล.ใครจะนำบทความของผมไปลงที่ไหนรบกวนช่วยแจ้งให้ทราบกันหน่อยก็ดีนะครับ และอย่าลืมลงเคดิตให้พร้อมด้วย อย่างน้อยๆก็เพื่อเป็นกำลังใจให้ผมหน่อยก็ยังดี ขอบคุณครับ ขอให้มีความสุขกับการเยี่ยมชมบล็อกครับ**