คนเขียนหนังสือ ชีวิตเบิกบานในการงาน
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2550
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
9 กรกฏาคม 2550
 
All Blogs
 
เขาเป็นมือเรื่องสั้น "กนกพงศ์ สงสมพันธ์"




เขาเป็นมือเรื่องสั้น
1

เขาออกเดินทางไปในยามเช้าของวันมาฆบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เป็นวันพระ” ตรงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ผู้คนจำนวนมากกำลังจะไปทำบุญ

รุ่งเช้าจะเป็นวันที่ 14 เป็นวันแห่งความรัก ของนักบุญวาเลนไทน์ วันแห่งความรักปีนี้ ใคร ๆ ต่างก็คิดถึงเขาและบอกรักเขาในใจ

วันพระเป็นวันของดอกมะลิ วันแห่งความรักเป็นวันของดอกกุหลาบ ช่างเป็นช่วงเวลาที่งดงามและรันทดยิ่ง


แม้เลือกการเดินทางของตัวเอง แต่เขาก็ได้วันเดินทางที่ดี วันที่มีความหมาย มีศรัทธาในใจผู้ึคน

เขา คือใคร
เขาเป็นเพียงนักเขียนคนหนึ่งของประเทศนี้ เขาเขียนหนังสือได้หลายอย่าง แต่เด่นชัดและยืนยันคือ เรื่องสั้น
เป็นมือเรื่องสั้น

มีงานเรื่องสั้นของเขาหลายเล่ม ตั้งแต่ “สะพานขาด” ไปจนถึง “แผ่นดินอื่น” (ที่ได้รับรางวัลซีไรต์)

เขาได้รับสิทธิในชีวิต 40 ปี แต่เป็นสี่สิบปีในนามของนักเขียน


2


ลับหลัง…มีเรื่องให้กล่าวถึงเขาอยู่เสมอ

ในวันเด็กที่ผ่านมา ฉันได้ไปเที่ยวงานวันเด็กและไปฟังเทศน์มหาชาติที่วัดแม่วาง ก่อนกลับไปค้างบ้านพ่อหลวงจอนิ โอโดเชา ปราญช์ชาวปกาเกอญอ ผู้เล่าเรื่องป่าเจ็ดชั้นบันทึกไว้เป็นหนังสือ

ที่บ้านของพ่อหลวงจอนิ
ในวันนั้นมีหนุ่มคนหนึ่งเดินทางมาจากจังหวัดฉะเชิงเทรา เขาเดินทางมาหาพ่อหลวงจอนิเพราะอ่านหนังสือเรื่องป่าเจ็ดชั้น เขามาทั้งที่ไม่รู้ว่าแม่ว่างอยู่ตรงไหน

ในระหว่างนั่งคุยกัน คืนนั้นฉันบอกพวกเขาว่าเป็นเรื่องที่ดีเหลือเกินที่รู้ว่ามีคนเดินทางตามตัวหนังสือมาหาคนเล่าเรื่อง

มีนักเขียนคนหนึ่งอ่านหนังสือเรื่องถนนนักเขียนของเออร์สกิน คอลด์เวลล์ แล้วเขาก็อยากเป็นนักเขียน เป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ เขาเดินทางออกจากบ้านเพื่อไปเป็นนักเขียน ออกหาที่เขียนหนังสือว่างั้นเถอะ

ด้วยความเชื่อมั่นยิ่งใหญ่ ด้วยความพยายาม ต่อมาเขาก็เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงอยู่ในวันนี้ เขาชื่อกนกพงศ์ สงสมพันธ์

เช่นเดียวกับชายหนุ่มที่อ่านเรื่อง "ป่าเจ็ดชั้นของพ่อหลวงจอนิ" แล้วปลูกต้นไม้อยู่หลายปี จนมีป่าอยู่บนพื้นที่กว้างไกล และวันหนึ่งก็ตัดสินใจขึ้นรถทัวร์มาชียงใหม่เพื่อคุยกับพ่อหลวงจอนิ

3

ครั้งหลังสุด เมื่อฉันเดินทางไปกับน้องชาวเขา”ลีซู” คนหนึ่ง เราไปบ้านลีซูหัวน้ำ ที่อำเภอแม่อาย

เธอชื่ออาเลเป็นสาวลีซูที่ได้เข้ามาเรียนหนังสือในเมือง และอยากช่วยเหลือกลุ่มชาติพันธุ์ของตัวเอง เธอบอกฉันว่า ถ้าพี่นักเขียนสนใจเธอจะพาไป

ชาวบ้านหัวน้ำลีซู ถูกย้ายลงมาจากถิ่นฐานเดิมที่เคยอยู่มานาน ให้มาอยู่พื้นที่ด้านล่างที่ถูกจัดสรรใหม่ อยู่รวมกับกลุ่มอาข่า พื้นที่ถูกจัดสรรแค่เพียงสร้างบ้าน เป็นที่อยู่อาศัยกับลานเอนกประสงค์ แต่ไม่มีที่ปลูกข้าว

เมื่อไม่มีที่ทำกินก็ต้องออกไปรับจ้างด้วยแรงงานราคาถูก ผู้หญิงในหมู่บ้านต้องออกจากบ้านลงมาในเมืองเพื่อทำงานร้านคาราโอเกะและอื่น ๆ

ไม่มีข้าวไม่มีพริกชีวิตก็ไม่รู้อยู่อย่างไร มีไฟสว่าง จัดระเบียบสังคมใหม่ แต่ไม่มีอะไรจะกิน ไม่มีที่ดินไม่มีต้นไม้เพื่อประกอบพิธีกรรม

การปฏิบัติต่อกันภายใต้ระบบการเมืองหรือรัฐบาลต่อชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่บนแผ่นดินนี้และได้รับสันชาติไทยแล้ว เป็นคนไทยแต่ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมและเป็นธรรมอาจจะนำไปสู่ภาวะขัดแย้ง อาจจะบานปลายแบบสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ได้หากไม่ระมัดระวังและป้องกันในเรื่องความแตกต่าง ความเชื่อ และศรัทธา

ฉันรู้สึกว่า เป็นเรื่องน่ากลัวหากว่าความหมดศรัทธาเกิดขึ้นในใจผู้คนโดยเฉพาะต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะพวกเขารู้สึกว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกหลอกให้ย้ายลงมาด้วยเหตุผลของเจ้าหน้าที่รัฐว่า เพื่อดูแลทุกข์สุขของพวกเขาได้ทั่วถึงอยู่ข้างบนยากแก่การดูแล และเป็นเส้นทางยาเสพติดด้วย ในขณะเดียวกันก็ยังขึ้นไปทำไร่ ปลูกข้าว ปลูกผักข้างบนได้ แต่เพียงสองปีเขาก็ไม่มีสิทธิ์ทำกินในพื้นเดิม ที่ถูกปรับเปลี่ยนไปแล้ว เป็นหน่วยงานหนึ่งในอำนาจรัฐ…และพวกเขาก็กลายเป็นลูกจ้างรายวัน ปลูกผัก ปลูกดอกไม้เมืองหนาว เพื่อส่งขายเมืองใหญ่

หลายคนบอกว่า ถึงตอนนี้พวกเขายอมรับแล้วว่าไม่ได้ที่ทำกินเดิมแล้ว ขอแต่ที่ตรงไหนก็ได้ แค่ได้ปลูกข้าวปลูกพริกกิน

พวกเขาเล่าว่า

“เมื่อก่อนสองร้อยบาทเราอยู่ได้สามสัปดาห์ ซื้อแต่เกลือกับชูรส แต่วันนี้สองร้อยหนึ่งวันเพราะต้องซื้อทุกอย่าง เช้าต้องซื้อข้าวซื้อกับห่อไปกิน”

ยามเช้า… มีรถกระบะขึ้นมาขายกับข้าวเป็นถุง ๆ บางคันก็มารับคนลงไปทำงานพื้นราบ...ชีวิตใหม่ของพวกเขา

ช่วงระหว่างทาง เธอชี้ให้ฉันดู บอกฉันว่า ที่นี่มีปางช้างแห่งหนึ่ง เขาให้ชาวเขามาอาศัยอยู่ และให้ชาวเขาเดินเท้าทุกวันเพื่อให้นักท่องเที่ยวดู ก่อไฟหูงข้าวให้นักท่องเที่ยวชม

… เขามีสิทธิ์อะไรที่จะอนุญาตในเมื่อเป็นป่า

ฉันเล่าให้น้องอาเล่ฟังเรื่อง โลกใบเล็กของซัลมาน เรื่องสั้นของกนกพงศ์ ซัลมานเป็นชาวประมงเล็ก ๆ คนหนึ่งที่ถูกการท่องเที่ยวโดยโรงแรมขนาดใหญ่ล้อมกรอบชีวิตของเขาเอาไว้ ซัลมานไม่ยอมจำนน เขามีชีวิตปกติแต่ชีวิตปกติของเขาก็ถูกขาย มันน่าตลกเมื่อเมียของซัลมานจุดไฟหูงข้าวในยามเช้าวิถีชีวิตก็กลายเป็นสินค้าของโรงแรมที่ดีเยี่ยม

ไม่ได้ถามอาเลว่า ชาวเขาที่เดินไปเดินมาให้นักท่องเที่ยวดูนั้นได้ค่าจ้างเท่าไหร่ ถ้าจำไม่ผิดเมียซัลมานเธอได้วันละ 10 บาทจากเจ้าของโรงแรม หากเธอก่อไฟด้วยฟืนให้มีควันขึ้นมาให้นักท่องเที่ยวจากหน้าต่างโรงแรมดู

ในความเป็นจริงนั้น”ซัลมาน” มีอยู่ทั่วไป

ฉันเชื่อว่า อาเล เชื่อมั่นในงานเขียน และคาดหวังต่อตัวนักเขียน พวกเธอจึงเลือกคุยกับพวกนักเขียน

มีนักเขียนจำนวนไม่มากที่เชื่อมั่นในพลังของงานเขียน หรือบางคนก็เคยเชื่อและหยุดเชื่อไปแล้ว แต่พวกเขายังเขียนหนังสืออยู่เพราะเขียนเป็นอาชีพหรือมีอาชีพเขียนหนังสือ


4

บทความของศิลา โคมฉาย ในมติชนสุดสัปดาห์ เขียนเล่าว่า กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ กำลังทำหนังสือเรื่องสั้น เพราะเรื่องสั้นซบเซามากต้องทำอะไรให้คึกคักขึ้นหน่อย

เขาได้ใช้ไม้ขีดก้านสุดท้าย จุดไฟขึ้นมา เพราะตั้งแต่หนังสือช่อการะเกด ของคุณสุชาติ สวัสดิศรี ปิดตัวไป ไรเตอร์ สิ้นยุคขจรฤทธิ์ รักษาไปจนถึงผลัดหลังขจรฤทธิ์ส่งไม้ให้กนกพงศ์สานต่อไปได้ไม่นาน หนังสือประเภทที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสั้นอย่างจริงจังก็หมดสิ้น

การทำหนังสือเรื่องสั้นของกนกพงศ์ เชื่อว่า เป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นและเป็นกำลังใจของอีกหลายคนในท่ามกลางความสั่นคลอนและความไม่เชื่อมั่นต่อพลังและอำนาจวรรณกรรมจากเรื่องสั้น

กนกพงศ์ เคยให้สัมภาษณ์ในไรเตอร์ ในช่วงที่เขาได้ซีไรท์ “แผ่นดินอื่น” ว่า “เขียนหนังสือด้วยความเชื่อมั่นมากในพลังของหนังสือ เชื่อในประสิทธิภาพของสื่อวรรณกรรม”

การเชื่อมั่นในอำนาจและพลังในงานวรรณกรรม ทำให้เขาสร้างงานเขียนอย่างมีพลังและเป้าหมาย นักอ่านเรื่องสั้นจำนวนหนึ่งรอคอยที่จะอ่านงานของเขา

ฉันคิดเล่น ๆ ว่า เหตุการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ภาคใต้ กนกพงศ์ได้บันทึกไว้ในเรื่องสั้นของเขาก่อนหน้านี้แล้ว ผู้ที่เข้าไปแก้ปัญหาในภาคใต้น่าจะเอางานเรื่องสั้นของกนกพงศ์มาอ่าน อาจจะได้แนวทางใหม่ ๆ หรือความเข้าใจใหม่ ๆ ได้

เรื่องสั้นในชุดแผ่นดินอื่น ที่เขาได้รางวัลซีไรท์ มีอยู่หลายเรื่อง ที่สะท้อนให้เห็นว่า คนสี่จังหวัดภาคใต้ไม่เลื่อมใสศรัทธาในระบบการเมืองหรือรัฐบาล

ถ้าเชื่อว่า หน้าที่ของนักเขียนอย่างหนึ่งคือทำหน้าที่บันทึกประวัติศาสตร์ และเสนอความคิดใหม่ ๆ เขาได้ทำแล้ว

เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า นักเขียนเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อใคร มองปัญหาและนำเสนออย่างอิสระ นักเขียนสำรวจปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมแล้วนำเสนอ นักเขียนทำงานวิจัยสังคมให้รัฐบาล โดยไม่เรียกร้องค่าตอบแทน นอกจากต้องการให้สังคมดีขึ้น

การเดินทางครั้งสุดท้าย เป็นการเดินทางไกล และจะไม่กลับมาเขียนหนังสือให้ใครอ่านอีกเลย นอกจากงานที่เขียนไว้แล้วและเรื่องราวของตัวเขาที่เป็นบันทึกหนึ่งของคนเขียนหนังสือ

40 ปี ไม่น้อยเกินไปที่จะพอมองเห็นว่า ได้ทำอะไรมาบ้างและกำลังทำอะไรอยู่

40 ปีของนักเขียน คุณเขียนหรือทำอะไรอยู่ เช่นเดียวกับ 40 ปี ของนักวิชาการ นักธุรกิจ นักการเมือง คุณล่ะกำลังทำอะไรอยู่… นี่ต่างหากที่สำคัญ

****************

หมายเหตุ เขียนในช่วงที่กนกพงศ์ เสียชีวิต ตั้งใจส่งไปสำหรับทำหนังสือที่ระลึก แต่ส่งไปไม่ทัน นำมาลงไว้ที่นี่ และเพื่อระลึกถึงกนกพงศ์ ในโอกาสการกลับมาของเรื่องสั้น”ช่อการะเกด”อีกครั้ง กนกพงศ์เป็นนักเขียนเรื่องสั้นคนหนึ่งที่ได้รับการประดับช่อการะเกด




Create Date : 09 กรกฎาคม 2550
Last Update : 14 กรกฎาคม 2550 9:09:29 น. 34 comments
Counter : 893 Pageviews.

 
สวัสดีครับ ยาย

แวะมาอ่านก่อนใครเพื่อน เลยคอมเมนต์ก่อนคนอื่น

อ่านเรื่องนี้แล้ว สะเทือนใจต่อวีรกรรมของนักเขียนอีกหลายๆ ท่าน

ทุกคนน่ายกย่องและควรค่าแก่การบันทึกไว้ในความทรงจำครับ


โดย: รักษ์ (big onion ) วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:1:00:12 น.  

 
เสียดายคุณกนกพงศ์เหมือนกันครับ

จะหานักเขียนเรื่องสั้นฝีมือเยี่ยมระดับเขาคนที่สองนี่คงยากแล้ว


โดย: ฟ้าดิน วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:2:20:10 น.  

 


มีหนังสือของอ.เสกสรรค์ให้ยืมอ่านฟรี
สนใจติดตามรายละเอียดได้ในบลอกนะครับ

ขอบคุณครับ


โดย: ฟ้าดิน วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:7:04:26 น.  

 
ผมชอบงานเขียนของคุณกนกพงศ์ครับ แม้ว่าจะเริ่มอ่านเล่มแรกจากผลงานเล่มที่ได้รางวัลซีไรต์ (ซึ่งดูว่าเป็นการเริ่มต้นที่ฉาบฉวยมากก็ตาม)

น่าเสียดายที่เขาต้องด่วนจากโลกนี้ไปในเวลาอันสั้น แต่ผมเชื่อมั่นว่าผลงานของเขาจะมีอายุยืนยาวกว่าตัวเขาหลายเท่าตัว

ปล. เข้ามาอ่านเพราะชื่อเจ้าของบล็อก จำได้ว่าเมื่อสัก 10 กว่าปีผ่านมาแล้ว เคยซื้อหนังสือเล่มบาง ๆ ที่ชื่อผู้เขียนเหมือนชื่อเจ้าของบล็อก


โดย: 9A วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:7:29:30 น.  

 
ในวันที่ฟ้าหม่นปนเศร้า ผมผูกเปลนอนหน้าบ้านเช่า หยิบเอางานเขียนของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ออกมาอ่านอีกหน เป็นรวมเรื่องสั้น โลกหมุนรอบตัวเอง

แน่นอน...ผมชอบเปิดอ่านคำนำของเขามากที่สุด...ในยามเหงา และชอบตั้งคำถามกับตัวเองอยู่ย้ำๆ

“...ต้องมีเหตุผล! อะไรสักอย่างทำให้เราเกิดมาเป็นชีวิตในดวงดาวสีน้ำเงินดวงนี้ หาใช่เรื่องบังเอิญที่เราเกิดมา ชีวิตช่างเป็นเรื่องจริงเหลือเกิน...”


โดย: pu_chiangdao วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:11:18:36 น.  

 
>>“เขียนหนังสือด้วยความเชื่อมั่นมากในพลังของหนังสือ เชื่อในประสิทธิภาพของสื่อวรรณกรรม”<<

ประทับใจประโยคนี้มากค่ะ สำหรับปอม (ที่แม้จะแถไปเขียนนิยายตลาดบ้าง) ความอยากเขียนหนังสือเริ่มมาจากการอ่านวรรณกรรม ซึ่งทำให้เกิดความคิด และศรัทธา ในสิ่งที่นักเขียนต้องการสื่อ เพื่อจรรโลงโลกและสังคมให้ดีงาม เสียดายที่ตลาดวรรณกรรมบ้านเรา ค่อนข้างแคบ สิ่งที่นักเขียนพยายามจะสื่ออาจจะไปถึงในวงกว้าง แต่นักเขียนอย่างคุณกนกพงศ์ ก็ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด และเต็มความสามารถแล้วค่ะ ศรัทธาในวิถีชีวิตของคุณกนกพงศ์ค่ะ

เขียนไปแล้วนึกถึงท่อนหนึ่งของเพลงประจำมหาวิทยาลัย ท่อนที่ร้องว่า...

"ศิลปินอยู่เพื่ออะไร ยืนยงเพื่อจรรโลงสิ่งไหน
แต่ศิลปินก็ภาคภูมิในใจ ที่ได้สร้างเพื่อมนุษยธรรม"

อ่านบทนี้แล้วฮึกเหิมอยากเขียนแนววรรณกรรมอย่างจริงจังมากขึ้น


โดย: ปอมปอมเกิร์ล วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:11:37:43 น.  

 
ชอบงานเขียนของกนกพงศ์ เช่นกันค่ะ


ขอบคุณนะคะ ที่แวะไปเยี่ยมครอบครัวอุ่นรัก


โดย: คนเลวที่แสนดี วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:15:01:58 น.  

 
กนกพงศ์จุดไฟให้นาคร
เขาคือคำพรที่เป็นจริงของนักเขียนบนแผ่นดินอื่น
เขายืนอยู่บนสุดของปลายด้ามขวานที่ทุกสะพานขาด
เขาคืออำนาจวรรณกรรมหาญกล้า
บนดวงดาราที่ชื่อดาวเคราะห์ที่ไร้แสง
และหมุนรอบตัวเองดวงนี้



โดย: สัญจร ดาวส่องทาง วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:15:55:16 น.  

 
งานเขียนยุคต้นในวัยหนุ่ม
หนักแน่น เข้มข้นมากครับ
ชอบทุกเล่มในช่วงวัยนั้นของคุณกนกพงศ์

งานที่รวมเล่มหลังจากเสียชีวิต
ไม่ได้ซื้อมาอ่านเลยครับ

โดยไม่มีสาเหตุและอย่างไม่มีเหตุผลครับ



โดย: กะว่าก๋า (กะว่าก๋า ) วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:16:48:45 น.  

 
"ฟ้าดิน"
โครงการแลกหนังสือกันอ่าน ดีค่ะ แต่พี่อยู่เชียงใหม่ แต่อย่างไรก็ตามถือว่าเป็นเรื่องดี ๆ เพราะว่า หนังสือที่อยากอ่านหายาก เนื่องมาจากเงินที่จะซื้อ และบางทีมีเวินแล้วก็หาซื้อไม่ได้ ก็เหมือนอย่างที่คุณว่านั่นแหละ บางครั้งถูกจัดอยู่หลังร้าน อยากอ่่านเล่มไหนต้องถามหา หรือไม่ก็ไปดูที่วางเอาสันออก

ที่บ้านพ่อพเยียเขาก็มีการแบ่งปันหนังสือกันอ่านนะใครสนใจก็เข้าไปดู พ่อพเยียเขาขยันส่งด้วย ส่วนพี่ติดค้างจะส่งหนังสือให้หลายคนกว่าจะไปส่งนานทีเดียว ไปรษณี์ย์อยู่ไกลบ้าน หมู่บ้านเล็ก ๆ ทีมีทุกอย่าง ตั้งแต่ธนาคาร ร้านสะดวกซื้อ24ชั่วโมง โรงเรียน วัด แต่ไม่มีไปรษณีย์ที่ต้องการ ต้องไปในตัวอำเภอ

อย่างไรก็ขอบคุณค่ะ"ฟ้าดิน"


โดย: แพรจารุ วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:17:19:02 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณเอ
เคยซื้อหนังสือเล่มบาง ๆเมื่อสิบปีเหรอ คงเป็นงานเขียนในช่วงแรก ๆ นะคะ แต่คำบอกเล่าสั้น ๆ ว่าเคยอ่านงานเมื่อสิบปีที่แล้ว ทำให้ต้องนิ่้งคิดเหมือนกันว่า หลังสิบปีเราทำอะไรบ้าง
เรื่องสั้นที่รักมาก ๆ ก็แทบไม่ได้เขียน
ปีสองปีนี้ไม่มีงานใหม่ ๆ ออกมา มีแต่งานรวมเล่มเฉพาัะกิจกับนักเขียนคนอื่น เช่นหนังสือ มาเพื่อบอกรักแด่อันดามัน สันติภาพชาติพันธ์ นักคำนวณความสุขในหุบเขา และที่กำลังจะแล้วเสร็จคือ โศกนาฎกรรมคนขายขอบ และเมืองแม่น้ำในหุบเขา-แม่น้ำปิง สรุปก็คือทำงานเขียนเชิงกิจกรรมมากขึ้นไม่ได้ทำงานวรรณกรรม หนังสือพวกที่กล่าวมาใช้ข้อมูลความจริงมากกว่าจินตนาการ และวางขายไม่กว้าง
การเข้ามาเขียนบล็อก และได้พูดกับคนที่สนใจงานวรรณกรรมช่วยปลุกความคิด ความฝัน ได้ดีทีเดียว ต้องขอบคุณ พ่อพเยียเขา ที่ทำให้เรากลับมาคิดถึงเรื่องสั้น คิดถึงกนกพงศ์ จนเอาเรื่องที่เขีนถึงเขาเมื่อสองปีก่อนมาลง

ขอบคุณเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ทุกคน ที่มาช่วยกันอ่านช่วยกันเขียน เป็นกำลังใจทีดีทีเดียว

ขอบคุณสัญจร ดาวส่องทาง พี่ที่นับถือ ผู้ให้ทางเดินใครต่อใครผ่านตัวอักษร
รักษ์ เพื่อนเก่า
ปอมปอม นกแสงตะวัน น้องใหม่ที่สดใสมาพบกันที่นี่
สีน้ำฟ้าที่น่ารัก
ภู เชียงดาว ผู้ร่วมชะตากรรมทำงานร่วมกันในช่วงชีวิตเป็นจริงและงานเขียนเชิงกิจกรรมที่ว่า ทุกเล่มมี ภู เชียงดาว ร่วมเขียนด้วย ช่วยกันคิดช่วยกันให้กำลังใจ
และคงจะต้องทำกันต่อไปนะภู อย่าคิดว่าขอบคุณแล้วจะจบ (ฮา)


โดย: แพรจารุ วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:17:58:26 น.  

 
นอกจากเขาเขียนเรื่องสั้นดีแล้ว
ผมว่าเขาเป็นคนมีเสน่ห์ ไม่ฉพาะกับเพศตรงข้ามหรอก
เพศเดียวกันอย่างผมยังตกหลุมรักในน้ำใจสุภาพบุรุษเขาเลย


ผมไปเยี่ยมเขาก่อนเขาเสียชีวิต
(และผมคิดว่าผมเป็นคนถ่ายรูปในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นคนสุดท้าย)

เพราะผมกลับมาเขียนถึงเขาในขวัญเรือน
เรื่องยังไม่ทันได้ตีพิมพ์เลย ข่าวส่งมาว่ากนกพงศ์เสียชีวิตแล้ว

ผมเขียนถึงเขาก่อนที่เขาจะเสียชีวิต หวังว่าจะเซอร์ไพรส์ เมื่อได้อ่าน เลยไม่ได้บอกเขา แต่เขาไม่มีสิทธิ์ได้อ่าน

ผมประทับใจเขามากตอนที่ได้ไปนอนที่หุบเขาฝนโปรยไพร

ไปเถอะ... ไปล่วงหน้าไปก่อน เดี๋ยวก็ตามไปกันทุกคนแหละ เพียงแต่ไม่รู้ไปไหนเท่านั้นเอง รู้แต่ว่าต้องจากโลกนี้ไปแน่ ไม่ช้าก็เร็ว



โดย: พ่อพเยีย IP: 124.121.22.252 วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:18:58:23 น.  

 
คุณกนกพงศ์เป็นเหมือนครูคนหนึ่งเลยค่ะ ถึงแม้ว่ายังไม่มีโอกาสได้เรียนด้วย แต่ก็ถือว่าท่านเป็นครูในทางวรรณกรรม ไม่แพ้อาจารย์ท่านอื่นๆ เลยค่ะ


โดย: picnic244 วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:19:05:44 น.  

 
เกี่ยวกับพ่อหลวงจอนิ โอโดเชา สนใจอ่านได้ที่นี่คะ คอลัมน์ ภู เชียงดาว
//www.prachatai.com/05web/th/columnist/viewcontent.php?ColumnistID=68&ID=68&ContentID=2759&SystemModuleKey=Column&System_Session_Language=Thai


โดย: แพรจารุ วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:20:56:20 น.  

 
ที่น่าเศร้าคือคนเรามักแยกแยะไม่ออกนะครับ
เรื่องที่ควรจำ กลับลืม
และเรื่องที่ควรลืม กลับจำ


ชอบความคิดของจอนิ โอโดเชาครับ


โดย: กะว่าก๋า (กะว่าก๋า ) วันที่: 10 กรกฎาคม 2550 เวลา:7:20:21 น.  

 
แวะมาเยี่ยมพี่แพรนะคะ พอดีกลับเมืองไทย แวะไปบล้อคภู เลยเจอพี่ในนั้น


เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้ (อดีตนักข่าวที่สัมภาษณ์พี่)


โดย: Kala_mydog วันที่: 10 กรกฎาคม 2550 เวลา:8:36:37 น.  

 
เพิ่งซื้อ "กวีตาย" มาอ่านค่ะ


โดย: ม่วนน้อย วันที่: 10 กรกฎาคม 2550 เวลา:10:17:05 น.  

 
บี

ดีใจจังที่ได้พบกันที่นี่ ไม่ได้เจอกันนาน
แต่จำได้บีได้ดี และคิดถึงอยู่เรื่อย ๆ

ความดีใจเกิดขึ้นประเดี๋ยวก็กลายเป็นอย่างอื่น เมื่อเข้าไปในบล็อกของบีและพบว่า บีกลับบ้านเพราะพ่อเสียชีวิต

พี่ก็ำไม่ต่างกันแต่บีโชคดีกว่าพี่ที่ได้อยู่กับพ่อนานกว่า พ่อเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตอนพี่เรียนรามปีหนึ่ง หลังจากนั้นชีวิตก็ไม่อยากทำอะไรอีกเลย กว่าจะฟื้นตัวได้ยาวนาน เพราะเป็นการสูญเสียครั้งแรกและเราก็ไม่ยังไม่โตพอ

บี อ่านในเรื่องแผ่นหลังพ่อแล้วใช่ไหม
แต่หลังจากที่เราฟื้นขึ้นมาได้ ทุกอย่างในโลกก็เป็นเรื่องเล็ก ๆ ทั้งหมดแล้ว

บี มาคนเดียวหรือมีครอบครัวมาด้วยล่ะ พี่เห็นมีนามสกุลต่อท้ายเป็นของต่างชาติ แต่เดาไม่ออกว่าเป็นประเทศไหน และตอนนี้ได้ดอกเตอร์หรือยัง ทราบข่าวหลังสุดว่าีบีเรียนต่อ
บทสัมภาษณ์ที่บีสัมภาษณ์พี่เป็นบทสัมภาษณ์ที่พี่ที่ดี และชอบ เลยเก็บเอาไว้อย่างดีเลยจ๊ะ รวมทั้งรูปที่บีถ่ายให้ด้วย







โดย: แพรจารุ วันที่: 10 กรกฎาคม 2550 เวลา:10:24:53 น.  

 
ส่งสารชาวเขา ชาวลีซู นะคุณแพร แล้วเราจะช่วยอะไรได้


โดย: หน่อย IP: 203.113.50.140 วันที่: 11 กรกฎาคม 2550 เวลา:10:16:19 น.  

 
ดีใจที่ได้พบเว็บนี้


โดย: สืบสวัสดิ์ สนิทวงศ์ IP: 222.123.64.19 วันที่: 11 กรกฎาคม 2550 เวลา:11:37:28 น.  

 
พี่แพรคะ บีแต่งงานกับนักเขียนอเมริกันค่ะ เมื่อสามปีที่แล้ว เลยต้องย้ายตามสามีไปอยู่อเมริกา

ดีใจที่เจอพี่เหมือนกันค่ะ ทราบมาว่า พี่แต่งแล้วเหมือนกันกับกวีหนุ่ม (หล่อ) อิอิ


โดย: Kala_mydog วันที่: 11 กรกฎาคม 2550 เวลา:20:42:50 น.  

 
สถาบันนี้
รับรองผมคนนึงที่ไม่เป็นสมาชิกแน่นอนครับ



โดย: กะว่าก๋า (กะว่าก๋า ) วันที่: 12 กรกฎาคม 2550 เวลา:12:12:19 น.  

 
แจมเพิ่งซื้อ..อะไรนะ..ป่าน้ำค้าง..หรือน้ำค้างในป่าหนาวนะ..ที่เป็นบทกวีน่ะค่ะ.. พอดีไม่ได้นำติดมาด้วย

ตอนนี้แจมอยู่ในกรุงเทพฯ ค่ะพี่ยาย ขอบคุณมากนะคะ ที่สละสิทธิ์ ให้พี่โดมส่งหนังสือให้แจมแทน

ขอบคุณมากค่ะ


โดย: สีน้ำฟ้า วันที่: 12 กรกฎาคม 2550 เวลา:13:53:24 น.  

 
กะว่าก๋า

ใครเขาจะให้ผู้ชายเข้าสถาบันนี้ เขาให้ผู้หญิง และมีผู้หญิงจำนวนมากที่นิยมโชว์ จั๊กกะแร้ และเข้าสถาบันนี้

ใครอยากรู้ว่าเราคุยถึงสถาบันอะไร ตามไปได้ที่บล็อก
กะว่าก๋า


โดย: แพรจารุ วันที่: 12 กรกฎาคม 2550 เวลา:17:00:25 น.  

 
สีน้ำฟ้า
ในที่สุดก็ได้กรุงเทพฯ แล้วน้องนางจะมาถึงเชียงใหม่ไหมละ (น้องนาง เป็นคำเรียกขานในบทหนังตะลุงนะ ไปอยู่ใต้ได้ไปดูหนังตะลุงมากไหม

มีคำเรียกขานของนางเอกระดับที่เป็นลูกเจ้าเมือง เชียวนะ


โดย: แพรจารุ วันที่: 12 กรกฎาคม 2550 เวลา:17:09:57 น.  

 
คุรหน่อยคะ
คำถามสั้น ๆ แต่คำตอบสั้น ๆ ยากจริง ๆ
อันดับแรก เราต้องเชื่อมั่น และเราต้องนับถือกันก่อน ยกเลิกความคิดเก่าที่คิดว่าพวกชาวเขาทำลายป่า เพราะว่าป่าเมืองไทยมีคนช่วยกันทำลายมากมายหลายกลุ่ม

และป่าในเมืองไทยมีคนอยู่ในป่ามาช้านาน คนที่อยู่กับป่ามากมายที่ช่วยกันดูแลป่า
รัฐเองก็เคยให้สัมปทานป่าจนป่าหมดเหมือนกัน
เรามีกรมป่าไม้ดูแลป่ามายาวนาน และป่าก็หมด ถ้าจะโทษมันโทษอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้

แค่เราเชื่อมั่นและนับถือให้เกียรติกันก็ถือว่าช่วยแล้ว
และสนับสนุนให้คนที่อยู่ในป่าดูแลป่าดีกว่า


โดย: แพรจารุ วันที่: 12 กรกฎาคม 2550 เวลา:17:24:18 น.  

 
คุณสืบสวัสดิ์ ขอบคุณมากค่ะ กำลังอ่านงานของคุณอยู่ค่ะ เข้ใจว่า เดือนนี้คงจะอ่านจบ พูดเป็นทางการก็คือยินดีที่ได้รู้จัก หลังจากรู้จักในนามของผู้ใช้นน้ำฝายพญาคำแล้วก็ได้รู้จักในนามของนักเขียน นักอ่านด้วย
ดีใจจริง ๆ




โดย: แพรจารุ วันที่: 12 กรกฎาคม 2550 เวลา:17:52:44 น.  

 
เจริญขวัญเจ้า

นักเขียนอเมริกาที่ว่า เขาเขียนเรื่องอะไรบ้างล่ะคะ พี่หมายถึงเรื่องที่แปลเป็นไทยนะคะ เพราะพี่อ่านภาษาอื่นไม่ได้เลยคะ ตอนนี้หัดอ่านคำเมืองอยู่ (ภาษาล้านนาของเมืองเหนือนะคะ) พี่ชอบตัวอักษรของเขา และตอนที่แม่กับพ่อของคุณถนอมเสียชีวิต น้อง ๆ ของเขายกใบเกิดของพ่อแม่ของเขาให้พี่เป็นคนเก็บรักษา
บันทึกอยู่ในใบลาน และไม้ไผ่ เป็นภาษาคำเมือง ก็เลยพยายามอ่านและเอาไปให้ ไพฑูรย์ พรหมวิจิตร อ่านให้ฟัง บีรู้จัดพี่ไพฑูรย์นะ ก็เลยทำให้สนใจตัวเมือง

พี่เข้าไปอ่านบทกวีของบี ยังคงชอบบทกวีของเธออยู่


โดย: แพรจารุ วันที่: 12 กรกฎาคม 2550 เวลา:18:22:09 น.  

 
พี่ยาย..เลี้ยงข้าวอ่ะป่าว...แจมจิได้หนีเที่ยว ฮิฮิ..วันนี้อบรมเสร็จแล้วววววว

... เย้

เว็บที่สร้างตอนเรียนค่ะ

//210.246.196.13/ewt/cukaopp/index.html


โดย: แจม IP: 210.246.196.1 วันที่: 13 กรกฎาคม 2550 เวลา:15:11:53 น.  

 
แวะมาทักทายตามประสา รู้สึกดีที่เทคโนโลยี่ด้านการสื่อสารช่วยย่อย่นระยะทางแห่งมิตรภาพให้ชิดใกล้กัน แม้จะมีหลายท่านยังโหยหาวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรนี่นะ ใครอยากใช้เครื่องพิมพ์ดีดก็ใช้ ใครอยากคัดลายมือก็คัด ส่วนใครจะใช้คีย์คอมพิวเตอร์ก็คีย์ไป คนเราแต่ละคนมีโลกส่วนตัว บางคนมีโลกกว้างบางคนมีโลกคับแคบ แต่ก็มีบ้างเหมือนกัน ที่แอบอาศัยโลกของคนอื่น เอาเถอะ ขอให้มีความสุขก็แล้วกัน

ผมเคยเขียนบทกวีและได้รับการตีพิมพ์บ้างตามสมควร ได้รับค่าเรื่องบ้างไม่ได้รับบ้าง ส่วนใหญ่คือไม่ได้รับ แม้เรื่องจะได้รับการตีพิมพ์
กูรูทางวรรณกรรมหลายท่านบอกไว้ว่า ถ้าคิดจะเป็นนักเขียนก็อย่าได้หวังถึงผลตอบแทน เพราะมันจะทำให้งานของเราออกมาไม่ดี

ประโยคดังกล่าวนำมาซึ่งการอดทน และอดข้าว
นักเขียนมีเจตนาดีต่อการนำเสนอผลงาน
ส่วนนักการตลาดที่ทำมาหากินบนความอ่อนด้อยเชิงธุระกิจของนักเขียนก็มีเยอะ...เราจะเรียกคนประเภทนี้ว่าอะไรดีครับ


โดย: tidken IP: 203.146.63.185 วันที่: 18 กรกฎาคม 2550 เวลา:20:34:11 น.  

 
tidken ค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ ที่แสดงทัศนะเรื่องโลกเทคโนโลยี่ เห็นจริงตามคุณว่าค่ะ

ส่วนเรื่องงานเขียนกับค่าเรื่องนั้น เราเป็นคนเขียนอาชีพ นั้นคือมีอาชีพในการเขียนหนังสือ หรือเขียนเลี้ยงชีพด้วยเพราะไม่ได้ทำงานอย่างอื่นเลย ดังนั้นงานเขียนจึงต้องมีค่าตอบแทนค่ะ

และคิดว่าไม่เกี่ยวกับงานจะออกมาดีหรือไม่ดีเพราะค่าตอบแทน เพราะอย่างไรเราก็เขียนก่อนที่ค่าตอบแทนจะมา หรือเขียนก่อนที่จะรู้ว่ามันจะลงที่ไหนด้วย

กูรูทางวรรณกรรมไม่ต้องเชื่อมากก็ได้คะ ฟังได้แต่ไม่ต้องเชื่อหรือทำตาม ถ้าเขียนและงานได้ลงเราคิดว่าต้องทวงถามค่าเรื่อง หลังผ่านไปสองสัปดาห์หากยังไม่มีการติดต่อ เพราะบางทีเขาอาจจะไม่มีที่ติดต่อเราหรือขัดข้องบางอย่าง

นักเขียนกับนักธุรกิจด้านสิ่งพิมพ์ โรงพิมพ์ ฝ่ายจัดจำหน่ายก็ต้องพึ่งพากันคะ งานเขียนเป็นงานที่ต้องลงทุนสูงทุกฝ่ายคะ ลงทุนหัวใจด้วย หนังสือเล่มหนึ่งกว่าจะขายได้สักพันเล่มก็ยาวนาน (โดยเฉพาะหนังสือแบบที่เราเขียน) พันเล่มสำนักพิมพ์ถึงจะคุ้มทุน มันอยู่ที่หนังสือเล่มนั้น ๆ และสำนักพิมพ์นั้น ๆ สำนักพิมพ์ไหนที่ยังพยายามพิมพ์และขายวรรณกรรมอยู่ต้องเห็นใจจริง ๆ

แต่สำหรับเราก็มีอยู่ข้อหนึ่งที่ทำให้ทำงานเขียนอยู่ได้ต่อไปคือ ให้เห็นว่างานใหญ่กว่าตัวเรา เมื่องานใหญ่ทุกอย่างก็เป็นเรื่องเล็ก เราก็เลยทำงานต่อไป

ท้ายนี้ถือเป็นการแลกเปลี่ยนกันนะคะ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะเขียนงานต่ไปอย่างมีความสุขกับการเขียน


โดย: แพรจารุ วันที่: 18 กรกฎาคม 2550 เวลา:23:08:44 น.  

 
คารวะ
ฉันมาหาคำตอบ....
ในนี้...


โดย: ตาพรานบุญ วันที่: 26 ตุลาคม 2550 เวลา:15:08:50 น.  

 
ขอแสดงความเสียใจแด่คุณกนกพงศ์ด้วยนะคะ แม้ว่าจะผ่านเลยมาถึงสองปีแล้วก็ตามแต่อย่างไรเสีย คุณกนกพงศ์ก็จะตราตรึงอยู่ในจิตใจของดิฉันเสมอไป เสียดายที่ได้รู้จักกับนักเขียนที่มีคุณภาพช้าไป แต่ก็จะพยายามหางานเขียนของเขามาอ่านให้ครบ เพราะดิฉันเป็นเพียงคน ๆ หนึ่งที่ชอบฟังเพลง และบทเพลงนี่แหละค่ะที่ทำให้ดิฉันได้รู้จักกับคุณกนกพงศ์ ได้อ่านและศึกษาถึงประวัติชีวิตของเขา และได้ประทับใจกับอะไรหลากหลาย ขอให้ไปสู่สุขคตินะคะ


โดย: เพียงผ่านมา IP: 203.172.201.127 วันที่: 3 เมษายน 2551 เวลา:16:50:14 น.  

 
:::สะกดรอยตามอ่านงานครับ พี่ยาย::::


โดย: โฟล์คเหน่อ วันที่: 26 เมษายน 2551 เวลา:4:12:35 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แพรจารุ
Location :
นครศรีธรรมราช Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




..
۞ บทกวีและเรื่องสั้น ถนอมไชยวงษ์แก้ว
อัพเดท

..
۞ จากกระท่อมทุ่งเสี้ยว โดยถนอม ไชยวงษ์แก้ว
อัพเดท 17 ต.ค.51
http://www.youtube.com/watch?v=L21lhWsu8QQ&feature=related object width="315" height="80">
หา โค้ดเพลงhi5 : hi5 song code search
Friends' blogs
[Add แพรจารุ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.