Group Blog
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •   
  •  
  •  
  •  
สิงหาคม 2558

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
Review - ท้าพิสูจน์ลิปส์สวยลึกระดับ DNA กับ Mistine DNA Lip Color & Top Coat
 สวัสดีทุกคน 
บล็อกนี้ปอจะชวนทุกคนเข้าเรียนวิชาชีวะ เจาะลึกบทเรียนของเรียวปากสวยระดับ DNA
ถ้าพร้อมแล้ว เตรียมลิปส์รีมูฟเวอร์ไว้ให้ดี แล้วลบทุกความจำเจของลิปสติกที่เคยมีออก เพื่อพบกับ...


"MISTINE DNA LIP COLOR & TOP COAT"


ลิปสายพันธุ์ใหม่ ที่ไม่เพียงเติมสีให้ริมฝีปากดีอิ่มสวย แต่ยังล็อคสีให้สดแน่นถึงระดับ DNA ด้วย 2 ขั้นตอนง่าย ที่จะทำให้ไม่ทิ้งคราบ ไม่ทิ้งรอยลิปสติกไว้ให้อับอาย

แต่จะดีเลิศแบบที่ว่าไหม ลองพิสูจน์ไปพร้อมกับปอเลย!!!



Mistine DNA Lip ออกมาทั้งหมด 8 สีด้วยกัน จะคลุมโทนตั้งแต่แดงสด แดงชมพู ชมพูช็อคกิ้งพิ้งค์ ชมพูหวานๆ ส้ม จนถึงน้ำตาล สามารถเลือกได้ตามความต้องการเลย



ที่ด้านหลังของกล่องจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์อยู่อย่างครบถ้วน รวมทั้งส่วนประกอบทั้งหมด วิธีการใช้งาน สถานที่ผลิต และอื่นๆ ที่สำคัญ รวมทั้งเบอร์ของแต่ละสีจะมีบอกไว้ที่ตัวกล่องตรงบาร์โค้ดด้วย แต่แกะใช้งานแล้วไม่ต้องกลัวสับสนว่าสีไหนเป็นสีไหน สีใดเบอร์อะไร เพราะที่ก้นหลอดก็มีเบอร์บอกไว้เช่นกัน 

ส่วนราคาค่าตัวของเจ้านี่อยู่ที่แท่งละ 95 บาทเท่านั้น!



ตัวแท่งลักษณะเหมือนกับลิปกลอสทั่วๆ ไปที่เราเคยเห็น แต่ถ้าสังเกต จะเห็นว่าส่วนฝาด้านบนที่เป็นสีดำจะสูงกว่าปกติ ซึ่งมันซ่อนสิ่งที่ทำให้ลิปตัวนี้เด็ดเอาไว้





ใน 1 แท่ง จะแบ่งออกเป็นสองส่วน คือส่วนของสีลิป กับด้านบนที่บอกไว้ตอนต้นที่เป็นตัวท็อปโค้ด 



ด้านล่างจะเป็นเนื้อลิปที่ลักษณะเป็นน้ำ เนื้อเบา เกลี่ยง่าย ไม่เหนียวเหนอะหนะ มาพร้อมกับหัวแปรงเหมือนกับแปรงลิปกลอส เราเรียกลิปลักษณะนี้ง่ายๆ ว่า ลิปแบบจิ้มจุ่ม 



ส่วนด้านบนที่ซ่อนไว้ ก็คือตัว Top Coat เหมือนเวลาเราทาเล็บ ก็ต้องมีตัวเคลือบ อันนี้ทำหน้าที่เดียวกัน คือเคลือบสีลิปสติกให้ติดทนและเด่นชัดมากขึ้น มาพร้อมกับสารบำรุงต่างๆ รวมทั้งวิตามินอี ที่ให้ความชุ่มชื่นกับริมฝีปากอีกด้วย ตัวท็อปโค้ดนี้ไม่มีสีนะ จะเป็นลักษณะคล้ายลิปบาล์ม ลื่นๆ เงาๆ 




ถึงเวลาปาดสีเล่นดูแล้ววว!!

ก่อนจะลองทาที่ริมฝีปาก มาลอง swatch สีที่ท้องแขนกันก่อนแล้วกันเนอะ ลองดูเป็นแนวทางในการเลือกสี เผื่อใครสนใจ และลองดูความแน่นของเนื้อสีด้วย


เนื้อสีแน่นชัดมาก!!! ปาดครั้งเดียวรู้เรื่อง! พูดเลย เม็ดสีแจ่มชัด 8 สีสวยมาก เนื้อแห้งค่อนข้างไว ดังนั้นต้องเกลี่ยไวนิดหนึ่ง ตอนปาดมันสมูธมาก ปาดลื่นมาก แม้สีจะชัด แต่กลับเกลี่ยให้ดูเท่ากันได้ง่ายดาย กลิ่นหอมอ่อนๆ ถ้าปาดกับท้องแขนแบบนี้เนื้อลิปไม่เหนอะหนะนะ ไม่ต้องทาท็อปโค้ด ลองใช้นิ้วถูกๆ อย่างแรง (ลองให้คนอื่นถูด้วย) ก็ไม่หลุด โอ้ยยย!! แทบจะก้มกราบ นอกจากสีจะแน่นแล้ว ยังติดบรมทนอีกด้วย!



ทดสอบความติดทนกันต่อ แค่ถูอย่างเดียวมันยังไม่ซะใจพอ ลองราดน้ำให้โชก และถูซ้ำอีกที คุณพระ!!! ไม่หลุด!!! ไม่เลยแม้แต่น้อย กรีดร้องงง นี่คืออะไร?? นวัตกรรมลิปสติกที่ฝั่งลึกถึงชั้น DNA หรือนี่?? ยอมแล้วค่ะ ยอมแพ้ให้กับความทนเลย ยิ่งกว่าสีทนได้อีกนะแบบเนี่ย! การทดสอบความทนถือว่าผ่าน


ต่อไปมาลองกับริมฝีปากบ้างสิ จะทนแบบที่ลองกับแขนไหม



โอ้ยยย!!! ว่าปาดกับแขนก็สวยแล้วนะ เจอลงกับริมฝีปากยิ่งสวยเข้าไปอีก แล้วสีก็ยังแน่นเหมือนเดิม ใครที่กังวลเรื่องของริมฝีปากดำ สีลิปสติกจะปกปิดสีของริมฝีปากได้ไหม หมดกังวลไปเลย ตัวนี้แม้แต่สีอ่อนที่สุดก็สามารถกลบสีปากได้มิด แต่อย่างที่บอก เกลี่ยเนื้อลิปให้ไวนิดหนึ่ง เพราะถ้ามันแห้งแล้วจะเกลี่ยได้ยาก และทำให้ดูไม่สวย ส่วนริมฝีปากด้านใน อันนี้ส่วนตัวของปอใช้ลิปตัวไหนก็เป็นอยู่แล้ว ทาด้านในไม่ค่อยติด อาจเพราะเป็นคนที่น้ำลายเยอะ ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาเท่าไร เพราะบริเวณริมฝีปากที่มองเห็นได้ชัดเจนสามารถทาได้เรียบและสมูธ

แต่ความรู้สึกที่ต่างไประหว่างการปาดที่ท้องแขนกับปาดที่ริมฝีปากนั้นก็คือ พอปาดที่ปาก แม้เนื้อลิปจะแห้งแล้ว แต่มันยังคงทิ้งความหนึบไว้อยู่ จะรู้สึกว่ามันหนึบมาก ถึงขั้นว่าจะอ้าปาก จะเม้มปากยังยากเลย แต่อย่าตกใจไป เพราะมันเป็นปกติของลิปลักษณะนี้ เจ้าตัวนี้จึงมีท็อปโค้ดมาให้ด้วย ปอแนะนำให้ทาตัวลิปคัลเลอร์ทิ้งไว้ก่อนประมาณ 1-2 นาที ให้เนื้อลิปแห้งสนิท โดยไม่ต้องเม้มริมฝีปาก เพราะมันจะทำให้สีหลุดและเจ็บริมฝีปากได้ จากนั้นก็ทาท็อปโค้ดทับโล้ดดด



ความหนึบหลังจากที่ทาลิปคัลเลอร์แค่ตัวเดียว แต่หลังจากที่ทาท็อปโค้ดแล้ว ความหนึบของลิปจะหายไปโดยปริยาย เหลือไว้แค่ความลื่นและชุ่มชื้นจากตัวท็อปโค้ด และจะให้ลุคริมฝีปากที่แวววาว ถ้าใครไม่ชอบสามารถซับออกเบาๆ ได้ 



ทางแบรนด์เคลมมาว่า เนื้อสีแน่น และหลังจากทาท็อปโค้ดแล้ว จะไม่ทิ้งคราบ ดังนั้นมาลองทดสอบกันหน่อย ด้วยวิธีการดื่มน้ำจากแก้วโดยตรง จะดูสิว่าสีลิปจะหลุดไหม และจะทิ้งรอย ทิ้งคราบสีไว้บนขอบแก้วหรือเปล่า



ดื่มจนหมด ลองดูสิ ไม่เหลืออะไรไว้บนขอบแก้วเลย ไม่มีแม้เศษสีหลงเหลือติดอยู่เลย แต่นี่ปอซับเนื้อลิปท็อปโค้ดออกไปก่อนนะ ถ้าไม่ได้ซับออก ก็จะเหลือรอยใสๆ ของท็อปโค้ดทิ้งไว้ แต่ก็ไม่น่าอับอายเท่าการทิ้งสีไว้ ถ้าเป็นลิปสติกยี่ห้ออื่นคงไม่ต้องบอกนะ ว่าขอบแก้วจะเลอะขนาดไหน (คนล้างด่าตายเลย!)

สรุปบทพิสูจน์ความทนเมื่อทาบนริมฝีปาก ถ้าทาเฉพาะลิปคัลเลอร์ด้านล่างอย่างเดียว ยอมรับเลยว่าหนึบจนเจ็บปาก และสีจะหลุดจากการที่เราเม้มปากไปมาด้วย แต่เมื่อทาท็อปโค้ดลงไปอีกรอบ รู้สึกสบายริมฝีปากขึ้นมาก รู้สึกเบาเหมือนไม่ทา และยังเคลือบสีลิปให้ติดทนมากขึ้นด้วย เลิศจริง!


ลองดูแบบที่ละสีกันดู ไล่จากเบอร์ 01 - 08 นะจ๊ะ



เบอร์ 01 มากับสีแดงสุดร้อนแรง ใครหาสีแดงสว่าง ทาแล้วหน้าไม่ดูคล้ำ ลองดูสีนี้เลย ทาไปงาน จะดื่มน้ำ ดื่มไวสักกี่แก้วก็ไม่หวั่น ปากจะยังคงแดงยั่วยวนแบบนี้ตลอดแน่นอน




เบอร์ 02 มากับสีชมพูแดง หรือสีชมพูบานเย็น ทาสีนี้ก็เก๋ไปอีกแบบนี้ หรือไม่ก็ซื้อให้คุณแม่ ก็ดูหวานๆ ดี 




เบอร์ 03 กับสีชมพูสว่าง สำหรับคนที่ชอบความสดใส ใครชมแนวสีชมพูๆ น่าจะชอบสีนี้




เบอร์ 04 สีชมพูม่วงสว่าง ที่พร้อมจะมอบความสนุกสนาน ความร่าเริงให้กับทุกคน



เบอร์ 05 สีส้มสุดเซ็กซี่ ก็ดูน่าสนใจไปอีกแบบ 




เบอร์ 06 สีชมพูนู้ด สีนี้ปอว่าสามารถเข้าได้กับทุกคน ทุกสีผิวนะ และเป็นสีที่ทาง่าย น่าจะเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆ คน




เบอร์ 07 สีชมพูหวาน สีนี้เป็นอีกสีที่แนะนำ เข้าได้กับทุกโอกาส 




และสุดท้ายกับเบอร์ 08 สีน้ำตาลนู้ด ส่วนตัวปอชอบสีนี้นะ เพราะทาแล้วดูเป็นธรรมชาติสุด แต่ถ้าใครไม่แต่งหน้า หรือแต่งหน้าเบาๆ ต้องระวังสีในโทนน้ำตาลนู้ดสักหน่อย เพราะมันจะทำให้ดูป่วยเกินไป ถ้าเราไม่แต่งเลย


ครบทั้ง 8 สีแล้ว เป็นไง สวยทุกสีเลยใช่ไหม อิอิ 

มาถึงในเรื่องของการทำความสะอาด หลายคนอาจสงสัยว่าติดแน่น ติดทนขนาดนี้จะล้างออกยากหรือเปล่า ปอบอกเลยถ้าล้างออกด้วยวิธีธรรมดา คือล้างน้ำ ล้างโฟม หรือแม้แต่ wipe เช็ดเครื่องสำอาง ก็เอาอณูสีของลิปตัวนี้ออกไม่หมด! แต่วิธีการง่ายๆ ที่จะทำความสะอาดเจ้าตัวนี้ได้อย่างหมดจดคือการใช้ Eye & Lip Remover โดยเฉพาะ ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่าจะทำความสะอาดยาก และทิ้งสีและสารตกค้าง



สรุปนะ ในราคาเท่านี้ ปอว่ามันโคตรเลิศเลย! แม้จะมีข้อเสียอยู่ซึ่งก็คือความหนึบหลังทาลิปคัลเลอร์ แต่ก็มีตัวที่มาแก้จุดบกพร่องในส่วนนั้นในแท่งเดียวกัน แถมยังทำให้สีที่ทาลงไปติดทนมากขึ้นด้วย ในส่วนของคราบลิปสติก มีสทีนก็ทำได้เป็นอย่างดี เพราะไม่ทิ้งคราบสีไว้เลย แม้จะทิ้งรอยท็อปโค้ดไว้บ้างเล็กน้อยแต่ก็ไม่เป็นปัญหาเท่าไร 



รีวิวนี้เน้นรูปเนอะ 555+ ตามสไตล์ ให้เห็นจากภาพจริงๆ มากกว่าที่ปอพูด แต่จะดีสุดเมื่อได้ลองด้วยตัวเอง แม้ว่ารีวิวนี้จะได้รับการสนับสนุนจากมีสทีน แต่ความเห็นทั้งหมด รวมทั้งเนื้อหาและขั้นตอนในการทดสอบและรีวิวนั้นล้วนออกมาจากตัวปอเองทั้งสิ้น ดังนั้นขอความร่วมมือในการเคารพสิทธิและความเห็นของปอด้วยนะฮะ 

ยังไงบล็อกนี้ก็ขอจบการรีวิวไว้เท่านี้ 
หวังว่าจะเป็นตัวช่วยให้การตัดสินใจได้นะจ๊ะ ถ้ามีข้อแนะนำอย่างไรก็เสนอแนะไว้ได้ แล้วเจอกันใหม่บล็อกหน้าน๊าาา 


ไปแล้วน๊าาา ไว้เจอกันใหม่ ขอบคุณที่ติดตามจ้าาา (":



ฝากติดตามกันด้วยนะจ๊ะ คลิกเลย (":


Sponsored review
Thanks for "Mistine"



Create Date : 17 สิงหาคม 2558
Last Update : 19 สิงหาคม 2558 9:45:07 น.
Counter : 10880 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

PorschePoR
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 32 คน [?]



สวัสดีจ้าทุกคน!!! ก่อนอื่นก็แนะนำตัวกันก่อนเลย ชื่อ "ปอ" นะ ใครใคร่จะเรียก "ปอร์เช่ ปอ" ก็ตามใจ บล็อกของปอก็จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับเครื่องสำอางต่างๆ ทั้งรีวิว how to เทคนิค หรือสิ่งที่ปอชื่นชอบ ปลาบปลื้ม รวมถึงเรื่องเกี่ยวกับเทรนด์แฟชั่นด้วย ยังไงช่วยติดตามกันด้วยน๊าาา ^^