จงทำสิ่งที่คุณทำได้...ด้วยสิ่งที่คุณมี...ณ จุดที่คุณยืนอยู่ - ธีโอดอร์ รูสเวลท์
Uploaded with ImageShack.us
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2553
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
16 พฤษภาคม 2553
 
All Blogs
 
ด้วยคารวะและอาลัย วาณิช จรุงกิจอนันต์







(ทำไมสองปกนี้เขียนชื่อภาษาอังกฤษ ไม่เหมือนกันนะ ?
หรือเป็นลูกเล่นของคนทำหนังสือ ผมไม่รู้จริงๆนะ)














ไม่น่าเชื่อเลยว่า... เมื่อวานผมเพิ่งหยิบหนังสือ Vanich 60 และ wanich 60.5 พลิกดูอยู่ในร้านหนังสือที่ห้างเซ็นทรัลทาวน์ รัตนาธิเบศร์ ยังหวนระลึกถึงพี่วาณิชอยู่ในใจว่าป่านฉะนี้พี่จะเป็นอย่างไรบ้างนะ เพราะผมไม่ได้พบพี่เขานานแล้ว...


ความจริงผมไม่ได้สนิทสนมกับพี่วาณิชอะไรนัก แต่ก็รู้สึกรักและนับถือในน้ำใจของพี่เขา ผมเคยส่งหนังสือความเรียง "ย่ำไปใต้แสงจันทร์ฉาย" พี่วาณิชก็เขียนถึงในคอลัมน์มติชนสุดสัปดาห์ (นานมาแล้ว)

ผมเคยขอหนังสือ “ศาตร์แห่งเรื่องสั้นและนิยาย” ซึ่งเป็นทั้งการแปลและเรียบเรียงประกอบกับการเขียนของพี่วาณิช จรุงกิจอนันต์ หนังสือเล่มนี้หาซื้อไม่ได้ในท้องตลาด เพราะพิมพ์ครั้งแรกนั้นพิมพ์เนื่องในงานฌาปณกิจศพคุณแม่ของพี่วาณิชยังมีน้ำใจจัดส่งมาให้ ผมถึงบ้าน พี่วาณิชไม่ถือตัวว่าเป็นนักเขียนดังและมีน้ำใจกับนักเขียนรุ่นน้องเสมอไม่เฉพาะแต่กับผมคนเดียวหรอก พี่น้องและเพื่อนฝูงคนอื่นๆต่างก็รู้ว่าพี่วาณิชเป็นคนมีน้ำใจ

และที่จำได้ไม่ลืมก็คือในร้านเหล้าแห่งหนึ่ง พวกเรานักเขียนหลายคนนั่งดื่มกันอยู่ พี่วาณิชก็มาทีหลังแต่ก็ให้เกียรตินั่งร่วมวงด้วย พี่วาณิชสั่งเบียร์ขวดเล็กมาดื่มขวดเดียว ก่อนจะลุกไปยังทิ้งแบ๊งค์พันไว้ให้ที่โต๊ะ ทำให้พวกเราในตอนนั้นสั่งอะไรต่อมิอะไรมาต่อกันได้อีกมากมายกว่างบในกระเป๋า

ผมจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ได้พบพี่วาณิชครั้งสุดท้าย น่าจะเป็นที่ร้านโอลด์เล้ง ย่านอาร์ซีเอ (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นตักสุราแล้ว) เนื่องในงานวันเกิดพี่อาจินต์ที่จัดที่ร้านโอลด์เล้ง วันนั้นดูเหมือนพี่วาณิชจะขึ้นไปกล่าวอะไรหรือร้องเพลงที่พี่อาจินต์แต่ง ผมก็จำไม่ค่อยได้ หลังจากพี่วาณิชลงจากเวทีแล้วผมเดินเข้าไปยกมือไหว้ ไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากนัก ผมไม่คิดเหมือนกันว่านั่นจะเป็นการไหว้พี่วาณิชเป็นครั้งสุดท้าย

วันนี้ผมได้ข่าวจากนักอ่านคนหนึ่งโทรมาบอกก่อนว่าพี่วาณิชเสียแล้วด้วยโรคลูคีเมียเฉียบพลัน และต่อมาก็ได้เห็นข่าวทางโทรทัศน์ ผมกำลังยุ่งกับการซ่อมแซมบ้าน เลยไม่ได้มีโอกาสไปงานสวดศพที่วัดธาตุทองวันนี้ ได้ข่าวมาว่าวันที่ 20 สมาคมนักเขียนเป็นเจ้าภาพ ผมตั้งใจจะไปร่วมงานด้วย


----------------------



(ข้อเขียนข้างล่างนี้ พี่วาณิชเคยเขียนให้หนังสือเล็กๆเล่มหนึ่งของผม)


ความเรียงร่วมสมัย ย่ำไปใต้แสงจันทร์ฉาย


โดย วาณิช จรุงกิจอนันต์


โดม วุฒิชัย ส่งหนังสือเล่มเล็กๆ บางๆ ของเขามาให้ ชื่อหนังสือว่า "ย่ำไปใต้แสงจันทร์ฉาย" สำนักพิมพ์วลีจัดพิมพ์ ระบุประเภทของหนังสือเล่มนี้ว่า "ชุด-ความเรียงร่วมสมัย" ผมชอบมากเลยคำว่า "ความเรียงร่วมสมัย" นี่ เก๋ดีจัง

มีคนชอบถามผมอยู่บ่อยๆ ว่า ตอนนี้กำลังเขียนอะไรอยู่ ก็ตอบไม่ค่อยถูกนะครับ ถ้ากำลังเขียนบทหนังบทละครหรือนิยายก็ตอบได้ตามนั้น แต่นี่เปล่า ก็เขียนคอลัมน์สัพเพเหระเรื่อยเปื่อย

ตั้งใจว่าทีนี้ถ้าใครมาถามผมว่ากำลังเขียนอะไรอยู่ ผมจะตอบว่ากำลังเขียนความเรียงร่วมสมัย ข้อเขียนใน "ย่ำไปใต้แสงจันทร์ฉาย" เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับแวดวงนักเขียนในประสบการณ์ของตัวผู้เขียน เนื่องจากได้แรงบันดาลใจจากการเขียนงานชุดนี้จาก "โกวเล้ง" จึงใช้คำเลียนภาษาหนังสือกำลังภายใน อย่างตอนหนึ่งที่ให้ชื่อว่า "ในยุทธจักร (นักเขียน)"

ผมชอบคำว่า ยุทธจักรนักเขียน ด้วย เห็นคำนี้แล้วรู้สึกเคลิ้มๆ ไปได้ว่าตัวเองเป็นจอมยุทธคนหนึ่ง อ่านเรื่องเล่าเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้แล้วผมก็นึกภาพออก เพราะก็เป็นเส้นทางชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์อะไรแถวๆ นั้นที่ผมผ่านมา เพียงแต่ห่างเหินร้างลามาแล้ว ประมาณว่ายุติการท่องยุทธภพหลังจากที่ "แฮพกันวิลล์แทรเวล" อยู่นานนับสิบปี

ผมกลับมาจากสหรัฐอเมริกาหลังจากไปอยู่ที่นั่นมาเกือบสี่ปี กลับมาเมื่อกลางปีสองพันห้าร้อยยี่สิบเอ็ด กลับมาในฐานะจอมยุทธคนหนึ่งเนื่องจากมีชื่อมาจากงานเขียนความเรียงร่วมสมัย (นั้น) ที่ชื่อว่า "จดหมายถึงเพื่อน" ในฐานะที่รู้สึกตัวหรือหลงตัวว่าเป็นจอมยุทธ ผมก็ท่องยุทธภพ ซึ่งการท่องยุทธภพก็คือไปมาหาสู่ในบรรดาผู้ท่องยุทธภพด้วย เรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือไปวงเหล้าของพวกนักเขียนนักหนังสือพิมพ์นั่นแหละครับ

สมัยนั้นนักเขียนกับนักหนังสือพิมพ์ยังแยกกันไม่ค่อยออก เนื่องจากนักหนังสือพิมพ์นั้นมักจะเป็นนักเขียน อีกรูปแบบหนึ่งของการท่องยุทธภพคือการเดินสายอภิปราย ผมรับอภิปรายทั่วราชอาณาจักรอยู่นานหลายปี จนวันหนึ่งความขี้เกียจตัวเป็นขนสันหลังยาวของผมก็สำแดงเดชให้ผมเกิดพุทธิปัญญาขึ้นมา ว่ากูไม่เอาแล้ว อภิปรงอภิปราย ทั้งนี้ รวมไปถึงการท่องยุทธภพในแบบที่ต้องไปออกรายการโทรทัศน์หรือวิทยุหรือให้สัมภาษณ์ในรูปแบบต่างๆ

ผมกลับมาจากเมริกาก็ไปเช่าอพาร์ตเม้นต์อยู่แถวๆ ซอยรางน้ำ อยู่สองคนกับเมีย เริ่มชีวิตในยุทธจักรนักเขียนอยู่ตรงนั้น ผมเป็นจอมยุทธในอุดมคติของยุทธจักรนักเขียน คือมีเมียรับราชการ มีรายได้แน่นอน เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ แบบว่าจะท่องยุทธภพไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องกลัวอดตายหรือป่วยตาย

ย่านที่ผมจะท่องไปมีอยู่ไม่กี่ที่ ที่แรกคือที่สตรีสาร ซึ่งสำนักงานอยู่แถววัดตรีทศเทพฯ ฝั่งตรงข้ามวัดตรีนี้ ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ นฤนาท พระปัญญา อัศวิน อภัยวงศ์ พวกนี้เขามาตั้งสำนักงานทำหนังสือพิมพ์รายวัน "อาทิตย์" ผมก็มักจะแวะไปตอนเย็นๆ ไม่นั่งที่ร้านดรรชนี ก็นั่งที่ร้านข้าวต้ม ซึ่งดูเหมือนจะชื่อร้าน เจ๊อ๋า

ผมเจอจอมยุทธหลายคนเป็นครั้งแรกแถวนี้ เป็นต้นว่า วัฒน์ วรรลยางกูร ผมจำจอมยุทธวัฒน์ได้แม่น เพราะครั้งแรกที่เจอกันกินเหล้าด้วยกันนั้น เราคุยกันเรื่อง ไพบูลย์ บุตรขัน ก่อนหน้านั้นไม่เคยมีใครคุยกับผมเรื่อง ไพบูลย์ บุตรขัน

ผมแวะไปสำนักงานลลนา เริ่มตั้งแต่อยู่ที่โรงพิมพ์กรุงสยาม ต่อมาย้ายมาโรงพิมพ์พิฆเนศ ในซอยแพร่งสรรพศาสตร์ ต่อไปไปอยู่ฝั่งธนฯ แถวสะพานพระปิ่นเกล้า เย็นๆ ก็มักจะแวะไปร้านมิ่งหลี ที่นั่นก็ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์ แต่ออกจะเอ๊กซ์คลูซีฟสักหน่อย คือมีแต่มังกรและเสือเท่านั้นที่ชุมนุมกันอยู่ พวกแมวหรืองูดินไม่ค่อยได้แผ้วพานเข้าไป แล้วผมก็ไปเฝ้าเจ้าสำนัก...สำนักศิลปวัฒนธรรม (ฮา)

เป็นเวลาหลายปีที่ผมกับไอ้รุณหรือ อรุณ วัชระสวัสดิ์ จะไปหาพี่จิตต์ หรือ สุจิตต์ วงษ์เทศ ที่ซอยบ้านช่างหล่อ ประมาณว่าไปศึกษาวิทยายุทธเพิ่มเติม ผมผ่านยุคของพี่เขามาหลายยุค เริ่มตั้งแต่ยุคเหล้ามาเป็นยุคโอเลี้ยง ต่อมาเป็นยุคเต่ซึง (น้ำแข็งใส่น้ำชา) ก่อนจะมาถึงยุคไฮนีเก้น ยุคโอเลี้ยง ยุคเต่ซึงนั้น เป็นยุคที่พี่เขาไม่แตะต้องสุราในเขต กทม. ไปถึงพี่เขาก็จะตั้งแบล็คไว้ขวดหนึ่ง น้ำแข็งโซดาพร้อม กับข้าวจากร้านอาหารปักษ์ใต้ปากซอยซึ่งอร่อยมากก็จะทยอยกันมา

เท่านั้นยังไม่พอ พี่เขาจะเตรียมคนชงเหล้าไว้ให้ด้วยอีกหนึ่งคน ไม่เป็นไอ้แอ๊กก็ไอ้อ๊วงหรือไอ้สุวรรณ หรือ ฯลฯ ที่นี่ก็เอ๊กซ์คลูซีฟ คือจะมีแต่เสือและมังกร ผมแวะไปสำนักงานมติชนที่วัดราชบพิธฯ ไปเจอกับพวกพ่อเสือพ่อมังกร มี เสนีย์ เสาวพงศ์ เป็นต้น ร้านสกายไฮ ซึ่ง โดม วุฒิชัย กล่าวถึงไว้ในหนังสือของเขา ก็เป็นที่ซึ่งผมแวะไปบ่อยๆ ในสมัยนั้น

แต่ไปแทบทุกครั้งก็เพราะพี่ท่านสุจิตต์ วงษ์เทศ เขาไป ประมาณว่าตามพี่เขาไป ปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง คือไม่ต้องจ่ายตังค์แน่ๆ พี่เขาก็ไม่ต้องจ่ายเหมือนกัน เพราะเขาลงบัญชีไว้ชำระกันวันหลัง สมัยท่องยุทธภพนั้น

ผมก็วนเวียนอยู่แถวๆ ที่ว่านี้ ไม่ได้แวะเวียนไปแถวๆ กิจกรรมใดๆ ของสมาคมนักเขียน อาจจะเป็นเพราะว่าผมไม่คุ้นเคยกับเสือกับมังกรแถวนั้น ตอนนั้นผมไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคมนักเขียนฯ แต่เป็นสมาชิกของสมาคมภาษาและหนังสือ อาจารย์คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง ท่านมีบทบาทอยู่ที่สมาคมนั้น ผมก็ไปแถวนั้น ไปเป็นสมาชิกเป็นกรรมการอะไรอยู่พักใหญ่ ยุคนั้นเป็นยุคที่ "ฟ้าเมืองไทย" ของพระเดชพระคุณ พี่อาจินต์ ปัญจพรรค์ กำลังรุ่งเรือง

ผมก็แปลกใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมผมจึงไม่เคยไปร่วมงานอะไรด้วยเลย ผมคงจะเจียมตัวว่าเป็นงูดินหรือลูกแมว หรืออะไรยังไงสักอย่าง ได้แต่อ่านติดตามข่าว ด้วยเหตุนี้ผมจึงรู้จักตัวพี่อาจินต์ช้ามาก ทั้งๆ ที่เป็นคนบางเดียวกัน ทั้งๆ ที่อ่านหนังสือของพี่เขาตั้งแต่เริ่มเข้ากรุงเทพฯ พญาอินทรี พี่ปุ๊ "รงค์ วงษ์สวรรค์ นี่ก็อ่านหนังสือพี่เขามาแต่อ้อนแต่ออก คือตั้งแต่สมัยอยู่สุพรรณฯ มารู้จักพี่เขาก็สมัยท่องยุทธภพนี่แหละ แต่ก็ทันที่จะไปบ้านพี่เขาที่อยู่ริมคลอง

ที่บ้านนั้นพี่ปุ๊เลี้ยงปลาแรดไว้ตัวหนึ่ง ตัวใหญ่ทีเดียว อยู่ในบ่อที่แปลกมาก คือเป็นบ่อซีเมนต์ซึ่งอยู่บนทางที่รถเข้าบ้าน เป็นบ่อแคบยาว ซึ่งแคบพอที่รถจะแล่นคล่อมผ่าน ถ้าที่บ้านผมมีบ่อปลาแบบเดียวกับบ้านพี่ปุ๊ ไอ้ปลาแรดนั่นคงจะโตยาก ไม่คืนใดก็คืนหนึ่งมันคงจะโดนล้อรถกระแทกตาย เมากลับบ้านนี่ผมขับรถตกบ่อแบบนี้แน่ๆ

วันนั้นไอ้เจ้าปลาแรดของพี่นึกเบื่อน้ำยังไงไม่ทราบ มันกระโดดขึ้นมาดิ้นอยู่บนบกที่ขอบบ่อ พี่ปุ๊คงจะรักมาก ตะโกนมาแต่ไกลให้ผมจับมันลงบ่อ ผมจำฉากนี้ได้ดี อย่างหนึ่งเป็นเพราะครั้งแรกที่ผมไปบ้านพี่เขา และเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นปลาแรดจริงๆ ปลาแรดเป็นปลาจากลุ่มน้ำสะแกกรัง อุทัยธานี สมัยนั้นไม่ได้มีขายให้ซื้อกินกลาดเกลื่อนอย่างทุกวันนี้

การท่องยุทธภพของผมอีกอย่างหนึ่งคือการเดินสายอภิปราย คึกฤทธิ์ ปราโมช สุลักษณ์ ศิวรักษ์ พ่อเสือพ่อมังกรพวกนี้ผมเคยขึ้นอภิปรายเวทีเดียวกันมาแล้วทั้งนั้น มากกว่าหนึ่งครั้งด้วย แต่คนที่ผมเดินสายอภิปรายด้วยมากที่สุดคือ ชาติ กอบจิตติ ทำเวรทำกรรมอะไรร่วมกันมาก็ไม่ทราบ ตะลอนกันไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำในสมัยนั้น

ถ้าถามผมว่าประทับใจอะไร จำอะไรได้ในสมัยที่ท่องยุทธภพอยู่ คำตอบแรกที่มาก่อนคำตอบอื่นใดคือ จนฉิบหายเลย


---------------------------



(ที่มา : คอลัมน์ : วาณิช จรุงกิจอนันต์ นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๑๑๔๘ ปีที่ ๒๒ ประจำวันที่ ๑๙-๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕)






ขอบคุณรูปจากเว็บไซต์ประพันธ์สาส์น




ประวัติ วาณิช จรุงกิจอนันต์ จากเว็บไซต์ประพันธสาส์น


วาณิช จรุงกิจอนันต์ เกิดเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2491 ที่อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 5 คน บิดาทำงานโรงสีข้าว มารดาทำขนมขาย
การศึกษา

พ.ศ. 2507 จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนบางปลาม้า "สูงสุมารผดุงวิทย์" อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี

พ.ศ. 2510 จบหลักสูตรประโยคประถมการช่างจากโรงเรียนช่างศิลป์ กรมศิลปกร กรุงเทพฯ

พ.ศ. 2515 จบหลักสูตรปริญญาตรีจากคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และการพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปกร (ศิลปบัณฑิตสาขาภาพพิมพ์)

พ.ศ. 2520 จบหลักสูตรปริญญาโท จากคณะศิลปะมหาวิทยาลัยรัฐแคลิฟอร์เนีย เมืองลองบีช ประเทศสหรัฐอเมริกา (ศิลปมหาบัณฑิตสาขาวิชาภาพพิมพ์)
ประวัติงาน

พ.ศ. 2515 เมื่อเรียนจบปริญญาตรี ไปสมัครงานทำงานหนังสือที่ "สตรีสาร" อาจารย์นิลวรรณ ปิ่นทอง รับไว้ให้ช่วยงานตอนเย็นๆ กลางวันไปทำงานที่ฝ่ายศิลป์ที่หนังสือพิมพ์ "ประชาธิปไตย" รายวัน

พ.ศ. 2516 ทำงานฝ่ายศิลป์ หน่วยออกแบบธนาคารกสิกรไทย จนกระทั้งเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อต้นปี 2518

พ.ศ. 2521 กลับจากสหรัฐอเมริกา ไปทำงานนอกเวลาที่นิตยสาร "สรีสาร" เหมือนเดิมพร้อมกับทำงานที่บริษัทพรีเมียร์ พับลิบลิชชิ่ง ทำงานวารสารบ้านของการเคหะแห่งชาติและทำงานอื่นอีกหลายแห่ง รวมทั้งเป็นนักเขียนอิสระไปด้วยจนในที่สุดเข้าไปทำงานประจำแผนกละคร บริษัทแกรมมี่เอนเทอร์เทนเมนท์ จำกัด และเป็นนักเขียนประจำให้แก่บริษัท มติชน จำกัด

ในส่วนที่เกี่ยวกับงานประพันธ์ วาณิช จรุงกิจอนันต์ หัดแต่งกลอนตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมศึกษา มีผลงานกลอนตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร "แม่บ้านการเรียน" ปี 2507 และสนใจการเขียนกลอนเรื่อยมา

เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย เคยเป็นนักกลอนทีมศิลปากรชนะเลิศแข่งขันโต้กลอนสดระดับอุดมศึกษา ปี 2515 และมีเรื่องสั้น 3-5 เรื่อง ได้พิมพ์ในหนังสือวรรณศิลป์ หนังสือรับน้องของมหาวิทยาลัยศิลปกร และหนังสือรับน้องของโรงเรียนช่างศิลป์

ส่วนผลงานเรื่องสั้นเรื่องแรกที่ได้ลงพิมพ์ในนิตยสารทั่วไปชื่อ "ในคืนแห่งความเซ็ง" ในนิตยสาร "ลลนา" รายปักษ์ เมื่อ พ.ศ. 2515 และเริ่มเขียนคอลัมน์ประจำเกี่ยวกับเพลงลูกทุ่งหนังสือพิมพ์ "ประชาชาติรายวัน" เมื่อ พ.ศ. 2517

แต่ที่สร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางคือ งานเขียนชุด "จดหมายถึงเพื่อน" ซึ่งเขียนเล่าเรื่องระหว่างไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา โดยเสนอในรูปแบบจดหมายที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน แล้วส่งจากสหรัฐอเมริกามาลงในนิตยสาร "ลลนา" ตั้งแต่ปี 2518 รวมจดหมายทั้งหมดได้ 20 ฉบับ

เมื่อกลับจากสหรัฐอเมริกาจึงยึดการประพันธ์เป็นอาชีพจริงจังขึ้น มีผลงานหลายรูปแบบทั่งเรื่องสั้น นวนิยาย ร้อยกลอง บทความ สารคดี บทละครโทรทัศน์ บทภาพยนตร์ และงานเขียนเบ็ดเตล็ดที่โดดเด่นในการใช้สำนวนกวนอารมณ์ขันอีกมากซึ่งนอกจากจะปรากฎอยู่ในนิตยสารและหนังสือพิมพ์หลายฉบับแล้ว ยังมีผลงานรวมพิมพ์เป็นเล่มเผยแพร่อยู่เสมอหลายเรื่องได้รับรางวัลจากองค์กรต่างๆ

นามปากกา


สุริยฉาย (ตอบปัญหาชีวิตใน "ลลนา" )และใช้นามจริงเป็นส่วนมาก
งานเขียนครั้งแรก

มีผลงานกลอนตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร "แม่บ้านการเรียน" ปี 2507

ผลงานรวมเล่ม


-เรื่อง "เด็กชายกมลเที่ยวบ้านทุ่ง" ได้รับรางวัลดีเด่นประเภทหนังสือสำหรับเด็กในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี 2521

- เรื่อง "เมนูผู้กล้าหาญ" ได้รับรางวัลชมเชยประเภทหนังสือสำหรับเด็กในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี 2523

- เรื่อง "ลูกเสือหาเหยื่อให้แม่" ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ การประกวดหนังสือการ์ตูนสำหรับเด็กของธนาคารกสิกรไทย จำกัด ปี 2524

- เรื่อง "เลาะยุโรป ได้รับรางวัลชมเชยประเภทสารคดีในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี 2525

- เรื่อง "ซอยเดียวกัน" ได้รับรางวัลซีไรต์ หรือรางวัลวรรณากรรมสรางสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน ประเภทรวมเรื่องสั้น ปี 2527

- เรื่อง "แม่เบี้ย" ได้รับรางวัลชมเชย ประเภทนวนิยายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี 2530

นอกจากนี้ยังมีบทกวีที่ได้รับการยกย่องจากกลุ่ม "วรรณกรรมพินิจ" หลายชิ้น เรื่อง "มิชิแกนเทสต์" ได้รับคัดเลือกแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยเบน แอนเดอร์สัน และนวนิยายหลายเรื่อง เช่น แม่เบี้ย ตุ๊กตา และ เคหาสน์ดาว มีผู้นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และละครโทรทัศน์เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง

วาณิช จรุงกิจอนันต์ สมรสกับ ทอรุ้ง จรุงกิจอนันต์ อาจารย์ประจำสถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีบุตรหญิงและชายรวม 3 คน คือ เพกา กงพัด และ สงฟาง โดย วาณิช จรุงกิจอนันต์ ยึดการประพันธ์เป็นอาชีพตลอดมา และมีผลงานเผยแพร่อยู่เสมอ

เกียรติยศที่ได้รับ


- เด็กชายกมลเที่ยวบ้านทุ่ง ได้รับรางวัลดีเด่นประเภทหนังสือสำหรับเด็กในงานสัปดาห์หนังสือ แห่งชาติ ปี 2521

- เขี้ยวสิงโต ได้รับรางวัลชมเชยประเภทหนังสือสำหรับเด็กในงานสัปดาห์หนังสือ แห่งชาติ ปี 2522

- แม่หนูผู้กล้าหาญ ได้รับรางวัลชมเชยประเภทหนังสือสำหรับเด็กในงานสัปดาห์หนังสือ แห่งชาติ ปี 2523

- ลูกเสือหาเหยื่อให้แม่ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ การประกวดหนังสือการ์ตูนสำหรับเด็กของธนาคารกสิกรไทย ประจำปี 2524

- เลาะยุโรป ได้รับรางวัลชมเชยประเภทสารคดี ในงานสัปดาห์หนังสือ แห่งชาติ ปี 2525

- ซอยเดียวกัน ได้รับรางวัลซีไรท์ ปี 2527

- แม่เบี้ย ได้รับรางวัลชมเชยประเภทนวนิยายในงานสัปดาห์หนังสือ แห่งชาติ ปี 2530

นอกจากนี้ก็มีเรื่องสั้นหลายเรื่องได้รับรางวัลจากกลุ่มวรรณกรรมพินิจ เรื่องสั้นมิชิแกนเทสต์ ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ แม่เบี้ย ตุ๊กตา และเคหาสน์ดาว มีผู้นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ และ ละครโทรทัศน์

ปัจจุบันเขียนเรื่องสนุกๆ ให้กับนิตยสาร ต่วย’ ตูน และเล่มอื่นๆ ตามโอกาส


-----------------------------






ผมพอจะรู้ว่าพี่วาณิชรักและมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องเพลง
ทั้งเพลงลูกทุ่งและเพลงไทยสากลมากมาย

ผมจำไม่ได้ว่าเพลงโปรดของพี่วาริชเป็นเพลงอะไร
แต่จำได้ว่างานแต่งงานพี่ดำรงค์ อารีกุล
พี่วาณิชขึ้นไปร้องเพลง "โคมทองแห่งชีวิต"

วันนี้ผมโทรถามพี่ดำรงค์ อารีกุล ว่าพี่วาณิช ชอบเพลงอะไรบ้าง

พี่ดำรงค์ตอบมาว่าที่นึกได้ในตอนนี้คือเพลง
"น้ำตาในสายฝน" ของสุวารี เอี่ยมไอ (นักร้องเก่ามาก)

อีกเพลง คือ กลิ่นโคลนสาบควาย ของชาญ เย็นแข

พี่มธุรินบอกว่าจำได้ว่า...
พีวาณิชออกรายการทีวี.
แล้วบอกว่าชอบเพลง "ลาสาวแม่กลอง"
และวันนั้นนักร้องต้นฉบับได้ร้องเพลงให้พี่วาณิชฟังด้วย

ดังนั้นผมจึงเอาเพลงมาทั้งสามเพลง
เพื่อฝากพี่วาณิช ณ ตรงนี้














Create Date : 16 พฤษภาคม 2553
Last Update : 13 กันยายน 2553 6:31:54 น. 23 comments
Counter : 2715 Pageviews.

 
ขอแสดงความเสียใจและไว้อาลัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ถึงแม้ว่าปรายจะไม่รู้จัก
คุณวาณิชก็ตาม...

เข้ามาบอกพี่โดมว่าปรายชอบรูปของเด็กที่ยืนเอามือพิงประตูมาก ไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกอย่างไร
แต่ปรายรักเด็กน้อยคนนี้หมดหัวใจ


โดย: ปราย IP: 118.172.183.138 วันที่: 16 พฤษภาคม 2553 เวลา:20:35:38 น.  

 
มีหนังสือของคุณวานิช ฯ อยู่ที่บ้านหลายเล่ม

ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว จรุงกิจอนันต์ด้วยนะคะ



โดย: addsiripun วันที่: 16 พฤษภาคม 2553 เวลา:20:48:57 น.  

 
บทประพันธ์ของท่านที่ประทับใจมากๆ คือแม่เบี้ยค่ะ...ขอร่วมไว้อาลัยท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ


โดย: ในความอ่อนไหว วันที่: 16 พฤษภาคม 2553 เวลา:20:50:31 น.  

 
ร่วมไว้อาลัยค่ะ
ส่วนมากได้อ่านงานของท่าน
จากต่วยตูนมากกว่า
และขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวจรุงกิจอนันต์ด้วยค่ะ


โดย: ดอกหญ้าสีม่วง IP: 112.142.61.237 วันที่: 16 พฤษภาคม 2553 เวลา:22:15:26 น.  

 
วันนี้ทราบข่าวน้าวานิชเสียชีวิตด้วยโรคลูคิวเมีย
ทางเอสเอ็มเอส
ตกใจมากๆ เลยค่ะ
ทั้งๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องแต่ประการใด
ขอแสดงความอาลัยต่อการจากไปด้วยค่ะ


โดย: อุ้มสี วันที่: 16 พฤษภาคม 2553 เวลา:22:41:41 น.  

 
เมื่อทราบข่าว รู้สึกตกใจ และเสียใจ
เสียใจที่วงการวรรณกรรมต้องสูญเสียนักเขียนคุณภาพไปอีกท่านหนึ่งแล้ว

ชีวิตมนุษย์ไม่ยืนยาวนัก
แต่ก็สามารถทำให้ผลของงานที่เขาทำ
เป็นที่จดจำของผู้คนได้
ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวจรุงกิจอนันต์ด้วย นะึคะ


โดย: ฝนดอกไม้ วันที่: 16 พฤษภาคม 2553 เวลา:23:21:43 น.  

 
บางทีเราทุกคนก็ต้องเจอกับความเครียด ท้อแท้ สิ้งหวัง
นั้นไม่ใช้อะไรที่แปลกไม่ได้หมายความว่าคุณอ่อนแอ แต่การที่คุณยอมรับว่ากลัวสิ่งนั้นต่ะหากละ
ที่เรียกว่าความกล้า กล้าทีจะยอมรับในสิ่งที่คุณกลัว กล้าจะยืนหยัดเเละต่อสู้กับมัน
แต่วันนี้ถ้าสิ่งที่คุณแบบรับไว้นั้นมันเกินกว่าที่คุณจะทนได้ ถ้ายังงั้น
วันนี้คุณลองเปิดใจให้ พระเจ้าเข้ามามีส่วนช่วยคุณคลายปัญหาของคุณได้มั้ย
ลองดูสิเเล้วคุณก็จะผ่านทุกอย่างไปได้อย่างแน่นอน!!
เหมือนที่ฉันได้ผ่านมานมาจนได้!


โดย: hg IP: 124.120.21.107 วันที่: 16 พฤษภาคม 2553 เวลา:23:59:01 น.  

 
ขอร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของคุณวาณิช จรุงกิจอนันต์ ด้วยค่ะ

อ่านและติดตามงานของคุณวาณิชมาตั้งแต่วัยละอ่อน ชอบหลายเรื่องเหมือนกัน

ชอบที่คุณวาณิชเขียนถึง ย่ำไปใต้แสงจันทร์ฉาย ซึ่งพี่ยกมาให้อ่านข้างต้น

ไม่น่าเชื่อว่า ผ่านมานานมากแล้ว ตั้งแต่สิงหาคม ปี 2545 จำได้ว่าเป็นหนังสือเล่มแรกที่นำมาพิมพ์ใหม่เมื่อคราวหวนกลับมาเขียนหนังสืออีกครั้ง ผ่านมาจะครบ 8 ปีแล้วหรือนี่

ไม่ใช่ไรหรอก ทำให้ระลึกไปว่า มิตรภาพที่เริ่มต้นในโลกเสมือนจริงยืนยาวต่อเนื่องมาได้นานปีขนาดนี้ รู้สึกเป็นเรื่องที่ดีค่ะ


โดย: หนอนฯ IP: 58.9.176.153 วันที่: 17 พฤษภาคม 2553 เวลา:0:33:38 น.  

 
ขอแสดงความเสียใจและไว้อาลัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ


โดย: สายลมอิสระ วันที่: 17 พฤษภาคม 2553 เวลา:7:35:34 น.  

 
ตกใจมากค่ะ เพิ่งทราบจากบล็อกพี่โดมนี่แหละ

นักล่าฯเป็นแฟนคุณวานิชตั้งแต่เค้ายังไม่ดังเลย จาก"จดหมายถึงเพื่อน" และ "เลาะยุโรป"

ชอบอ่านสารคดีท่องเที่ยวของเขา เพราะสนุกมาก

เมื่อก่อนงานเขียนออกแนวขำๆใสๆ เสียดสีก็ยังน่าอ่านค่ะ

แล้วก็ชอบในความเป็นคนที่รักษ์ภาษาไทยของพี่เค้า

แต่พักหลัง รู้สึกถึงความแข็งกร้าวในงานเขียน บางทีแนวคิดก็ขัดใจอยู่หลายเรื่อง นักล่าฯก็เลยไม่ได้ติดตามเท่าไหร่

แต่เจอข่าวนี้ ใจหายมากค่ะ

ขอให้ดวงวิญญาณพี่วานิช จงไปสู่ภพภูมิที่ดีนะคะ

บางที จากไป ณ ยามนี้ อาจโชคดีกว่าเราๆท่านๆซะอีก

RIP


โดย: นักล่าน้ำตก วันที่: 17 พฤษภาคม 2553 เวลา:9:45:37 น.  

 
คิดในใจว่า ไม่พี่โดม ก็ต้องมีท่านใดในบลอกแกงค์เขียนถึงคุณวาณิชแน่นอน

เพิ่งอ่าน วาณิช 60.5 จบไปไม่กี่อาทิตย์เองค่ะ

ขอบคุณที่เอาประวัติมาให้อ่าน


โดย: Love At First Click วันที่: 17 พฤษภาคม 2553 เวลา:10:24:39 น.  

 
ขอร่วมไว้อาลัยด้วยคนครับ
"คนที่จากไปก่อน สะท้อนชีวิตคนข้างหลัง
จะจากไปแบบจางหาย
หรืออยากทิ้งไว้ในความดี"


โดย: ดอกหญ้า บนทางดิน วันที่: 17 พฤษภาคม 2553 เวลา:10:48:48 น.  

 
ขอร่วมไว้อาลัยด้วยคนค่ะ


โดย: กังสดาล IP: 125.25.36.129 วันที่: 17 พฤษภาคม 2553 เวลา:13:45:47 น.  

 
สวัสดีครับทุกๆคอมเม้นท์


วันนี้...ขออนุญาตไม่ ตอบเป็นรายบุคคลนะครับ

เพราะช่วงนี้จิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว

ดู สิ บล็อกนี้สวยงามและมีค่าขึ้น
ก็ตรงที่มีพวกคุณมาเขียนคอมเม้นท์นี่แหละครับ

แล้วค่อยคุยกันใหม่

ไปดูข่าวก่อนนะครับ


โดย: พ่อพเยีย วันที่: 17 พฤษภาคม 2553 เวลา:17:32:26 น.  

 


ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว จรุงกิจอนันต์ด้วยค่ะ




โดย: ภูเพยีย วันที่: 17 พฤษภาคม 2553 เวลา:20:35:21 น.  

 
ย า ม เ มื่ อ ล ม พั ด ห ว น


ด้วยอาลัยแด่..วาณิช จรุงกิจอนันต์





สวัสดีค่ะพี่โดม โดม
+-------------------+

สบายดีนะคะ
คิดถึงสม่ำเสมอค่ะ


โดย: สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 เวลา:12:48:30 น.  

 
สวัสดีครับพี่โดม


ต้องขอแสดงความอาลัยต่อการจากไปของคุณวาณิชเช่นกัน

ส่วนตัวผมเองอ่านงานของท่านน้อยมาก

เมื่อก่อนตามอ่านในมติชนอยู่หลายปีเลยครับ

คุณวาณิชเป็นนักเขียนที่มีความสามารถหลากหลายมาก
เขียนได้ทุกแนวตั้งแต่เรื่องสั้น บทกวี เพลงลูกทุ่ง
หรือแม้แต่การเป็นนักวิจารณ์ด้านวรรณกรรม

(ไม่มีใครเขียนถึงซีไรต์ได้มันส์เท่าคุณวาณิชอีกแล้วล่ะครับ)

เรื่องสั้นที่เคยตีพิมพ์ในมติชน
ถ้าจำไม่ผิดชื่อเรื่อง เพื่อนเก่า

เป็นเรื่องสั้นที่ดีที่สุดของนักเขียนไทยในความรู้สึกของผม
ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆครับ
จนวันนี้ก็ยังไม่มีเรื่องสั้นของนักเขียนคนใด
ทำให้ผมจดจำได้มากเท่านี้..

เป็นความสูญเสียของวงการนักเขียนไทยอีกครั้งครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 19 พฤษภาคม 2553 เวลา:6:07:33 น.  

 
อาลัยคุณวาณิชค่ะ..อ่านงานมาตั้งแต่ในสตรีสาร ลลนา ...รู้จักคำว่า เพกา ก้อจากคุณวาณิชนี่แหละ
หมู่นี้มีแต่เรื่องให้หดหู่และไม่สบายใจทั้งนั้น...ไม่น่าเชื่อว่านี่คือเมืองไทย...ทำได้ยังไง..


โดย: รอนร้าว IP: 124.122.111.30 วันที่: 20 พฤษภาคม 2553 เวลา:0:05:32 น.  

 
สวัสดีครับทุกๆท่าน

เมื่อวานติดตามข่าวสารทางหน้าจอโทรทัศน์ทั้งวัน

อย่างที่พวกเราได้เห็นและได้ยินกัน

รู้สึกเศร้าสลดหดหู่ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


ขอภาวนาให้เหตุการณ์ร้ายๆที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยผ่านไปอย่างรวดเร็ว

และขอให้พี่น้องคนไทยได้ตั้งสติและกลับมามองดูตัวเองและสิ่งที่ตัวเองทำอีกครั้ง

และขอให้ความโกรธ เกลียดชังกันค่อยๆสลายหายไป

เพราะอย่างไรพวกเราก็ยังต้องอยู่ในประเทศเดียวกัน

และต้องใช้หลายสิ่งหลายอย่างร่วมกัน

ขอให้สันติสุขจงคืนกลับมาโดยเร็ว


โดย: พ่อพเยีย วันที่: 20 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:16:46 น.  

 


โดย: ยิปซีสีน้ำเงิน วันที่: 20 พฤษภาคม 2553 เวลา:9:26:05 น.  

 
เมื่อก่อนคนไทยรักใคร่ปรองดองกัน มีวัฒนธรรมอันดีงาม ไม่อยากเชื่อเลยว่าประเทศเราจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้
โหดร้ายเหลือเกิน




โดย: nop IP: 114.128.86.253 วันที่: 20 พฤษภาคม 2553 เวลา:21:29:50 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณโดม

คืนนี้กำลังอ่านหนังสือ หยดน้ำแห่งจินตนาการ เขียนโดยนายแพทย์วิธาน ตามที่คุณโดม แนะนำเอาไว้
ใกล้จะอ่านจบแล้ว แต่คิดว่า คงต้องอ่านซ้ำอีกค่ะ

มีหลายอย่างที่ผู้เขียนได้แนะนำไว้ น่าจะทำให้ผู้ที่ปฎิบัติตามเป็นคนที่เขียนหนังสือได้นะคะ
อย่าน้อยๆ จะต้องมีผลงานสี่สิบกว่าหน้าแน่ๆ เพราะผู้เขียนแนะนำให้เขียนติดต่อกันให้ได้ 21 วัน
ถ้าใครอยากรู้เรื่องต่อ ต้องไปหาอ่านกันนะคะ

หากมีหนังสือเล่มใดที่คุณโดมได้อ่านแล้ว รู้สึกว่า อยากจะให้คนอื่นๆ ได้อ่านเล่มนี้จัง ก็ต้องขอรบกวนบอกเล่าให้ได้รู้บ้างนะคะ


โดย: ฝนดอกไม้ IP: 124.122.243.5 วันที่: 20 พฤษภาคม 2553 เวลา:23:55:20 น.  

 
สวัสดีตอนเช้าตรู่ครับทุกๆท่าน

ตอน แรกตั้งใจจะไปงานสวดฯของพี่วาณิชที่วัดธาตุทอง

พอดีช่างทำห้องน้ำ ค้างคาไว้จนย่ำเย็น
และประกอบกับทางการประกาศเคอร์ฟิว และเหตุการณ์ในเมืองก็ยังไม่สงบ

เลยรอไว้วันฌาปณกิจเลยดีกว่า (เพราะได้ข่าวมาว่าจะเก็บไว้ก่อน)

วันนี้ผมตื่นแต่เช้า เลยเข้าบล็อกก่อนที่จะต้องไปจัดข้าวของในบ้าน เพื่อเตรียมตัวทาสี

หลาย วันที่ผ่านมา งานซ่อมแซมบ้าน ห้องน้ำ เป็นไปอย่างเชื่องช้า

เพราะ ช่างคนเดียว เขาทำอะไรได้ช้ากว่าช่างทั่วไป

งานซ่อมบ้านครั้วงนี้ ผมได้นำสุภาษิตเดิมมาใช้กับตัวเองอีกครั้งว่า .."ถ้าไม่รีบก็ไม่ช้า

สวัสดี ครับคุณฝนดอกไม้

หนังสือเกี่ยวกับการเขียนมีมากมายหลายเล่มครับ โรงเรียนนักเขียน ของสำนักพิมพ์บ้านหนังสือ ก็ดี

ยังมีอีกหลายเล่ม

แต่ ผมอยากกระซิบว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ให้รักษาความอยากจะเขียนไว้ และหมั่นดูแลให้มันเติบโตจนกลายเป็นนิสัยที่ต้องเขียนทุกวัน

เขียน อะไรก็ได้ที่อยากเขียนไปพลางๆก่อนก็แล้วกัน

เห็นคุณสร้างบล็อกแล้ว วันก่อนเข้าไปดูแต่ยังไม่เห็นมีอะไร

บล็อกก็สามารถเป็นเครื่องมือการ ฝึกเขียนได้ครับ


โดย: พ่อพเยีย วันที่: 21 พฤษภาคม 2553 เวลา:5:23:08 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

พ่อพเยีย
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]







ด้วยความยินดี...
หากมีผู้ใดละเมิด
โดยนำภาพถ่าย,บทความ
หรือข้อเขียนต่างๆ
ใน Blog นี้ไปใช้
ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด
สามารถทำได้เลยทันที
โดยไม่ต้องขออนุญาต
เป็นลายลักษณ์อักษร

เว้นเสียแต่ว่า…
ถ้านำไปพิมพ์จำหน่าย
กรุณาจ่ายค่าลิขสิทธิ์ด้วย

อ่านเรื่องของ "ปะการัง" ที่นี่



โหลดเพลง คลิปวีดีโอ นิยาย การ์ตูน


www.buzzidea.tv
Friends' blogs
[Add พ่อพเยีย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.