Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2556
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
13 กรกฏาคม 2556
 
All Blogs
 
ของฝากจากโซล

เรื่องสั้น...ของฝากจากโซล



“สวัสดีครับท่านผู้โดยสาร ผมกัปตัน...” เสียงของกัปตันประกาศก้องเพื่อต้อนรับผู้โดยสารบนเจ้านกยักษ์ลำนี้ และไม่นานเสียงกัปตันก็จบลง พร้อมกับจังหวะการเต้นหัวใจของผมที่เบาลงจนเกือบเป็นปกติ และเหมือนเสียงนั้นตอกย้ำว่า...ผมมาทันเวลานะเว้ยเฮ้ย หยดน้ำบนใบหน้าที่ผุดพรายขึ้นมาตามจังหวะการวิ่งร้อยเมตรเมื่อสิบนาทีก่อนได้แห้งหายไปบ้าง เหลือเพียงความชื้นเล็กน้อยที่แผ่ความเย็นไปทั่วใบหน้า ผมเก็บเอกสารที่อยู่ในมือ ก่อนรับผ้าร้อนจากนางฟ้าคนสวยมาเช็ดแขนและต้นคอ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ อีกครั้ง จนแน่ใจว่าร่างกายทุกส่วนกลับคืนสู่สภาวะเดิมเป็นที่เรียบร้อย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเดินทางไปต่างประเทศ แต่ครั้งนี้เป็นการเดินทางที่มาพร้อมกับภาระอันยิ่งใหญ่ที่รออยู่เบื้องหน้า การเดินทางครั้งนี้...ไม่ใช่การท่องเที่ยว ไม่ใช่ไปเรียนต่อ แต่เป็นการทำงานที่มีมูลค่านับพันล้านบาท ไม่แปลกนักที่ผมจะรู้สึกตื่นเต้นมากไปกว่าทุกครั้ง

แต่นอกเหนือจากธุรกิจมูลค่านับพันล้าน ผมยังมีภารกิจอีกเรื่องที่สำคัญไม่น้อยไปกว่า

แต่...เฮ้อ...ยังไม่ทันได้เริ่มต้น ผมก็เกือบทำพังไปเสียแล้ว

ท้องฟ้าในยามเที่ยงคืนเศษย่อมมืดมิดเป็นธรรมดา...ผมคิดเช่นนั้น สายตายังไม่อาจละไปจากความมืดภายนอก ผมชอบเวลายามค่ำคืน ผมชอบความมืด ไม่รู้สิ...ผมอาจจะคิดไปเองก็ได้ว่าความมืดที่อยู่รอบตัว ทำให้เรามองเห็นตัวเองได้ดีขึ้น เมื่อความมืดย่างกรายโอบล้อมรอบตัวเรา ทำให้ผมรู้ว่าต้องเข้มแข็งและใช้ความอดทนแค่ไหนในการผ่านช่วงเวลาเหล่านั้น วัฏจักรชีวิตของมนุษย์ก็มีอยู่แค่นี้ วันนี้มืด พรุ่งนี้เช้าสว่าง...

แต่ไม่ใช่เพียงท้องฟ้าด้านนอกเท่านั้นหรอกนะที่มืดมิด เพราะหลังจากการรับประทานอาหารเสร็จสิ้นลง ไฟทุกดวงในห้องผู้โดยสารก็ดับลงเช่นกัน ผมหยิบรีโมตข้างตัวขึ้นมาเปิดไฟ พร้อมกับหยิบแฟ้มตารางงานทั้งหมดที่เก็บไว้ก่อนหน้านี้มาทบทวนอีกครั้งเพื่อป้องกันความผิดพลาด

อดคิดไปไม่ได้ว่า ถ้าก่อนหน้านี้ผมตกเครื่อง...จะทำให้งานนี้เสียหายมากแค่ไหนกัน

และภารกิจสำคัญอีกอย่างก็คงลุล่วงไปไม่ได้

‘เวรแล้วไหมล่ะ!’ ผมระบายความหงุดหงิดไปตามเสียงบ่นของตัวเองเบาๆ หลังจากรับรู้ว่า เวลาอันมีค่าหมดไปเกือบ 20 นาทีกับเรื่องที่เรียกได้ว่า ‘โคตรจะไร้สาระ’ ผมตะโกนดังกว่าเสียงกระซิบไม่ได้ เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเป็นความผิดของผมเองทั้งนั้น

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ผมยืนบ่นตาแก่ชาวเอเชียไร้เหตุผลคนหนึ่ง ซึ่งกำลังส่งเสียงโวยวายใส่พนักงานสนามบินตรงจุดตรวจสัมภาระผู้โดยสาร โวยวายดังลั่นชนิดที่เรียกได้ว่า อยากให้เสียงนั้นดังไปถึงรัฐบาลไทยเลยทีเดียว ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่อยากถอดรองเท้า ใช่แล้วล่ะ...เรื่องที่ทำให้ผมอับอายจนอยากเขกกะโหลกตัวเองสักสิบตลบนั้นก็คือ การเข้าแถวตรวจสัมภาระผิด
หลังจากเช็คอินเรียบร้อย ผมเหลือเวลาเพียงแค่ 35 นาทีเท่านั้น ในการตรวจสัมภาระ ตรวจพาสปอร์ต และเส้นทางไปขึ้นเครื่องอีกยาวไกล ไม่แปลกนักที่ผมแทบไม่ดูป้ายอะไรเลย จนต้องเสียเวลาอีก 20 นาทีในการเข้าแถวตรวจสัมภาระ...สำหรับชาวต่างชาติ นี่แหละหนาที่เขาว่ากันว่า ‘สติไม่มา ปัญญาก็ไม่เกิด’

ผมเก็บรองเท้าที่ถอดเตรียมไว้ก่อนหน้านี้ เดินหิ้วออกไปเข้าแถวด้านขวาอีกแถวหนึ่งพร้อมกับเสียงบ่นของตัวเองเบาๆ ตลอดทาง...ไอ้เซ่อเอ๊ย เมื่อผ่านตรงจุดตรวจสัมภาระผู้โดยสารมาได้ ผมจึงเหลือบไปมองแถวตรงกลางนั้นอีกรอบอย่างหมายมาดว่า อย่าได้หวังว่าคนอย่างไอ้ปอจะพลาดเป็นครั้งที่สอง

หลังจากตรวจสัมภาระและพาสปอร์ตเสร็จแล้ว เหลือเวลาไม่ถึง 10 นาทีกับอีกระยะทางประมาณ 300 เมตรจนถึงเกท นาทีนั้น ผมไม่สนใจอะไรแล้ว กระชับกระเป๋าเป้แน่นขึ้น เหวี่ยงเสื้อโค้ททับไปอีกชั้น ที่เหลือก็เป็นเรื่องของความเร็ว และใจของกัปตันแล้วล่ะ ว่าจะรอผู้โดยสารคนสำคัญคนนี้ได้หรือไม่

และนั่นก็เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผมต้องนั่งหายใจกระหืดกระหอบอยู่บนเครื่องเป็นเวลาเกือบสิบนาที แต่ตอนนี้ทุกอย่างสงบลงแล้ว เอาเวลาที่เหลือไปคิดเรื่องงานที่ผมได้รับมอบหมายจะดีกว่า

เวลาผ่านไปห้าชั่วโมงอย่างไม่เร็วนัก เจ้านกยักษ์ลำนี้ก็ลงจอดที่สนามบินอินชอนตอนเช้าตรู่ของวันอาทิตย์โดยสวัสดิภาพ ใช่แล้วล่ะครับ...เกาหลีใต้ ประเทศที่ผมไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตนี้จะได้มา และถ้าถามว่าที่ไหนในโลกนี้ที่อยากไปน้อยที่สุด ผมก็คงตอบแบบไม่ต้องคิดว่าที่นี่ อย่าถามนะครับว่าทำไม เพราะมันจะเป็นคำถามที่ผมไม่อยากตอบเป็นอย่างยิ่ง เรียกว่าคำตอบอยู่ภายใต้จิตสำนึก...และเจ็บลึกๆ มาเนิ่นนานเลยทีเดียว

จากสนามบินอินชอน ผมนั่งแท็กซี่ต่อไปยังโรงแรมระดับสี่ดาว ซึ่งอยู่ในย่านคังนัมใจกลางกรุงโซลเมืองหลวงของที่นี่นั่นเอง และโรงแรมก็ตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากออฟฟิศที่จะต้องไปประชุมกับผู้รับเหมาและลูกค้าอีกด้วย คังนัมนับว่าเป็นย่านของมหาเศรษฐีในประเทศนี้เลยก็ว่าได้...รู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งเลยครับ

อุณหภูมิภายนอกตอนแปดโมงเช้าอยู่ที่ประมาณ 2 องศาเซลเซียส ทำให้ผมหายใจออกมาเป็นไอน้ำเหมือนพระเอกในซีรีย์เกาหลี โธ่เอ๊ย...ให้ตายสิ ผมลืมไปได้อย่างไรว่าสิ่งที่ทำให้ผมมีอคติกับที่นี่ ส่วนหนึ่งก็เพราะความโด่งดังของซีรีย์เกาหลีในบ้านเรานี่แหละ แต่ต่อให้ไม่ชอบอย่างไร ก็ได้โปรดเชื่อเถอะว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของซีรีย์เกาหลีทั้งหมด ผ่านตาผมมาแล้วทั้งนั้น

กำหนดการของทริปนี้มีระยะเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ งานทั้งหมดต้องจัดการให้เสร็จภายใน 40 ชั่วโมง เมื่อบวกกับเวลาช่วงโอทีอีกวันละ 2 ชั่วโมงไม่รวมวันศุกร์ซึ่งไม่มีใครเขาทำงานในช่วงเย็นกัน รวมแล้วคือ 48 ชั่วโมงสำหรับงานทั้งหมด เรียกว่าไหนๆ ก็มาแล้วใช้งานเสียให้คุ้ม ตรวจพิมพ์เขียวที่ออกแบบโดยผู้รับเหมา ประชุมกับลูกค้า ประชุมกับผู้รับเหมา ต้องร่วมแสดงความคิดเห็นในการประชุมรีวิวโมเดลสามมิติ และที่สำคัญทุกอย่างจะต้องจบลงด้วยความพอใจของทุกฝ่าย เรียกว่างานช้างล่ะครับ โดยเฉพาะภารกิจสุดท้าย...สร้างความพอใจให้กับทุกคน

ในวงการธุรกิจก่อสร้าง แม้ความถูกต้องและความปลอดภัยจะมาก่อนสิ่งอื่นเสมอ แต่คำว่าธุรกิจผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงไม่น้อยไปกว่า และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงต้องมาที่นี่ การเปลี่ยนแบบในแต่ละครั้งส่งผลกับเม็ดเงินเป็นหลักสิบหรือหลักร้อยล้านบาท ข้อตกลงจึงต้องมาจากการพิจารณาอย่างถ้วนถี่ของทุกๆ ฝ่าย มีการบันทึกข้อตกลงระหว่างการประชุมเป็นลายลักษณ์อักษร

ในช่วงระยะเวลาอันสั้นหรือเวลาที่จำกัดนี้ การทำงานจึงต้องมีกำหนดการแน่ชัด และมันก็อยู่ในมือผมเป็นที่เรียบร้อย ไม่ใช่สิ...มันอยู่ในหัวผมจนท่องได้ขึ้นใจต่างหาก

วันจันทร์ต้องตรวจแบบพิมพ์เขียวให้เสร็จสิ้นทั้งหมด...ตรวจดูว่าผู้รับเหมาออกแบบตามความต้องการของลูกค้าหรือไม่ เป็นไปตามข้อสัญญาที่เคยตกลงกันไว้ก่อนที่พวกเขารับงานนี้หรือเปล่า เป็นไปตามมาตรฐานของลูกค้าและมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับไหม และที่สำคัญการออกแบบต้องไม่ขัดกับบทบัญญัติในกฎหมายด้วย

วันอังคารต้องประชุมกับลูกค้า เพื่อรายงานการตรวจแบบทั้งหมด รวมถึงการเสนอวิธีการเจรจาหาทางออกสำหรับแบบที่มีปัญหา และรับมือกับเหตุผลการเปลี่ยนแบบของผู้รับเหมา...ที่มักมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่ลดลงของพวกเขาเสมอ อย่างไรก็ตามผู้รับเหมามีสิทธิยื่นข้อเสนอตราบใดที่ยังอยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง ขึ้นอยู่กับว่าทางฝั่งลูกค้าจะยอมรับข้อเสนอนั้นได้มากน้อยแค่ไหนกัน
วันพุธต้องเข้าร่วมประชุมรีวิวโมเดลสามมิติทั้งวัน ข้อคิดเห็นในแบบหรือที่เรียกว่า tag comment จะถูกเก็บไว้ประชุมกับลูกค้าและผู้รับเหมาในวันพฤหัสฯ...คงถูกดูดพลังงานไปน่าดูสำหรับสองวันนี้

และวันศุกร์วันสุดท้าย ประชุมสรุปข้อตกลงทั้งหมด รวมถึงงานเลี้ยงปิดการประชุมโมเดลรีวิวที่กินเวลายาวนานมาเกือบสามอาทิตย์ ก่อนที่ผมจะมาเสียอีก...แค่ตารางงาน ‘คร่าวๆ’ ก็ทำให้ผมเหงื่อตกเสียแล้ว

วันแรกของการทำงานที่นี่ได้เริ่มต้นแล้วสินะ ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เอาความหนาวเหน็บเข้าสู่ปอด ให้มันชินชากับอากาศหนาวๆ อย่างเต็มที่ ก่อนจะเข้าสู่สมรภูมิรบอันร้อนระอุในห้องประชุมนั่น...ว่าอย่างไรปอ นายพร้อมหรือไม่

“ปอ...นายพร้อมหรือเปล่า” เสียงคุ้นเคยดังอยู่ใกล้หู มือหนึ่งแตะอยู่ที่ไหล่ผมเบาๆ

“ปอ...ปอ”

“ครับ ครับคุณคริส” ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับตารางงานที่อยู่ในตัก...มันไปหลอกหลอนถึงในฝันเลยหรือนี่ ผมขยี้ตาพลางหันหน้าไปทางหนุ่มผู้ดีอังกฤษที่อยู่ด้านข้าง “ถึงแล้วเหรอครับ”

“เปล่าหรอก” คุณคริสผู้ดีอังกฤษที่พูดไทยชัดจนไม่ผมไม่อาจนินทาได้เหมือนฝรั่งคนอื่นๆ ที่อยู่ในออฟฟิศ และที่ผมยังไม่ได้แนะนำให้รู้จักกับเพื่อนร่วมทางอาจเป็นเพราะเหตุผลนี้ก็เป็นได้ เพราะแม้แต่คำผวน สำนวนไทย พ่อคุณก็ฟังออกหมดทุกอย่าง “นายต้องกรอกเอกสารเข้าด่านตรวจคนเข้าเมือง”

“อ้อ...ครับๆ” ผมรับกระดาษสีขาวใบเล็กมา พร้อมกรอกชื่อลงไปอย่างคล่องแคล่ว เป็นผลมาจากการเดินทางบ่อยครั้งนั่นเอง

“เมื่อวานนายไปเข้าห้องน้ำเสียนาน จนผมคิดว่านายเปลี่ยนใจแล้วเสียอีก เห็นบ่นว่าไม่อยากมาที่นี่” คุณคริสเริ่มบทสนทนา เมื่อมีของว่างมาเสิร์ฟ “ฉันเลยตัดสินใจไปเช็คอินก่อน นายก็รู้ว่างานนี้เราจะพลาดไม่ได้”

“ครับ” คุณคริสย้ำจนผมเอาตารางงานไปฝันแล้วนะครับ ผมแอบนินทาในใจ “ผมทราบครับว่างานนี้เราจะพลาดไม่ได้ แต่คุณคริสไม่ต้องห่วงหรอกนะครับ ตารางงานทั้งหมดอยู่ในนี้เรียบร้อย” ผมเอานิ้วชี้เคาะข้างคิ้วอย่างมั่นใจ

“ดีแล้วล่ะ นายรู้ใช่ไหม ว่าครั้งนี้นายไม่ได้มาเพื่อขับรถให้ผม เวลานิดเดียวเราคงออกไปไหนไม่ได้ไกล ผมคงจำทางได้แค่ออฟฟิศกับโรงแรมแค่นั้นแหละ” คุณคริสเปรยขึ้นมา ราวกับอยากขอความเห็นใจจากใครสักคน

“ครับ ผมเลือกที่จะมาแล้ว คุณคริสให้ผมทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นล่ะครับ” ผมไม่ได้ประชดนะครับ แต่ผมหมายถึงอย่างนั้นจริงๆ คุณคริสย้ำกับผมหลายครั้งว่ามาที่นี่แค่หนึ่งสัปดาห์ ผมไม่จำเป็นต้องมาด้วยก็ได้ เพราะคุณคริสทราบดีว่าผมไม่อยากมาแค่ไหน...แต่ผมก็เลือกที่จะมาเอง

“ดีล่ะ ถ้าอย่างนั้นคุณเลขาฯ ก็ช่วยเก็บเอกสารเข้ากระเป๋าให้หมดนะครับ เดี๋ยวหายไปผมคงทำงานลำบาก” คุณคริสยิ้มให้ผมอย่างคนที่ทำงานด้วยกันมาเจ็ดปีเต็ม เรียกว่ามีคุณคริสที่ไหนก็ต้องมีไอ้ปอที่นั่น “รีบทำงานให้เสร็จ เราคงได้มีเวลาเที่ยวกันได้บ้าง ช่วงนี้ดอกซากุระกำลังบานเลย สองปีก่อนผมได้ไปทั้งปูซานและจินแฮ แต่ผมชอบที่จินแฮนะ สองข้างทางซากุระบานเต็มต้น ภรรยาผมชอบเอามากๆ เลยล่ะ”

คุณคริสรำลึกถึงความหลังเมื่อครั้งมาประจำที่นี่เมื่อสองปีก่อน นั่นเป็นครั้งเดียวกระมังที่ผมไม่ได้ทำงานกับเขา ผมค้านหัวชนฝาว่าไม่อยากมาที่นี่...ก็ตอนนั้นผมยังทำใจไม่ได้นี่นา

“ไปกันเถอะ” คุณคริสลุกขึ้นสบายๆ หลังจากเครื่องบินลงจอดเป็นที่เรียบร้อย ต่างจากผมที่แอบตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย ผมยังไม่ลืมหรอกนะว่าลึกๆ แล้ว ผมมาที่นี่ด้วยเหตุผลใด

“วันเสาร์ไปจินแฮ กลับมาวันอาทิตย์จะได้ไปซื้อของฝากที่เมียงดงกัน” คุณคริสยังวางแผนการเที่ยวไม่เสร็จ “อ้อ ที่นั่นเครื่องสำอางเยอะ ภรรยานายคงลิสต์สิ่งที่อยากได้ไว้หมดแล้วใช่ไหม”

“ครับ” ผมไม่อยากให้คุณคริสซักถามอะไรต่อ จึงตอบไปแค่นั้น พลันนึกถึงหน้าภรรยาตอนที่ผมบอกว่าจะมาทำงานที่โซล คุณเธอตื่นเต้นเสียประหนึ่งว่าได้มาเสียเอง

หลังจากนั่งรถไฟใต้ดิน ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง และรับกระเป๋า ผมหายใจเข้าลึกๆ อีกครั้ง เพื่อยิ้มให้กับคนขับรถแท็กซี่ที่มารอรับ...อุณหภูมิช่วงเช้าประมาณ 2 องศาเซลเซียสเหมือนอย่างที่กัปตันประกาศเมื่อคืน สองข้างทางเต็มไปด้วยหมอกหนา ต้นไม้ใบหญ้าฉาบทาไปด้วยสีน้ำตาลแห้งกรัง หากไม่มีใครบอก ผมคงไม่ทราบว่า ฤดูใบไม้ผลิกำลังเริ่มต้นอีกในไม่ช้า

“เป็นยังไงปอ คนที่นี่ขับรถกันเร็ว นายคงขับให้ผมไม่ได้แน่ๆ” คุณคริสหันมาเริ่มบทสนทนาอีกครั้ง “นายขับรถให้ผมมากี่ปีแล้วนะ”

“เจ็ดปีครับ” ผมตอบออกไปโดยอัตโนมัติ

“โอ้...เจ็ดปี” คุณคริสส่งเสียงออกมาอย่างตื่นเต้น “พนักงานขับรถที่ออฟฟิศ ไม่มีใครขับรถดีเท่านายเลยสักคน หวังว่าคนที่โน่นคงไม่บ่นผมหรอกนะ ที่เอามือหนึ่งมาเป็นเลขาฯ สักหนึ่งอาทิตย์”

คุณคริสมักมีอารมณ์ขันเสมอ และเป็นเพราะคุณคริสที่ทำให้พนักงานขับรถอย่างผมได้เดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้ง ไม่มีใครขับรถได้ดีเท่าผมนั่นคือข้ออ้าง แต่คุณคริสต้องการเพื่อนร่วมทางที่คุยกันถูกคอมากกว่า ครั้งนี้เลยหางานเลขาฯ ให้ผมทำ เพราะทริปสั้นๆ ไม่ต้องการพนักงานขับรถ

“เอ้อ...ฉันว่าจะถามนายตั้งแต่สองปีที่แล้วแล้วล่ะ ทำไมนายไม่อยากมาที่นี่เหรอ...”

“เพราะภรรยาของผมฝันอยากมาที่นี่ครับ” ผมตอบอย่างไม่มีอะไรปิดบัง

“อ้าวก็ดีสิ นายก็ถ่ายรูป ซื้อของไปฝากเยอะๆ สิ ผมช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายด้วยก็ได้นะ” คุณคริสสนับสนุนเต็มที่

“ภรรยาผมไม่ต้องการอะไรหรอกครับ เธอแค่อยากให้ผมนั่งอยู่ที่สถานีรถไฟใต้ดิน ถ่ายรูปหนุ่มเกาหลีหน้าตาจิ้มลิ้มไปให้เธอสักร้อยสองร้อยภาพ เธอก็พอใจแล้ว...” นี่ล่ะครับที่ทำให้ผมอยากและไม่อยากมาเกาหลีในเวลาเดียวกัน ผมอยากมาเพื่อถ่ายรูปหนุ่มเกาลีให้ภรรยา เท่านี้ผมคงได้เห็นเธอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ทั้งวันแล้ว และนั่นคงมีรอยยิ้มจากผมเช่นกันแม้จะรู้สึกเจ็บแปลบๆ ลึกๆ ก็ตาม

“ฮ่าๆ...นายก็อารมณ์ขันเหมือนกันนะ” คุณคริสหัวเราะลั่นถูกอกถูกใจ

ในที่สุดแท็กซี่ก็พาเรามาถึงจุดหมายๆ “พรุ่งนี้ผมต้องทำอะไรบ้าง ตารางงานทุกอย่างอยู่ในหัวนายแล้วนะ”

“ดูซากุระที่จินแฮ ชอปปิ้งที่เมียงดง และถ่ายรูปหนุ่มเกาหลีที่สถานีรถไฟใต้ดินครับ”

คุณคริสหัวเราะลั่นอีกครั้ง ให้ตายสิ...ตารางงานที่ผมท่องมาทั้งหมด เหลืออยู่แค่นี้จริงๆ...ภารกิจที่สำคัญยิ่งกว่า



Create Date : 13 กรกฎาคม 2556
Last Update : 13 กรกฎาคม 2556 22:41:09 น. 2 comments
Counter : 1904 Pageviews.

 
สวัสดีค่ะ

มาติดตามอ่านค่ะ^^


โดย: ~My Birthday is on April 14~ วันที่: 16 พฤศจิกายน 2556 เวลา:2:47:19 น.  

 
ขอบคุณมากๆ ค่ะ


โดย: pormare วันที่: 6 สิงหาคม 2558 เวลา:21:40:20 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

pormare
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมเยียนนะคะ ขอให้สนุกกับการอ่านค่ะ

Friends' blogs
[Add pormare's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.