Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728 
 
26 กุมภาพันธ์ 2554
 
All Blogs
 
บทสรุปของการเดินทาง





เสียงของกระเป๋าที่ฉันลากอยู่ ดังขึ้นมาเป็นจังหวะตั้งแต่ลากมันมาจากห้องรอรับกระเป๋าแล้ว มันก็เหมือนเสียงของหัวใจฉันตอนนี้นั่นแหละ ตึกๆตักๆ และเต้นเร็วผิดปกติเสียด้วย ฉันขยับแว่นตาเล็กน้อยเพื่อทำให้ทัศนียภาพชัดขึ้น พร้อมด้วยสอดสายตาไปยังลานเบื้องหน้า


มีคนมารอรับฉันอยู่หรือเปล่า?


คำ ถามนี้ที่อยู่ในหัวของฉันตลอดการเดินทาง กำลังจะได้รับคำตอบภายในไม่กี่นาทีนี้ ฉันมองไปรอบๆ มองหาพ่อและแม่ กวาดสายตาไปไกลที่สุด เท่าที่สายตาของฉันจะมองเห็น แต่ผ่านไปแล้วครึ่งชั่วโมงฉันก็ยังหาไม่เจอเลย หรือป่านนี้ท่านทั้งสองอาจจะหลงอยู่ที่ไหนสักแห่งในสนามบินแห่งนี้ก็ได้ ตลอดสิบปีมานี่พ่อกับแม่เข้ามากรุงเทพฯบ้างหรือเปล่า คงไม่เคยเข้ามาในสนามบินแห่งนี้แน่ๆ บรรยากาศของสนามบินเปลี่ยนไปมากเลย ไม่เหลือบรรยากาศวันนั้นที่ฉันกล้าๆกลัวๆอีกแล้ว แต่ความรู้สึกตื่นเต้นของฉันก็ยังมีอยู่ จริงด้วยสิฉันลืมไปก่อนที่ฉันจะเดินทางเมื่อหกปีที่แล้ว ยังเป็นสนามบินดอนเมืองอยู่เลยนี่นา


ฉันเดินไปเดินมาสลับกัน ระหว่างทางออกผู้โดยสารขาอออกทุกประตู เผื่อพ่อและแม่ถอดใจหาฉันไม่เจอแล้วหนีกลับไปเสียก่อน แต่มันก็สองชั่วโมงแล้วนะ หรือว่าพ่อกับแม่ออกไปอีกทางหนึ่ง ในขณะที่ฉันเดินไปยังอีกประตูหนึ่งเป็นแน่ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าพ่อกับแม่จะไม่มารับฉัน ฉันเหยียบความคิดนี้ให้จมดินไปแล้วตั้งแต่ก่อนฉันโทรหาแม่เสียอีก หรือว่าพวกเขาจะคอยอยู่ที่บ้าน กำลังจัดงานเลี้ยงใหญ่รอฉันอยู่แน่ๆเลย


ฉัน หาเศษเหรียญในกระเป๋าเสื้อ โชคดีที่มีเหรียญอยู่บ้าง ฉันจึงโทรไปหาที่บ้านได้ แต่ทำไมไม่มีใครรับสายเลย หรืออาจกำลังยุ่งอยู่ก็ได้ ฉันกลับมาแค่นี้ไม่เห็นต้องจัดงานเลี้ยงใหญ่เลยนี่นา ฉันรอไม่ไหวแล้วในเมื่อไม่มีใครมารับ ฉันกลับเองก็ได้ ฉันไม่คิดอะไรอีกแล้ว ฉันรีบคว้ากระเป๋าทั้งหมดเรียกแท็กซี่ไปยังสถานีหมอชิตทันที


การ เดินทางเป็นไปค่อนข้างทุลักทุเลพอสมควร ฉันไม่น่าเอาของกลับมาเยอะแยะเลย แต่มันไม่ใช่ของของฉันทั้งหมดหรอก ใช่แล้วล่ะของฝากทั้งนั้น ของเพื่อนๆไม่รู้มีใครจำฉันได้หรือเปล่า ของอาจารย์ทุกคนมีใครเกษียณไปบ้างยังหนอ ของเพื่อนบ้านในหมู่บ้านแน่ล่ะฉันเคยเป็นหัวโจกที่นั่นนี่นา และของ”พ่อกับแม่” ฉันจะต้องนำไปยื่นให้กับท่านให้ได้ ใบประกาศนียบัตรใบนี้ เมื่อยื่นให้แล้วฉันจะได้โผเข้าไปกอดด้วยความคิดถึงอย่างสุดใจ ไม่มีอะไรติดค้างในใจฉันอีกต่อไปแล้ว


ในที่สุดผ่านไปสี่ชั่วโมง ก็ถึงปากซอยทางเข้าบ้านจนได้ ใจฉันเต้นแรงขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว เพื่อให้ใจของฉันเต้นเบาลง ฉันเดินไปพร้อมนับก้าวที่เดินไปด้วย ผ่านไปสามร้อยก้าวแล้ว อีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงแล้ว ทำไมใจของฉันเต้นไม่เบาลงเลย สามร้อยสี่สิบ สามร้อยสี่สิบเอ็ด สามร้อยสี่สิบสอง


ฉันมองไปยังทางเข้าบ้านเบื้องหน้า บ้านไม้สองชั้นที่ฉันเคยจากไป ผ่านไปสิบปีแล้วสภาพของมันทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ฉันเห็นตัวบ้านไม่ชัดนัก นอกจากรั้วไม้ที่กั้นอยู่ ใช่แล้วล่ะฉันเห็นเต็นท์กางอยู่หน้าบ้าน ที่บ้านกำลังจะมีงานเลี้ยงจริงๆด้วย ฉันคิดไม่ผิดจริงๆ พ่อกับแม่กำลังรอฉันอยู่ด้วยใจจดจ่อแน่ๆเลย งานเลี้ยงคงจะรอเจ้าของงานไปเปิดงาน แต่เมื่อฉันก้าวผ่านประตูเข้าไป ทำไมไม่มีใครเลย ทุกคนหายไปไหนกันหมด ใต้เต็นท์ก็มีโต๊ะไว้รับแขกว่างอยู่หลายโต๊ะ แล้วทุกคนหายไปไหนกันหมด


ฉัน เดินลอดผ่านเต็นท์ที่กางไว้หน้าบ้าน เข้าไปยังตัวบ้าน ฉันเข้าบ้านไม่ได้ กุญแจคล้องอยู่ ฉันไม่มีกุญแจที่จะไขเข้าไป แต่นั่นก็ไม่ทำให้ฉันแปลกใจไปกว่า ทุกคนหายไปไหนกันหมด พ่อกับแม่ไปรับฉันที่สนามบินเหรอ แล้วทำไมฉันไม่เจอพวกเขาเลยล่ะ ฉันมั่นใจแล้วนะว่าฉันเดินตามหาทั่วแล้ว เฝ้าคอยทุกประตูทางออกของผู้โดยสารนานมากแล้ว “พ่อกับแม่อยู่ที่ไหน”


ฉัน วางของทุกอย่างลงหน้าบ้านข้างบันได บันไดที่ฉันเคยเล่นซนปีนป่ายไปมาเมื่อฉันยังเด็ก เสียงดุของแม่ดังก้องขึ้นมาในหูทันที ภาพวันเก่าๆเริ่มบุกรุกเข้ามาในหัวของฉัน


“ถ้าตกลงไปแข้งขาหัก แม่จะตีเราซ้ำนะ”ตอนนั้นฉันคิดว่าแม่ใจร้ายจริงๆ แข้งขาหักแล้วยังจะมาตีซ้ำอีก แต่มันก็ไม่มีผลอะไรกับฉันหรอกนะ เพราะฉันวิ่งเล่นบนบันไดนี้จนมันวาว เรียกได้ว่าไม่ต้องเช็ดถูกันเลยทีเดียว


ฉัน นั่งอยู่ที่บันไดได้พักใหญ่ๆ ใจของฉันเริ่มเหนื่อยล้ากับการรอคอย ตั้งแต่สนามบินในตอนเช้า กลับมาถึงบ้านในตอนบ่าย นี่ก็ตกเย็นแล้ว ยังไม่มีวี่แววของคนที่ฉันอยากเจอเลยสักนิด พวกเขาไปไหนกันนะ ฉันจึงเริ่มเดินออกมาข้างนอกรั้วบ้าน ที่นี่เปลี่ยนไปมากจริงๆ ถนนลูกรังสีแดงๆ กลายเป็นถนนคอนกรีตไปเสียแล้ว บ้านไม้หลังเล็กถัดจากบ้านฉันไปเล็กน้อย ฉันเคยแอบไปขโมยลูกชมพู่บ่อยๆ กลับกลายเป็นบ้านทันสมัยหลังใหญ่


ฉันเดินต่อไปเรื่อยๆ ทำไมผู้คนที่นี่แปลกตาไป ทำไมไม่มีใครทักทายฉันบ้างเลย อาจเป็นเพราะฉันหายหน้าหายตาไปนานก็เป็นไปได้ ตอนมัธยมใช่ว่าฉันจะได้วิ่งเล่นรอบๆหมู่บ้านซะเมื่อไหร่ เหตุนี้สินะทุกคนที่ผ่านไปมาไม่ทักทายฉันเลย แต่แล้วเสียงเรียกชื่อฉันก็ดังแว่วๆมาด้านหลัง มีคนจำฉันได้แล้ว ฉันรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก หันกลับไปด้วยท่าทียินดีอย่างยิ่ง แต่ทำไมฉันจำคนที่ยืนอยู่ไม่ได้ เพียงแต่คุ้นหน้าคุ้นตาเท่านั้น


“ทำไม มายืนอยู่ตรงนี้วะ ไหนบอกว่าจะกลับตั้งแต่เมื่อวาน”คนตรงหน้าทักทายฉันขึ้น ฉันจำมันได้แล้วล่ะ เพื่อนตัวเล็กที่ฉันชอบแกล้งตอนเด็กๆนี่เอง


“ไม่ นะ ฉันบอกแม่ว่ากลับวันนี้ต่างหาก แกฟังผิดแล้ว”ฉันตอบออกไป ก็ฉันบอกแม่ไปว่าอีกสองวันจะกลับนี่นา ใช่ฉันบอกแม่ว่าอีกสองวันจะกลับ แต่นั่นมันวันออกเดินทางของฉันต่างหาก ฉันต้องบอกว่าอีกสามวันจะกลับถึงบ้านนี่สิถึงจะถูก ว่าแล้วทำไมไม่มีใครอยู่รอต้อนรับฉันเลย


“เออ จริงด้วยว่ะ ฉันบอกแม่ผิดไป แล้วนี่พ่อกับแม่อยู่ไหน ฉันรออยู่ที่บ้านนานแล้วไม่เห็นมีใครเลย คงงอนฉัน ที่ไปรอแล้วไม่เจอใช่มั๊ย ไปบอกไปว่าออกมาได้แล้ว ไม่ต้องงอนแล้ว”งอนเป็นเด็กๆไปได้นะลูกคนนี้คิดถึงใจจะขาดแล้วนะ


“คือ....คือ.....ครูแก รถคว่ำเมื่อวาน ตอนออกไปรับแกนั่นแหละ ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาลในเมือง”

“พ่อกับแม่ รถคว่ำ”ฉันทวนประโยคนั้นอีกรอบ เหมือนย้ำอีกครั้งว่าก่อนหน้านี้ฉันได้ยินไม่ผิดจริงๆ

“เราว่าแกรีบไปเถอะ ตอนฉันไปเยี่ยมหมอบอกว่าอาการเข้าขั้นโคม่าเลย”


ฉัน ไม่รอให้เวลาเลยผ่านไปมากกว่านี้แล้ว ฉันวิ่งออกไปยังปากซอยทันที แต่นึกขึ้นมาได้ แล้วฉันจะไปโรงพยาบาลอย่างไรล่ะ ไม่มีรถเข้าเมืองแล้ว เย็นมากแล้วนี่นา เสียงแตรรถกระบะคันหนึ่งดังมาจากด้านข้าง เพื่อนคนเดิมนั่นเอง เพื่อนตัวเล็กที่ฉันแกล้งเขาอยู่บ่อย วันนี้กลายมาเป็นที่พึ่งให้กับฉันเสียแล้ว พ่อกับแม่ไม่เคยซื้อรถ แล้วพ่อกับแม่จะรถคว่ำได้อย่างไร ฉันเริ่มสงสัย


“ครูเพิ่งซื้อรถตอนสองวันที่แล้วนี่เอง ไม่น่าเลย”เพื่อนข้างๆเอ่ยขึ้นมาเมื่อเห็นฉันนิ่งไปเป็นเวลานาน


พ่อกับแม่ซื้อรถเมื่อสองวันที่แล้วนี่เอง เพื่ออะไร เพื่อไปรับฉันแค่นั้นเหรอ


“เห็นว่าพวกแกขับรถมาจากกรุงเทพฯ แล้วหักหลบอะไรซักอย่างนี่แหละ ฉันก็ฟังตำรวจไม่ถนัดเหมือนกัน”


ใช่แล้วล่ะ พ่อกับแม่ซื้อรถเพื่อไปรับฉันกลับบ้าน!!


เมื่อ ถึงโรงพยาบาลฉันรีบปรี่เข้าไปยังห้องไอซียูทันที เพื่อนที่ขับรถมาบอกว่าพ่อกับแม่ฉันยังอยู่ห้องนี้ ทำไมมีคนอยู่หน้าห้องเต็มไปหมด พวกเขามาทำอะไรกัน ทำไมพ่อกับแม่จึงเป็นที่รักของทุกคนมากขนาดนี้เลยเหรอ จริงสิพ่อกับแม่ฉันเป็นครู ฉันลืมข้อนี้ไปได้อย่างไร ลูกศิษย์ของพ่อกับแม่กี่รุ่นมาแล้ว แต่ทำไมจึงนิ่งเงียบไม่พูดอะไรกันเลย ไม่เห็นฉันหรือไง บอกมาสิ พ่อกับแม่เป็นไงบ้าง


“มาแล้วเหรอ ไอ้ลูกทรพี แกทำให้ครูต้องตาย”เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง ในขณะที่ฉันยังเกาะประตูเพื่อมองเหตุการณ์ข้างในห้อง ฉันหันกลับมามองหน้าคนที่พูด ฉันไม่โกรธที่เขาด่าฉัน หลายความรู้สึกประดังเข้ามาโดยที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างของฉันทรุดลงไปนั่งอยู่กับพื้นตั้งแต่เมื่อไรฉันไม่รู้ ไม่มีน้ำตาสักหยดจากดวงตาของฉัน ทุกคนจ้องหน้าฉัน พวกเขาคงโกรธฉัน เกลียดฉัน แต่ฉันไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว ความเจ็บปวดที่สุดในชีวิตฉันมันเกิดขึ้นตั้งแต่คำพูดนั้นแล้ว


“แกทำให้ครูต้องตาย”


“แกทำให้ครูต้องตาย” เสียงนั้นมันย้ำชัดในหัวของฉัน


หากวันนั้น ฉันไม่พูดออกไป.............ทุกอย่างก็คงไม่เป็นแบบนี้นั่นคือวันสุดท้ายทึ่ฉันได้เห็นหน้าพ่อกับแม่อย่างนั้นเหรอ

พ่อกับแม่จากไป........ในวันที่ฉันกลับมาอย่างนั้นเหรอ ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย

งานเลี้ยงต้อนรับฉันที่พ่อกับแม่จัดขึ้น........กลายเป็นงานศพของตัวเองงั้นเหรอ

ทำไม! ทำไม! ฉันตั้งคำถามทำไมอีกครั้ง แม่ยังไม่เห็นเลยนะว่าลูกคนนี้ทำได้อย่างที่มันพูด แม่ใจร้ายทำไมแม่ไม่อยู่รอดูลูกคนนี้พิสูจน์ตัวเองล่ะ พ่อก็เหมือนกันนั่นแหละ พ่อพูดถูกนะ เป็นวิศวกรยังมีงานอดิเรกเป็นจิตรกรได้ แต่จิตรกรมีงานอดิเรกเป็นวิศวกรไม่ได้ แต่พ่อยังไม่ได้ฟังทฤษฎีใหม่เลยนะ “ครูคือนักจิตรกรคนสำคัญไงพ่อ”


วันโศกเศร้าได้ผ่านไปแล้ว พ่อและแม่คงเย็นฉ่ำในแม่น้ำใหญ่ของหมู่บ้าน พร้อมด้วยความสดใสกับดอกไม้หลายสีที่ลอยไปด้วยกัน ฉันเพิ่งเห็นว่าที่บ้านเปลี่ยนไปมาก รูปภาพของฉันที่วาดไว้ อยู่ในกรอบเต็มฝาผนัง พ่อกับแม่คงไปขอครูที่โรงเรียนมา รูปถ่ายของฉันเต็มบ้าน ภาพถ่ายที่ฉันกำลังเสิร์ฟอาหาร พ่อกับแม่แอบเฝ้ามองฉันมาตลอด ทำไมฉันไม่เคยรู้ ภาพที่สนามบินตอนที่ฉันออกเดินทาง พ่อกับแม่ไปส่งฉันด้วยเหรอ ทำไมฉันไม่เคยรู้ พ่อกับแม่ทำอะไรให้ฉันอีกบ้างทำไมฉันไม่เคยรู้


วัน พรุ่งนี้เป็นวันแรกที่ฉันจะไปสอน จะไปทำหน้าที่ครู หน้าที่ที่พ่อและแม่ทำมาตลอด ฉันคงทำได้แค่ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด นี่สินะคงเป็นสิ่งเดียวที่ฉันจะมอบให้กับพ่อกับแม่ และคงเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้พ่อและแม่ภูมิใจในตัวฉัน ฉันจะทำหน้าที่เป็นจิตรกรที่จะปั้นพวกเด็กๆเหล่านั้นให้กลายเป็นคนที่มี คุณภาพให้ได้


ฉันมองไปยังรูปถ่ายของทั้งสามคนที่ติดอยู่ การเดินทางของสองคนที่อยู่ข้างๆได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่การเดินทางของคนที่อยู่ตรงกลางยังต้องมีต่อไป


บรรยากาศในห้องเรียนพรุ่งนี้


จะมีคนรอฉันอยู่ที่นั่น และ ฉันก็จะมีพ่อกับแม่อยู่ในใจตลอดไป


Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2554 11:13:12 น. 2 comments
Counter : 422 Pageviews.

 
เศร้าจัง...


โดย: อีกฝั่งฟากของเวลา IP: 125.25.77.204 วันที่: 10 มีนาคม 2554 เวลา:15:46:46 น.  

 
ขอบคุณค่ะ คุณอีกฝั่งฟากของเวลา ที่เข้ามาอ่าน
เศร้าเนอะ อยากให้กลับมาอยู่กันพร้อมหน้ามากกว่า


โดย: pormare วันที่: 10 มีนาคม 2554 เวลา:19:06:23 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

pormare
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมเยียนนะคะ ขอให้สนุกกับการอ่านค่ะ

Friends' blogs
[Add pormare's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.