Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
28 พฤศจิกายน 2552
 
All Blogs
 

โอ้ลัลล้า...มาเก๊า



Trip Macau 21 – 23 Mar 2009

มาเก๊าที่เป็นทางผ่านของเรามาตลอด เนื่องจากเวลามาเที่ยวฮ่องกง ก็มักนั่งเครื่องบินมาลงมาเก๊า แล้วข้ามไปยังฮ่องกง อย่างมากก็แวะเที่ยวแป๊บเดียว พอให้รู้ว่าเรามาถึงแล้วเท่านั้น แต่ครั้งนี้ ตั้งใจมุ่งมั่นกะเพื่ออีกคนหนึ่งว่า เราจะเที่ยวมาเก๊าแบบทุกซอกทุกซอย เอาแบบว่าเที่ยวคราวนี้แล้ว กะว่าจะไม่มาแล้ว เพราะเที่ยวจนปรุเลย
ทริปนี้เราจองตั๋วกันมายาวนานเกือบปีเลยเชียว เลยทำให้ราค่อนข้างแพง แม้ว่าจะเป็นตั๋ว 0 บาทก็ตาม ก็เพราะเราจองตั้งแต่ช่วงที่ยังไม่ได้ยกเลิกค่าธรรมเนียมน้ำมัน

วันแรก 21 มี.ค. 52
เราออกเดินทางจากประเทศไทยในตอน 10 โมงครึ่ง โดยไปถึงมาเก๊าในเวลาประมาณบ่ายโมงครึ่ง เมื่อลงจากเครื่องก็แวะแลกเงินฮ่องกงที่แลกมาเป็นเงินสกุลมาเก๊า ปรากฎว่าได้เพิ่มมา 1 % คือเอาเงินฮ่องกง 1,000 เหรียญไปแลก จะได้เงินมาเก๊ามา 1,015 MOP คิดแล้วไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่ แต่ก็อุตส่าห์แลกมา
เสร็จแล้วก็มารอนั่งรถ shuttle bus Venetian ที่คอยรับ- ส่งผู้โดยสารระหว่างสนามบินกับโรงแรม กะว่าจะไปดู ๆ ซะหน่อย ทั้งโรงแรม และรถฟรีด้วย คิดยังไงก็ไม่รู้เหมือนกัน แทนที่จะมุ่งหน้าเข้าโรงแรมเลย เราก็ลากกระเป๋าเที่ยวเวเนเชี่ยนซะเลย เพราะรถที่มาจากสนามบินจะจอดในส่วนตะวันออก แต่รถที่เราต้องนั่งเข้าเมืองมาเก๊าจะจอดในส่วนตะวันตก ซึ่งจะไป Border gate Sand Casino และท่าเรือ ก็เลยลากกระเป๋าเดินทางมาขึ้นรถ แต่แทนที่เราจะเลือกไปลงท่าเรือ แล้วต่อรถเมล์ไปแถว ๆ Senado ซึ่งโรงแรมก็อยู่แถว ๆ นั้น ง่าย ๆ แต่เราก็ไม่ไปซะงั้น ดันเลือกขึ้นรถไป Sand Casino ซะงั้น หาเรื่องจริง ๆ
แถมไปถึง อยากจะนั่งแท๊กซี่ไปโรงแรม แท๊กซี่ก็ไม่รับ เพราะฟังไม่รู้เรือง ไม่รู้จัก เศร้าจริง ๆ ไม่น่าเลยเรา เลยต้องเดินไปหารถเมล์ขึ้นแทน เศร้าจริง ๆ แถมยังเสียฟอร์มเหม็น ๆ ของตัวเองอีกต่างหาก เพราะเพื่อนกะว่ามากะเราซึ่งมาที่นี่ก็หลายครั้งแล้ว เดินทางก็บ่อย ฉลุยแน่นอน แต่เค้าไม่รู้หรอกว่า ไอ้ที่มาหลายครั้งเนี่ย ก็หลงมันทุกครั้งนั่นแหละ
สุดท้ายแล้วเราก็ฝ่าฟัน ลากกระเป๋าถึก ๆ มาต่อรถเมล์ไปแถว ๆ Senado ที่คนมาเก๊าเรียกว่า ซาหม่าโหลว เพิ่งนึกได้ตอนที่มาถึงโรงแรมแล้ว แต่ตอนคับขัน นึกยังไงก็นึกไม่ออก เซ็ง ลงรถเมล์แล้วก็ประสบปัญหาอันต่อไปคือ หาโรงแรมไม่เจอ ซึ่งเราก็ระแวงอยู่แล้วเชียว เพราะหาในแผนที่ไม่เจอ ก็เลยเขียนไปถามทางโรงแรม ซึ่งเขาก็ตอบกลับมาให้เราใจชื้นว่า ถ้าเริ่มจาก Senado Square แล้ว ให้ถามคนแถวนั้นได้เลย เขารู้จักกันดี อืม รู้ดี……ถามไป 3 คน ไม่รู้จัก Ole London Hotel เลยซักกะคน ฮึ่ม เราก็เลยเดินไล่ทิศไปเรื่อย ๆ แอบตามกรุ๊ป อื่นไป ถามทางมั่ว ๆ ไป ในที่สุดก็ลากกระเป๋าประหนึ่งโคถึก 2 ตัวเดินเลาะมาตามซอกเล็กซอกน้อยมาถึงโรงแรมจนได้

อธิบายทางไปโรงแรมหน่อย

ถนนแห่งความสุข หรือ rua da felicidade





เราก็เดินไปจนเกือบสุดถนน จะมีสามแยกตรงบริเวณ โรมแรม Ko Wa(ชื่อประมาณนี้ เชียนไม่ถุก) และร้านขายของฝาก Koi Kei Bekery (ร้านนี้เราไปกินคุ้กกี้อัลมอนด์ทุกวัน ต้องโฆษณาให้เขาหน่อย) ให้เลี้ยวซ้าย แล้วเดินไปตามซอยเล็ก ๆ ไปเรื่อย ๆ ใช้สัญชาตญาณคลำเอา จนไปออกซอกข้างโรงแรม Best Western Sun Sun โรงแรมนี้จะอยู่ข้าง ๆ กัน หรืออีกวิธีง่าย ๆ คือ นั่งสาย 3Aจากท่าเรือผ่าน Senado Square เมื่อรถเลี้ยวซ้าย ลงป้ายที่ 2 หรือสุดสายเลย

หน้าตาหน้าโรงแรม




ห้องภายใน





พอมาถึงโรงแรม แทบอยากไปนอนจมกองปลักโคลน เอ้ย กองบนเตียง ไม่อยากลุกไปเที่ยวเลย ห้องกว้างใช้ได้ โรงแรมก็ใหม่มาก แต่งสวยสมเป็น Boutique Hotel 1 star จริง ๆ ประทับใจ แม้ว่าบริการจะไม่ค่อย professional ไปซะหน่อย อย่างผ้าเช็ดตัวเก็บไปแต่ก็ไม่เอามาให้ใหม่ หรือน้ำให้มั่งไม่ให้มั่ง ต้องคอยทวง คือ แม่บ้านเค้าขี้ลืม แต่ก็พอไหว สรุปว่าใช้ได้
นอนเกลือกกลิ้งแล้ว ก็ต้องออกไปเที่ยวซะหน่อย มาเที่ยวนะ ไม่ได้มานอน เย็นนี้เราออกไปหาข้าวกิน แล้วก็ไปเที่ยวแถว Senado Square วันที่เราไปเป็นวันเสาร์ คนเลยค่อนข้างคึกคัก เราก็เดินไป ถ่ายรูปไป แถว ๆ Ruin of St Paul เอาขาตั้งกล้องไปด้วย คนเดินไปเดินมา มองกันใหญ่เลย นึกว่ามือโปรมากันเอง จริง ๆ แล้วไม่ใช่หรอก มือมันสั่นหน่ะ





แล้วก็เดินขึ้นไป Monte Fort
รุปนี้ถ่ายตรงบริเวณห้องน้ำ บรรยากาศสวย แต่กลิ่นแรงมาก เพราะอยู่หน้าห้องน้ำ





อีกมุมกลับกัน





ขึ้นมาชมวิวด้านบน เห็นมุมนี้แล้ว ชอบจัง




แล้วก็ลงมากินขนม นั่งดูคนไปเรื่อย อยู่แถว ๆ Senado มื้อนี้ลองกินเบอร์เกอร์หมู หรือขนมปังใส้หมูกระเทียมพริกไทยดำนั่นเอง



พอตกค่ำ ก็เดินชมแสงสีตามคาสิโนต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ จุดหมายในคืนนี้ เราจะไปดูการแสดง 12ราศีที่ Wyne Hotel แต่ก่อนไปขอเก็บแสงสีระหว่างทางก่อน

St Dominic's Church





บริเวณ Senado Square ยามค่ำ





Cas

ino Lisbua อีกมุม ยามค่ำ




น้ำพุเต้นระบำหน้าโรงแรม





เพดานรูปนักษัตร 12 ราศรี



อืม การแสดงของเค้าดีสมการนั่งรอจริง ๆ การแสดงมีสองรอบ แสดงไม่ซ้ำกัน ถ้ามีเวลาก็นั่งรอดูกันไป เปิดการแสดงรอบแรกด้วยการแหงนคอดูเพดานด้านบนเปิดขึ้นมา มีการแสดงแสงสีไปเรื่อย ๆ จนจบด้วยโคมระย้าอันใหญ่บึ้มลอยลงมา (อันนี้จากความทรงจำที่เลือนลางมาก เพราะดองเอาไว้หลายเดือน กว่าจะมารเขียน blog ส่วนการแสดงรอบสอง เป็นการก้มลงมองดูพื้นที่เปิดออกมาเป็นต้นไม้สีทอง แม้ว่าจะไม่ตื่นตาเท่ากับอันแรก แต่ก็น่าตื่นเต้นสำหรับคนมาดูเป็นครั้งแรก

มีมังกรโผล่มาด้วย







ออกจากดูการแสดงแล้ว เราก็ออกมาเดินทอดน่องชมวิวริมทะเล เดินรับลมไปเรื่อย ๆ จนเริ่ม…. อิ อิ ไม่ได้เริ่มง่วง แต่เริ่มหิวแระ กลับมากินข้าวแถว rua da felicidade ใกล้ ๆ ที่พักดีกว่า เราเดินกลับมากินบะหมี่เกี๊ยวแถว ๆ ทางเดินกลับทีพัก สั่งบะหมี่แห้ง 1 น้ำ 1 ลงความเห็นกันว่าบะหมี่น้ำอร่อยกว่า เพราะที่นี่ทำเส้นหมี่แข็งมากๆ จึงต้องแช่ในน้ำแกงซะหน่อย ให้มันอืด ๆ พอง ๆ กินกำลังอร่อย(วันต่อมาเราถึงรู้ว่าร้านนี้เป็นร้านอาหารแนะนะของคนที่นี่ เพราะตอนกลางวันเดินผ่าน เห็นคนต่อคิวยาวมาก) คืนนี้ กินอิ่ม นอนหลับสบาย





วันที่สอง 22 มี.ค. 52

ตื่นสายตามปกติ ห้องที่เราอยู่มันไม่มีหน้าต่าง ดังนั้นจึงรู้สึกเป็นตอนกลางคืนอยู่ตลอดเวลา เช้านี้กะว่าจะไปหยำฉากัน ก็หาร้านเอาไว้แล้ว คือร้าน Fong Fong Kei ใกล้ ๆ กับโรงแรมFurama ศึกษาพิกัดเป็นอย่างดี หาจนเจอด้วย ร้านอยู่ชั้นสอง แต่หาทางขึ้นไม่เจอ เฮ้อ เดินวนรอบตึกซะจนถอดใจ ปรากฎว่าทางขึ้นนี้เราเห็นแต่แรกแล้ว แต่คิดว่าคนละเจ้ากัน เพราะไม่คิดว่าร้านนี้จะใหญ่ขนาดกินพื้นที่ทั้งหมดของตึกได้ ใหญ่จริง ๆ แล้วหน้าร้านก็หรู ขายหูฉลามกะอาหารทะเลสด ๆ จนไม่นึกว่าจะขายหยำฉาราคาถูกด้วย

ที่นี่คนมากินหยำฉากันเยอะมาก เราเลยต้องไปร่วมโต๊ะกับอีกครอบครัวหนึ่ง โดยแยกมุมเล็ก ๆ กินกันหนุงหนิง สองคน กินไปก็แอบดูโต๊ะใหญ่เค้ากินอะไรกัน กะว่าเราจะกินกันพอรู้รส ไม่กินเยอะ เพราะจะไปกินรายทางอีกที แต่สั่งไปสังมาอีท่าไหนไม่รู้ มาเต็มเลย เลยกินซะอิ่มเลย





กินอิ่มแล้วกะว่าจะไปป้อม Guia แต่นั่งรถเมล์เลยไปไกล เพราะไม่คิดว่ามันจะใกล้มากขนาดนี้ เลยนั่งCity tour ต่อไปจนสุดสาย แล้วนั่งสายใหม่ไปวัดอาม่าเลย
วัดอาม่านี้ถือเป็นวัดที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับมาเก๊าเลยก็ว่าได้ สร้างขึ้นเพื่อเป็นการถวายสักการะแก่อาม่า องค์เทพธิดาแห่งท้องทะเล เล่ากันว่า อาม่าเดินทางโดยเรือสำเภามาขึ้นฝั่งบริเวณอ่าวนี้ ในทุกวันนี้ที่วัดยังมีรูปเรือสำเภาวาดอยู่บนก้อนหินที่วัดด้วย และเรียกบริเวณนี้ว่าอ่าวอาม่า(A Ma Gua) จนกลายเป็นมาเก๊าในที่สุด

มาถึงวัดแล้ว







เรือสำเภา








จบจากวัดอาม่า เราก็เดินย้อนลัดเลาะไปตามถนน Calcada De Barra ซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งของชุมชนชาวโปรตุเกส ที่ที่เรามุ่งไปคือบรรดาตึกสวย ๆ ที่ซ่อนอยู่ตามทางสายนี้

ค่ายทหารมัวร์ ซึ่งได้กลายเป็นสถานที่ราชการ และไม่ให้คนภายนอกเข้าไป
จตุรัสเซนต์ออกัสติน ( St.Augustine's Square )

โบสถ์เซนต์ออกุสติน โรงละครโดมเปโดร ที่ห้า โรงเรียนนักธรรมและโบสถ์เซนต์โยเซฟ และห้องสมุด เซอร์โรเบิร์ต โฮ ทุง









แล้วก็เดินไป ถ่ายรูปไป โผล่มาอีกครั้งก็ที่ ถนน rua da felicidade โอ้ เราเดินกลับมาได้ไกลจริง ๆ แล้วก็เลยแวะกลับไปทำธุระที่โรงแรม เพื่อไปหมู่บ้านไทป้าต่อ วันนี้เป็นวันอาทิตย์ มี Flea Market ด้วย

เรานั่งรถเมล์จากหน้า Senado Square ไปยังหมู่บ้านไทป้าเลย เดินผ่านถนนสายอาหารที่มีร้านอาหารตั้งเรียงรายไปจนเลือกไม่ถูก เจอร้าน Koi Kei Bakery ด้วย ต้องแวะเข้าไปชิมคุ้กกี้อัลมอนด์ซะหน่อย เพราะว่าสาขาแถวบ้านเริ่มจำหน้าเราสองได้แล้ว เพราะแวะชิมมันทุกวัน (แต่ว่าขากลับเราก็แวะซื้อไปหลายกล่องนะ) วันนี้กะว่าจะกินอาหารโปรตุเกสซะหน่อย แต่ขอเดินดูลาดเลาก่อน เราเลยเดินไปดูตลาด Flea Market ก่อน เห็นแล้วผิดหวัง นึกว่าเราเดินมาผิดทาง เพราะมันก็เหมือนกับตลาดนัดข้างออฟฟิศนั่นเอง ไม่มีอะไรนอกจากของราคาถูกนำเข้าจากเมืองจีน ก็เลยเดินมาหาของกินดีกว่า
เราเลือกร้าน O Santos เห็นมีแนะนำ แล้วก็คนเยอะดี





อิ่มแล้วก็ออกมาเดินหาที่เที่ยวกันต่อ ต้องไปหาบ้านสีเขียวตามที่เห็นในหนังสือท่องเที่ยวซะหน่อย

เราเดินตามนักท่องเที่ยวไปจนเจอบริเวณที่คิดว่าจะนำเราไปถึงบ้านสีเขียวแสนสวย ระหว่างเดินไปก็คิดว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว เพราะเราเห็นรถของบ่าวสาวแล่นมาเป็นระยะ แถวนี้น่าจะเป็นที่ฮิตสำหรับถ่ายรูปแต่งงานแน่ ๆ เลย

ตุ๊กตาหน้ารถบ่าวสาวเป็นดาวแฝดน้อย กับสนุ๊ปปี้คู่รัก น่ารักดี







เดินลงเนินไปซักพัก เราก็มาถึงบ้านสีเขียวซะที
ที่นี่เรียกว่า พิพิธภัณฑ์บ้านไทปา ประกอบด้วยอาคารสไตล์โปรตุเกส 5 หลังสีเขียวขลิบขาว ซึ่งมีชื่อเรียกในแต่ละหลัง คือ Macanese House, House of Islands, House of Portugal Regions, Exhibition Gallery และ Reception House แต่ละหลังจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับ มาเก๊าที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละหลัง แต่เราก็ไม่ได้เข้าไปดูในพิพิธภัณฑ์ แวะแต่บ้านหลังสุดท้ายที่จัดแสดงภาพเขียนของศิลปินท่านหนึ่ง แบบว่าร้อนมาก เลยเข้าไปตากแอร์ซะหน่อย







เวเนเชี่ยนจากมุมไกล


ถ่ายรูปจนหนำใจแล้ว เราก็เดินลัดเลาะมาจนถึง Venetian เพราะไม่รู้ว่าจะหารถอะไรกลับไปยังเกาะมาเก๊าต่อ เลยเดินไปขึ้นรถที่ Venetian ซะเลย

เราก็นั่งรถฟรีมายังจุดหมายต่อไป คือ Fisherman Warf ซึ่งเห็นมานานแล้ว เวลาที่จะมาที่ท่าเรือเพื่อข้ามไปฮ่องกง แต่ไม่เคยได้แวะเลย

ที่นี่ไม่ค่อยมีคนเดินเท่าไหร่ ก็ถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ









สุดทางคือ Babylon Casino ที่นี่มีรถรับ-ส่งจากคาสิโนไปที่ประตูทางเข้าด้วย เลยอาศัยมาลงเพื่อนั่งรถเมล์กลับที่พัก

แล้วเราก็มารอรถเมล์สาย 3A ซึ่งรอนานมากจะมีคนมาเก๊ามาช่วยเหลือ และส่งเราขึ้นรถสาย 3A แต่เราก็หลงทางจนได้ เนื่องจากว่าสาย 3Aที่ผ่านตรงนี้ มีวน 2 ทาง ทางหนึ่งกลับที่พักเรา แต่อีกทางหนึ่งซึ่งเป็นคนที่เราเลือกขึ้นดันไปสุดสายที่ Border Gate เราก็เอะใจมาตอนที่รถเริ่มพาเราออกนอกเมืองไปในทางที่ไม่คุ้น แต่อย่างไรก็ตาม ลงกลางทางก็คงหลงทางอีก เลยนั่งมันจนสุดสายไปนั่นแหละ ซึ่งเป็นการติดสินใจที่ถูกต้องเลย เพราะจากตรงนั้น เราก็เดินหาทางไปขึ้นรถฟรีของคาสิโนต่าง ๆ เพราะเราเคยเห็นป้ายเวลาเดินผ่านคาสิโนทั้งหลาย

และในที่สุด เราก็นั่งรถคาสิโนกลับมาละแวกที่พักจนได้ เฮ้อ เดินกลับที่พักดีกว่า ระหว่างเดินกลับ นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้กินข้าวเย็นเลย เลยแวะกินเกี๊ยวจีนก่อนนอน แล้วเดินกลับที่พัก



วันที่สาม 23 มี.ค. 52
วันนี้เราก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะไปนั่งกระเช้าขึ้นป้อมเกียร์ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่โรงแรมก็แนะนำแบบติดตลกว่า แล้วคุณจะได้พบกับกระเช้าที่สั้นที่สุดในโลก อืม สั้นก็ยังดีกว่าเดินขึ้นล่ะวะ ป้าแก่แล้ว ไม่อยากทรมานสังขารอวบ ๆ กันเกินไป
แล้วเราก็นั่งรถเมล์มาลงตรงจุดจนได้ มันใกล้มาก ๆ จากตรงที่เราไปกินหยำฉาเมื่อวาน เช้านี้ก็เดินเลาะ ๆ เที่ยวไปเรื่อน ๆ เริ่มจากสวนเลาลิมเอี๊ยคกันก่อน ไปดูอากงอาม่ามาเริงระบำยามเช้ากันหน่อย โอ้ย มีระบำหลายแบบ ทังแบบรำดาบ ไท้เก็ก และรำพัด รำกันได้พลิ้วเหลือเกิน สวนที่นี่มีพื้นที่ไม่เยอะมาก ตั้งอยู่ตรงกลางโดยมีตึกสูงล้อมรอบ แต่ก็จัดสวนได้น่าสนใจและมีลูกเล่นเยอะมาก ทำให้เดินได้ไม่เบื่อ







จากนั้น เราก็เดินผ่านบ้านของ ดร.ซุนยัดเซ็น เพื่อไปป้อมเกียร์ซะที แล้วเราก็พบกับความผิดหวัง เพราะกะรเช้าขึ้นป้อมวันนี้หยุดเดินเครื่องค่ะ เบื้อจริง ๆ แล้วเราทั้งสองคนก็มองหน้า แล้วก็ได้คำตอบเป็นเอกฉันท์ว่า ไม่ไปดีกว่า ทรมานสังขาร เลยนั่งรถเมล์กลับมาลองทาร์ตไข่มากาเร็ตกันแถวเซนาโด้สแควร์กันดีกว่า ไม่เหนื่อยดี แล้วก็กลับมากินเกี๊ยวเมื่อคืนอีกที ยังติดใจไม่หาย ปรากฎว่าร้านยังไม่เปิด เลยอดกิน
แล้วเราก็เดินกลับโรงแรม ระหว่างทางแวะซื้อของฝากที่บ้านจากร้าน Koi Kei ไปหลายกล่อง ทั้งทาร์ต และคุกกี้อัลมอนด์ ตอบแทนที่ให้เราจิ๊กขนมกินวันละหลายชิ้น และเราสองคนคิดเหมือนกันว่า ทาร์ตไข่ของร้านนี้ถูกปากเราที่สุด อร่อยกว่าร้านแนะนำทั้งสอง คือมาร์กาเร็ต และ Lord Straw นะเราว่า

เอารูปสาธิตการทำคุกกี้อัลมอนด์สด ๆ มาให้ดู



แล้วเราก็ลากกระเป๋าไปรอรถเมล์ เพื่อไปฝากกระเป๋าที่ เวเนเชี่ยน ก่อนออกไปเที่ยวเกาะโคโลอาน เพื่อไปตามหาทาร์ตไข่เจ้าดัง Lord Straw กัน โดยเราขึ้นรถเมล์ที่ป้ายหน้าเวเนเชี่ยน นั่งไปลงที่เกาะโคโลอาน ซึ่งไม่รู้สึกว่ามันเป็นเกาะเลย เนื่องจาก ตั้งแต่บริเวณเวเนเชี่ยนนั้น มันคือ Cotai Strip ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เขาถมทะเลเพื่อเชื่อมเกาะไทปากับโคโลอานเข้าด้วยกัน
รถเมล์พาเรามาจนถึงบริเวณทที่เป็นเหมือนศูนย์กลางชุมชน ทุกคนลงกันหมดเลย เกือบทั้งรถเป็นนักท่องเที่ยวที่มาตามหาทาร์ตแบบเราเลย เพราะพอลงจากรถ ทุกคนก็เดินรวมกันเหมือนเป็นนักเรียนไปยังร้านท่านลอร์ด แล้วก็นั่งกินทาร์ตกัน



กัน อืม อิทธิพลซีรีย์เกาหลีจริง ๆ แต่ป้าทั้งสองดันไม่อินเลย เพราะเราดันไม่ได้ดูซีรีย์เกาหลี ก็เลยกิน แล้วก็หาทางไปโบสถ์เซนต์ ฟรานซิส เซเวียร์ เหตุผลบังหน้าก็คือไปเดินเที่ยว แต่จริงๆ แล้วจะมาหาร้านอาการมังกานิสชื่อ Nga Tim Cafe กินต่างหาก โฮะ ๆ



มัวแต่ตั้งหน้าตั้งตากิน ต้องพาชมโบสถ์เซนต์ ฟรานซิส เซเวียร์

หน้าโบสถ์



ตัวโบสถ์



ภายในโบสถ์



กินเสร็จแล้ว ก็เดินเล่นไปตามทางเดินเลาะชายหาด



สุดทางเดินคือศาลเจ้า



แล้วก็ไปเดินซอกแซกไปตามหมู่บ้านเพื่อกลับไปขึ้นรถเมล์คันเดิมกลับ เวเนเชียน





วันนี้เราจะกลับ flight 2 ทุ่ม เลยต้องไปป้วนเปี้ยนแถว ๆ เวเนเชียน เพี่อรอนั่งรถไปสนามบิน ดังนั้นช่วงบ่ายอันน้อยนิดนี้เราก็ไปเดินเล่นกันที่ Grand Cannel ที่เก็บไว้ท้ายสุด











ปิดท้าย review นี้ด้วยรูปเซ็ตอาหารมื้อสุดท้ายที่ food court ที่เวเนเชี่ยน




 

Create Date : 28 พฤศจิกายน 2552
0 comments
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2552 21:19:27 น.
Counter : 2017 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


นู๋Poopy
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




http://fastwebcounter.com
Friends' blogs
[Add นู๋Poopy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.