Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2549
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
13 มิถุนายน 2549
 
All Blogs
 

บาหลี : เกาะสวาทหาดสวรรค์ตอนที่2 (จบ)

หลังจากที่ดองไว้นานเรามาเริ่มตอนจบกันดีกว่า

วันที่ 4 คินดามณี – อุบุด

หลังจากที่เกี่ยงกันลุกจากเตียงแล้ว เราก็มากินข้าวเช้า(ฟรีอีกเช่นเคย)รอ Rolly กินไม่ทันเสร็จ Rolly ก็มาพร้อมกับรถคันเดิม(ค่อยยังชั่วหน่อย กลัวเปลี่ยนรถจัง) เราได้นั่งรถ Toyota รุ่นคล้าย ๆ Land cruiser นั่งสบาย แอร์เย็นฉ่ำไปเที่ยวกัน วันนี้ มีโปรแกรมคร่าว ๆ คือ เราจะไปดูบารองดานซ์ คินดามณี แล้วจบที่อุบุด อดไป Bhesaki เพราะตา Rolly บอกว่ามันคนละทางกัน ไปไม่ทัน (ทีเมื่อคืนบอกว่าอาจจะพาไปได้ แต่วันนี้ ขึ้นรถเค้าแล้วนี่ เกิดไม่ได้ขึ้นมาเชียว อันนี้เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องระวังในบาหลีนะคะ ถ้าเราตกลงกับเค้าแล้ว เราต้องให้เค้ายืนยันหนักแน่น ไม่ใช่บอกว่าอาจจะได้ เพราะมันไม่ได้แน่นอน หรือเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อกันการเบี้ยว)

เริ่มโปรแกรมแรกคือ ไปดูระบำบารองค์ค่ะ พวกเราใช้เวลาตัดสินใจนานมากกกกกกกกกก เพราะอะไรเหรอคะ เพราะมันแพงจังอ่ะ คนละตั้ง 50,000 RP แน่ะ(หรือ 220 บาท ที่คิดนานมากเพราะนึกว่ามันแพงค่ะ ยังกลับค่าเงินไม่ค่อยถูก พอเห็นว่า 50,000 ก็เลยว่ามันแพง ไม่อยากบอกว่าที่ไปกันเนี่ย เด็กบัญชี 2 คนนะ คิดเลขไม่ได้เรื่องเล้ย) ใจจริงแล้วเราทั้ง 3 คนไม่ได้อยากดูเท่าไหร่หรอก แต่ถ้ากลับเมืองไทยไป เล่าให้ใครฟังว่ามาบาหลี แล้วไม่ได้ดูเนี่ย เสียฟอร์มมากเลย ทัวร์ที่มาเที่ยวก็ต้องดูทุกโปรแกรม เพื่อนๆ ในเวป ที่เขียนเกี่ยวกับบาหลีก็แนะนำให้ดู มันต้องดีแน่ ๆ เลย ก็พยายาม convince ตัวเองให้ยอมควักกระเป๋าเสียตังค์ดู จนพี่คนขายตั๋วเลิกสนใจพวกเราไปแล้ว ไปขายฝรั่งดีกว่า ในที่สุดก็ปลงตกได้ว่า เอาวะ 50,000 เอง แล้วก็คว้าแผ่นรายละเอียดประกอบการดูภาษาอังกฤษเข้าไป (ค้ามีทุกภาาษาเลย ภาษาไทยก็มี แต่ว่าไม่กล้าหยิบ เดี๋ยวเค้ารู้ว่ามาจากที่ไหน เสียชื่อประเทศหมด)
แล้วการดูระบำของเราก็เป็นไปอย่างทรมานที่สุด ไม่ชอบแนวนี้ค่ะ ดูรำไทยสวยกว่าอีก อาจเป็นเพราะไม่ชอบดูการแสดงเท่าไหร่ จึงไม่ประทับใจเหมือนคนอื่น ๆ แต่ในอีกแง่หนึ่งก็ได้รู้และเข้าใจวัฒนธรรมของเค้าผ่านทางการแสดงนะ (คิดไว้อย่างนี้จะได้ไม่เสียดายตังค์)

พระเอกของเรื่องออกมาแล้ว



นักแสดงที่นี่ พอเค้าแสดงส่วนของตัวเองเสร็จ เค้าก็ปั่นจักรยานกลับบ้านไปเลย ไม่อยู่รอถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยวเลย พอดีน้องอยากถ่ายรูปกับนางฟ้า ก็เลยอดค่ะ เพราะนางฟ้าปั่นจักรยานกลับวิมารไปแล้ว คนอยากเป็นเทวดาเลยรอเก้อ อิ อิ

พอจบจากดูระบำเราก็ออกเดินทางไปคินดามณีค่ะ ไปกินข้าวเคล้ากับการดื่มด่ำชมวิวภูเขาไป ระหว่างทางก็แวะดูของตามรายทางบ้าง เนื่องจากวันแรกเราไม่ได้แวะตามรายทางแบบนี้ ทัวร์เลยจบเร็วกว่ากำหนด ก็ไปแวะดูเครื่องเงิน แล้วก็แวะดูร้านขายของที่ระลึกตามรายทางไปเรื่อย ๆ ระหว่างทางก็มีฝนตกเป็นระยะ ๆ แต่เราก็มาถึงจนได้ เนื่องจากเป็นที่สูง อากาศบริเวณนี้เย็นกว่าตอนเช้าที่เรามามาก และท้องฟ้ามืดครึ้ม เนื่องจากเมฆฝนไล่ตามเรามาตลอดทาง เราจึงต้องเร่งถ่ายรูปทำเวลาก่อนที่ฝนจะตก บริเวณรอบ ๆ ภูเขานี้ เค้าตั้งร้านอาหารตลอดแนวเลยค่ะ เอาไว้ให้นักท่องเที่ยวชมวิวไป กินข้าวไป (ตอนแรกนึกว่าเราจะได้ไปเดินขึ้นเขา ที่แท้ก็ได้แต่นั่งดู) เราเลือกนั่งบนศาลาค่ะ แถวหน้าสุดดื่มด่ำวิวได้เต็มที่ อาหารกลางวันวันนี้เป็นแบบบุฟเฟต์อีกเช่นเคย แต่วันนี้อาหารถูกปากมากค่ะ (อดอยากมาจากตอนเช้าที่อาหารไม่อร่อย) ราคา 87,000 rp หรือประมาณ 380 บาท ค่อนข้างแพงทีเดียว เพราะเค้าตั้งอยู่ในทำเลที่ดีมาก มองเห็นภูเขาในมุมที่สวย และอยู่แถวหน้าสุด ไม่มีอะไรมาบังเลย แต่วันนี้เป็นวันที่เรารู้สึกว่าค่าอาหารคุ้มกับเงินที่จ่ายไปจริง ๆ เพราะเรานั่งกินและชมวิวอยู่ที่นี่รวม 3 ชั่วโมง เรียกว่าแขกโต๊ะรอบ ๆ เปลี่ยนหน้าไปหลายชุดแล้ว แต่เรายังอยู่ แล้วก็กินอาหารไปตลอดไม่หยุด อาหารรสชาติกลาง ๆ ออกแนวจืด ๆ มีทั้งอาหารพื้นเมืองที่ปรับรสชาติให้เหมาะกับลิ้นของคนต่างชาติ แล้วก็อาหารพื้น ๆ ที่ทุกคนกินได้ อย่างข้าวผัด แกงจืด ชอบบรรยากาศที่นี่มาก ๆ เย็นสบาย นั่งได้ไม่เบื่อเลย ก็เลยเจริญอาหารมากไปหน่อย

มาดูรูปคินดามณีก่อนเมฆฝนมาบัง




อาหารกลางวันแสนอร่อย วันนี้กินไปกันเต็ม ๆ จาน คนละไม่ต่ำกว่า 3 จาน



พอขึ้นอืดได้ที่แล้วก็ได้เวลาเดินทางต่อ เราก็จะเข้าไปที่อุบุดเลย เพื่อหาที่พักแล้วก็เดินเที่ยวต่อที่อุบุด ถึงตรงนี้แล้ว เราก็เริ่มจับโกหก Rolly ได้อีก 1 เรื่อง คือ เค้าไม่รู้เรื่องที่พักที่อุบุดอย่างที่บอกกับเราไว้เลย เพราะเราบอกแล้วว่า ต้องการที่พักไม่เกินคืนละ 25 US แต่แห่งแรกที่พาไปราคาก็ปาเข้าไป 100 US (ราคานี้ลด50%ให้แล้วนะ) ตอนแรกพวกเราก็ไม่เข้าไป เพราะดูโหงวเฮ้งโรงแรม ก็รู้แล้วว่าราคามันควรจะเป็นเท่าไหร่ แต่เค้าคะยั้นคะยอให้เข้าไปดู ก็ถือเป็นการท่องเที่ยวโรงแรมไปก็แล้วกัน ก็ดูแต่โรงแรมแพง ๆ ไป 2-3แห่ง เราก็เริ่มทนไม่ได้แล้ว เพราะว่าคืนนี้ชั้นยังไม่มีที่นอนเลยนะยะ สุดท้าย หัวหน้าทีมอย่างอิชั้นก็เลยต้องควักข้อมูลที่หาเตรียมมา เราก็ไปตามโรงแรมที่หาเอาไว้ มันก็ไม่ถูกใจ สุดท้ายก็มาลงตัวที่ Yulia Boutique Resort ซึ่งเป็นเครือเดียวกับ Yulia Beach Inn ที่ Kuta ซึ่งในตอนแรกก็กะว่าจะเปลี่ยนโรงแรมซะหน่อย จะได้หลากหลาย แต่ด้วยราคาและสถานที่ตั้ง ในที่สุดเราก็เลือกที่นี่ เป็นครั้งแรกนะคะที่ต่อค่าโรงแรม ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยรู้เลยว่า เราสามารถ walkin เข้าไปดูห้อง แล้วก็ต่อรองราคาได้ด้วย ราคาในตอนแรกก็คือ 30 เหรียญ สำหรับ 3 คน พร้อมอาหารเช้า แต่เราขอว่า ไม่เอาอาหารเช้าก็ได้ หรือเอาแค่ 2 หัวก็ได้ แล้วก็บอกว่าเราได้ไปพักที่ Yulia Beach Inn มาแล้ว 2 คืนก็เลยมาพักที่นี่ต่ออีก(เพราะที่นี่ถ้าพักตั้งแต่ 2 คืนขึ้นไป เค้าจะลดราคาให้ ไม่ต้องพักต่อเนื่องก็ได้) ส่วนเรื่องที่นอน เราไม่เอาเตียงเสริมหรอก เพราะผู้หญิง 2 คนสามารถนอนเตียงเดียวกันได้ ไม่ต้องห่วง เนื่องจากมีประสบการณ์มาจากที่ Kuta แล้ว เลยกลัวเตียงเสริม แล้วก็แอบเห็นเตียงเค้าแล้ว มันมีเตียงลิ้นชักอยู่ เดี๋ยวเราก็เอาผ้าคลุมเตียงมาปูซะ ก็เป็นที่นอนเดิ้น ๆ แล้ว หลังจากใช้มารยาชายและหญิงอยู่นาน ในที่สุด ผู้จัดการโรงแรมก็ใจอ่อน ให้ราคา 25 เหรียญ แถมข้าวเช้าให้ด้วย ถูกกว่าที่จองมา 2 คืนแรกอีก

ขออวดรูปที่พักคืนนี้หน่อย

ตัวตึกด้านนอก ห้องนอนของเราอยู่ชั้นล่าง


ด้านในห้อง



พออุ่นใจว่าคืนนี้มีที่ซุกหัวนอนแล้ว เราก็จัดการกำจัดตา Rolly ไม่มีประโยชน์เลยจริง ๆ ทำให้ชั้นต้องขวนขวายหาที่พักเอาเอง เชอะ (แต่ว่าเค้าก็พยายามกำจัดตัวเองไปเร็ว ๆ อยู่แล้วหละ เพราะต้องไปรับจ๊อบร้านอาหารต่ออีก) อาบน้ำสบายใจ สำรวจห้องกับโรงแรมเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกซ่าต่อกันเลยค่ะที่อุบุด

ทุ่งนาข้าง ๆ โรงแรม



ถนนหน้าโรงแรม



อุบุดเป็นเมืองที่สงบไม่พลุกพล่าน แต่ก็ไม่เปลี่ยวจนเกินไป เหมาะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงหาความสงบ และเดินเล่น สองข้างทางของถนนที่เราพัก มี resort ตั้งอยู่มากมาย มีหลายระดับ แต่บริเวณที่เราพัก ราคาค่อนข้างแพง ที่พักสวย ทำให้เรามั่วเข้าไปเดินเล่นข้างในอยู่หลายแห่ง โดยเราทำทีเข้าไปถามราคา แล้วต่อด้วยการขออนุญาต เดินดูสถานที่ด้วย เค้าจัดได้สวยค่ะ แต่ไม่กล้าถ่ายรูปมา เพราะมีเจ้าหน้าที่เดินไปด้วย นอกจากเดินเล่นแล้ว เราก็อยากลองทำสปาที่บาหลีด้วย เพราะนึกถึงสปาทีไรก็นึกถึงบาหลีทุกที เลยต้องมาลองซะหน่อย ราคาของสปาที่นี่ก็พอ ๆ กับที่เมืองไทย แต่เราคิดว่าแพงกว่าหน่อย ๆ นะะ (เทียบกับระดับสถานที่ ที่เท่า ๆ กัน คือ สมมุติว่าจะนวดอโรม่า ที่บาหลีราคา 500บาท/ชั่วโมง นวดที่เมืองไทยก็ 600บาท/ชั่วโมงเหมือนกัน แต่ที่เมืองไทยจะเป็นห้องสปาที่ดูดีกว่าที่นี่เยอะค่ะ น้ำมันก็ดีกว่า ที่บาหลีจะเน้นน้ำมันมะพร้าวที่มีกลิ่นออกหืน ๆ หน่อย )

ในที่สุดเราก็เลือก Sara Spa ราคามิตรภาพค่ะ มีฝรั่งเข้ามาใช้บริการอย่างคึกคัก ก็มันราคาถูกสุดแล้วสำหรับแถวนั้น แล้วก็จัดสถานที่ได้ค่อนข้างน่ารัก พวกเราเลือกนวดเท้ากันค่ะ เนื่องจากตรากตรำเดินมาหลายวันอยู่ แล้วราคาก็ไม่แพง ไม่ต้องถอดเสื้อผ้าด้วย เพราะถ้าเลือกนวดตัวต้องถอดเสื้อผ้าใช่มั๊ยคะ ทีนี้มันเขินอ่ะ เพราะประตูห้องนวดมันไม่ค่อยมิดชิดเท่าไหร่ ห้องก็สว่างโร่เลย เขินอ่ะ ไม่คุ้นเคย แล้วนวดเท้าก็ราคาถูกดี 150 บาท / 1 ชั่วโมง สบายเหมือนกันเสียแค่ 150 เอง นวดเสร็จแล้วก็จองคิวนวดคอ หลัง ไหล่เลย แต่ได้คิววันรุ่งขึ้น เพราะต้องคนนวดเป็นเท่านั้น มี 2 คน

ทางเดินเข้า Sara Spa



เสร็จจากนวดก็เย็นแล้ว เราก็เดินเล่นไปตามถนนหน้าโรงแรม ไปที่ตลาด ร้านต่าง ๆ ที่นี่เค้าแต่งกันสวยๆ ทั้งนั้นเลย ดูแล้วเหมือนเดินดูแคตตาลอกแต่งสวนเลยค่ะ เข้าใจคำว่า “การแต่งสวนสวยสไตล์บาหลี” ได้ลึกซึ้งก็ตอนนี้แหละ ยังเสียดายเลย ว่าเราไม่ได้เอากล้องไปด้วย ไม่งั้นจะมาถ่ายเก็บไว้ เผื่อเอาไปแต่งบ้านตัวเอง

ค่ำนี้ขอกินอินเตอร์หน่อย หลังจากกิน Nasi Gorang และ Mee Gorang มาแล้ว 3 วัน เราเลือกร้านอาหารน่ารักของโรงแรมแห่งหนึ่ง (ที่เลือกเพราะมีคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว 2-3 โต๊ะ รสชาดอาหารคงไม่เลวร้ายมากนัก) อาหารมาช้ามาก รอประมาณ 1 ชั่วโมงได้ ระหว่างรอก็เลยกลับไปเอากล้องมาถ่ายรูปดีกว่า

รูปสลัดที่ทางร้านเอามาเสริฟเรียกน้ำย่อย เพื่อหลอกให้เรารออาหารต่อไปอีกเกือบชั่วโมง(ไม่ต้องมาเรียกน้ำย่อยก็ได้ มันไหลมารอในกระเพาะนานแล้ว)



กินเสร็จ แล้วก็กลับไปดู Fear Factor ต่อเพราะไม่รู้จะดูรายการอะไร ไมากล้าไปเดินเล่นต่อ เพราะตกมืดแล้วแถวนั้นมืดมาก ไม่ค่อยมีคนเดิน ไม่เสี่ยงดีกว่า


วันที่ 5 อุบุด – คูตา


เปิดเช้าวันนี้ด้วยความสดใส อากาศดี นอนเต็มอิ่ม ตื่นสายอีกตามเคย และต้องแซะเพื่อนร่วมทางอีก ต่างคนต่างแซะ เพราะเกี่ยงกันอาบน้ำทุกเช้าเลย (ไม่ได้สกปรกนะ แต่คนที่อาบทีหลังจะได้เปรียบ ได้นอนผึ่งพุงต่อนั่นเอง) วันนี้ตอนสาย ๆ เรามีนัดกับ Sara Spa ไว้ เพราะคุณชายประจำทริปอยากนวดหัว เช้านี้ทางโรงแรมจัดอาหารให้ 3 ชุด (ใจดีจัง ตอนแรกบอกว่าให้แค่ 2 ชุด สำหรับราคาที่เราต่อไว้ สงสัยผู้จัดการลืม) ระหว่างกินก็เกิดสงสัยมาก ว่าทำไมโรงแรม 2 แห่งนี้ คือที่คูตากับที่อุบุด ดูลักษณะห้องแตกต่างกัน คือที่อุบุดห้อง+ห้องน้ำดีกว่ามาก ๆ ทั้ง ๆ ที่ราคาเท่ากัน ก็เลยได้ความว่า เค้าแยกกันบริหาร คือที่คูตาเป็นของพี่ชาย แต่ที่อุบุดเป็นของน้องสาว โดยรวมแล้วเค้าร่วมกันทุกอย่าง แต่เรื่องบริหารภายในแยกจากกัน มิน่าล่ะ โรงแรมที่ผู้หญิงบริหาร ดูใส่ใจรายละเอียดมากกว่า น่าพัก กว่าเยอะเลย (เฟมินิสต์มาเองอ่ะ) ระหว่างกินข้าวก็ปรึกษากันว่าจะเอายังไงดี จะกลับคูตายังไง พักที่ไหน ก็มีคุณป้าขี่มาขาวมาช่วยไว้ เราเจอคุณป้าคนไทยค่ะ คุณป้ามากับสามีซึ่งเป็นฝรั่ง เช่ารถขับกันมาเองจากคูตา หลงกันสนุกสนาน ใช้เวลาเกือบวัน กว่าจะมาถึงอุบุด คุณป้าแนะนำที่พัก และยังใจดีให้พวกเรานั่งรถกลับคูตามาด้วยกัน แต่เราเกรงใจคุณป้ามาก เพราะสัมภาระทั้งของคุณป้าก็เกือบเต็มรถแล้ว เพราะมาเป็นอาทิตย์เลย (รถจี๊บซูซูกิคาริบเบียน) แล้วยังจะยัดเข้าไปอีก 3 ตัวใหญ่ๆ สงสัยเราจะตายก่อนถึงแน่ ๆ ก็เลยปฏิเสธพร้อมกับขอบคุณในความมีน้ำใจของคุณป้ามาก ๆ ค่ะ แต่ยังไม่หมดค่ะ ไม่ได้ให้อาศัยรถ แต่คุณป้าให้คำแนะนำเรื่องที่พักว่าให้ไปพักแถว Poppies Lane III ชื่อโรงแรม Kuta Puri Bangalow ราคาแพงกว่าเดิม คือ35 เหรียญ (ราคานี้เป็นราคาที่คุณป้าได้ เพราะพักหลายวัน และคุณป้าบอกว่าให้บอกราคานี้ไป อาศัยชื่อคุณป้าแล้วกัน) เอาเป็นว่าพักที่นี่แล้วกัน เพราะงบยังเหลืออยู่เยอะ แล้วก็อยากพักแบบไฮโซ ๆ บ้าง ขอซักคืนแล้วกัน ปรึกษากันเสร็จแล้วก็ไปเที่ยวให้สบายหัวดีกว่า เช้านี้ไปเที่ยวป่าลิงกันค่ะ แปลตรงตัวเลยนะ ฟังแล้วแปลก ๆ ของเรียกตามเดิมดีกว่าว่า Monkey Forest เราเดินออกจากโรงแรมไปคนละทางกับเมื่อวาน เมื่อวานเดินทางขวา วันนี้เดินทางซ้าย ระหว่างทางก็เป๋ไปเป๋มา เข้าไปดูของร้านโน้น ร้านนี้ ก็ที่นี่ของราคาถูกนี่นา ต่อง่ายแล้วก็ต่อได้เยอะด้วย ไม่ต้องเสียเวลาคุยนาน นอกจากดูของแล้ว ก็หาเรื่องเข้าไปดูโรงแรมระหว่างทางอีก กว่าจะถึง Monkey Forest ก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมง กับระยะทางแค่ 400 เมตร อิ อิ

ทางเดินไป Monkey Forest



ที่ Monkey Forest นี่ต้องระวังทรัพย์สินของเราด้วยนะคะ ลิงที่นี่ชอบฉกค่ะ ขนาดว่าวันนี้ไม่ได้เอาอะไรรุงรังไปเลย แค่ถือไอติมกินไปด้วย ยังโดนลิงมันกระโดดฉกไปจากมือเลย แง ๆๆ ไอติมหนู เพิ่งเลียไปแค่ 2 หนเอง ข้างใน Monkey Forest ก็ต้องมีแต่ลิงสิคะ ไม่ค่อยมีอย่างอื่น อ้อลืมไป มีวัดที่เราไม่กล้าเข้า เพราะเค้าให้เฉพาะคนที่แต่งชุดโสร่ง โพกหัวเข้าไปทำพิธีเท่านั้น แต่ก็ร่มรื่นดี

ความร่มรื่นใน Monkey Forest



วัดใน Monkey Forest



รวมรูปตั๋วทั้งหลาย



กลางวันนี้เรากินกันอินเตอร์อีกแล้ว วันนี้กินพิซซ่าค่ะ อร๊อย อร่อย

หน้าร้าน



พิซซ่าแสนอร่อย



เสร็จแล้วแราก็ต้องหารถกลับคูตา ที่นี่ไม่มีรถประจำทางเหมือนบ้านเราเลย (หรือมีแต่เราไม่เห็นก็ไม่รู้) แต่ก็มีรถรับ-ส่งค่ะ คือเค้าจะตระเวณรับคนตามโรงแรมต่าง ๆ ที่นี่เพื่อไปส่งที่คูตา เป็นรถตู้คันเล็ก ๆ ไม่มีแอร์ มีผู้ร่วมทาง 5 คน กรุ๊ปเราก็ 3 คน แล้วก็มีฝรั่งอีก 1 คู่ ก็เต็มรถแล้ว และรถมาส่งเราที่ซอย Poppie Lane ที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ ตอนนี้ความลำเค็ญเริ่มบังเกิด ก็ต้องเดินลากกระเป๋าไปตามทางเดินที่ตะปุ่มตะป่ำ แล้วก็ต้องหลบมอร์เตอร์ไซด์ด้วย ยังไม่พอ ต้องเจอกับแดดร้อนแบบสุด ๆ อีก ช่างเป็นความรันทดจริง ๆ

ในที่สุดเราก็หาโรงแรมที่คุณป้าแนะนำจนเจอ ดูดีและหรูหรากว่า Yulia Beach Inn มาก เราก็เข้าไปถามราคาและต่อรองอีกเช่นเคย ต่อยังไงโรงแรมเค้าก็ไม่ลดให้ เพราะเราพักแค่คืนเดียว ขณะที่กำลังต่อราคาอย่างเคร่งเครียด คุณป้าคนเดิมที่อุบุด ก็โบกมือทักทายเราจากสระว่ายน้ำของโรงแรม คุณชายของเราเลยได้ทีบอกเจ้าหน้าที่ว่า เห็นมั๊ย เรารู้จักกัน ป้าเค้ามาพักตั้งหลายคืน ขอ refer ราคาเดียวกันเลยนะ เจ้าหน้าที่เค้าก็เลยหยวน ๆ เฮ้อ ได้เข้าที่พักแล้ว แล้วที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเราคือ โรงแรมนี้เค้าบอกว่าเค้ามี ABF ให้ด้วย เราก็ดีใจเนื้อเต้นเลยสิ มาตั้ง 5 วันแล้ว ยังไม่มี ABF(ซึ่งในความหมายของเรา 3 คน หมายถึง อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ที่มีอาหารให้เลือกหลายอย่าง) ตกถึงกระเพาะเลย ได้กินแต่ Continental Breakfast กับ Nasi Gorang คนละชุดเอง

ห้องสุดหรูของเรา



บ่ายนี้ไม่มีโปรแกรมเที่ยว กะว่าจะเล่นน้ำให้ฉ่ำใจ เริ่มจากลงไปเล่นน้ำทะเลก่อน มาทะเลแล้วต้องเล่นน้ำทะเลด้วย หาดที่นี่ทราบไม่สวย แต่คลื่นแรงสะใจ มีคนมาเล่นกระดานโต้คลื่นกันเยอะแยะไปหมด พอเสร็จแล้วก็มาต่อน้ำในสระอีกที เฮ้อ เย็นสบายจังเลย สระว่ายน้ำก็ทำน่ารักดี เฮ้อ จ่ายแพงแล้ว อะไร ๆ มันก็ดีไปโม้ดเลย

มุมน่ารัก ๆ มุมหนึ่งของสระว่ายน้ำ



เย็นนี้ก็มีโครงการจะไปเริงราตรีกันซะหน่อย ก็เดินเล่นเลียบชายหาดไปเรื่อย ๆ นั่นแหละ ไปแวะห้างสรรพสินค้าเปิดใหม่ เลยถือโอกาสเดินซุปเปอร์มาร์เก็ตซะเลย มีขนมแปลก ๆ จากออสเตรเลียหลายอย่าง แล้วก็มีอาหารแช่แข็งจากประเทศไทยไปวางขายอยู่เต็มไปหมด ตอนแรกก็งง ๆ ว่า เอ๊ะ! ทำไมชั้นอ่านยี่ห้อออกแบบไม่ต้องคิดเลยฟะ อ๋อ ก็มันเป็นภาษาไทยนี่หน่า มิน่า แล้วก็เดินดูร้านอาหารไปเรื่อย ๆ ไม่แวะซักร้าน ไม่รู้เป็นอะไรเหมือนกัน ไปคราวนี้ไม่อยากอาหารเลย รู้สึกไม่ถูกปาก อาหารที่พอกินได้ก็แพงจัง สุดท้ายก็ไม่ได้กินอะไร กลับไปกินแถว ๆ ที่พัก เสร็จแล้วก็ออกซ่าต่ออีก เราไปเที่ยวต่ออีก อิอิ ไปเที่ยวโรงแรม Hardrock Café ค่ะ ไปดูซะหน่อย เข้าไปทางพลาซ่าของโรงแรม ที่นี่เค้ามีเธคที่เป็นสถานีวิทยุด้วย ดีเจก็เปิดแผ่นออกอากาศทีเดียวเลย ตอนแรกพวกเราก็กะจะไปดริ๊งซะหน่อย แต่ดูสารรูปตัวเองกันคนที่อยู่ข้างในแล้ว ไม่เข้าดีกว่า กลัวเด่นอ่ะ เด่นในทางเยินนะ แล้วเราก็เดินสำรวจกันต่อ เดินไปเดินมาอีท่าไหนไม่รู้ ดันไปโผล่ตามห้องพักแขกได้ไงไม่รู้ คิดแล้วก็น่ากลัวแทนแขกที่พักเนอะ ใครก็ไม่รู้เดินเข้ามาในบริเวณที่พักได้สบาย ๆ โดยไม่เจอกับเจ้าหน้าที่เลย ไม่มีใครเห็นด้วย

ห้องพักที่เราเข้าไปเดินเล่นสบายใจ ไม่เจอใครเลย



ห้องของโรงแรมก็แบ่งเป็นโซนด้วยประเภทของดนตรี แล้วที่สวยติดใจก็คือ สระว่ายน้ำของโรงแรม กว้างมากแบ่งเป็นส่วน ๆ ถูกใจนักว่ายน้ำมาก เพราะสระเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ความยาวแต่ละส่วนก็ประมาณ 25 เมตรได้ แล้วก็มีหาดจำลองด้วย ขนทรายขึ้นมาจากหาดกันเลย แล้วรอบ ๆ สระก็มีศาลาสำหรับให้นอนอาบแดดด้วย เห็นแล้วอยากพักที่นี่บ้างจัง แต่ก็เสียดายตังค์อ่ะ กลับมานอนโรงแรมสุดหรู 35 เหรียญของเราดีกว่า


วันที่ 6 คูตา – กัวลาลัมเปอร์ - กรุงเทพฯ

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเที่ยวแล้วนะเนี่ย ใจหายจังเลย เราตื่นขึ้นมาด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยมที่จะได้กิน ABF อย่างเต็มคราบ พอเดินไปดูของกินปั๊บ อึ้งไปเลย ABF ที่โรงแรมจัดมาคือ ข้าวสวย ผัดผัก ขนมปัง ข้าวผัด (Nasi Gorang) บะหมี่ผัด(Mee Gorang) แล้วก็ผลไม้ โดยจัดมาในแบบบุฟเฟ่ต์ ไม่มีไข่แม้แต่ฟองเดียว พวกเราเลยเซ็งเลย มาเที่ยวคราวนี้ไม่มีไข่แบบเต็มรูปแบบตกถึงท้องมาเป็นเวลา 6 วันแล้วนะเนี่ย แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ทิ้งเจตนารมณ์เดิมคือ ต้องตุนอาหารไว้ให้เต็มกระเพาะ แล้วเราก็เก็บกระเป๋าแล้วออกเที่ยวต่อ ก็เดินโต๋เต๋ไปเรื่อย ๆ ไปแวะ Hardrock Café อีกรอบหนึ่ง แอบเห็นอาหารเค้าแล้วก็กลืนน้ำลายด้วยความอยากกิน แล้วก็ถ่ายรูปที่โรงแรมนี้เสมือนว่าเราได้มาพักที่นี่เลยเชียว

ไม่ได้พัก แต่ขอเข้าไปเก็บบรรยากาศภายในก็ยังดี เราจึงย้อนกลับมาเก็บภาพอีกในวันรุ่งขึ้น

แถว ๆ Lobby ของโรงแรม



รูปสระน้ำ





สระบริเวณนี้มีหาดทรายด้วย




แอบไปถ่ายตึกโรงแรมเมอร์เคียวที่อยู่ข้าง ๆ



แล้วก็ไปกินอาหารมื้อสุดท้ายแถว ๆ คูตาค่ะ วันนี้ส่งท้ายด้วยอาหารชุดพื้นเมืองที่นี่ จัดมาสวยมากจนอดถ่ายรูปไว้ไม่ได้



เป็นที่น่าเสียดายว่าร้านที่เราไปกินนั้น ตอนนี้ได้ถูกระเบิดครั้งล่าสุดทำลายไปแล้ว ซึ่งการระเบิดครั้งล่าสุดนี้ น่าจะทำให้เศรษฐกิจการท่องเที่ยวของบาหลีที่กำลังจะเริ่มดีขึ้นแย่ลงไปอีก เพราะในตอนที่เรามานี้ คนบาหลีก็ได้เล่าให้ฟังว่าการระเบิดครั้งแรก ซึ่งเกิดห่างจากครั้งนี้ไปประมาณ 200 เมตร ก็ทำให้การท่องเที่ยวของบาหลีไปรอบหนึ่งแล้ว เพิ่งจะเริ่มดีขึ้นมาบ้างแล้ว และคงจะดีต่อไป พอเห็นข่าวแล้วก็ใจหายจัง

เราก็มัวแต่เอ้ระเหยอยู่จนเกือบบ่ายโมง ก็ได้เวลาไปขึ้นเครื่องกลับกันแล้ว แล้ววิบากกรรมก็เริ่มขึ้น เพราะขากลับนี้ เราจะอ อกจากบาหลี 14.40(flight แรกของวัน) เพื่อไปถึงกัวลาลัมเปอร์ 16.40 และขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯเวลา 18.20(flight สุดท้ายของวัน) ซึ่งมีเวลาแค่ไม่ถึง 2 ชั่วโมงในการลงจากเครี่องและผ่านการตรวจคนเข้าเมืองมาเลยเซีย แล้วก็เข้าไป check in ใหม่เพื่อออกจากมาเลย์เซียแล้วผ่านการตรวจคนออกจากเมืองมาเลย์เซียอีกครั้ง เพื่อกลับประเทศไทย ตอนแรกที่จองก็ไม่ได้คิดอะไรหรอก นึกแค่ว่าเวลามันพอดีเลย ประหยัดทั้งเวลาเดินทางและค่าใช้จ่าย เพราะไม่ต้องไปเสียค่าโรงแรมอีกคืน เพราะเที่ยวนี้เป็นเที่ยวสุดท้ายพอดี แต่ไม่ได้ฉุกคิดเลยว่า ถ้าเครื่องบินดีเลย์ เราก็ตกเครื่องรอบถัดไปเลยนะ ตอนจองก็ไม่ได้คิด มาคิดได้ก็ตอนใกล้เดินทางแล้ว ก็เป็นโรคจิตกันไปเลยค่ะ เตรียมเบอร์ฉุกเฉินเอาไว้พร้อมเลย

แต่ว่าแค่ด่านแรกก็ไม่ผ่านแล้ว เรานั่งแท๊กซี่ไปถึงสนามบินด้วยเวลาอันเฉียดฉิว คือไปถึงสนามบินก็ก่อนเครื่องบินออก 40 นาทีพอดีเป๊ะ แล้วก็เป็นเวลาปิด check in พอดีด้วยเช่นกัน พอดีว่าขากลับนี้เราถือกระเป๋าขึ้นเครื่องหมดทุกใบ จะได้ไม่ช้าตอนต่อเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์ แต่สนามบินที่นี่เค้า scan กระเป๋าทุกใบตั้งแต่ก่อนเข้าสนามบินเลย ดังนั้น หน้าสนามบินจึงมีคนต่อคิวเป็นทางยาวออกมาเลย ก็เลยต้องให้คนหนึ่งวิ่งตัวเปล่าเข้าไป check in ก่อน จะได้ไม่ต้องต่อแถว อีก 2 คนที่เหลือก็ต่อคิว scan กระเป๋าไป ก็ผ่านด่านนี้ไปได้แบบใจหายใจคว่ำ แล้วพอตอนขึ้นเครื่อง เราก็ต้องพยายามขึ้นเครื่องเป็นคนแรก ๆ เพราะจะได้นั่งแถวหน้า ๆ จะได้ออกก่อนคนอื่น ๆ ไม่เสียเวลารอ

รอ

แล้วเราก็ถึงสนามบินกัวลาลัมเปอร์ตรงเวลาเป๊ะ ก็เดินแบบสบาย ๆ ไม่รีบร้อนอะไร เพราะปรากฎว่า จากที่มาขึ้นเครื่องทั้งหมดในทริปนี้ ครั้งนี้เป็นครั้งที่เรามา check in แบบสบาย ๆ ที่สุด ไม่ต้องเร่งรีบเหมือนที่แล้ว ๆ มาเลย แล้วเราก็พบว่าไม่ได้มีเราพวกเดียวที่ทำแบบนี้ มีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่มาต่อเครื่องแบบเราประมาณ 6-7 คนได้ ดีใจจัง มีเพื่อน

ในการขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯครั้งนี้ เราขอขึ้นเครื่องเป็นกลุ่มสุดท้าย เพราะที่ผ่านมาเราค่อนข้างเร่งรีบ และต้องต่อแถวเป็นคนแรก ๆ ตลอด ครั้งนี้ขอนั่งเล่นไปเรื่อย ๆดีกว่า แต่ flight นี้คนเต็มเกือบทุกที่นั่งเลย เราจึงต้องนั่งแถวสุดท้ายติดกับห้องน้ำ และที่แย่สุด ๆ ก็คือเราต้องนั่งใกล้ ๆ กับแขกกลุ่มหนึ่งซึ่งกลิ่นตัวแรงมาก
มีที่ให้เลือกแค่ว่าจะนั่งหลังแขก หรือจะนั่งแถวข้าง ๆ ซึ่งก็เหม็นทั้งคู่ เนื่องจากกลิ่นมันคลุ้งไปหมด เราเลยเลือกนั่งแถวข้าง ๆ ดีกว่าระยะไกลหน่อย หน่อย แล้วตาแขกนี่ก็สร้างวีรกรรมได้ตลอดทั้ง flight เลย เริ่มจากกลิ่นตัวแสนประทับใจ ประทับใจมากจนคนที่ไม่ชอบกลิ่นยาดมอย่างชั้นยังต้องอัดยาดมไปตลอดทางเลย แล้วยังตัวใหญ่จนเข้าห้องน้ำด้านหลังเครื่องบินไม่ได้ ต้องเดินไปเข้าห้องน้ำข้างหน้า เฮ้อ กลิ่นตัวเลยคลุ้งไปทั้งเครื่องเลย อิ อิ เราไม่ต้องทนดมกลุ่มเดียวแล้ว ประสบชะตากรรมกันถ้วนหน้า และวีรกรรมอันสุดท้ายก็คือ มันไม่ปิดมืดถือตลอดทั้ง flight เลยค่ะ ไม่มีใครรู้จนความมาแตกเอาตอนเครื่องบินจะลงที่ดอนเมือง ระหว่างที่กำลังจะลงแตะพื้น ทันใดนั้นก็มีเสียง SMS ดังแหวกเสียงเครื่องบินขึ้นมา ทุกคนหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ว่าใครฟะ ก็มีคนรู้ว่าเป็นตาแขกนี่ก็คนที่นั่งแถวหลัง ๆ นี่แหละ แต่มันก็ไม่สำนึก ดันปล่อยให้มีเสียง SMS อีกเป็นครั้งที่ 2 ทีนี้ก็เลยรู้กันไปหมดทั้งเครื่องแล้วว่าของใคร แต่อย่างไรก็ตาม ทุกคนได้แต่ส่งรังสีอำมหิตไปให้ ไม่กล้าไปต่อปากต่อคำด้วยแต่อย่างใด เนื่องจาก (อันนี้เราสันนิษฐานเอาเอง)ว่าคงจะกลัวกลิ่นตัวของมันนั่นเอง เพราะถ้าเข้าใกล้ในรัศมี 3 เมตร คนทั่วไปจะไม่สามารถหายใจเป็นปกติได้ เลยลอยนวลไป เราถึงกรุงเทพฯเวลาประมาณ 20.20 ซึ่งในขาลงนี้พวกเราต่างก็รีบลงจากเครื่องบินอย่างเร่งด่วน เนื่องจากไม่อยากเดินตามหลังตาแขกนี่เลย ไม่สนใจมารยาทอะไรทั้งนั้น รู้อย่างเดียวว่าต้องเดินนำหน้าไอ้แขกนี่ ไม่งั้นต้องทนดมกลิ่นมันไปอีก ไม่เอาแล้ว

สรุปค่าใช้จ่ายคราวนี้นะ
ค่าเครื่องบิน+ภาษีสนามบินดอนเมือง 6,700 บาท (โดยประมาณ)

วันที่ 2
ค่าแท๊กซี่เข้าเมืองกัวลาลัมเปอร์90 RM @ 300 บาท
ค่าโรงแรม 135RM @ 450 บาท
ค่าใช้จ่ายในมาเลย์เซีย @ 200 บาท
ค่าแท๊กซี่ไปสนามบิน 80RM @ 270 บาท
ค่าแท๊กซี่ไปคูตา 25,000RP@ 30 บาท
ค่าโรงแรม Yulia Beach Inn 2 คืน56 USD @ 730 บาท

วันที่ 3
ค่าทัวร์เต็มวัน 400,000RP @ 670 บาท
ค่าอาหารกลางวัน(บุฟเฟต์) คนละ 62,000RPหรือ 270 บาท
ค่าอาหารเย็นที่ Jimbaran167,000RP @ 240 บาท
ค่าแท๊กซี่กลับโรงแรม 30,000RP @ 44 บาท

วันที่ 4
ค่ารถเหมาทั้งวัน 330,000RP @ 480 บาท
ค่าดู Barong Dance 50,000RP @ 220 บาท
อาหารกลางวันที่คินตามนี คนละ 87,000RPหรือ 380 บาท
ค่าอาหารเย็น 115,575RP @ 170 บาท
ค่าโรงแรม Yulia Boutique Resort 25 USD@ 325 บาท

วันที่ 5
ค่าอาหารกลางวัน 72,600RP @ 110 บาท
ค่ารถจากอุบุดกลับคูตา คนละ 25,000RP @ 110 บาท
ค่าอาหารเย็น @ 170 บาท
ค่าโรงแรม 35USD @ 690 บาท

วันที่ 6
ค่าอาหารกลางวัน @ 170 บาท
ค่าแท๊กซี่ไปสนามบิน @ 33 บาท
รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 12,700 บาท




 

Create Date : 13 มิถุนายน 2549
5 comments
Last Update : 13 มิถุนายน 2549 16:47:47 น.
Counter : 2386 Pageviews.

 

Very good trip report. Do you have more photos?

 

โดย: whisky diva IP: 138.87.217.122 22 มิถุนายน 2549 7:17:01 น.  

 

Thanks for visiting my blog. Yes, I have, but I want to show u more in my other trips soon.

 

โดย: นู๋Poopy 23 มิถุนายน 2549 21:15:15 น.  

 

 

โดย: khant 16 มีนาคม 2550 22:17:53 น.  

 

ภาพสวยครับ กำลังจะไปพอดีเลย

 

โดย: MM (ongchai_maewmong ) 18 กรกฎาคม 2551 16:44:00 น.  

 

เมื่อปี2544 ผมเคยไปบาหลี(แบบแพ็กเกจคู่)ของเอื้องหลวง 3วัน2คืน....สายการบินไทย (ประมาณ 13,000 บาท /ต่อคน)บินจากดอนเมือง...พักโรงแรมที่แถวคูต้า...ไม่ค่อยสนุกเลย (ดูระบำ วัดทานาล็อก ถ้ำช้าง..นิดๆหน่อยๆ ทุกอย่างเร่งรีบมาก...อูบุดยังไม่ได้ไปเลย)

ก็อยากไปเองแบบนี้...ขอบคุณมากครับ อ่านสนุก ดี เห็นภาพ ได้สาระ และทราบค่าใช้จ่ายชัดเจนดีจัง

ขอบคุณอีกครั้งนะครับ..มีโอกาสเหมาะ ผมจะไปบาหลีเองให้ได้...จะซื้อหน้ากากแบบน่ากลัวๆ( ที่เขี้ยวยาวโง้ง มีผมดำๆยาวๆ)กลับมา..ครั้งก่อน นึกไงไม่ทราบ ไม่ซื้อ..มาเสียดายที่บ้าน

 

โดย: ผม IP: 118.172.7.181 11 มิถุนายน 2554 1:42:02 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


นู๋Poopy
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




http://fastwebcounter.com
Friends' blogs
[Add นู๋Poopy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.