Group Blog
 
 
พฤษภาคม 2553
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
8 พฤษภาคม 2553
 
All Blogs
 

Diary ท่องเที่ยว Yogyakarta : บุโรพุทโธ - Dieng Plateau - Prambanan -KL



วันรุ่งขึ้น พยายามโงหัวขึ้นมาจากเตียงตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง เพื่อจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่บุโรพุทโธอีกครั้ง จะได้ครบตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช้านี้ท้องฟ้ากระจ่าง เห็นพระอาทิตย์ที่ขึ้นมาแล้วซักพักชัดเจนสวยงาม เฮ้อ ไม่ได้ดูพระอาทิตย์ตก แต่ก็ยังพอทันพระอาทิตย์ขึ้นหละนะ







วันนี้ตั้งใจเดินจงกลม 3 รอบ วนเป็นประทักษิณา เพราะอ่านตามป้ายที่เขียนไว้ เลยทำซะ ตามประสาพุทธศาสนิกชนที่ไม่ค่อยดี อืม เดินยากกว่าที่คิดนะ สมาธิแตกซ่านตลอด เพราะช่วงนี้เริ่มมีคนเดิมขึ้นมาเที่ยว มาถ่ายรูปกันแล้ว แต่ก็ไม่ได้พลุกพล่านมากเท่าเมื่อวานเย็น











เราจบการทัวร์บุโรพุทโธกันตอน 7 โมงครึ่ง เนื่องจากต้องกลับมากินข้าวและเก็บของให้ทันเวลา 9 โมงเช้า วันนี้ตัดทัวร์มารับที่โรงแรม เพื่อไปเที่ยว Dieng Plateau ต่อ ก่อนกลับเข้าเมือง

อาหารเช้าโรงแรม ก็พอได้ แต่ที่หน้าตาไม่น่าจะอร่อยเลย พอกินกลับชอบ แล้วไปตักใหม่อีก ก็คือไส้กรอกสีแดงแปร๊ดอันนี้ ตอนแรกตักมา 1 ชิ้น เพราะเดาไม่ถูกว่าเป็นเนื้ออะไร ระหว่างเนื้อไก่กะหมู ซึ่งไม่น่าจะเป็นหมูนะ พอชิมไป ปรากฎว่ามันเป็นไส้กรอกเนื้อวัว อืมมม แม้ว่าจะผสมแป้งซะเยอะ แต่เป็นเนื้อวัวสุดโปรดเนี่ย แดงก็แดงวะ กินยังไงก็อร่อย เหมือนลูกชิ้นเนื้อตามรถเข็นที่บ้านเลย



กินข้าวเสร็จก็ไปนั่งเล่นไวไฟที่ Lobby โรงแรมเพื่อรอรถมารับ ก็รออยู่นานเหลือเกิน แอบปรากฎว่า คนขับรถก็รอเราเหมือนกัน เพราะเจ้าหน้าที่โรงแรมดันดูชื่อผิด เลยให้รอแขกอีกห้องหนึ่งไปซะนี่

วันนี้ทัวร์ Dieng Plateau มีแค่เราสองคนเท่านั้น ทางที่ไปก็น่ากลัวตลอดทาง เพราะเป็นถนนสายแคบ ๆ ไปตามทางขึ้นเขา มีโค้งมากมาย ชวนให้หวาดเสียวอยูทุกขณะจิต





ทางบางช่วย กำลังซ่อมอยู่ เลยต้องข้บข้ามสะพานไม่แบบนี้


เรานั่งรถกันประมาณ เกือบ ๆ 3 ชั่วโมงได้ กว่าจะถึง Dieng Plateau ที่แรกที่ไปคือวัด Pendawaซึ่งเป็นวัดฮินดูที่เก่าแก่ที่สุดของเกาะชวา บรรยากาศที่นี่ค่อนข้างเย็น ต้องใส่เสื้อหนาวลงไปด้วย ที่นี่ในความคิดเห็นของเรา คิดว่าน่าเที่ยวตรงบรรยากาศที่เย็น มีดอกไฮเดนเยียเป็นระยะ และมีฝูงแกะกำลังกินหญ้า









คนขับรถปล่อยเราลงที่นี่ แล้วก็นัดแนะให้เดินไปอีกฟากหนึ่งของวัด โดยให้เวลาเราประมาณ 1 ชั่วโมง ก็คิดว่าเหลือเฟือ แตสุดท้ายเดินเพลิน เลยเวลานัดไปจนได้

ตัววัด


หมวกกันน๊อกของแก๊งค์เด็กแว๊นแถวนั้น ถอดแล้วเรียงกันไว้น่ารัก เลยไปแอบถ่ายมา



ทางเดินไปที่จอดรถ



ที่ถัดมาก็คือ บ่อน้ำพุร้อน ซึ่งเราต้องเดินเข้าไปไกลเหมือนกัน แต่ที่ทรมานก็คือ ทางเดินเป็นภูเขาหินขึ้น ๆ ลง ๆ แถมมีกลิ่นกำมะถันโชยมาเป็นระยะ ไม่กล้าสูดเข้าไปเยอะ เลยเหนื่อยผิดปกติ เดินไปก็คิดไป ว่าทำไมที่นี่ไม่มีไข่น้ำพุร้อนขายเนอะ











ที่สุดท้ายของทริปนี้ที่เราไปก็คือ ทะเลสาป 3 สี ที่เดินดูยังไง ก็มีสีเดียว คือสีเขียว







ออกจากทะเลสาป ระหว่างทางฝนก็เทกระหน่ำมาอย่างแรง ดีนะที่เที่ยวจนหมดแล้ว ไม่งั้นคงเสียดายที่อุตส่าห์ดั้นด้นมา คนขับรถพาเราไปกินอาหารกลางวัน เป็นร้านข้าวแกงข้างทาง อืม อาหารมื้อนี้ให้ความรู้สึกว่าแพงจัง เพราะกินข้าวราดกับ 2 จาน กับน้ำแกง 1 ถ้วย ราคมประมาณ 200 กว่าบาท แถมโดนคุณน้องประนามว่ากินไม่คุ้ม เพราะตักกับมาหลายอย่าง อย่างละคำแบบกินบุพเฟ่ต์ เวลาคิดตังค์ คนขายเขาไม่ได้ดูว่าปริมาณเยอะหรือน้อย แต่ดูว่าตักไปกี่อย่าง แล้วคิดตามจำนวนชนิดอาหารที่ตัก เลยแพงเลย แต่ก็คงไม่มีโอกาสแก้ตัวครั้งหน้าแล้วหละ

ขากลับก็เจอฝนไปตลอดทาง ก็นั่งหลับ ๆ ตื่น ๆ ไปจนถึงถนน Maliboro ที่พักของเรา และที่ตั้งบองบ.ทัวร์ด้วย ก็เข้าเย็คอินกับโรงแรมที่จองไว้เมื่อวาน ซึ่งโรงแรมก็เชื่อใจเราเหลือเกิน ออกปากจองไว้เฉย ๆ ไม่ได้จ่ายมัดจำหรืออะไรเลย อาศัยเชื่อใจกัน

รอบ ๆ โรงแรม



ห้องของเรา



วันนี้ก่อนออกไปกินข้าว คุณน้องเลยขอลงไปนอนอืดในสระว่ายน้ำก่อนไป เฮ้อ เที่ยวมาเหนื่อย ๆ เนี่ย ได้ไปจุ่มน้ำเย็น ๆ หน่อยเนี่ย สดชื่นจังเลย จากนั้นก็อาบน้ำแล้วออกมาเดินเล่นรอบ ๆ ซอยดู

เฮ้อ แค่ออกมาหน้าโรงแรมก็เจอ Bejak ดักหน้าอีกแล้ว เดินผ่านเป็นไม่ได้ ต้องถามตลอด แต่หน้าโรงแรมดีหน่อย ไม่ค่อยเดินตามตื๊อ แล้วเราก็เดินสำรวจไปเรื่อย ๆ ตามซอย Sosrowijayan และถนน Maliboro แล้วเราก็พบว่า ในตรอกซอยเล็ก ๆ ทั้ง Gang 1 และ 2 นั้น ยังมีร้านอาหาร และโรงแรมราคาไม่แพงซ่อนอยู่หลายแห่ง แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ยังคงไม่เปลี่ยนใจ จะนอนโรงแรมเดิมน่านแหละ เพราะคุณน้องบอกว่า จะนอนที่นี่เพราะมีสระว่ายน้ำ สรุป จบ

เย็นนี้เดินชมราตรีย่านถนน Maliboro แล้วพบว่า ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเดินกันเลย เป็นถนนสาย shopping ที่คนพื้นเมืองเดินกันเป็นส่วนใหญ่ ตามรายทางที่ตอนกลางวันเป็นฟุตบาทโล่ง ๆ มีรถเข็นBakso เป็นระยะ ตอนเย็นได้กลายเป็นร้านอาหารตามสั่งโดยกางเต๊นท์ ปูพื้น ตั้งโต๊ะเตี้ย ๆ เหมือนร้านส้มตำแถวสวนลุมสมัยเด็ก ๆ แต่กับข้าวไม่น่าถูกปาก ขอไปกินร้านนักท่องเที่ยวดีกว่า

แล้วเราก็กลับมากินร้านอาหารที่ขายนักท่องเที่ยวตรงซอยที่พัก เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินใจคือ ร้านไหนคนเยอะ ก็เข้าร้านนั้นแหละ



กินเสร็จ กะว่าจะกินไอติมที่ร้านสะดวกซื้อซะหน่อย แต่ก็อดกิน เพราะพอดึก ๆ บริเวณหน้าร้านได้กลายเป็นวงเหล้าพวกขี้ยาไปซะเฉย ๆ อย่างงี้ใครจะกล้าเดินเข้าไปซื้อของเนี่ย

วันที่ 3 ของการเดินทาง

วันนี้ตื่นแบบไม่รีบร้อนเพราะไม่ต้องรีบไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ไหน ก็ลงมากิน ABF แบบแขก ๆ ของทางโรงแรม ซึ่งคุณน้องบ่นอีกแล้ว ว่า ABF ทำไม่ไม่มีไข่ให้กิน (ซึ่งคุณชายบ่นทุกครั้งที่ไม่ได้กินไข่)

วันนี้ช่วงเช้าจะไปเที่ยววังของสุลต่าน แล้วช่วงบ่ายก็ไป Prambanan จากที่ดูในแผนที่แล้ว การไปวังของศุลต่านก็ดูไม่ยากเท่าไหร่ แม้ว่าจะอ่านจากคนที่ไปมาแล้ว ว่ามันไปยาก แต่เราก็เป็นพวกหมูไม่กลัวน้ำร้อน อย่างงี้ต้องลองเดินหาดูซักตั้ง เพราะไม่อยากนั่ง Bejak แม้ว่าจะราคาไม่แพง แต่รำคาญคนตื้อ เลยไม่อยากใช้บริการ ดังนั้น เราก็เดินไปเข้าตู้รถเมล์แบบเดิม เพื่อนั่งไป 3 ป้าย แล้วเดินต่อไปวังสุลต่าน

มาขึ้นรถเมล์ที่ป้ายเดิม



เพื่อมาลงในอีก 2 ป้ายถัดไปแถว ๆ นี้



ระหว่างทางก็มีพลเมืองดีมาแนะนำตัว แล้วก็แนะนำเรื่องการเที่ยวในเมืองนี้ให้ฟังด้วย คาดว่าคงอยากฝึกพูดกะคนต่างชาติ แต่คุณพี่คะ มายืนอธิบายกลางแดดเปรี้ยง ๆ แบบไม่ยอมหยุดเนี่ย ร้อนนะคะ กว่าจะสลัดออกด้วยความเกรงใจเป็นอย่างสูง ก็เหงื่อตกไปหลายลิตร

เราเดินวนเวียนอยู่บริเวณนั้นเพื่อถ่ายรูปตึกสวย ๆ และคุณน้องก็เข้าไปซื้อสแตมป์เพื่อสะสมเข้า Collection จากนั้นก็เดินต่อไปเพื่อไปเข้าวัง ระหว่างทางเจอ Bejak เรียกลูกค้าเป็นระยะ เดินตามประกบอีกต่างหาก พอคนแรกไม่สำเร็จ มีการตะโกนบอกเพื่อนคนถัดไปให้ตื้อต่อด้วย โห ทำเป็นแชร์ลูกโซ่เลย แต่เราก็ไม่สนใจ เดินต่อไปเรื่อย ๆ จนหลงทางไปไหนก็ไม่รู้ เลยไปถามทางจากคนแถวนั้น เลยรู้ว่า ถ้าจะถามหาวังสุลต่านต้องเรียก Kraton ไม่งั้นไม่รู้จัก ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เตรียมข้อมูลและแผนที่มา แต่ดันลืม เพิ่งเห็นเมื่อวันสุดท้ายที่จะกลับแล้ว

แต่เราก็ไม่โชคร้ายจนเกินไป เพราะได้มาเจอกะน้องหนูแสนดีที่อาสาพาเราเดินลัดเลาะผ่านตรอกบ้านชาวบ้านไปจนเจอทางเข้าวังจนได้ คือว่าไม่ได้คุยกันหรอก น้องเค้ามีน้ำใจ แต่ไม่พูด มาส่งแล้วก็จากไป

ทางเดินลัดเลาะของเรา



โอ้ ใครจะรู้เนี่ย ว่าทางเข้าวังท่านสุลต่านอยู่ในซอยแบบนี้ ซึ่งถ้าเราไม่เดินเข้าซอยไปเจอน้องหนูแสนดี เดินไปตามถนนเรื่อย ๆ ก็คาดว่าจะเจอเหมือนกัน เฮ้อ ยังซ่าส์ได้อีกนะเรา ก่อนหน้านี้ยังเอาตัวแทบไม่รอด

เรามาเที่ยววังของท่านสุลต่านกันดีกว่า








จบจากวังท่านสุลต่านแล้ว เราก็ทนคนขี่ Bejak ตื้อไม่ไหว ยอมละทิ้งอุดมการณ์ นั่ง Bejak กลับมาตรงหน้าตึกไปรษณีย์ที่เดิม เพื่อนั่งรถเมล์ไปเที่ยว Prambanan ค่ารถก็แสนจะถูก คือ10,000รูเปี๊ยะ หรือประมาณ 40 บาท ถีบให้ 2 คนนั่ง แถมยังไกลอีก ไม่กล้าต่อ เพราะสงสารเค้า อืม รู้สึกสับสนในตัวเองเหมือนกันนะนี่

ก่อนลงจากรถ คุณน้องที่บอกเสมอว่าอายมาก เวลาถ่ายรูปอะไรแปลก ๆ เนี่ยจะไม่กล้าถ่าย เช่น ถ่ายรูปบนเครื่องบิน คุณชายเธอไม่กล้าทำนะ แต่ถ้ามากะพี่สาวเนี่ย เธอกล้าทำ แม้กระทั่งขอภาพเดี่ยวบนเบจักรกลางถนนประหนึ่งนายแบบ มันก็ขอถ่าย ขี้อายมากเลย ระหว่างถ่ายนั้น ก็โดนคนแก๊งค์รถกระบะที่วิ่งผ่านมาวิ้ดวิ้วด้วยหละ ไม่รู้มันแซวคุณพี่หรือคุณน้องกันแน่

แล้วเราก็มารอรถเมล์สาย 1A คันที่นั่งมาจากสนามบิน เพื่อจะนั่งเลยสนามบินไปเที่ยว Prambananกัน แล้วก็จับเวลาด้วย เพราะพรุ่งนี้ เพื่อความประหยัด คาดว่าเราคงจะลากกระเป๋า มาขึ้นรถเมล์ไปสนามบินดีกว่า เพราะดูแล้วก็เดินไม่ไกล

รถเมล์แวะเข้าไปรับผู้โดยสารที่สนามบิน ก่อนที่จะวิ่งต่อออกไปนอกเมือง แตงแยกนี้เอง เราก็ได้เจอของแปลกของที่นี่ ตอนที่รถติดไฟแดงที่แยก แยกหนึ่ง มีฝูงกระเทยออกมายืนยั่วยวนรถที่ผ่านไปมา เป็นที่ฮือฮาแก่ผู้โดยสารในรถ เพราะหลายคนถึงกับยืนขึ้นไปดูเลยเชียว สงสัยว่าที่นี่มีไม่เยอะ เพราะเพิ่งเคยเห็นเป็นกลุ่มแรกเลยนะ อย่างไรก็ตาม เรื่องเสื้อผ้าหน้าผม กระเทยไทยกินขาดอันดับหนึ่งอยู่แล้ว

เมื่อมาสุดสายของรถเมล์สาย A1 พวกเราก็เดินหลบหลีกพวก Bejak ทั้งหลาย ที่ดาหน้ามารุมเราออกมาฝั่งตรงข้าม และเดินเลาะไปตามรั้วของ Prambanan เป็นระยะทางไกลพอสมควร แต่เดินสบายดี เพราะไม่มีคนมาคอยตื้อ มีแต่รถเมล์ที่วิ่งผ่านไป มาทำเสียงวิ้ดวิ้วใส่คุณพี่ เฮ้อ ช่างเป็นสวร Hot ในหมู่แขก ควรภูมิใจมั๊ยนี่

แล้วเราก็ดั้นด้นเดินมาจนถึงทางเข้าของ Prambanan จนได้ คุณน้องทนปวดฉี่ไม่ไหว รีบไปเข้าห้องน้ำด้านนอก เสียตังค์ไป 1,000 รูเปี๊ยะ เพื่อที่จะกลับมาพบว่าที่ห้องขายตั๋วสำหรับคนต่างชาตินั้นมีห้องน้ำแสนสะอาดไว้บริการ พร้อมกับมีเครื่องเดื่มชา กาแฟและน้ำเย็นไว้บริการ นั่นเป็นเพราะ ที่นี่เขาเก็บค่าเข้าสำหรับคนต่างชาติในราคา 13 เหรียญ US ถ้ามีบัตรนักศึกษา ก็ได้ลดเหลือ 7เหรียญ เราเลยเสียตังค์ไป 20เหรียญ เพราะคุณน้องยังเป็นนักศึกษาโข่งอยู่ บัตรเลยยังไม่หมดอายุ แล้วเราก็ซดกาแฟและเข้าห้องน้ำทั้งขาไปและกลับ เพื่อให้คุ้มกะที่เสียตั๋วแพง ไม่อยากเข้าห้องน้ำสกปรกที่ต้องเสียตังค์ด้านนอก

Prambanan เป็นวัดในศาสนาฮินดู รู้แค่นั้นแหละ บางทีเราก็คงเป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้เรื่องเลยนะ จะไปเที่ยว บางทีก็ขี้เกียจ ไม่หาข้อมูล คือไปดู ไปเที่ยวอย่างเดียว วิชาการไม่เกี่ยวเลย แย่จัง

มาเที่ยว Prambanan กันดีกว่า




ลาจากวัด Prambanan




เมื่อเดินชมกกลุ่มปราสาทหลักคือในส่วนของ Prambanan แล้ว ก็ยังมีกลุ่มวัดอื่น ๆ ที่อยู่เรียงรายในบริเวณนั้น นักท่องเที่ยวขี้เกียจอย่างเราเลยเลือกใช้บริการรถรางที่จะพาเราวิ่งวนไปชมรอบ ๆ โดยบัตรแพงอย่างเราไม่ต้องเสียค่ารถเพิ่ม เพราะเราได้เสียแพงสุด ๆ ไปแล้ว แค่นี้เค้าแถมให้ พอเหยียบขึ้นรถปุ๊บ ฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก เราก็ได้ที่หลบฝนสบายไป แต่ก็ต้องนั่งรอให้คนมาขึ้นรถให้เกิน 10 คนขึ้นไป รถถึงจะออกวิ่ง ไม่เป็นไร ของฟรี รอได้






นั่งรถวนรอบ ๆ เสร็จ ก็อำลาจาก Prambanan ในเวลาบ่าย แล้วกลับมาขึ้นรถเมล์สาย 1A กลับเข้าเมือง บ่ายนี้จะแวะห้างที่เล็งไว้ตั้งแต่ขามา คือ Diamond กะ Blue Sapphireน่าจะมีอะไรน่าสนใจเดิน แต่พอลงรถที่นั่งเลยป้ายไปแล้วเดินย้อมกลับมา ทำให้เราผิดหวังอย่างแรง เพราะมันเป็นห้างที่เกือบร้าง ชั้นล่างมีแต่ร้านขายผ้าบาติก ส่วนอีกห้างที่เราเห็นนั้น มันคืออันเดียวกัน เราต่าถั่วเอง เศร้า

เลยตัดสินใจนั่งรถกลับมาเดินห้างเดิมที่ถนน Maliboro กะว่าบ่ายนี้หาขนมหนัก ๆ กินแล้วรอกินข้าวเย็นไปเลย

เลยไปซื้อโดนัทเจ้าดังของอินโดนิเซียชื่อ J.Co. มากิน ว่าอร่อยสมคำร่ำลือหรือไม่ ภายในร้าน มีโดนัทหน้าต่าง ๆ ให้เลือกมากมาย ตาลายไปหมด อืม น่ากินจัง

มินิรีวิว โดนัท J.Co. ไส้ Blueberry Cheese cream & Cheese




อืม ก็นุ่มดี แต่ไม่ได้ชอบกินโดนัท แค่อยากลองเฉย ๆ

อันต่อมา เป็นไก่สะเต๊ะที่ปิ้งขายอยู่ในซอยที่พัก ไม้ละ 1,000 รูเปี๊ยะ



กินเสร็จ วันนี้ก็คงเดินหาซื้อของที่ระลึกกันซะหน่อยตามร้านแผงลอยบนถนน Maliboro ที่นี่มีการวางแผนเรื่องราคามาดี เพราะทุกร้านพร้อมใจกันใช้ราคาเดียว คือเสื้อยืดราคา 25,000 รูเปียะ ไม่ลดเลย กี่ร้าน ๆ ก็ราคานี้ ก็ดี ไม่ต้องต่อ(หรือถ้าต่อจริง ๆ จัง ๆ ก็ได้ราคาที่ลดก็ไม่รู้)

ค่ำนี้เดินหาของกินแถว ๆ ที่พักเหมือนเดิม กินเหมือนคืนแรกเลย แต่สั่งน้อยลง เพราะคืนแรกอิ่มเกินไป ลดลงหน่อยท่าจะดี



คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่เราจะอยู่ที่ Yogyakarta แล้ว คิดถึงบ้านเหมือนกัน แต่ก็ใจหายที่วันเที่ยวของเราจะหมดลงแล้ว พรุ่งนี้คงตื่นกันตามสบาย กินข้าวเสร็จก็นั่งรถเมล์ไปสนามบิน

เช้าวันรุ่งขึ้น ก็มีเรื่องให้ปวดหัวนิดหน่อย คือ ตังค์ที่แลกมากำลังจะหมด และเราก็ไม่อยากแลกเยอะเกินไป เพราะไม่อยากเหลือเงินพวกนี้กลับบ้าน แล้วก็นึกขึ้นได้อีกว่า ที่อินโดนิเซีย เราต้องเสียภาษีสนามบิน ซึ่งจำได้ว่า แสนกว่ารูเปียะ ก็คิดไปคิดมา เอาเงินดอลลาห์ และเงิน Euro ที่พกกันมา รวบรวมกันเพื่อจะแลกเงินให้พอดีกับค่าใช้จ่ายของวันนี้

เฮ้อ สุดท้าย เหลือเงินรูเปียะกลับมา 6,000 รูเปียะ เสียดายมาก เพราะกะว่าจะซื้อน้ำและขนมที่สนามบิน แต่ห้องนั่งรอ ของสนามบินที่นี่ไม่มีอะไรขายเลย ไม่กล้าซื้อจากตรงที่ check in เนื่องจากต้องผ่านด่านตรวจของเหลว เสียดายจริง ๆ

อาหารบนเครื่องรอบนี้



นั่งเครื่องออกจากสนามบิน Yogyakarta เวลา 11.40 ถึง KLIA เวลาประมาณ 15.30 ครั้งนี้จะนั่ง KLexpress เข้าเมืองเลย เพราะดูแล้วถึงจะแพง แต่ก็ประหยัดเวลากว่าเยอะ



โรงแรมที่เราจะไปพักคืนนี้คือ Citi Express ต้องนั่ง Monorail ไปจนเกือบสถานีสุดท้าย เป็นโรงแรมที่เราจองมาล่วงหน้าเป็นเวลา กว่า 3 เดือน เพราะว่า ถ้าจองล่วงหน้านาน ๆ ราคาเหลือห้องละ 48 RM ในขณะที่มาจองใกล้ ๆ วันพัก ราคาขึ้นไปถึง 178 RM เลยเชียว
ระยะทางที่เดินจากสถานี Monorail ไปยังโรงแรมประมาณ 300 เมตร โดยเดินย้อนกลับไปทางเดียวกับเส้น Monorail



และเป็นโรงแรมที่ห้องดีที่สุดในบรรดาทีพักมาทั้งหมดในทริปนี้



จัดการเรื่องที่พักเสร็จ เราก็ออกไป KL Tower เลย เพราะต้องรีบไปชมวิวเมืองกัวลาลัมเปอร์ในมุมสูงให้ทันก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เราจึงนั่งMonorail มาที่สถานี Bukit Nanas เพื่อจะเดินไป KL tower แต่เดินไปผิดทาง เลยต้องกลับมาตั้งต้นใหม่ เฮ้อ เหนื่อย ทางที่ถูกก็คือ ต้องเดินมาทางโรงแรมแชงกรีลา ซึ่งจะมีถนนด้านข้างของโรงแรม เดินไปตามถนนนั้น จะเห็นตึกที่มีรูปจิงโจ้อยู่ ก็จะเห็นทางแยกขึ้นเนิน เดินขึ้นไป แล้วเราก็จะเจอทางเข้า KL Tower ตรงปากทางนั้นจะมีรถตู้คอนบริการรับ-ส่งฟรี เห็นรถตู้เหมือนสวรรค์ รีบมุดตัวเข้าไปนั่งรับไอเย็นอย่างรวดเร็ว เพราะเดินมาเหงื่อออกแทบหมดตัวแล้ว

ไปขึ้น Monorail กันเถอะ




เมื่อเราไปถึง ปรากฏว่า เดี๋ยวนี้เขาไม่ขายตั๋วให้ขึ้น KL Tower อย่างเดียวแล้ว แต่พยายามขายพ่วงเป็นตั๋วชุด ถ้าอยากขึ้นไปชมวิว ก็ต้อง ซื้อทั้งชุด ชุดละ 38 RM โดยพ่วงตั๋วเข้าชมสวนสัตว์ ขี่ลูกม้า (ซึ่งดันจำกัดน้ำหนักด้วย เราก็อดสิ) และขับ F1 simulator ก็เลยต้องจำใจซื้อ เพราะอุตส่าห์ดั้นด้นมาจนถึงแล้ว จะไม่ขึ้นไปก็เป็นการทำร้ายจิตใจตัวเองไปหน่อย

วิว




เสร็จจาก KL tower แล้ว เราก็เดินเล่นไปเรื่อย ๆ จะมาถึงห้าง Suria ที่ตึกแฝด ก็เดินห้างซักพักแล้วก็ไปกินข้าวที่ Chinatown

เลือกมาได้ร้านหนึ่ง อาหารดูหน้าตาไม่สวย แต่อร่อยจัง เส้นก๋วยเตี๋ยว และข้าวผัด หอมกลิ่นกระทะไหม้ ส่วนรสชาติก็จืด ๆ พอได้



กินเสร็จก็ดึกมากแล้ว ก็นั่ง LRT กลับไปต่อ Monorail กลับที่พัก ตอนที่ถึงที่พัก สายตาก็ไปสะดุดกับรถตู้ที่ทะเบียนรถคุ้น ๆ คือรถตู้ที่มาจากเมืองไทย โดยเป็นรถทะเบียนสงขลา เป็นรถของบ.ทัวร์ที่ขับลงมาถึง KL และในตอนเช้า เราก็พบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่มากจากประเทศไทย มากันถึง 3 คันรถบัส ทำให้บรรยากาศในโรงแรมดูคุ้นเคย เหมือนอยู่เมืองไทยเลย

เช้านี้จะไป Central Market เพื่อซื้อของฝากกลับเมืองไทย เลยออกไปแต่เช้าเพราะคิดว่าตลาดคงเปิดแต่เช้า แต่เราก็ผิดคาด เพราะแถวนี้นทั้งแถบ ยังไม่มีร้านเปิดเลย เงินมาเลย์ที่พกมาก็เหลือน้อยนิด เลยตัดสินใจไปซื้อ Krispy Kreme ที่คุณน้องเห็นว่ามีร้านอยู่ที่ตึก Time Square ก่อน เพราะน่าจะใช้การ์ดได้ แล้วค่อยกลับมาใหม่

แล้วเราก็ไปชิมความอร่อยของ Krispy Kreme แบบสดใหม่จากเตาแล้ว แล้วก็ประคับประคองมาคนละกล่องกลับบ้านด้วย แต่ว่าตอนนี้เราไม่มีตังค์แล้ว เงินที่มีอยู่แค่ 2 RM กว่า ๆ นั่งได้แต่รถเมล์สีขาวอย่างเดียว ที่แลกเงินก็ยังไม่เปิด เครียด ๆ

ขอคั่นด้วยรูปของ Kirspy Kreme ที่คุณน้องครั้งไคล้นักหนา ถ่ายรูปคู่กะร้านอยู่นั่นแหละ


ที่ที่เราคิดว่าต้องไปเป็นที่ถัดไป คือ Central Market เพราะจะมีที่แลกเงินให้เราแน่นอน แต่จะไปยังไงล่ะ ระหว่างรอ ก็มีรถแท๊กซี่วิ่งมาหวังจะมารับเรา ก็อยากขึ้นอยู่หรอกนะ เพราะระยะทางนิดเดียวเอง แต่ติดที่ไม่มีตังค์จ่ายหนะสิ อยู่ ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่า เราควรเดินไปขึ้นรถเมล์ที่ถนนสายหนึ่งซึ่งจะผ่านสถานีรถขนส่ง เพื่อไปยัง Central Market เลยเดินไป แต่ดันไม่มีป้ายรถเมล์ ก็เลยต้องเดินตากแดดร้อน ๆ ไปจนถึงหน้าสถานีรถขนส่ง โชคดีเจอร้านแลกเงินพอดี โอ้ว ช่วยชีวิตเราเลย

พอแลกเงินเสร็จ ก็ตัดสินใจว่าไม่เดินแล้ว อยากนั่งรถ เมื่อยมาก นั่งนิดเดียวไม่ทันเย็นก็ต้องลงก็ไม่เป็นไร แต่โชคร้ายคือ ไม่มีรถคันไหนรับเราขึ้นเลย คนขับทุกคนชี้ให้เดินตรงไปหมดเลย ผ่านไป 3 คัน เลยต้องยอมแพ้ เดินต่อไปจนถึง Central market จนได้

จบจากการซื้อของแล้ว เราก็นั่งรถเมล์กลับมาที่โรงแรมเพื่อเตรียมเดินทางกลับ อาหารกลางวันวันนี้ก็คงต้องทำตามความประสงค์ของคุณน้อง คือต้องไป QC ร้าน KFC สาขาประเทศมาเลเซีย ว่าซ้อสได้มาตรฐานหรือเปล่า โดยเราไปทดสอบกันที่ KL Central ศูนย์กลางการเดินทาง โดยเราจะกลับด้วย KL express เหมือนเดิม เพราะจะทำให้เราสามาถโอ้เอ้ได้อีกพักใหญ่

ถ้าเราเดินทางโดย KL express เราจะสามารถ check in ได้จากที่สถานีเลย ก็สบายดี เพราะจะได้ไม่ต้องเร่งรีบไปสนามบินมาก จากนั้นก็หาร้าน KFC เพื่อกินอาหารกลางวันกัน



ขากลับที่นั่ง KL Express ปรากฏว่า รถไม่ได้วิ่งรวดเดียว แต่แวะจอดตามสถานีต่าง ๆ เหมือน KL transit ตอนแรกนึกว่านั่งรถผิดคน แต่เขาเพิ่งเริ่มเปลียนการเดินรถในวันที่เรานั่งกลับพอดี ทำให้ถึงช้าไปแระมาณ 15 นาที

อาหารขากลับของ Malaysia Airline วันนี้ก็กินอย่างเดิมคือมะตะบะเนื้อ ซึ่งแป้งก็ไม่สุกเหมือนเคย แต่ช่างมัน ส่วนคุณน้องวันนี้ลองสะเต๊ะไก่ น้ำสะเต๊ะรสชาติเหมือนน้ำหมูสะเต๊ะบ้านเราเลย



ขากลับโดนคุณแอร์ดุด้วย เพราะแอบเอากล่องขนมวางไว้ตรงทางออกฉุกเฉิน เอาขึ้นไปเก็บข้างบันก็กลัวโดนประเป๋าคนอื่นทับแบน และจากไฟล์ทที่ผ่านมา แอร์และสจ๊วดก็ไม่ค่อยเคร่งครัดกับกฏระเบียบเท่าใหร่ ทำให้ผู้โดยสารอย่างเราก็เผลอไปบ้าง

กลับถึงกรุงเทพเวลาประมาณ 5 โมงเย็น เฮ้อ หมดไปอีก 1 ทริป




 

Create Date : 08 พฤษภาคม 2553
5 comments
Last Update : 8 พฤษภาคม 2553 20:23:45 น.
Counter : 1557 Pageviews.

 

AFAIC that's the best ansewr so far!

 

โดย: Jaylynn IP: 94.23.238.222 15 พฤษภาคม 2556 16:01:08 น.  

 

I'm not quite sure how to say this; you made it extmreely easy for me!

 

โดย: Kishor IP: 194.56.178.164 17 พฤษภาคม 2556 13:29:48 น.  

 

IcfOgM , [url=//asqgbixuymgw.com/]asqgbixuymgw[/url], [link=//skxwkgrlyyjk.com/]skxwkgrlyyjk[/link], //loyorgokfmut.com/

 

โดย: vfxprica IP: 46.171.117.137 22 พฤษภาคม 2556 12:37:58 น.  

 

Great stfuf, you helped me out so much! //qshmjuryn.com [url=//luhbvpzkp.com]luhbvpzkp[/url] [link=//jawcgxpk.com]jawcgxpk[/link]

 

โดย: Anita IP: 162.21.255.103 7 กรกฎาคม 2556 1:58:04 น.  

 

I'm not easily imdsersep. . . but that's impressing me! :) //fiaulgya.com [url=//vqydvferx.com]vqydvferx[/url] [link=//nraghlq.com]nraghlq[/link]

 

โดย: Alima IP: 50.57.190.112 8 กรกฎาคม 2556 19:12:10 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


นู๋Poopy
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




http://fastwebcounter.com
Friends' blogs
[Add นู๋Poopy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.