กาลที่ 2 รัชทายาทบัลลังค์มังกร

กาลที่ 2 รัชทายาทบัลลังค์มังกร


ท่ามกลางไอเย็นของต้นฤดูใบไม้ผลิ ใจกลางพระราชฐานฝ่ายในในวันนี้คึกครื้นเป็นอย่างยิ่ง เหตุจากเป็นช่วงงานเทศกาลหมื่นบุปผาพันปทุมของตำหนักฝ่ายใน ที่พระอัครมเหสีและพระสนมทั้งหลายจะร่วมกายร่วมใจกันจัดงานขึ้น เพื่อเฉลิมฉลองการผลิดอกบานสะพรั่งของบรรดามวลหมู่ผกาภายในวังหลวง


เทศกาลหมื่นบุปผาพันปทุมได้มีการจัดมาอย่างยาวนานนับร้อยปีตั้งแต่การก่อตั้งราชวงศ์เฉียน หมายจะสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างตำหนักในทั้งหลาย อีกมาดหมายเพื่อคัดเลือกสาวงามจากตระกูลสูงศักดิ์ให้มาประชันขันแข่งความรู้ของอิสตรีทุกแขนง เพื่อส่งเสริมให้หญิงในแคว้นได้บ่มเพาะความรู้ประดับตนและเป็นโอกาสดีในการคัดเลือกสาวงามเข้ามาถวายงานในวัง ในเทศกาลหมื่นบุบผาพันปทุมได้กำหนดให้จัดงานทั้งสิ้นสามวัน วันแรกและวันที่สองผู้ที่สามารถเข้าร่วมได้แค่สาวงามทั้งหลายเท่านั้น วันสุดท้ายจะเป็นงานเลี้ยงพระราชทานจากองค์จักรพรรดิ์ และเปิดโอกาสให้ขุนนางทั้งหลายเข้าร่วมงานกันโดยพร้อมหน้า ตามปรเพณที่สืบต่อกันมาภายในเทศกาลจะมีการคัดเลือกบุตรสาวจากสกุลเชื้อพระวงศ์และขุนนางทั้งหลายที่มีอายุตั้งแต่ 12 ถึง 18 ปี ให้เข้าร่วมแข่งขันความรู้ของกุลสตรีชั้นสูงทั้ง พิณ หมากรุก โคลงฉันท์ และภาพวาด สตรีผู้ใดที่ผ่านการแข่งขันทั้ง 4 จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นจอหงวนหญิงประจำราชสำนัก ทำหน้าที่ราชบัณฑิตในสำนักศึกษาอิ๋นซิ่ว นับว่าผ่านมาห้าปีแล้วที่ไม่มีหญิงใดที่ผ่านการแข่งขันและรับการแต่งตั้งเป็นจอหงวนหญิง


ในปีนี้ พระอัครมเหสีและพระสนม รวมทั้งอาจารย์จากสำนักศึกษาอิ๋นซิ๋ว ต่างก็ประหลาดใจกันอย่างมาก เมื่อมีการแข่งขันในวันที่สองเสร็จสิ้น และผู้เดียวที่สามารถผ่านการทดสอบกลับเป็นคุณหนูหน้าตางดงามดังเทพธิดาน้อยๆ จากสกุลหมิง ด้วยนางมีอายุได้เพียง 14 ปี เท่านั้น แต่ถ้ากล่าวไปแล้วก็ไม่น่าประหลาดใจเหนือการคาดหมายของผู้คนนัก เพราะสกุลหมิงได้ชื่อว่าเป็นสกุลที่ให้กำเนิดนักปราชญ์ และอัจฉริยะทั้งหลาย หนึ่งส่วนในสามส่วนของสำนักราชบัณฑิตก็ประกอบด้วยสมาชิกจากสกุลหมิง นอกจากนั้นขุนนางที่มาจากสกุลนี้ก็มีมากมายจนนับกันได้ไม่หวาดไม่ไหว


เมื่อขันทีได้เบิกตัวให้ผู้ชนะการแข่งขันเข้าเฝ้าพระอัครมเหสีเพื่อรับการแต่งตั้งเป็นจอหงวนหญิง บนทางลาดพระบาทก็ปรากฏร่างสาวน้อย ในชุดชวีจีสีขาวพร่างอมฟ้าเดินมายังที่ประทับ ทันใดนั้นก็มีเสียงอื้ออึงดังขึ้นทั่วท้องพระโรง ด้วยสาวน้อยจากสกุลหมิงผู้นี้มีรูปโฉมอันน่าตื่นตะลึงยิ่งนัก นางผู้นี้มีรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น กลมกลึงไปทั้งเนื้อทั้งตัว ผิวขาวใสราวกับจะโปร่งแสงดังงดงามปานเทพธิดา ผิวหน้าบางใสหมดจดไปเสียทุกส่วน คิ้วโก่งงามดังถูกวาดจากปลายพู่กันของจิตรกรเอก ดวงตากลมโตก็แวววาวสดใสกระจ่างดังเก็บดวงดาวนับร้อยมารวมไว้ในตาดวงนี้ก็มิปาน จมูกโด่งงามรับกับริมฝีปากบางจิ้มลิ้มสีแดงเรื่อคล้ายถูกแต้มสีจากดอกอิงเถา
เมื่อนางปรากฏกายขึ้นก็เหมือนดังว่ารอบกายนางคล้ายปกคลุมด้วยหมอกบางเบา คล้ายจริงคล้ายมายา หาใช่คนในโลกีย์วิสัยไม่ นางเยื้องย่างสง่างามดังหงส์เหินจนเดินมาถึงเบื้องหน้าบัลลังก์มังกร คุกเข่าถวายพระพรตามราชประเพณี


“ถวายพระพรองค์จักรพรรดิ์ ขอทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นๆปี ถวายพระพรพระอัครมเหสี ขอทรงพระเจริญพันปีพันๆปี เพคะ”


สาวน้อยย่อตัวลงคุกเข่ากราบทูลด้วยน้ำเสียงแจ่มใสกังวาน ดวงตากลมโต แจ่มใสแวววาวไม่มีอาการของความประหม่าพลันมองขึ้นสบตากับพระอัครมเหสี ไม่มีอาการประหม่าขัดเขินเลยแม้เพียงน้อย ทั้งที่ตกอยู่ท่ามกลางหญิงงามสูงศักดิ์จากฝ่ายในทั้งหลายที่จับจ้องมายังหญิงสาวตัวน้อยเป็นตาเดียว


“หลินเอ๋อร์ หลานป้า ความสามารถของเฉียนช่างเกินวัยเสียจริง ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น เจ้าฉลาดหลักแหลม มีความสามารถเป็นเลิศเหมือนบิดาและมารดาของเจ้าไม่มีผิดเลย ท่านเสนาบดีพี่ชายข้าคงปลื้มใจในตัวบุตรสาวเช่นเจ้ายิ่งนัก แม้นว่ามีสติปัญญาหลักแหลมแล้วยังมีหน้าตางดงามปานนี้” กล่าวแล้วก็หันกายไปยังองค์จักรพรรดิ์ แล้วกระซิบเสียงเบาว่า


“เห็นทีว่าเราจะต้องเรียกท่านเสนาบดีเข้ามาพบเพื่อหารือเรื่องสำคัญกันแล้ว ฝ่าบาทคิดเห็นประการใดเพคะ”


“เราก็คิดเห็นเช่นเดียวกันกับพระมเหสี ควรแก่เวลาแล้วกระมัง” ตรัสเสร็จจึงมีโองการต่อขันทีใหญ่ข้างกายว่า


“ถ่ายทอดโองการจากเรา สามวันหลังจากนี้ให้เสนาบดีหมิงและฮูหยินเข้าวังหลวง”


กล่าวความเสร็จแล้วพระอัครมเหสีในอาภรณ์สีทองอร่ามปักลายหงส์งดงาม ก็ทรงผินกายกลับมายังหมิงเหม่ยกุ้ยหลินที่ยังคุกเข่าอยู่ด้านหน้า แล้วตรัสพลางอมยิ้มกระจ่างสว่างไสวไปทั้งดวงหน้าว่า “ต่อไปเห็นที่ว่าเราจะต้องไหว้วานเจ้าให้มาช่วยงานใหญ่นอกจากหน้าที่จอหงวนหญิงของราชสำนักแล้วนะ หลานหลินเอ๋อร์”


ถัดจากนั้นเพียงห้าวัน ราชสำนักก็ได้รับข่าวดีจากชายแดน องค์รัชทายาทเทียนหลง โอรสเพียงองค์เดียวของจักรพรรดิและพระอัครมเหสี สามารถชนะศึกที่มีระหว่างแคว้นหลงกับแคว้นเว่ยที่มีมานานถึงสามปีลงได้สำเร็จ นับเป็นผลงานอันยิ่งใหญ่ของรัชทายาท ที่สร้างความภูมิใจให้แก่พระบิดาเป็นอย่างมาก และสร้างความสุขสงบให้กับปวงประชาแถบชายแดนที่ต้องถูกแคว้นเว่ยข่มเหงรังแกมานานหลายปี ชัยชนะครั้งนี้ทำให้แคว้นเว่ยขอเจรจาสงบศึก ยอมเป็นเมืองรองและส่งของมาถวายเป็นบรรณาการมากมายมหาศาล ศึกครั้งนี้มิคาดว่าจะสามารถชนะได้ง่ายปานนี้ หมายมาดว่าอย่างน้อยต้องยืดยาวถึงห้าปี และองค์รัชทายาทที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่แม้จะมีสติปัญญาเป็นเลิศ มีฝีมือการศึกเก่งฉกาจตั้งแต่อายุยังน้อย แต่เมื่อตอนออกศึกครั้งแรกก็มีอายุเพียง 20 ชันษา เท่านั้น ถือได้เป็นแม่ทัพใหญ่ที่เยาว์วัยและด้อยประสบการณ์มากที่สุด นับมาถึงบัดนี้ก็อายุเพียง 23 ชันษา แต่กลับสามารถสร้างผลงานในการทำศึกครั้งใหญ่ได้สำเร็จ
ช่างเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก


ข่าวดีสะท้านแผ่นดินเช่นนี้ทำเอาผู้คนทุกระดับทั้งในและนอกราชสำนักพากันเฉลิมฉลองกันอย่างคลุ้มคลั่ง และราชสำนักได้เตรียมจัดงานฉลองต้อนรับรัชทายาทและขุนศึกทั้งหลายอย่างยิ่งใหญ่ คนทั้งแผ่นดินพากันปลื้มปิติ การห้ามออกจากบ้านยามราตรีถูกยกเลิก ทั้งในและนอกวังหลวงต่างจัดงานฉลองชัยชนะกันถึงรุ่งเช้า และในค่ำของวันที่สามนับจากข่าวชัยชนะส่งมาถึง กองทัพก็เดินทางกลับมาถึงเมืองหลวง ประชาชนต่งออกไปรอ ต้อนรับวีรบุรุษของแคว้นตั้งแต่ประตูเมือง ยาวเหยียดจนถึงประตูใหญ่พระราชวัง


“จักรพรรดิจงทรงพระเจริญหมื่นปี”


ทันทีที่ขบวนกองทัพที่มีม้าขาวตัวใหญ่นำขบวนเข้าสู่ตัวเมือง
เสียงแซ่ซ้องทั้งหลายก็ดังขึ้นอย่างกึกก้องต้อนรับ เสียงผู้คนมากมายอื้ออึงดังไกลไปถึงประตูพระราชวังที่มีขบวนเสด็จของจักรพรรดิ พระอัครมเหสี รวมถึงขุนนางทั้งหลายที่เฝ้ารออยู่อย่างปลาบปลื้มยินดี


ทันทีที่ขบวนมาถึงด้านหน้าประตูวังอันใหญ่โต ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีทองอร่ามบาดตาก็เผ่นปริวลงจากหลังม้าตัวใหญ่ว่องไวปานลมพัด ถลามาคุกเข้าเบื้องหน้าจักรพรรดิและพระอัครมเหสี


“ถวายบังคม เสด็จพ่อ เสด็จแม่ ลูกกลับมาแล้วพ่ะยะค่ะ”


องค์จักรพรรดิไป๋หลงโน้มองค์ดึงวรกายสูงใหญ่ของโอรสขึ้นมากอดแนบแน่น พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงปลาบปลื้มอันไม่สามารถปิดปังได้ว่า


“เจ้าไปทำศึกไม่กี่ปี กลับมาครั้งนี้เป็นชายหนุ่มเต็มตัว สง่างามขึ้นมากนัก พ่อยินดีที่เจ้ากลับมาอย่างปลอดภัยและนำชัยชนะมาสู่แคว้นเราได้สำเร็จ พ่อดีใจยิ่ง”


ว่าพลางผินพระวรกายมาด้านข้าง “รีบไปหาเสด็จแม่ของเจ้าเถอะ นางรอคอยเจ้ากลับมานานหนักหนาแล้ว”


“ลูกแม่ เจ้ากลับมาหาแม่แล้ว แม่และเสด็จพ่อเจ้า คิดถึงและเป็นห่วงเจ้ามากเหลือเกิน ภาวนาทุกวันให้เจ้าทำศึกได้ชัยชนะ และกลับมาหาเราอย่างปลอดภัย ต่อไปนี้แคว้นเราคงไม่ต้องประสบศึกสงครามอีกนาน เจ้าจะได้อยู่เป็นข้างกายแม่ซะทีนะลูก”


นางกล่าวพลางพิศดูใบหน้าโอรสอันเป็นดวงใจ พลางคิดรำพึงในใจว่า โอรสของนางเติบใหญ่ถึงเพียงนี้แล้ว ทั้งยังมีรูปโฉมงามสง่า หล่อเหลากว่าชายใดในแผ่นดินมากนัก ได้เค้าหน้าหล่อเหลาคมสันจากจักรพรรดิไปสักเจ็ดส่วน และยังได้เค้าหน้างดงามจากนางไปด้วยหลายส่วน นับว่าเป็นชายหนุ่มที่หล่อเหลางดงามปานเซียนเทพมาเกิด ช่างน่าปลื้มใจต่อนางผู้เป็นมารดายิ่ง


จักรพรรดิมองสองแม่ลูกที่โอบกอดกันด้วยสายตาเปล่งประกายความสุข และกล่าวว่า “ราชสำนักของเราได้จัดเตรียมงานเลี้ยงฉลองชัยชนะรอพวกเจ้าทั้งหลายมาหลายวันแล้ว จากนี้ไปก็เป็นเวลาเฉลิมฉลองให้ขุนศึกทั้งหลายแล้ว เราควรรีบเข้าไปข้างในกันเถอะ”


“พะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ เสด็จแม่”









Create Date : 18 สิงหาคม 2554
Last Update : 18 สิงหาคม 2554 10:15:55 น.
Counter : 1291 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

genomee
Location :
ขอนแก่น  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



จริงๆ แล้วเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่งานอดิเรกกลับชอบอ่านนิยายมากกว่าอ่านเปเปอร์ ชอบวาดรูปมากกว่าทำแล็ป และชอบแอบอู้มาลองเขียนนิยายบ้างเวลาเบื่อๆ ^^

***ลิขสิทธิ์งานเขียนในบล็อกเป็นของผู้เขียนตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตามโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน
สิงหาคม 2554

 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31