เมษายน 2552

 
 
 
1
2
3
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
สอนลูกเองก็ได้...ง่ายจัง 17 : ท่องไปในโลกกว้างกับ Internet




ฉิก : สวัสดีครับ หายหน้าหายตาไปนาน เรามาคุยกันเรื่องสอนลูกกันอีกดีกว่านะครับ

ป้อม : หวัดดีครับ เฮ้อ! ช่วงนี้ไม่รู้เป็นไง ทำไมผมถึงแสบตายังไงบอกไม่ถูก

ฉิก : อ้าว! เป็น'ไรมากมั้ยครับเนี่ย

ป้อม : คือเปิดดูโทรทัศน์นี่ ไม่ว่าช่องไหนๆ ก็เห็นแต่อะไรมันแดงๆแปร๊ดไปหมดเลย แสบตาชะมัด เสื้อก็แดง ร่มก็แดง แว่นกันแดดก็ยังแดง มันจะแดงกันไปถึงไหนกันครับ ผมเองก็ชักจะตาแดงๆซะแล้วสิ

ฉิก : นั่นน่ะสิ เมื่อไหร่เขาจะเลิกๆออกมากันซักที วันก่อนก็เสื้อเหลือง เที่ยวนี้ก็เสื้อแดง บ้านเมืองเรานี่วุ่นวายดีแท้เลยนะครับ วันนี้เราลองเปลี่ยนมาใส่เสื้อสีรุ้งกันแก้เซ็งเลยดีมั้ยครับ

ป้อม : ม่ายอาวๆ อันนั้นมันออกแนว Y ไปหน่อยมั้ง ใส่สีม่วงกันไปเลยดีกว่า เอ้ย! ไม่ใช่ๆ เดี๋ยวคนอ่านเขาเข้าใจผิดว่าเราเป็นอย่างงั้นจริงๆ

จะว่าไป วันก่อนลูกสาวผมเขาเล่าให้ฟังว่า ครูเขาเคยบอกว่าพวกเสื้อแดงเป็นคนไม่ดี เสื้อเหลืองเป็นคนดีออกมากู้ชาติ ผมฟังแล้วตกใจมากว่าเดี๋ยวนี้เขาเริ่มปลูกฝังอะไรแบบนี้กับเด็กๆที่ยังไร้เดียงสากันแล้วเหรอ

ฉิก : โอ้ว! เหนื่อยใจเลยครับ กับเด็กก็ยังไม่เว้นเลยนะ
ถ้าลองไปถามพวกแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือ คนเหนือ คนอีสานส่วนนึง เขาก็จะบอกว่าเสื้อแดงเป็นประชาธิปไตย เสื้อเหลืองเป็นพวกชอบปฏิวัติ
พอไปถามพวกคนชั้นกลาง หรือ คนใต้อีกส่วนนึงที่เป็นเสื้อเหลือง เขาจะบอกว่าเขาปกป้องสถาบัน เสื้อแดงเป็นพวกล้มล้างสถาบัน

ป้อม : เนี่ยเลย ผมอยากจะบอกว่าเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองน่ะมันเป็นเรื่องซับซ้อน และ มันไม่ใช่สัจธรรมที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามันมีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด ไอ้ที่เราเคยเชื่อมาตลอดว่ามันดีในวันก่อน อาจจะถูกพิสูจน์ว่ามันเลวร้ายในเวลาต่อมาก็ได้ มันไม่ใช่อะไรง่ายๆที่จะมีใครมาชี้ถูก ชี้ผิด ว่าเป็นดำกับขาว แบบที่แกนนำเขาพยายามชี้นำอย่างนั้น

ผมมองว่าตอนนี้คนไทยเราแตกแยกกันทางความคิดมากจริงๆ มีการยกระดับการต่อสู้จากเดิมเป็นการขับไล่นักการเมืองคนนึงด้วยข้อหาคดโกงชาติบ้านเมือง มากลายเป็นการปะทะกันด้วยข้อหาที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆจากทั้งสองฝั่ง

จริงๆแล้ว ผมคิดว่าคนเราไม่จำเป็นต้องคิด หรือ เชื่ออะไรที่เหมือนๆกันหรอกนะ เพราะ คนเราเป็น"ปัจเจก" ที่ไม่มีใครซักคนที่เหมือนกันทุกอย่างได้หรอก ดังนั้น การพยายามทำให้คนอื่นคิดเหมือนๆเราจึงเป็นเรื่องที่ฝืนธรรมชาติมาก แต่ที่สำคัญมากกว่า คือ การทำให้คนที่มีความคิดความเชื่อแตกต่างกัน อยู่ด้วยกันได้อย่างไม่แตกแยก ตามกฎกติกาในสังคมอย่างสงบสันติสุขมากกว่า ไม่ใช่ว่าพอเขาคิดไม่เหมือนเรา แปลว่าต้องผลักให้เขาไปยืนคนละข้างกับเรา ต้องเป็นศัตรูกันชนิดที่ไม่มองหน้ากัน ต้องทำลายล้างกันให้มันสิ้นซากแบบนั้น




ผมเห็นว่าสถานการณ์ในตอนนี้ แต่ละครั้งมีการใช้ความพยายามเอาชนะกันอย่างเอาเป็นเอาตาย โดยไม่สนใจหรอกว่าเศรษฐกิจบ้านเรามันจะพังพินาศติดลบลงขนาดไหน ทะเลาะกันแทบเป็นแทบตาย สุดท้ายคนที่เดือดร้อนก็ยังเป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศนั่นแหล่ะ ส่วนคนที่ได้ประโยชน์จากการวิวาทะแต่ละครั้งก็มีแค่พวกแกนนำ และ ผู้อยู่เบื้องหลังไม่กี่คนเท่านั้น

ดังนั้นผมไม่เห็นด้วยเลยที่ครูจะมาบอกเด็กง่ายๆยังงั้น เหมือนกับการศึกษาบ้านเราที่พยายามให้"เชื่อ" โดยที่ไม่ได้ฝึกเด็กให้"คิด" และ เป็นการตอกลิ่มความขัดแย้งที่มีมากอยู่แล้วในสังคมตอนนี้ให้มันเลวร้ายลงไปอีก

ผมเลยบอกลูกผมไปว่า คนเราจะดีหรือชั่วมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับที่ว่าเขาใส่"เสื้อ"สีอะไรหรอก แต่อยู่ที่ "การกระทำ" ของเขามากกว่า ว่าจะมีผลทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนหรือไม่

ฉิก : อืมมมมม เครียดวุ้ย! เปลี่ยนเรื่องดีกว่า วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องการสอนลูกกันไม่ใช่เหรอ ไหนลองบอกเทคนิควิธีสอนลูกแบบอื่นๆกันดีกว่าครับ

ป้อม : ไม่ไหวจะเคลียร์ ช่างอ่อนและเพลียจริงๆ
วันนี้ลองมาพูดเรื่องพี่กู เพื่อนยู และ น้องวิก กันดีกว่าครับ

ฉิก : อะไรนะครับ ใครกันน่ะครับ (พักหลังเริ่มพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่องอีกแระ)

ป้อม : คืองี้ครับ ผมกำลังพูดถึงสื่อการเรียนรู้อีกประเภทนึงที่ตอนนี้กำลังมาแรง คือ Internet นั่นล่ะครับ ถือเป็นแหล่งข้อมูลมหาศาลที่เข้าถึงง่าย และ ราคาไม่แพงจนเกินไปเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ

ฉิก : เอ... แต่มีคนเคยบอกไม่ใช่เหรอครับว่า เด็กที่ติดคอม ติดเน็ตมันไม่ดี และ ในนั้นก็ยังมีสิ่งล่อแหลมน่ากลัวใช่ย่อย วันก่อนยังมีข่าว"คลิปนารูโตะภาคพิสดาร"ที่เด็กๆคลิกเข้าไปดูแล้วสงสัยว่าเขาทำอะไรกัน พอเรียกผู้ใหญ่มาดูแล้วผู้ใหญ่พาลจะเป็นลมกันเป็นแถว

ป้อม : ผมว่าสื่อทุกอย่างมันก็เหมือนดาบสองคมนั่นแหล่ะครับ ถึงเราจะพยายามปิดหูปิดตาเขาไม่ให้เขาเล่นเน็ตที่บ้าน เขาก็ต้องไปเจอที่รร.หรือตามร้านเน็ตคาเฟ่อยู่ดี

ทางที่ดีผมว่าไหนๆเขาจะต้องเจอมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว สู้เราสอนให้เขาเล่นเน็ตอย่างสร้างสรรค์เพื่อการเรียนรู้ที่บ้าน โดยอยู่ในสายตาเราไม่ดีกว่าเหรอครับ





ฉิก : แล้วมีข้อแนะนำไงบ้างครับในการสอนลูกเราเล่นเน็ตอย่างสร้างสรรค์

ป้อม : อย่างแรกเราก็ต้องมีคอมพิวเตอร์ในบ้านเราซะก่อน เดี๋ยวนี้ราคาถูกลงแยะ แถมประสิทธิภาพก็สูง ไม่ว่าจะเป็นแบบdesktop หรือ laptop

แต่ข้อสำคัญคือ ควรตั้งคอมพิวเตอร์ไว้ในที่ๆเป็นจุดที่เรามองเห็นได้ง่ายในบ้าน เช่น ห้องนั่งเล่น ห้องโถง ไม่ใช่เอาไปไว้ในห้องนอนเค้า หรือที่มิดชิดจนเราเข้าไปดูแลได้ยาก เพราะประเด็นที่ต้องเน้นก็คือ พ่อแม่เราต้องมีการกำกับดูแล และ เฝ้าระวังการใช้คอมพิวเตอร์ของเด็กอย่างใกล้ชิดด้วย

อย่างที่สองก็ต้องมีการต่อinternet ซึ่งเดี๋ยวนี้คงต้องเป็น Broadbrand ความเร็วสูงกันแล้ว เพื่อความรวดเร็วในการดึงข้อมูล

ต่อมาเราก็ต้องสอนลูกเราให้ใช้คอมพิวเตอร์ได้เองอย่างง่ายๆ เช่น การปิดเปิดเครื่องอย่างถูกวิธี การใช้mouse การใช้ keyboard การเปิดโปรแกรมต่างๆ และ การเข้าชมwebsiteต่างๆ

การฝึกใช้ keyboard อาจจะลองให้เด็กฝึกพิมพ์ตัวอักษรทั้งภาษาไทย และ อังกฤษใน Microsoft words ดู ใช้fontใหญ่ๆเห็นชัดๆ พิมพ์มั่วๆ เป็นคำที่มีความหมายหรือไม่ก็ได้ ไม่นานเขาก็จะคุ้นเคย และ พอจำได้คร่าวๆว่าตัวอักษรไหนอยู่ที่ใด

ส่วนในเด็กเล็กๆที่กล้ามเนื้อมือยังไม่ค่อยแข็งแรง อาจต้องทำความคุ้นเคยกับmouseกันซักพัก ผมแนะนำว่าการเล่นเกมง่ายๆนี่แหล่ะเป็นการฝึกการใช้ mouseที่ได้ผล และ เด็กเองก็สนุกสนานเพลิดเพลิน ลองเข้าไปที่ linkนี้ดูนะครับ มีเกมน่ารักๆไว้ฝึกฝีมือในการใช้ mouseได้เป็นอย่างดี ผมยังแอบแย่งลูกเล่นเองบ่อยๆเลย//www.ferryhalim.com/orisinal/






ฉิก : กลัวอย่างเดียว ลูกผมมันจะเอาแต่เล่นเกมจนไม่ยอมทำอย่างอื่นน่ะสิ

ป้อม : ครับ อันนี้เราคงต้องคุยตกลงกับลูกเราให้ชัดเจนก่อน ว่าจะให้เล่นเป็นเวลา และ ห้ามเล่นเกินเวลาที่กำหนด ไม่งั้นอดเล่น! วินัยตรงนี้สำคัญมาก ถ้าเรายังคุมเขาตรงนี้ไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งให้เขาเล่นเน็ต หรือ เล่นคอม คงต้องรอเวลาซักพักนึงจนเรามั่นใจแล้วว่าเขาโตพอที่จะคุยกันรู้เรื่อง และ มีวินัยที่ดีพอ และ เขาปฏิบัติได้ตามที่ตกลงกันไว้จริง แล้วจึงค่อยลุยกันต่อ

เด็กที่ติดเกม ติดเน็ต ส่วนนึงก็เพราะเราไม่ได้ตกลงเรื่องนี้กับเขา ตัวเด็กเองไม่มีวินัยพอที่จะควบคุมตนเองได้ หรือ เราดันไปยกให้คอมพิวเตอร์ internet ให้มาเลี้ยงลูกแทนเราซะเอง ซึ่งก็โทษใครไม่ได้นอกจากตัวเราเองนั่นแหล่ะ ดังนั้น เราควรต้องมีเวลามาเล่นคลุกคลีกับเขาด้วย และ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีกฎกติกาในการใช้คอมพิวเตอร์อย่างเคร่งครัดเฃ่นกัน





ทีนี้ก็มาถึง"พี่กู เพื่อนยู และ น้องวิก" ที่ผมบอกไปเบื้องต้น

เคยมั้ยครับเวลาที่เรานึกอะไรไม่ออก เรามักจะ"ถามกู ถามกู" กันอยู่เรื่อย
"พี่กู" ที่ว่า ก็คือ "Google" search engineชั้นเทพที่เขาใช้กันทั้งบ้านทั้งเมืองนั่นแหล่ะครับ

ผมจะฝึกลูกเลยว่า เวลาเราอยากรู้ข้อมูลอะไร ถ้าถามจากพ่อแม่แล้วไม่ได้ความ ให้ลองมา search ข้อมูลใน Google ดูเอาเอง เป็นการฝึกนิสัยการหาความรู้ด้วยตัวเองไปในตัว นอกจากจะมี website ที่เกี่ยวข้องให้เราเข้าไปดูมากมายแล้ว เรายังสามารถเลือกดูเป็นภาพนิ่งได้อีกด้วย โดยคลิกเข้าไปที่ image แล้วพิมพ์คำที่เราต้องการลงไป





เช่น วันก่อนลูกสาวผมถามว่า ตอนเขาเรียนวิชาสังคม ครูมีพูดถึง"หัตถกรรมย่านลิเภา"ด้วย มันคืออะไรเหรอป่ะป๊า ผมเลยให้เขาไปลองsearchหาภาพนี้ดูใน Google image โดยพิมพ์สั้นๆว่า "ย่านลิเภา" ก็ทำให้เขาได้เห็นภาพของจริง ทำให้การเรียนรู้มีความสนุก ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป

นอกจากนั้นใน Google ยังมี functionsอื่นๆที่มีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็กอีกมากมาย เช่น โปรแกรมแปลคำไทยเป็นภาษาอังกฤษ ปฏิทิน แผนที่ ลองเข้าไปดูกันบ้างนะครับ

ฉิก : แล้ว"เพื่อนยู"ล่ะครับ มันอะไร ผม"ปวดตับ ประทับไต"กับคำย่อเสื่อมๆของคุณจังเลย

ป้อม : ปวดตับนี่เพราะซดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากไปอ๊ะปล่าว

เพื่อนยู ก็คือ Youtube นั่นแหล่ะ เป็นเว็บที่ช่วยให้เราได้เปิดหูเปิดตากันในรูปแบบ"ภาพเคลื่อนไหว" เพราะ เป็นไฟล์วีดีโอที่เราแค่พิมพ์คำที่เราอยากหาลงไป ก็จะมี list รายการวีดีโอต่างๆมาให้ดูกันจนตาแฉะเลย โดยเฉพาะสื่อการเรียนรู้สำหรับเด็ก เช่น ถ้าคุณอยากสอนลูกร้องเพลง ABC ก็แค่พิมพ์คำว่า "ABC" กับ "song" ลงไป ลูกเราก็จะเพลิดเพลินไปกับ"ภาพเคลื่อนไหว"และ เพลงเพราะๆกันแล้ว




หรือถ้าลูกเราสนใจการทดลองทางวิทยาศาสตร์ แต่เราไม่มีปัญญาหาอุปกรณ์มาทำเองที่บ้าน หรือ ไม่มีไอเดียว่าจะทำอะไรดี ก็ลองดูในYoutubeดูก่อนก็ได้ แค่พิมพ์ "ทดลอง" "วิทยาศาสตร์" ก็ช่วยให้ลูกเราตื่นตาตื่นใจได้เช่นกัน (ลูกผมชอบน้ำพุโดมิโน่ที่ทำจากเมนทอส กับ โค้กมากกกกก จนอยากลองทำเองที่บ้าน เดือดร้อนอีกแล้วสิตู)







สุดท้ายก็ "น้องวิก" ไม่ใช่ใครอื่น ก็ Wikipedia สารานุกรมขวัญใจมหาชนนั่นแหล่ะครับ สำหรับเด็กที่พออ่านหนังสือได้บ้างแล้ว ไม่ว่าจะภาษาไทย หรือ อังกฤษ Wikipedia จะช่วยสรุปเนื้อหาทั้งหมดให้เราเข้าใจในแต่ละเรื่องอย่างย่อๆ ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบเลยทีเดียว ซึ่งพ่อแม่อย่างเราก็สามารถแวะมาอ่านเพื่อเอาไปสอนลูกเองก็ยังได้ และ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการหาข้อมูลเบื้องต้นก่อนจะไปหาข้อมูลใน web อื่นๆที่มีใน references




อย่างวันก่อน ผมเผลอพูดออกไปคำนึงว่า "ระบบสุริยจักรวาล" และ บอกว่ามีดาวเคราะห์ 9 ดวง ลูกสาวผมมันหัวเราะเลยว่า ปะป๊าเช้ยยยยยย...เชย เดี๋ยวนี้เขาเรียกว่า "ระบบสุริยะ"เฉยๆ ไม่ต้องมีคำว่า "จักรวาล" และ เดี๋ยวนี้เขาตัดดาวพลูโตออกไปแล้ว เลยเหลือดาวเคราะห์แค่ 8 ดวงเอง พูดแล้วก็มา search ใน Wikipedia ยืนยันให้ดูอีกต่างหาก

//th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B0


ฉิก : หน้าแตกเลย อายเด็กมั้ยนั่น

ป้อม : ครับ นอกจากwebsitesที่แนะนำ 3 อันที่ใช้บ่อยๆ แล้วก็มีwebsitesสำหรับเด็กหลายอันที่ผมแนะนำลองเข้าไปดูนะครับ ได้ทั้งความรู้และความสนุกสนานเพลิดเพลินดีทีเดียวล่ะครับ


Enchanted learning เป็นสารานุกรมสำหรับเด็ก เป็นภาษาอังกฤษง่ายๆ ภาพประกอบเป็นการ์ตูนสีสันสดใส ลูกผมชอบมากครับอันนี้ //www.enchantedlearning.com/Home.html


ABCya มีเกมเด็กๆที่สนุก ฝึกสมองประลองปัญญา และ กระตุ้นการเรียนรู้ได้ดี
//www.abcya.com/index.htm


Activityvillage มีกิจกรรมสนุกๆ เช่น ทำการ์ดวันเกิด puzzle พับกระดาษวีดีโอสื่อการศึกษา ภาพระบายสีมากมาย
//www.activityvillage.co.uk/




ฉิก : ครับ ก็ได้ไอเดียกันพอสมควรแล้ว คงพอแค่นี้ก่อนนะครับ สุขสันต์วันปีใหม่ไทย อย่าลืมพาลูกๆเราไปรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่กันด้วยนะครับ ขอตัวไปเตรียมฉลองเทศกาลสงกรานต์ก่อน แล้วค่อยเจอกันใหม่นะครับ









Create Date : 04 เมษายน 2552
Last Update : 9 เมษายน 2552 17:11:15 น.
Counter : 1550 Pageviews.

6 comments
  
ดีใจจังเจอบล็อกคุณหมอพ่อน้องพลอย ตามมาเก็บเกี่ยวความรู้และเทคนิคไปใช้กับบันบัน ตอนนี้ขอตามอ่านตอนที่ผ่านๆมาก่อนหละค่ะ ฮี่ ฮี่

สวัสดีปีใหม่ไทยค่ะ

เก่ง
โดย: IcyRose วันที่: 13 เมษายน 2552 เวลา:5:43:37 น.
  
ขอบคุณครับที่ติดตามอ่าน และ comment
ลองแอบเข้าไปดู blog คุณเก่งแล้วด้วย
สนุกดีครับ ขยันup blog มากๆเลย
ของผมนี่หนักไปทาง"อู้งาน"ซะเยอะ
ไม่ค่อยได้เข้ามา update เท่าไหร่ แหะ แหะ
โดย: ฉิกซิงแซ วันที่: 16 เมษายน 2552 เวลา:9:46:07 น.
  
ชอบเว็บที่หัดใช้เมาส์จังค่ะ
ลูกชาย 2 คนชอบเล่นคอมพ์ทั้งคู่เลย

ปล.
สงกรานต์เครียดเลย

แวะเข้าฟาร์มนิดนะคะ
www.bhuchong.blogspot.com

อ่าน The Animal Farm ภาคภาษาไทยกัน
โดย: แม่ภุชงค์ ชมภูมิ IP: 203.99.253.12 วันที่: 16 เมษายน 2552 เวลา:13:53:06 น.
  
การเมือง เป็นการแย่งชิงอำนาจ และ ผลประโยชน์
ของคนกลุ่มน้อย โดยคนกลุ่มน้อย และ เพื่อคนกลุ่มน้อย

แต่ไหงคนส่วนใหญ่ถึงต้องมา"ซวย"ไปด้วยทุกทีซิน่า

ยังไงก็ตาม ผมคิดว่า ไม่ว่าคนเราจะมีความแตกต่างทางความคิดกันมากมายขนาดไหน มันก็ไม่สำคัญหรอก

มันสำคัญที่ว่า เราจะอยู่ร่วมกันโดยการยอมรับ และ เคารพในความแตกต่างซึ่งกันและกัน ได้อย่างสันติสุขยังไงมากกว่า


ตอนนี้ที่ควรทำที่สุด คือ การให้อภัย ไม่ว่าเราจะเคยเบื่อ เซ็ง หงุดหงิด และ โมโห กับการกระทำบางอย่างที่มันดูงี่เง่าเพียงใดก็ตาม

อภัยทาน เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่จะทำให้สังคมกลับคืนมาสู่ความสงบ สันติสุข

อย่างน้อยในช่วงขณะที่เราเริ่มให้อภัยคนอื่น ความสงบ สันติสุขก็จะบังเกิดขึ้นในจิตใจเราเป็นอันดับแรก ช่วยดับความร้อนรุ่มจนเกิดความร่มเย็น

และ อย่าลืมแผ่เมตตาให้แก่สรรพสัตว์ร่วมโลกด้วย เพื่อให้ความร่มเย็นนี้ไปช่วยดับความรุ่มร้อน ความแตกแยกในสังคมที่ยังไม่ได้หายไปไหน ยังคงระอุ คุ-กรุ่น รอวันที่จะปะทุขึ้นมาอีก สาธุ
โดย: ฉิกซิงแซ IP: 125.24.49.173 วันที่: 16 เมษายน 2552 เวลา:19:18:00 น.
  

ตอนนี้ กล้ากล้า กลัว กลัว เรื่องคอมพ์ กับลูก อยู่ค่า
เพราะ ที่บ้าน ทั้ง พ่อ ปู่ อา อาสะใภ้ และแม่ ทำงานสายคอมฯ
หรือไม่ก็บริษัทคอมฯ กันหมด แล้วทุกคน ก็ต้องใช้โน้ตบุ๊่ค ทำงาน
ให้เค้าเห็น กันทั้งบ้าน

เจ้าแสบเล่น เมาส์ ตั้งแต่ยังไม่ขวบ แต่ก็ให้เล่นอยู่แค่นั้น
ยังไม่ให้ลึกซึ้งมาก เพราะคิดว่า ยังไงซะ ก็คงไม่พ้นแน่แน่
แค่ชะลอเวลา ออกไปนานนาน หน่อย ค่า
โดย: mnpinpin IP: 58.8.237.43 วันที่: 22 เมษายน 2552 เวลา:23:15:35 น.
  
แวะเข้ามา เอาเทคนิคไปใช้อีกแล้วล่ะค่ะ

เดี๋ยวนี้เด็กกะInternet แงะกันไม่ออกแล้วล่ะค่ะ
เห็นแม่เล่น ก้ออยากเล่นบ้าง
ตอนนี้ต้องแย่งกันแล้วล่ะค่ะ

เค้าจำตัวอักษรได้จากแป้นพิมพ์ ไม่เชื่อก้อต้องเชื่อแล้วล่ะ
ชอบให้เปิดดูรูปภาพ ปลา ผึ้ง ช้าง

แล้วก้อพอดีเลยค่ะ
กำลังมองหา เกม ABC ไปลองเล่นดู ช่วงนี้กำลังฮิตท่อง
ท่องผิดท่องถูก ก้อปล่อยให้ร้องเองไปก่อนค่ะ
ไม่อยากขัดจังหวะ

ปล. กำลังคิดอยุ่ว่า เมื่อไหร่จะมีตอนต่อไป อิอิ ทีแท้ตัวเองตกข่าวเองแท้ๆๆ
โดย: ปลายดินสอ วันที่: 2 พฤษภาคม 2552 เวลา:10:29:07 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ฉิกซิงแซ
Location :
นครศรีธรรมราช  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]



เกิดและโตที่กรุงเทพ
เป็นศิษย์เก่าร.ร.ใกล้บ้าน คือ วัดสุทธิ
จับพลัดจับผลู สอบติดหมอจุฬา แบบงงๆ
แล้วมาต่อเฉพาะทางด้านเด็กที่ มอ. หาดใหญ่

บังเอิญมาเจอ"จอม" ที่ต่อมากลายมาเป็นคู่ชีวิต
เลยได้มาอยู่อยู่ภาคใต้ยาวเลย
ไม่ได้กลับมาอยู่กทม.อย่างที่ตั้งใจไว้
เพราะ"คุณนาย"ไม่ชอบรถติดอย่างแรง

เป็นอาจารย์ด้านโรคหัวใจเด็กที่ มอ.ได้ไม่เท่าไหร่
ก็มาได้ข่าวดีว่าจะได้เป็นพ่อคนแล้ว

ต้องมาตัดสินใจกันอีกว่าจะไปเรียนต่อที่ ILLINOIS, USA
ดีหรือเปล่า เพราะ "ผบทบ." กลัวหนาวมาก เลยลาออกมาซะเลยดีกว่า

ตอนนี้ สบายๆกับงานที่คลินิก 2 แห่ง
ว่างๆก็เล่นกับลูกสาว(น้องพลอย)และ ลูกชาย(น้องเพชร)จอมซนน้อยๆ และ หาเรื่องไปเที่ยวกับครอบครัวบ้างตามสะดวก

New Comments