Group Blog
 
 
ตุลาคม 2553
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
4 ตุลาคม 2553
 
All Blogs
 

มรณานุสติ

อะไรคือมรณานุสติ

เนื่องจากไม่ได้ไปค้นหาความหมาย แต่ในความเข้าใจคนทั่วๆไปน่าจะ...

เดาว่า หมายถึง

1 การมีสติในยามสิ้นชีวิต หรือ

2 การระรึกถึงความตายอย่างมีสติรู้พร้อมและใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท เพราะความตายนั้นมีได้ตลอดเวลา ไม่มีใครรู้ว่าจะมาเมื่อไหร่ แบบไหน

ปรกติ เราก็รู้ๆกันอยู่แล้วว่า วันนึงเราก็ต้องตายไป แก่ตายอะไรแบบนี้

แต่สิ่งที่เรามักจะลืมคิดกันก็คือ คงไม่ใช่เร็วๆนี้หรอก ก็ถ้าคุณยังไม่แก่ คุณจะไปคิดถึงมันทำไม ไม่ใช่เรื่องให้คิดตอนนี้ใช่ไหม

แต่ถ้าวันนึง ความตายมันมาเยือนแบบปัจจุบันทันด่วนล่ะ เช่น มีคนมากขึ้นเรื่อยๆที่พบว่าตัวเองเป็นมะเร็งขั้น3 ทั้งๆที่อายุไม่เท่าไหร่ เช่นคนรู้จักเราก็ตายไปคนนึง อายุไม่ถึง40 ตรวจพบเมื่อขั้นแรก แต่ลุกลามเร็วมาก

ขอเล่นประสบการณ์ชีวิตหน่อยนึง

เราเอง ก็รู้สึกเหมือนทุกคนทั่วๆไปเกี่ยวกับเรื่องของความตาย แต่เมื่อวันนึงที่เกิดเจ็บหนักแบบไม่รู้ตัวมาก่อน ต้องผ่าตัดด่วน แม้จะไม่ถึงตาย แต่มันก็ใกล้ความตายแบบฉิวเฉียดมาก ตอนนั้นรู้สึกได้เลยว่า ความตายคืออะไร เพราะเราอาจจะไม่รอดก็ได้

ความรู้สึกในตอนนั้น ไม่กลัวตาย แต่เสียดายชีวิต ระหว่างทีกำลังเจ็บปวด มากขึ้นเรื่อยๆ ใจนึงก็คิดว่า ตายแล้ว นี่ถ้าฉันตายไป เงินทองที่สะสมมาทั้งชีวิต ที่แลกดวยความเหนื่อยยาก เพื่อจะเอาไปซื้อความสุข ยังไม่ได้ทำได้ซื้อซักอย่างเลย
ก้ใครจะไปรู้ล่ะ ว่ามันจะตายเร็วยังงี้อะ แล้วจะเสียเวลาไปหามันทำไมฟะ ต้องอดทนทำงานที่ไม่ชอบอย่างแรง จิตใจเลยหม่นหมอง เพื่อเงินตัวเดียว งกเงิน ใจก็เกลียดแต่ก็อยากทำเพราะเห็นแก่เงิน ยิ่งทำก็ยิ่งรวย เบื่อแค่ไหนก็ทำ และก็เก็บเงินเก่งน่าดู เพื่อวันนึงจะได้ใช้ แต่นี่ท่าจะไม่มีวันนั้นซะแร้ว

ฮือๆ เอาวันและเวลาแห่งความสุขของฉันคือมา ถ้ารู้ว่าจะตายเร็วยังงี้นะ จ้างให้ก็ไม่ทำ เสียเวลาไปทั้งชีวิตเพื่อไรว้า ก่อนตายฉันน่าจะมีความสุขกว่านี้นะ อย่างน้อยก็ได้ทำงานที่ใจรักแม้เงินเดือนจะน้อยก็มีความสุข (ดูสิ มาคิดได้เมื่อสายไป)

อีกใจนึงก็คิดว่า ตายแล้วฉันจะไปเกิดเป็นอะไรหว่า ฉันทำบุญมากพอรึยัง (บังเอิญเชื่อเรื่องชาติภพ บาปบุญ) แล้วก็เฝ้าแต่เสียดาย ว่าไอ้นี่ก็ยังไม่ได้ทำ ไอ้นั่นก็ยัง สิ่งดีๆนี่ยัง นั่นยัง ว้า ตายไปตอนนี้จะหมดโอกาสทำเลยนะเนี๊ย เสียดายชีวิตชะมัด

ว่าแล้วก็วิงวอนต่อพระเจ้าว่าอย่าเพิ่งให้นู๋ตายเลยนะคะ นู๋สัญญาว่าจะสร้างความดีให้มากๆ ขอโอกาสให้หนูได้สร้างบุญบารมีก่อนนนน ขอชีวิตอีกสักครั้ง
แหะๆเหมือนจะล้อเล่น แต่ทั้งหมดคือสิ่งที่คิดจริงๆ เว้าวอนในใจจริงๆ พรรณาอยู่ในใจอย่างนั้นตลอดเวลาที่รอรถพยาบาลน่ะ ก็มันเจ็บมากๆแบบที่ไม่เคยเจ็บมาก่อน จนเหงื่อออกไปทั้งตัว มือสั่น แบบนี้ไม่คิดว่าต้องตายก็ไม่รู้ว่าไงแล้ว ถ้าเป็นคนสมัยก่อนคงตายไปแล้วเพราะไม่มีห้องผ่าตัด มันต้องผ่าตัด

และแล้วก็รอดมาได้ หลังจากนั้นก็เกิดวิกฤตชีวิตต้องเสียเงินก้อนใหญ่ไปอีกครั้งนึง แต่โชคดีว่าเคยผ่านจุดนี้ไปแล้วเลยไม่เห็นว่าเงินจะสำคัญไปยิ่งกว่าชีวิตอีก เลยปลงได้สบายหน่อย ถ้าเป็นเมื่อก่อนสมัยงกๆ คงดิ้นทุรนทุราย คร่ำครวญ แค้นอกแค้นใจ แต่มันเหมือนเกิดใหม่ มองอะไรในมุมมองที่ต่างไปจากเดิม และระรึกได้ว่าคำว่าตาย มันอยู่ใกล้ทุกคน เพียงแต่เราไม่รู้ว่ามันจะมาเมื่อไหร่

ก็เหมือนกับที่เราไม่รู้ว่าเราเคยสร้างกรรมอะไรไว้ในอดีต ภพไหน หรือเราไม่รู้ว่าจะมีเคราะห์ร้ายเมื่อไหร่ อาจจะไม่ใช่กรรมที่เราก่อไว้ทั้งหมด แต่อาจจะะเป็นยามเคราะห์ สิ่งร้ายๆก็เข้ามาได้เหมือนคนไร้เกาะกำบังน่ะแหละ หรือคำที่เข้าใจง่ายคือ ไม่รู้ว่าจะ"ซวย" เมื่อไหร่นั่นเอง

และที่หน้าขนลุกไปกว่านั้นคือ ก่อนหน้าที่จะต้องล้มเจ็บนั่นเอง เราเคยเขียนบันทึก นึกอะไรดีๆได้ก็เขียนๆไว้ และหน้านึงเราเขียนไว้ว่า เราอยากจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไม่ประมาท เราอยากจะเตือนตัวเองด้วยการคิดว่า ถ้าเรามีชีวิตอยู่ได้อีกแค่7วันล่ะ เราจะใช้ชีวิตยังไงให้คุ้มค่าที่สุดในแต่ละวัน สิ่งไหนดีที่เรายังไม่ได้ทำก็ทำซะ

นั่นเพราะเราเคยเป็นคนเอาแต่ใจขี้โมโห แม้เราจะชอบทำบุญหรือมีจิตใจฝักใฝ่ทางธรรม แต่อารมณืและกิเลสก็แพ้ผัสสะที่มากระทบอยู่เสมอ โดยเฉพาะโทสะ พวกโทสะจริตก็บังงี้ อยากจะขัดเกลามันออกไป ก็ต้องเตือนตัวเองแรงๆแบบนี้ "ถ้าเรามีชีวิตเหลืออีกแค่ไม่กี่วัน" ก็ไม่รู้มันคือลางสังหรณืรึเปล่า แต่ที่แน่ๆ ถ้ามันเป็นลางจริง การที่ได้เตือนตัวเอง ก็ยังดีกว่า การใช้ชีวิตไปโดยไม่ระรึกรู้อะไรเลย

แต่สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดก็คือ เราแค่คิด แต่ไม่ได้ลงมือทำ เราไม่ได้จริงจังกับความคิดนั้นสักเท่าไหร่ เหมือนแค่คติเตือนใจ คิดแบบผ่านๆ แต่เมื่อย้อนกลับไปอ่านก็ขนลุกว่า นี่เราเหมือนรู้ล่วงหน้า พยากรณ์ตัวเองได้ และเตือนตัวเองได้ แต่กลับละเลยไม่ใส่ใจ สมุดบันทึกนั่นก็เอามาเขียนเป็นพักๆ แล้วก็เก็บในลิ้นชัก นานทีปีหนจะเอามาอ่านมาบันทึกอีกถ้ามีไรใหม่ๆ พอย้อนอ่านเลยถึงกะตกใจ ถ้าเราไม่ใช่แค่คิดดีเป็นพักๆ แต่คิด และทำอย่างสมำเสมอ เราคงไม่ต้องกลัว ไม่ต้องคร่ำครวญ อะไรจะเกิดก็เกิด รับได้อย่างมีความสุข ไม่มีอะไรให้เสียดายอีกต่อไป สิ่งดีๆ เราได้ทำไปมากแล้ว

ติดดูเราชอบทำบุญ แต่บางทีก็ทำไม่ได้มากมาย เพราะเราคิดว่ามีเงินไม่มาก ความจริงเรามีมาก แต่เราจะเก็บไว้เพื่ออนาคต สำหรับชาตินี้ แต่ถ้าตายไป เราไม่ได้เก็บไว้เผื่อชาติหน้าเท่าไหร่เลย และเรื่องอื่นๆ เราทำงานอย่างไร้สุข ทำอะไรก็เพื่อตัวเอง หาความสุข มีแต่คำว่าตัวเอง ไอ้ที่อยากทำไรเพื่อคนอื่นบ้าง ก็คิด แต่ยังไม่ได้ทำสักเท่าไหร่ สุดท้ายมันก็แค่นั้น จบไปแค่นั้น จบไปแบบน่าเสียดายจริงๆ

เรื่องที่อยากทำบุญเยอะๆเผื่อชาติหน้า ก็เพราะชาติหน้าอยากเกิดมาสบายๆ รวยได้แบบไม่ต้องทำงานหนักแบบนี้อีก แต่ก็ไม่อยากเกิดมาจน ไม่ชอบลำบาก มันทรมาน แอบอิจฉาคนรวยๆ เขาคงทำมาดีกว่าเราอะนะ ว่าไปบางคนอาจจะว่าเหมือนทำด้วยกิเลสอะนะ แต่ไม่ได้เพราะโลภก็คงไม่ผิด

ความอยากมันมีหลายระดับ แต่คำพูดมันจำกัด เลยต้องใช้คำว่าอยาก ความจริง การจะทำสิ่งใดไม่ว่าดีไม่ดี มันก็ต้องเริ่มที่ความอยาก ความปารถนาทั้งนั้น เช่น อยากพ้นทุกข์ หรือปราถนาที่จะพ้นทุกข์ หรือหลุดพ้น แต่ก็ต้องเริ่มจากความสละ สละมากก็ได้มาก แม้จะทำบุญด้วยเงิน ด้วยปัจจัย แต่ก็เป็นการสละ เพื่อนำเอาเงินนั้นไปสร้างสาธารณะกุศล เพื่อผู้อื่น ตัวเองก็ได้ด้วยและผู้อื่นก็ได้ แต่ก็ต้องทำกับเนื้อนาบุญ เพราะเงินเราจะได้ประโยชน์สูงสุด ได้เอาไปใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์อย่าจำเป็น ไม่ใช่เพียงเพื่อคนกลุ่มเดียวและแฝงด้วยความไม่จำเป็น

เช่นลองคิดว่า ถ้าเราทำบุญกับพระปฏิบัติดี 1แสนของเราคงกระจายไปได้อยางคุ้มค่าทุกเม็ดเงิน แม้จะก่อสร้าง ก็สร้างสิ่งดีที่มีประโยชน์ ไม่ได้สร้างอะไรแบบฟุ่มเฟือยและไม่จำเป็น ในขณะที่ยังขาดแคลนปัจจัยที่จำเป็นอีกมาก ถ้าเราไม่เลือก เงินเรา1แสนอาจจะสร้างได้แค่ห้องน้ำหรูๆ1ห้องในวัด ถามว่าจำเป็นไหม 1แสนไม่น้อยเลย น่าจะเจียดเอาไปช่วยอะไรด้มากกว่าการสร้างห้องน้ำ หรือศาลาสวยๆ หากว่าที่แห่งนั้นมีศาลาเป็นสิบๆแล้ว ถ้าทำเพื่อสะสมบุญ เพื่อได้อะไรมาตั้งโชว์ ได้โอ้อวด เพื่อมัวเมาไปสวรรค์อันนั้นเรียกว่าทำด้วยความโลภ อานิสงค์มันก็น้อย

ถามว่าอยากพ้นทุกข์ไหมก็แน่นอน ทุกคนก็คงอยากหลุดพ้น แม้แต่คนที่ไม่เจอความทุกข์ ถ้ามองให้ลึกไปชีวิตก็แค่นั้น มันน่าเบื่อ ใช่ว่าเราเจอความทุกข์จึงจะอยากพ้นทุกข์ ไม่จริงหรอก เพราะเราเคยเจอมาแล้ว ขนาดเจอชีวิตที่เฉียดความตายมาแล้วแท้ๆ แต่เจ็บกายไม่เท่าเจ็บใจ เสียเงินก็ไม่เท่าเสียใจ เจ็บใจ มันเจ็บกว่ากายเยอะ

ยังจำได้เลยวันที่อยู่บนเตียงรอผ่าตัด เจ็บเหลือเกิน แต่วันที่ต้องเสียใจ มันเจ็บกว่านั้นหลายเท่า ทั้งๆที่ร่งกายไม่ได้เจ็บอะไรเลย มันก็แปลกดี เรายังนั่งมองตัวเองอยู่เลยนะว่า ทำไมมันเจ็บขนาดนี้วะ ยิ่งกว่าตอนนั้นอีก เชื่อแล้วทำไมคนมันเจ็บจนมันทนไม่ไหวถึงอยากตาย เออมันเจ็บจริงๆ แบบควบคุมแทบไม่ไหว มันสาหัสมากๆ ไอ้นอนรอบนเตียงมันก็เจ็บแต่คนละเจ็บ แต่วิธีระงับความเจ็บมันก็คล้ายๆกัน เพียงแต่ช่วงเวลาของการบาดเจ็บนั้น จะระงับมันเองได้คงยาก


ก็นั่นละ ช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวด ธรรมะถ้าไม่แก่กล้าเอาไม่อยู่หรอก แต่มันก็เห็นถึงความไม่เที่ยงได้ชัดเจนนะ แม้จะเห็นแบบโลกๆก็เถอะ ทุกอย่างที่เราแน่ใจ อาจไม่ใช่แบบที่คิด อนิจจัง ทุกอย่างไม่เที่ยงจริงๆ อะไรก็เกิดขึ้ได้ แต่การไม่เตรียมใจไว้ว่ามันจะเกิดนี่สิ คือความประมาท เวลามันเปลี่ยนแปลงเลยเจ็บหนัก เพราะไม่คิดว่ามันจะเปลี่ยนเร็วขนาดนี้ไง

ทำให้ได้รู้เลยว่า ถ้าไม่เตรียมตัวเตรียมใจ หมั่นฝึกฝนจิตใจให้เข้มแข็ง ธรรมะให้แก่กล้า ปัญญาให้เฉียบแหลม ธรรมะที่เรารู้ๆมา มีๆมา แทบไม่เพียงพอกับการสูญเสีย หรือเมื่อวันที่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาเยือน ภูมิต้านทานที่ต้องสร้างไว้ให้มาก ไม่เจอกับตัวไม่รู้สึกหรอก จะได้ไม่ต้องทุกข์แล้วต้องมานั่งระงับ นั่งปลง สร้างถูมิต้านทานไว้จนสามารถมีเกราะป้องกันจนมันแทบไม่รู้สึกอะไรมากเลยเมื่อมันมากระทบ แบบนี้ดีกว่า และฉลาดมอง
อยากบอกว่า การมองโลกในแง่ดีแบบโลกๆ ก็เป็นก้าวหนึ่งของทางธรรม แต่อย่ามองดีซะจนเซ่อ มองอะไรไม่ออก ดีไปซะจนไม่เห็นแง่ร้ายที่แฝงอยู่ นี่แหละจึงสำคัญที่สุกที่ต้องมีปัญญา ความดีก็ต้องควบคู่กับปัญญา ทุกอย่างต้องคู่กับปัญญา ต้องหมั่นพัฒนาสติปัญญาพร้อมทั้งพัฒนาจิต ควบคู่กัน

จำไว้เลย อะไรก็เกิดขึ้นได้ อนิจจัง เพราะงั้นก็อย่าไปยึดติดอะไรดีสุด เดี๋ยวนี้เลยรู้สึกว่ายึดติดไรน้องลงจริงๆ แม้โทสะจะยังมาก แม้กิเลสยังหนา แต่ก็
คนละแบบกับเมื่อก่อน แม้ความแค้นจะยังมี แต่ก็มีแบบรู้และเห็นว่ามันมีอยู่ยังไง ไม่ได้สะกดมัน ไม่ได้เก็บกดมันเอาไว้ แต่มองดูมันไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นว่าเดี๋ยวมันก็มา เดี๋ยวก็ไป ก็แค่นี้แหละ ก็แค้นแบบไม่ยึดติด มันน้อยลงไปเองโดยธรรมชาติ ไม่ใช่เวลาที่จะเยียวยาอย่างเดียว แต่เป็นความเข้าใจและมองเห็น ทำให้มันเบาบางไปเยอะ มีบ้างอยากจะตอบโต้ให้หายแค้น แต่ก็ยังก่อน พิจารณาก่อนว่าเราทำไปเพราะอะไร เพื่อสะใจแล้วได้อะไร ถ้าจะทำก็เพื่อสั่งสอนให้มันรู้มากกว่า ถ้าวันนึงธรรมะแก่กล้าแล้ว คงไม่รู้สึกอะไรเลบ แบบไม่ต้องไปกด ไปข่ม ไปปลง รู้สึกเฉยๆได้โดยธรรมชาติ ทุกวันนี้ก็เป็นอยู่ แต่จะเป็นเฉยแบบโหดมากกว่าวางเฉย

นี่แหละ ไอ้เป่าหมายที่อยากจะมีชีวิตที่สะอาด สว่าง สงบ มันเลยยิ่งมาใกล้ขึ้น ต้องรีบๆทำ งานก็ไม่เอาแล้ว โยนทิ้ง ดีว่ามีตังค์เยอะแล้ว ต่อไปก็สั่งสมสิ่งดีๆ ตามที่เคยสัญญาไว้ตอนร้องขอชีวิต ก็ดี ไม่งั้นคนกิเลสหนาอย่างเราไม่มีอะไรมากระตุ้นซะบ้าง อาจจะหลงระเริงอยู่กับโลภโกรธหลงไม่รู้เรื่องรู้ราว ไปวันๆ ก็แค่นั้น

ไม่รู้ดิ ชาตินี้คงไม่ได้เป็นหรอกเข้าสู่กระแสนิพพานไร ไม่หวังไกล หวังแค่ว่าชาติหน้าเกิดมาขอให้โชคดีได้พบพุทธศาสนาได้เข้าถึง ได้ไม่หลง ได้พบเจอของแท้และของดีและของจริง ได้มีปัญญาแยกแยะของจริงกะของหลอกล่อแบบชาตินี้ก็พอแล้ว แต่มีปัจจัยมากพอจะได้ทำสิ่งดี ได้ทำทาน ไม่ต้องเหนื่อยไม่ต้องทุกข์แต่ก็ไม่ติดสุข นี่แหละคือสิ่งที่ปรสถนา อยากสละเมื่อเรารู้แล้วว่าความสุขมันก็แค่นั้นแหละ ไม่ใช่สละเพราะทุกข์จนต้องพึ่งธรรม ความสุขมันสละยากกว่าทุกข์หลายเท่า ยังไงก็ต้องเกิดมาอีก ก็เกิดมาดีๆแบบไม่ต้องเป็นทุกข์เลยน่าจะดี ถ้าเกิดมาชาติภพใหม่ก็มีพร้อมทั้งรูปและทรัพย์สมบัติ แล้วก็สลัดมันออกหรือสละมันไป

งงไหม เริ่มเลยเวลาแล้วไม่ได้เรียบเรยง รีบๆเขียนให้จบ เอาไว้วันหลังจะมาขยายหรือแก้ให้อ่านแล้วไม่งงเผื่อใครเข้ามาอ่าน













 

Create Date : 04 ตุลาคม 2553
1 comments
Last Update : 8 ตุลาคม 2553 13:03:54 น.
Counter : 153 Pageviews.

 

"ความทุกข์คือความจริงอันประเสริฐ"

*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~



*~*~* แวะมาทักทายจ๊ะ..สุขสันต์วันสดใส ขอหัวใจเบิกบาน *~*~*

*~*~*~*~*~*~* ..HappY BrightDaY.. *~*~*~*~*~*

 

โดย: *~ต้นกล้า...ของหัวใจ~* 5 ตุลาคม 2553 16:06:16 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


pluffy
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ง๊างๆๆๆๆๆๆ(อ้าปากกว้างๆและตะโกนดังๆ) เป็นเสียงที่ชอบทำที่สุด บางทีก็แง๊งๆๆๆๆๆ แบบดังมากๆจนคนข้างๆหูแตกไปเรยทีเดียว แต่พอถามว่ารำคาญปะ กลับตอบมาว่า ไม่หรอก น่ารักจะตายไป (อิอิ สงสัยจะหลงเสน่ห์ข้าพเจ้าซะจนตาบอดหูบอดสนิท คริกๆ)
Friends' blogs
[Add pluffy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.