Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2559
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
27 พฤศจิกายน 2559
 
All Blogs
 
ฝนพรางฟ้า (๔.เงายมฑูต)









ฝนพรางฟ้า

บทที่ ๔ เงายมฑูต

www.go2writer.com


สร้อยทองเก็บงำความรู้สึกสงสัยไว้ในใจ มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่ขวัญข้าวจะเอ่ยชื่อนั้นพร้อมเธอ หากสิ่งที่ แผก คือสีหน้าของเจ้าตัวต่างหาก

ระคนทั้งยินดีและสร้อยเศร้า

หรือ... ขวัญข้าว... อินทร...

มองคนบอบบางที่เดินนำหน้าเคียงข้างสาวร่างท้วมเพื่อนของเจ้าหล่อนแล้ว ได้แต่บอกตัวเองให้เลิกคิด เรื่องบางเรื่องเป็นอจินไตย[1] มิอาจขบให้แตกตามตรรกะของปุถุชน

ขวัญข้าวไล้แผ่นไม้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่วางพาดบนโต๊ะ คะเนจากเนื้อไม้คงอายุหลายสิบปี แกะสลักลายเถาเครือ ตรงกลางเป็นดอกไม้ ก้านลายขมวดวนเป็นก้นหอย ประดับกลีบกนกคาบ

“นี่ใช่หำยนต์รึเปล่าคะ งานดี๊ดี” รติมาร้องเสียงแหลมเมื่อเจอชิ้นงานถูกใจ

“ใช่จ้ะ เพื่อนที่เชียงใหม่เขาเอามาขายให้”

“เป็นร้านรับแกะสลักหรือคะ” ขวัญข้าวถาม

“ชิ้นนั้นถอดจากเรือนจ้ะ ด้านหลังจะมีรอยนิดๆ”

คนตัวเล็ก บอบบาง ยกปลายด้านหนึ่งของแผ่นไม้ดูร่องรอยตำหนิตามที่เจ้าของบอก

“ทำไมเอาออกละคะคุณป้าขา หนูเคยได้ยินว่าคนเหนือเขาใช้เป็นเครื่องรางป้องกันสิ่งอัปมงคลนี่คะ”

“ช่วงนั้นมีกระแสของขึด[2]ในเชียงใหม่จ้ะ อย่างหำยนต์กับกาแลเดิมเชื่อว่าเป็นสิ่งมงคลประดับเรือน แต่นักวิชาการเขาโต้แย้งกันว่า เป็นการทำคุณไสยจากพม่า เพื่อข่มดวงเมืองเชียงใหม่ไม่ให้ผู้มีบุญมาเกิด”

“แปลก” ขวัญข้าวบ่นงึม

“เพื่อทำลายกำลังใจชาวล้านนาไม่ให้คิดกระด้างกระเดื่องน่ะจ้ะ อย่างตัวหงส์บนหลังคาวัดหนูเคยเห็นไหม เขาว่าหมายถึงหงสาวดี พอใครกราบไหว้พระ ก็เหมือนกราบไหว้พระเจ้ากรุงหงสาวดี”

“โห แค่ได้ยินหนูยังรู้สึกแย่เลยค่ะ เคยบูชาเป็นของดีแท้ๆ” รติมาพูดแจ้วๆ ดั่งนกขุนทอง “แล้วคุณป้ารับซื้อไว้ ไม่ถือเหรอคะ”

“ป้าดูเป็นศิลปะน่ะ” เจ้าของบ้านเพียงแค่ยิ้มๆ “อีกอย่าง มีนักวิชาการบางคนแย้งข้อมูลไว้เหมือนกันว่าไม่ถูกต้อง ป้าเลยฟังหูไว้หู”

“คิดบวกนะคะเนี่ย”

“ของที่นี่หลายชิ้นมีประวัติ พวกหนูทำร้านขายของเก่า คงเคยชินกับเรื่องพวกนี้”

ขวัญข้าวบุ้ยใบ้หาเพื่อน เธอไม่เคยเจอเองหรอก ส่วนใหญ่รติมาจะเล่าให้ฟัง

“บ่อยไปค่ะ อย่างผีผู้หญิงในกระจกโบราณ”

“ผีในกระจกหรือจ๊ะ” สร้อยทองสนใจ

“คืองี้ค่ะ” รติมาตั้งท่าเล่า

“แม่ม่ายตกงานคนหนึ่งพาลูกชายห้าขวบย้ายไปบ้านใหม่ที่ราคาถูกกว่า ทว่าพอเข้าไปอยู่กลับเจอเรื่องแปลกๆ เหมือนในบ้านไม่ได้มีแค่สองคนแม่ลูก แต่มีคนอื่นด้วย บางทีประตูหน้าต่างจะเปิดปิดเอง ดึกๆ ในห้องน้ำ จะมีเสียงฮัมเพลงเบาๆ ตอนเช้า บนหมอนหนุนก็มักมีเศษผมยาวๆ หล่น ทั้งที่เธอตัดผมซอยสั้น! แต่ถึงจะกลัว เธอก็ย้ายบ้านหนีไม่ได้เพราะไม่มีเงิน จนวันหนึ่ง เธอทำความสะอาดบ้านแล้วสังเกตเห็นรอยบิ่นนิดๆ ตรงกรอบกระจก แถมกรอบด้านนั้นสีไม่ค่อยเหมือนด้านอื่นๆ เธอเลยรู้สึกสังหรณ์ใจจึงรื้อดู ปรากฏว่าข้างในมีเศษกระดูกมัดสายสิญจน์ซ่อนไว้

“พอเอาไปให้พระดู ท่านบอกว่าเป็นกระดูกผี ชื่อคุณนก คุณนกนี่ตอนเป็นคนแกสวยมาก ชอบส่องกระจก แต่งหน้าทาปาก แต่สามีไม่ชอบเพราะคิดว่าแกจะนอกใจ เลยฆ่าทิ้ง ยังไม่พอ ทำคุณไสยขังวิญญาณคุณนกไว้ในกระจกอีก เพื่อจะได้อยู่กับเขาคนเดียว แม่ม่ายคนนั้นเลยขอให้พระท่านทำพิธีถอนอาคมจนเรียบร้อย คุณนกเลยมาเข้าฝัน บอกให้ไปสมัครงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง พอเธอลองไปสมัคร ก็ได้งานจริงๆ หลังจากนั้น ภายในบ้านก็ไม่มีเรื่องแปลกประหลาดอะไรเกิดขึ้นอีก

“จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง เธอต้องส่งลูกขึ้นรถโรงเรียน แต่ทุกอย่างกลับติดขัดเสียหมด ประตูห้องน้ำล็อกจากข้างใน น้ำไม่ไหล ทีวีเปิดเอง เธอเอะใจว่าต้องเป็นคุณนกแน่ๆ จึงขอให้หยุดแกล้ง แล้วพยายามเร่งลูก ยังไม่ทันพ้นประตูบ้าน ก็มีเสียงผู้หญิงดังข้างหู ‘อย่าไป!’

“ไม่ทันขาดคำ! ประตูก็กระแทกปิด เปิดยังไงก็เปิดไม่ออก จนขึ้นรถไม่ทัน สรุปว่า วันนั้นลูกชายของเธอเลยไม่ได้ไปโรงเรียน และไม่มีเด็กคนไหนในรถคันนั้นไปถึงโรงเรียนด้วย เพราะรถคว่ำ! เธอมารู้ทีหลังว่า ที่คุณนกไม่ยอมไปเกิดเพราะห่วงเธอกับลูก เธอเลยบอกคุณนกว่าไม่ต้องห่วง ขอให้ไปสุคติเถอะ

“คืนนั้น... ในความฝัน... คุณนกแต่งชุดสวย มีกลิ่นดอกมะลิหอมๆ มายืนข้างเตียง บอกเธอว่า ‘ดูแลตัวเองดีๆ นะ’ พอเธอสะดุ้งตื่น เห็นดอกมะลิในกำมือ ถึงรู้ว่า คุณนกไปสู่ภพภูมิใหม่แล้ว”

“โธ่” สร้อยทองอุทาน “น่าสงสาร หลังๆ มานี่ป้าไม่ค่อยได้ฟังเรื่องผีจิตใจดีนานแล้วนะจ๊ะ ส่วนใหญ่มีแต่ผีอาฆาต ฟังแล้วไม่กลัวผีเท่าไหร่ กลัวสิ่งที่อยู่ในจิตใจมากกว่า”

ขวัญข้าวอยากจะคิดอย่างเจ้าของบ้าน หาก... ในหัวใจมีคำถาม...

ผิดหรือที่จะแค้น

หลายต่อหลายครั้ง เวลาอ่านตำนาน เรื่องเล่า หรือกระทั่งนิทานสอนศาสนา เธอสงสัย... ทำไมคนถูกกระทำก่อนจนเจ็บแค้นอาฆาต กลับถูกพิพากษา ให้ผิดมากกว่าตัวต้นเหตุแห่งความแค้นเสียอีก

ถ้าการไม่ให้อภัยมันเลวทรามต่ำช้า คนก่อเรื่องไม่ยิ่งโสโครกกว่าหรอกหรือ!

มือบอบบางกำหมัดแน่น จิกเล็บลงในเนื้อ... ลึก...

“หนูขวัญล่ะจ๊ะ ชอบเรื่องผีแบบไหน”

เสียงนุ่มนวลของสร้อยทองดึงความคิดของขวัญข้าวกลับมา หาก... เธอไม่อยากพูดถึงประเด็นนี้

ไม่อยากให้ใครล่วงรู้...

รถยนต์คันหรูเลี้ยวผ่านมาทางหน้าบ้าน เทียบจอดใต้ร่มไม้ สาวผิวแทนก้าวลงรถ เจ้าหล่อนสวมชุดเดรสเปิดไหล่สีดำคัตติ้งดี บวกท่าเดินเชิดๆ ทำให้ดูเหมือนนางแบบ

ขวัญข้าวนึกขอบคุณที่เปรียวมาได้จังหวะ จะได้ไม่ต้องตอบคำถามน่าอึดอัดนั้น


“ดูของกันถึงไหนแล้วล่ะ” เปรียวถาม หลังทักทายสร้อยทองเรียบร้อย

“เกือบครบละ” รติมาตอบ ปลายเสียงเหวี่ยงนิดๆ แต่ติดจะเกรง ไม่กล้าแสดงอาการมาก “ว่าแต่แกเถอะ ทำไมมาเอาป่านนี้”

“ตื่นสายน่ะ เมื่อคืนทำงานดึก”

เห็นที คำว่า งาน ของเปรียว น่าจะเป็นงานเลี้ยงสังสรรค์

“แต่ถึงมาไวก็ช่วยอะไรไม่ค่อยได้ แกตาถึง ให้แกเลือกน่ะถูกแล้ว”

 รติมาพยายามระงับอารมณ์ คุยกับเจ้าของบ้านแทน ทั้งที่ในใจแทบจะเต้นเร้าๆ อีกแล้ว... มันเห็นฉันเป็นขี้ข้าอีกแล้ว!

“คุณป้าขา เห็นว่ามีผ้าซิ่นเก่าไม่ใช่เหรอคะ งั้นเราไปดูกันเถอะ... ไปขวัญ ทำงาน!”

ตีวัวกระทบคราดเสร็จ รติมาก็เดินตัวปลิว เกาะแขนคุณสร้อยทองนำหน้าไป

ขวัญข้าวเหล่มองกึ่งตำหนิคนมาใหม่นิดหนึ่ง หากเจ้าตัวไหวไหล่เบา ไม่แยแส เอื้อมมือไวมาดึงแขนเพื่อน

“เมื่อเช้า ฉันเจอพี่กุมภ์ด้วย” เปรียวกระซิบ

“ก็ดีนี่”

“ไม่อยากรู้เหรอ ว่าคุยอะไรกัน”

“สำคัญไหมล่ะ”

คนถามเสียงใสยากจะคาดคะเนความคิด ทว่าคนฟังหงุดหงิด กะจะยั่วให้โมโห เคลือบแคลงใจ แต่ขวัญข้าวกลับไม่สะทกสะท้าน... ไม่รู้ซื่อหรือโง่กันแน่!

“ใกล้วันเกิดแกแล้วนี่ พี่กุมภ์อยากรู้ว่าแกอยากได้ของขวัญอะไร”

“ไม่เอา!” ปฏิเสธดังลั่น จนตัวเองยังตกใจ ทั้งที่มิได้โกรธเกรี้ยว ไยกร้าวนัก

เธอไม่อยากได้อะไรจากกุมภ์ ไม่รู้ทำไม เอาเป็นว่าไม่อยาก ไม่อยากแม้กระทั่งหมั้น

ถ้าไม่ใช่เพราะวาจาที่พ่อเคยลั่น...

“ไม่เอา” พูดซ้ำคำเดิม แต่ลดน้ำเสียงลงมานิด “ฉันไม่ชอบรับของของใคร เปรียวก็รู้”

“แล้วพี่กุมภ์เขาเป็นใครที่ไหนล่ะ อีกหน่อยก็เป็นผัวแก”

นั่นสิ... อีกไม่นานเธอจะครบยี่สิบห้าปี คงไม่อาจบ่ายเบี่ยงได้มากกว่านี้

ไม่อยาก หาก... ช่างเถอะ...

ไว้ถึงตอนนั้นค่อยคิด!




บาร์เหล้ายามกลางวันเงียบสงบ ปราศจากเสียงอึกทึก ไม่มีแสงสี ไม่มีดนตรี มีเพียงแดดแรงกล้าลอดผ่านกระจกใส โต๊ะเก้าอี้ทุกตัวเก็บเรียบร้อย เหลือเพียงตัวที่อธิก์ครอบครอง

ชายหนุ่มนั่งชันศอก ซบหน้าลงฝ่ามือ บนโต๊ะมีขวดสุราเปล่าตั้ง พร้อมแก้ว และจานกับแกล้ม

“เอาอีกขวด” คนสั่งเสียงป้อแป้

ชายวัยเดียวกันนั่งทำบัญชีหัวยุ่งหลังเคาน์เตอร์เงยขึ้น รอบดวงตาหมองคล้ำ เขาเป็นคนตัวโต ค่อนไปทางท้วม ผิวพรรณหยาบกระด้าง มือหนึ่งกำปากกา อีกมือคีบบุหรี่

“ไอ้ห่า แดกเหล้าอย่างกะแดกน้ำ”

“มึงไม่ต้องเสือก ไอ้วิน” อธิก์ไม่พอใจ พ่นพูดน้ำลายกระเด็น “มึงเป็นใคร แม่กูยังไม่ห้าม กูกินกูจ่าย ไม่ได้ขอฟรี มึงควรจะดีใจซะอีก กูแดกเยอะๆ มึงจะได้รวยเร็วๆ”

ฮั่นแน่... มีการลำเลิกบุญคุณซะด้วย ไอ้เวร!

ไม่รู้ระหว่าง หมั่นไส้อยากถีบ กับ สมเพชเวทนา อารมณ์ไหนมากกว่ากัน

ตั้งแต่เปิดกิจการ อธิก์กลายเป็นลูกค้าประจำร้าน ถ้ามันเมาแล้วนิ่งๆ เงียบๆ เขาคงไม่ยุ่ง แต่ไอ้ห่านี่เมาแล้วชอบแกว่งตีนหาเสี้ยน จนเขาต้องหิ้วคอมันไปโยนทิ้งหลายหน

“เออ! ขอบใจที่ช่วยให้กูรวย”

หนุ่มเจ้าของร้านวางปากกาลงบนสมุดบัญชี หยิบเหล้าจากชั้น

“ทำตัวเหมือนเด็กขาดความอบอุ่น พ่อแม่มึงรักมึงจะตาย นี่ขนาด...” วินกดลิ้นไว้ทันไม่หลุดคำว่า ลูกเมียน้อย ออกมา “นี่ขนาดพ่อแม่มึง ตามใจมึงทุกอย่าง อยากได้อะไรแทบจะประเคนให้ มึงยังทำตัวเหี้ยขนาดนี้”

คนเมาตบโต๊ะปัง! ขวดเหล้าและแก้วเปล่าสั่น

“มึงจะรู้อะไร มึงไม่ใช่กู!”

อธิก์รู้สึกถึงรสขม... เฝื่อน... ระคายในลำคอ คำพูดของเพื่อนบาดยิ่งกว่าสุรา วินพูดถูก ทว่า... เพียงครึ่งเดียว ถึงมันจะเป็นเพื่อน แต่มันไม่เคยรู้จักตัวตนจริงๆ ของเขาหรอก ไม่เหมือนไอ้ทัน

ธรรม์ทัพ!

จำได้... เมื่อแรกพบ เขาเกลียดไอ้ทันที่สุด ราวอริแต่ปางบรรพ์ หากเมื่อรู้จักนานเข้า ความขุ่นข้องหมองหมางกลับจางละลาย ผันแปรเป็นความสบายใจทุกครั้งเมื่อได้สนทนา

แม้มันจะพูดน้อย ทว่า... ทุกถ้อยวาจาล้วนหนักหน่วง... เสียดลึก...

“ไอ้ทันไปไหน”

อธิก์ถาม ธรรม์ทัพอาศัยอยู่ห้องพักด้านหลังของบาร์เหล้า ตอนกลางคืนมันทำงานงกๆ ในครัว

“มีเรียนเช้า เดี๋ยวคงกลับ”

เจ้าของร้านวางขวดเหล้าลงบนโต๊ะ อธิก์ไม่รอช้า คว้ากระดกอึกๆ

“เฮ้ย! เบาหน่อย”

“เรื่องของกู”

ยังไม่ทันได้ดื่มต่อ เสียงเรียกเข้าก็ดังขึ้น ชายหนุ่มส่งเสียงจึ๊กจั๊กขัดใจ ล้วงโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงออกมารับ

“นี่แม่นะ” เสียงจากปลายสายค่อนข้างอ่อน “อธิก์ว่าไหม”

“มีอะไร”

“เย็นนี้กลับบ้านรึเปล่า”

“มีอะไรแม่!” น้ำเสียงราบเรียบเริ่มติดอารมณ์กรุ่น

“แม่มีธุระอยากให้ช่วย”

“โว้ย น่ารำคาญ! แม่พูดมาทีเดียวให้มันจบเลยได้ไหม ค่อยๆ ขยักอยู่ได้ มีอะไรว่ามาดิ!”

“จ้ะๆ แม่ผิดเอง” คนปลายสายทำเสียงหวานเข้าสู้ “แม่อยากชวนอธิก์ไปซื้อของขวัญวันเกิดให้พี่ขวัญเขา ไปเป็นเพื่อนแม่หน่อย”

“ซื้อให้มันทำไม รวยขนาดนั้น มันไม่เห็นหัวแม่หรอก”

“เราต้องผูกมิตรกับเขาเอาไว้” แม่พยายามกล่อม “ตอนนี้ไม่มีพ่อ ถ้าเราลำบาก ยังไปขอความช่วยเหลือจากเขาได้”

ขอได้กับผีล่ะสิ! เมื่อเช้าเขาขอยืมเงินแค่ไม่กี่ล้านยังถูกปฏิเสธ

“ไม่ไป แม่ก็ไม่ต้องกระแดะหาซื้ออะไรให้มันด้วย”

“แต่แม่...”

“อะไร!!” อธิก์ตวาด

“ไม่มีอะไร แม่แค่อยากให้อธิก์กลับบ้าน เย็นนี้แม่ผัดขี้เมา...”

ชายหนุ่มตัดสายฉับ!

หาก... เสี้ยววินาที ความรู้สึกแย่ๆ กลับหลั่งล้นท้นท่วมจิตสำนึกอันร่อยหรอ เขาไม่น่าพูดกับแม่แรงเพียงนั้น อย่างไรก็มีแม่คนเดียวที่คอยเอาใจ

ในขณะที่พ่อแทบจะไม่มองหน้าเขาเลยสักครั้งตั้งแต่เขาจำความได้

เหอะ... นี่ล่ะ... ไอ้ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอนตัวจริง!

ยัดโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงตามชินก่อนโผเผลุก

“มึงจะไปไหนอีกวะ” วินถาม

“กลับบ้าน”

“ขับรถไหวเรอะ”

“ไหว”

อธิก์โบกไม้โบกมือ พอคืบเท้าได้ก้าวเดียวก็เซแถ่ดๆ วูบล้ม พลัน! มือใครสักคนหิ้วคอเสื้อเขาทันท่วงทีก่อนหน้าจะจ้ำพื้น

พอแหงนมอง จึงเห็นชายหนุ่มตัวสูง ดวงตาคู่คมกล้าสีดำสนิทใต้โค้งคิ้วเข้มจดจ้องลงมาราวจะล้วงลึกถึงวิญญาณ

 “มาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ ไอ้ทัน!”

ธรรม์ทัพปล่อยอธิก์ลงเก้าอี้ เพื่อน... พอนั่งได้ก็คว้าแก้วเหล้าหมับ เตรียมกระดกต่อ ชายหนุ่มตัวสูงฉวยชิงรวดเร็ว อธิก์จะร้องค้าน หากพอถูกจ้องก็บ่นอุบอิบ เสียงอ่อน

“ไอ้นี่... แย่งเหล้ากู”

เจ้าของร้านซึ่งเฝ้ามองอยู่กลั้นขำไว้ไม่ไหว

“ไอ้อธิก์ ไอ้เวร ทีกูล่ะ มึงด่ายาวเป็นขบวนรถไฟ พอเป็นไอ้ทัน มึงด่ามันแค่ห้าพยางค์ กูเชื่อเลย”

“มึงกล้าด่ามันไหมล่ะ” อธิก์โต้ไม่ยอมแพ้

“เอ้า กูไม่มีเรื่องต้องด่ามันนี่หว่า” เจ้าของร้านยักไหล่ ถ้าจะให้ตอบตรงๆ ถึงมีเรื่อง ก็ไม่กล้า

คนตัวสูง แม้จะสวมชุดนักศึกษาขาวสะอาด แขนเสื้อพับร่นมาครึ่งศอก หากงาม... สง่า... โดยเฉพาะดวงตาประกายคล้ายแสงสะท้อนปลายดาบ ที่แม้ไม่ทำให้หวั่นกลัว... แต่เกรง... จนขนาดเพื่อนในรุ่นแอบพูดลับหลัง

ถ้าใครทำผิด อย่ามองตามันตรงๆ!

โคตรละอายใจ!

คนมีตา พิเศษ ไม่อยากให้เพื่อนทั้งสองคุยเลยเถิด พอสบจังหวะจึงเปรยถาม

“ยังไม่ค่ำ ทำไมรีบเมา”

“มันเคยมีเหตุผลเหรอวะ”

“กูได้ยินนะไอ้วิน กูแค่ไม่อยากเถียงกับมึง” อธิก์คำรามในคอ ก่อนจะอธิบายให้ธรรม์ทัพฟังต่อ “กูขอยืมเงินอีขวัญพี่กู มันไม่ยอมให้ เงินพ่ออยู่ที่มันเยอะแยะ กะจะฮุบคนเดียว สันดานลูกเมียหลวง! ส่วนกูเป็นแค่ลูกเมียน้อยไง เออ! แล้วลูกเมียน้อยมันไม่ใช่คนเหรอวะ!”

ด้วยความเคยชิน มือใหญ่ซีดหมายจะคว้าขวดสุรา หากคนนั่งใกล้ว่องไวกว่า ขยับขวดออกห่าง ท่วงท่าละมุนละม่อม อธิก์เลยบ่นต่อ

“กูเกลียดมัน ผู้หญิงห่าอะไรโคตรน่าเบื่อ มีแต่พ่อน่ะรัก!”

ธรรม์ทัพไม่ค่อยชอบใจนักที่อธิก์พูดคำด่าคำ โดยเฉพาะยามเอ่ยอ้างถึงพี่สาว ปมด้อยที่เกิดเป็นลูกเมียน้อย พ่อไม่รัก แม่เลี้ยงดูผิดวิธี หาใช่ความชอบธรรมที่เขาจะใช้อ้างในการล่วงล้ำผู้อื่นทั้งทางวาจาและพฤติกรรม

แต่... นั่นแหละ... เขามานี่ เพื่อการนี้มิใช่หรือ...

อธิก์คือหนึ่งในห้าคนที่เขาต้องช่วยชีวิต!

“ถ้ากูไม่เกิดมา คงดีกว่า”

ธรรม์ทัพบีบบ่าเพื่อนหนักแน่น... นุ่มนวล... ภายใต้เสื้อผ้าหรูดูแพง เนื้อกายนั้นกลับผอมจนกระดูกโปน

เบื้องหลังความหยาบกักขฬะ อธิก์เหมือนลูกไก่หนาวสั่นในวัสสานฤดู

“ทำไมไม่อยากเกิด”

“ถ้าไม่มีกูสักคน!” อธิก์บดฟันดังกรอด “กูเกลียดพวกมัน! เกลียดจนถึงกระดูกดำ!”

“มึงเกลียดพ่อกับพี่มึงมากใช่ไหม” ธรรม์ทัพถาม

“เออดิ!”

“มึงเลยพยายามทำให้พวกเขารู้ว่ามึงเกลียดแค่ไหน”

“ใช่!!”

“หรือมึงแค่อยากถามพวกเขาว่า ทั้งที่มึงรักเขาขนาดนี้ ทำไมเขาถึงไม่รักมึงมั่ง”

อธิก์นิ่งงัน ปากขยับอยากคัดค้าน หากไม่มีเสียงจากลำคอ

จะเป็นงั้นได้ไง กูจะรักคนพวกมันทำไม ไร้เหตุผล!

“กูง่วงแล้ว” อธิก์เอ่ยค่อย มือสั่น ริมฝีปากเม้มปิดสนิท นัยน์ตาอุ่นจนต้องกะพริบถี่ “กูจะนอนห้องมึง หัวค่ำปลุกด้วย”

ธรรม์ทัพรู้ดีว่าไม่ควรเซ้าซี้ต่อ แม้การ ขยี้ อาจทำให้อธิก์รู้จักตัวเองดีขึ้น แต่จิตใจอันอ่อนแออาจแหลกสลายได้ในพริบตา... ยังไม่ถึงเวลา เขาไม่อยากเสี่ยง

“อือ” เขาตอบเรียบ

อธิก์เดินโซเซไปทางประตูด้านหลัง ท่าเดินโงนเงน ไหล่ห่อเหี่ยว ธรรม์ทัพมองตาม สูดลมหายใจลึก...

เขายังมีอีกที่ที่ต้องไปจัดการ



หลังกลับจากอยุธยา ขวัญข้าวแยกย้ายกับเพื่อน โดยขอให้รติมามาส่งยังร้านหนังสือเจ้าประจำ ที่นี่มีหนังสือเก่าๆ ซึ่งหาได้ยากค่อนข้างเยอะ ถือเป็นคลังความรู้หลักของเธอ

หาก ถ้อยคำก่อนร่ำคลาของเปรียวยังดังสะท้อนในหัว

“อย่าลืมล่ะ คิดไว้บ้างว่าอยากได้อะไร เล็กน้อยก็เอาเถอะ สงสารคนที่เขาอยากให้ เสียน้ำใจหมด!”

หนักใจไม่น้อย สงสัยกลับบ้าน คงต้องเปิดหาในอินเตอร์เน็ตล่ะมั้ง ว่าผู้หญิงควรอยากได้อะไรจากคนรัก

บนชั้น หนังสือเก่ามากมายวางเรียงราย กลิ่นกระดาษอวล สำหรับคนอื่นกลิ่นนี้คงนำพามาซึ่งความน่าเบื่อ แต่ขวัญข้าวกลับชอบ หนังสือทุกเล่ม ถ้อยคำทุกคำ คือสิ่งเดียวที่จรรโลงใจ

ละม้าย... ตนต้องต่อสู้มาเนิ่นนาน จึงจะได้เรียน... และ รู้...


“ผู้หญิงเรียนไม่ได้รึเจ้าคะ กำลังหญิงอาจไม่เท่าชาย แต่สติปัญญาคงมิห่าง”

“เจ้าอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ครั้นออกเรือนมีผัว จะรู้เยอะไปไย”

“ไว้สอนลูกสอนหลาน ให้ทันคนสิเจ้าคะ”

“ลูกหลานเจ้าคงได้เถียงเจ้าตะพึดตะพือเยี่ยงนี้


เสียง... ไกลลิบ จาก... สักแห่ง กังวานเข้ามาในความทรงจำ เป็นความรู้สึกลึกล้ำ แน่นตรึง

ครั้นมองดูยุคสมัยที่เปลี่ยนแปร ความรู้ส่งต่อกันง่ายดาย รัฐบาลสนับสนุน สื่อต่างๆ มีมากขึ้น แต่คนขวนขวายกลับลดน้อย...

เสียงกระดิ่งกังวาน พร้อมการทักทายของพนักงานต้อนรับ แสดงว่าคงมีคนมาหาซื้อหนังสือ ขวัญข้าวไม่สนใจนัก ในโลกของตัวอักษร ล้วนกว้างใหญ่ไพศาล มีที่สำหรับทุกคน... ไม่คับแคบ... ไม่เดียวดาย

เอาเข้าจริง แม้จะรู้ว่าต้องหาข้อมูล หากคนช่างคิดกลับไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน

เรื่องที่คุณสร้อยทองเล่า เกิดช่วงอยุธยาตอนปลาย ก่อนสงครามเสียกรุงครั้งที่สองเพียงไม่กี่ปี บันทึกประวัติศาสตร์จึงมีแต่การศึก

ไม่เพียงแค่ยุคนั้นหรอก  หากในทุกสมัย บันทึกจะมีแต่เหตุการณ์สำคัญระดับชาติเท่านั้น น้อยครั้งถึงจะพบเรื่องราวของชาวบ้านทั่วไป ที่เรียกว่าเกล็ดประวัติศาสตร์

คดีของอินทร ไม่สำคัญพอที่พงศาวดารจะจารึก!

“คุณเคยอ่านเล่มนี้รึเปล่า”

ขวัญข้าวชะงักกึกเมื่อจู่ๆ มีหนังสือเก่ายื่นมาตรงหน้า คนตัวสูงในชุดนักศึกษายืนใกล้ สีหน้านิ่งๆ หากในประกายตาเปี่ยมอาทร

แม้ริมฝีปากจะไม่ยิ้ม แต่ดวงตาวะวับ!

คุ้นหน้า... คลับคล้ายเคยเห็น... แต่จำไม่ได้

“ลองเอาไปอ่านไหม เผื่อจะมีเรื่องที่คุณสนใจ”

“รู้เหรอ ว่าฉันสนใจเรื่องอะไร”

ดวงหน้าอ่อนใสของชายหนุ่มโคลงเบา ย่นจมูกแบบเด็กๆ คำตอบนั้นซื่อตรง

ออกจะตรงเกินไปด้วยซ้ำ

“ไม่รู้... แค่อยากหาเรื่องทัก”

ทั้งที่อากาศภายในร้านค่อนข้างเย็น ทำไมตอนนี้กลับร้อนจนเหงื่อซึม

อยากมุดหายเสียจากตรงนี้!

ปากที่ปกติแค่หนัก บัดนี้กลายเป็นหิน ไม่ขยับ จนบุรุษร่างสูงต้องเอ่ย

“คุณมาที่นี่ประจำเหรอ”

ใจอยากจะถาม ‘จะรู้ไปทำไม’ หากสิ่งที่พูดคือ

“ร้านประจำ แต่ไม่มาบ่อย”

“งั้นนี่ก็เป็นพรหมลิขิตล่ะสิ” คนถามเลิกคิ้ว แสงที่ตกกระทบดวงหน้าคมคายของเขาทำให้นึกถึงแอนดิเมียน[3] หนุ่มน้อยที่เทพีดวงจันทร์หลงรัก

ชายหนุ่มชูหนังสือล่อหน้า ริมฝีปากหยักได้รูปยิ้ม... แวบวาบ... คล้ายสายฟ้า

“ผมจะซื้อเล่มนี้ให้คุณ ถือเป็นของขวัญที่เราได้พบกัน”

คน ไม่ชอบรับของใคร กลับนิ่ง เหมือนจะยอมรับโดยดุษณี

“ตกลงตามนี้นะ”

คนตัวสูงหลิ่วตา ถือวิสาสะจูงมือเธอไปยังเคาน์เตอร์ สมองคิด... ควรจะดึงมือออก ไม่รู้จักมักจี่กันแท้ๆ หาก... เท้ากลับก้าวตามต้อยๆ นี่เธอโดนยาป้ายรึเปล่า!

ไม่ใช่หรอก สายใยเบา... บาง... หากเหนียวแน่นต่างหาก รัดรั้งไว้


รอนรอนอ่อนแสงสุริยง

                ใจคนมิดำรงคงชั่วฟ้า

                เพียงกะพริบลิบหายในสายตา

                สิเน่หามัดเงื่อนยังเลื่อนคลาย


“เรา... เคยรู้จักกันมาก่อนไหม” คิ้วบางขมวดนิด

“ถามแบบนี้ คุณจะจีบผมหรือไง”

ดวงหน้าหวานละมุนเริ่มบึ้งตึง คนถามหัวเราะ ดีใจที่แหย่เธอสำเร็จ

“ที่งานเสวนา ผมเห็นคุณบนเวที”

ไฟในหัวสว่างวาบ นึกออกแล้ว! ชายหนุ่มผู้โดดเด่นท่ามกลางกลุ่มคน

แม้จะเร้นกาย แต่ไม่มิด

ความสงสัยในวันนั้นพรูกลับเข้ามาในสำนึกอีกครา

“นายเป็นคนส่งคำถามขึ้นมาใช่รึเปล่า”

“คำถามอะไร”

“ก็...” คำถามเกี่ยวกับวังวนความแค้น วัฏฏะอันไม่รู้จบ “มีคำถามเดียว”

ชายหนุ่มหัวเราะนิดนึงให้ตัวเอง หันมาสบตาตรงๆ

“ถ้างั้นก็ใช่... ผมถามคุณเอง”

“ทำไม”

“คุณเคยเห็น เงายมทูตไหม”

คราวนี้ ดวงหน้าเปื้อนยิ้มมาโดยตลอดเริ่มเจื่อน ส่อแววเครียดเคร่ง ดวงตาคมกล้าของเขาจดจ้องเธอไม่ละวาง... ไม่สิ ไม่ใช่จับที่เธอ หากแลเลยไปทางด้านหลัง ข้ามบ่า

“ผมเห็นเขา ยืนข้างหลังคุณ!”



>>>โปรดติดตามตอนต่อไป


[1] อจินไตย แปลว่า สิ่งที่ไม่ควรคิด หมายถึง สิ่งที่ไม่อาจวิเคราะห์ด้วยตรรกะสามัญ สิ่งที่ยากเกินความเข้าใจของปุถุชน ไม่มีคำตอบสิ้นสุด อจินไตยตามคำสอนในพุทธศาสนามี ๔ อย่าง ได้แก่ พุทธวิสัย, ฌานวิสัย, กรรมวิสัย และ โลกวิสัย

[2] ขึด ในภาษาล้านนา แปลว่า สิ่งไม่ดี อัปมงคล เสนียดจัญไร หากใครประพฤติสิ่งเหล่านั้นแล้ว จะต้องพบแต่เรื่องหายนะ

[3] แอนดิเมียน (Andymion) เป็นชายหนุ่มรูปงาม ตามตำนานกรีกเล่าว่า ขณะที่เขานอนหลับบนทุ่งหญ้ากว้าง เทพีอาร์เทมิสได้ขับราชรถผ่านมาเห็นจึงตกหลุมรักและแอบมอบจุมพิตให้เขาทุกคืน แต่ทั้งคู่ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้เพราะอาร์เทมิสเคยสาบานจะรักษาพรหมจรรย์ สุดท้ายจึงแอนดิเมียนจึงขอพรกับเทพเจ้าซูสให้ตนเองหลับไปตลอดกาล เพื่อจะได้ฝันถึงเทพีอาร์เทมิสทุกๆ คืน



[หมายเหตุ* นิยายเรื่อง ฝนพรางฟ้า(ฉบับใหม่) อัพเดทสามที่นะครับ มีใน bloggang, dek-d, และ www.go2writer.com หากพบเจอที่อื่น แปลว่าโดนผีหลอกนะครับ เพราะตัวจริงไม่ได้อัพ ฮ่า ฮ่า... จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน]




Create Date : 27 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2559 22:08:55 น. 0 comments
Counter : 572 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
ploy666
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




หนังสือที่มีวางจำหน่ายเฉพาะในบล็อก
http://ploy666.bloggang.com




ชื่อเรื่อง : เศวตธามัน (บัลลังก์ศศิธรา)
นามปากกา : สิตาปางค์
ประเภท : จินตนิยาย , โรแมนติก
รูปเล่ม : ขนาด 700 หน้า A5
ออกแบบปก : Little thing

ราคา : 850.- บาท
ยังมีสินค้าเหลือเล็กน้อยค่ะ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
../viewdiary.php?id=ploy666&group=28

สั่งซื้อที่ : vr.molecules@จีเมล.com
** แทนที่ จีเมล ด้วย gmail

หมายเหตุ : งดใส่ลายเซ็นนักเขียนทุกกรณีค่ะ

** ***********************************



ชื่อเรื่อง : เงาบรรณ
นามปากกา : ลายน้ำ
ราคา : 259.- บาท
สั่งซื้อที่ (ยุติการสั่งซื้อ)

สินค้าหมดค่ะ



****************

นิยายที่อัพล่าสุดคือเรื่อง

รอยทรายบนลายรัก
...และ...
กระต่ายในใจจันทร์



***********

เมื่อคุณเริ่มก้าวแรก
ก้าวต่อไปมันก็ไม่ได้ง่ายอยู่ดี

...เพียงแต่...

เราเคยผ่านมันมาแล้ว!

Ploy666.



************

หมายเหตุสักนิดค่ะ...

ถ้าเป็นไปได้ งดการแปะรูปใส่คอมเม้นท์นะคะ
เจ้าของบล็อกเข้าหน้าจอไม่ได้จ้า เน็ตห่วยมากมาย

ขอบคุณคนใจดีทั้งหลายล่วงหน้าค่ะ


**************

เนื้อหาต่างๆที่อัพในบล็อก
สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย


Friends' blogs
[Add ploy666's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.