"แล้วแลอยู่ เป็นแค่สร้อยคำ" ความเข้าใจผิดครั้งกระโน้น
กระทู้นี้มีที่ผิด กรุณาอ่านตอนจบ


"............แล้ว แลอยู่" เป็นแค่คำสร้อย ไม่ได้มีความหมายพิเศษ

ออกตัวซะหน่อย

จริงๆ กระทู้นี้เป็นกระทู้เฉพาะกิจ
ไม่ค่อยมีประเด็นอะไรสมควรแก่การตั้งกระทู้ขึ้นมาหรอกครับ  
ต้องขออภัยที่ทำให้เปลืองเนื้อที่บอร์ดโดยใช่เหตุ

เรื่องของเรื่องคือ มีท่านที่คาใจเรื่อง "แล้วแลอยู่" ที่ผมไปท้วงไว้
ก็เลยตั้งกระทู้ถาม  จริงๆ ก็ไม่ได้ถามเจาะจงผมแหละ
แต่เนื่องจากแกอ้างคห.ผมเป็นเหตุ ก็เลยคิดว่าควรรับผิดชอบสักหน่อย

ทีนี้กระทู้ของแกมีข้อแม้จุกจิกอะไรพิลึกๆ เต็มไปหมด(อิอิ)
ก็เลยคิดว่า เราจะไปยุ่งยากลำบากในนั้นทำอะไร
เราตอบตรงนี้ เป็นอิสระกว่ากันตั้งเยอะ : )

เพราะงั้น ใครหลงเข้ามา ก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ
------------------------------------------------------

เข้าเรื่อง

คำศัพท์ที่ไม่มีความหมายพิเศษ
แต่ถ้าไปคิดว่ามีความหมายที่ต้องสนใจเป็นพิเศษ
ก็คือสนใจผิดจุด กำหนดผิดที่
กรณีกระทู้นี้ไม่ค่อยเท่าไร แต่บางกรณี
อาจทำให้เข้าใจผิดทั้งประโยคก็มี

คำว่า แล้วแลอยู่ นี้ก็ไม่มีความหมายเป็นพิเศษอะไร
เป็นแต่คำสร้อยที่ต่อมาให้ไพเราะ
เป็นสำนวนเฉพาะของผู้แปลฉบับนั้นๆ
แต่มีท่านที่เข้าใจผิดว่าเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญ จำต้องเน้นให้มาก
เรื่องทั้งหมดก็มีเท่านี้เอง


ภาพจากพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน
//rirs3.royin.go.th/new-search/word-search-all-x.asp



จากคุณ : ปล่อย 
เขียนเมื่อ : 10 ก.ย. 52 00:33:13 


      ความคิดเห็นที่ 1

      ข้อสังเกตว่า คำว่า แล้วแลอยู่ ไม่ใช่คำสำคัญ
      นี้สังเกตง่ายมาก

      ก็คือ อย่างที่ทราบกันว่าภาษาบาลีแปลไทย จะมีข้อจำกัดทางการแปลอยู่
      เพราะงั้น ถ้าเกิดสงสัยสำนวนแปลขึ้นมา วิธีที่ง่ายอย่างหนึ่งก็คือ
      เอาสำนวนแปลแบบอื่นๆ มาเทียบเคียง

      อย่างคำว่า แล้วแลอยู่ นี้ ถ้าเกิดเป็นคำสำคัญมาความหมายเฉพาะที่ต้องเน้น
      คิดหรือว่า สำนวนแปลทั้งหลายจะทิ้งข้าม ไม่ได้เน้นไว้
      ----------------------------------------



      จากพระสูตรเดียวกัน

      1.สำนวนแปลฉบับท่านพุทธทาส

      ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสมาธิเป็นอย่างไรเล่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในกรณีนี้
      สงัด แล้วจากกามทั้งหลาย สงัดแล้วจากธรรมที่เป็นอกุสลธรรมทั้งหลาย
      เข้าถึง ปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก แล้ว แลอยู่...ฯลฯ



      2.สำนวนแปลฉบับฉบับสยามรัฐ
      //84000.org/tipitaka/read/?10/299
                  สัมมาสมาธิ เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจาก
      อกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
      เธอบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะ
      วิตกวิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอมี
      อุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน
      ที่พระอริยทั้งหลาย สรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข
      เธอบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัส
      โทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ อันนี้เรียกว่า สัมมา-
      *สมาธิ ฯ



      3.สำนวนแปลฉบับไหนไม่ทราบ
      //budsir.mahidol.ac.th/cgi-bin/Budsir.cgi/SearchItem?mode=0&valume=10&item=299&Roman=0
           สัมมาสมาธิ เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจาก
      อกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
      เธอบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะ
      วิตกวิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอมี
      อุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน
      ที่พระอริยทั้งหลาย สรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข
      เธอบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัส
      โทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ อันนี้เรียกว่า สัมมา-
      สมาธิ ฯ



      4.สำนวนแปลฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย
      จากโปรแกรมครับ วันนี้ก็อปตัวหนังสือมาเป็นภาษาต่างดาว ใส่รูปแทนแล้วกัน


      จากคุณ : ปล่อย 
      เขียนเมื่อ : 10 ก.ย. 52 00:47:46 





      ความคิดเห็นที่ 2

      หรือจะกลับไปดูต้นฉบับบาลีเลย
      //budsir.mahidol.ac.th/cgi-bin/Budsir.cgi/SearchItem?mode=1&valume=10&item=299&Roman=0

      กตโม จ ภิกฺขเว สมฺมาสมาธิ ?

      อิธ ภิกฺขเว วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชํ ปีติสุขํ ปฐมชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ.

      วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทนํ เจตโส เอโกทิภาวํ อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธิชํ ปีติสุขํ ทุติยชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ.

      ปีติยา จ วิราคา อุเปกฺขโก วิหรติ สโต จ สมฺปชาโน, สุขญฺจ กาเยน ปฏิสํเวเทติยนฺตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ "อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารีติ" ตติยชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ.

      สุขสฺส จ ปหานา ปุพฺเพวโสมนสฺสโทมนฺสสานํ อตฺถงฺคมา อทุกฺขํ อสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ จตุตฺถชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ;

      อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สมฺมาสมาธิ.



      คำลงท้ายของฌานแต่ละขั้น คือคำว่า อุปสมฺปชฺช วิหรติ
      คำแปลของคำนี้ ได้มาจากที่อรรถกถาท่านแปลให้ไว้

      เกี่ยวอะไรกับกิริยาหรือเจตนา  "แล"  หรือเปล่า?
      อันนี้ก็ชัดอีก
      v
      v
      //84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=9&i=260&p=1



      จากคุณ : ปล่อย 
      เขียนเมื่อ : 10 ก.ย. 52 00:57:45 





      ความคิดเห็นที่ 3

      สุดท้าย คำถามทำนองว่า

      ถ้าไม่มีคำว่า "แล้วแลอยู่" แปลว่าพระพุทธองค์ตรัสให้ภิกษุเจริญฌานแบบหลับไหล หรือมิจฉาสติใช่ไหมครับ


      คำถามนี้เกิดจาก ความเข้าใจผิดซ้อนทับกัน 2 ชั้น
      1.อย่างที่บอกแล้วว่า เพราะเข้าใจคำที่ไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ
      ไปเป็นคำสำคัญชนิดเป็นกุญแจหรือหัวใจของประโยค
      ก็เลยทำให้เข้าใจทั้งประโยคผิด

      2.ความเข้าใจผิดอย่างที่สองก็คือ คิดว่าถ้าไม่มีคำว่า แล้วแลอยู่ เสียแล้วไซร้
      (แล้วไซร้นี้ก็คำสร้อยนะ อิอิ)
      บทสัมมาสมาธิก็จะกลายไปเป็นสมาธิแบบหลับไหลทั้งบทไปเลย

      ทั้งๆ ที่ต่อให้ไม่มีคำว่า แล้วแลอยู่ ในบทยังมีคำตั้งมากมาย ที่บ่งบอกว่า
      ในนั้นมีสติ ประกอบด้วยสติอยู่ในบท  

      อันนี้กลายเป็นว่า คำๆเดียวบังทั้งประโยคไปเลยหรือเปล่า?
      ถ้าไม่มีคำนั้นอยู่ คำว่าสติทั้งหลายในบทที่ท่านเอ่ยถึงเป็นอันโมฆะหมด
      (ในความคิดของคนถาม)

      จากคุณ : ปล่อย 
      เขียนเมื่อ : 10 ก.ย. 52 01:10:48 






หมายเหตุ
1.ก้อปและตัดแต่งจากกระทู้ตามชื่อข้างต้น ลิงค์กระทู้นี้หายไปแล้ว แต่บังเอิญพบไฟล์ที่เซพไว้

2.กระทู้นี้ตั้งเพื่อชี้แจงกึ่งแย้งค้านกับบุคคลหนึ่ง
ตอนนั้นคนตั้งก็มั่นใจมาก กระทู้ก็มีคนให้กิฟท์หลายคนอยู่ คนตั้งก็รู้สึกกระหยิ่มภูมิใจ : )
แต่ว่า....

3.สิ่งที่แย้งกันคือ คำว่า แล้วแลอยู่  บุคคลนั้นเห็นว่า หมายถึง ทำแล้ว แล(ดู)อยู่ แลนี้หมายถึงมีสติมอง
ผู้เขียนตอนนั้นเห็นว่า "แล้ว แลอยู่" เป็นเพียงคำสร้อยไพเราะ คือความหมายเท่ากันกับ ทำสิ่งใดๆ "แล้วเสร็จ"

ความเข้าใจปัจจุบันคือ แล้วแลอยู่ หมายถึง ทำสิ่งใดๆ แล้ว และก็อยู่ในอาการนั้นๆ ต่อ
คำว่า แล นี้ ท่านผู้แปลอาจประสงค์ให้เป็นคำสร้อยเพื่อความไพเราะ หรืออาจจะมีความหมายว่า "และ" ก็ไม่รู้ได้
แต่ที่แน่ๆ คือ คำว่า อยู่ นี้ไม่ใช่คำสร้อย หากเป็นคำมีความหมาย ฉะนั้น แล้วแลอยู่ จึงมีความหมาย



4. อรรถกถา อีกแห่ง แสดงความหมายของ วิหรติ ไว้ว่า



5.เรื่องนี้ ความจริงผู้เขียนก็ไม่ได้รู้ด้วยตัวเอง หากไปอ่านเจอกระทู้ที่มี "ผู้รู้กว่า" มาตอบ เลยได้ปรับปรุงความเข้าใจให้ดีขึ้น
//topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2010/10/Y9866538/Y9866538.html


6.กรณีนี้ บอกผู้เขียนสองเรื่อง
- เคยคิดว่าท่านผู้แปลท่านนั้น เสริมคำ "แล้วแลอยู่" เข้ามาเพื่อไพเราะ
การณ์กลับว่า ท่านแปลรอบคอบได้ความหมายดีแล้ว  ขอขมาด้วยครับ __/__

- เรื่องใดๆ แม้นึกว่าค้นมาดีแล้ว ทั้งมีคนรอบข้างชื่นชมเห็นด้วย
แต่ก็ไม่ควรปลงใจว่าจะถูกต้องแน่แล้ว ความเป็นจริงไม่ขึ้นกับจำนวนคนที่เชื่อ ยิ่งไม่ขึ้นกับเรา

7. ส่วนบุคคลที่ผู้เขียนแย้งค้านคราวนั้น ปัจจุบันผู้เขียนก็ยังยืนความคิดเหมือนเดิมว่าเขาเข้าใจคำว่า แล้ว "แลอยู่" ผิด
แต่อย่างไรก็ตาม ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเข้าใจเรื่องนี้ของเขา อยู่ใกล้เคียงความหมายจริงๆ กว่าผู้เขียนตอนนั้น : )





Create Date : 14 สิงหาคม 2555
Last Update : 15 สิงหาคม 2555 0:33:14 น.
Counter : 681 Pageviews.

0 comments

ปล่อย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Group Blog
สิงหาคม 2555

 
 
 
1
2
3
4
5
7
8
9
10
11
12
13
15
16
17
18
19
21
22
23
24
25
26
28
29
30
31
 
 
All Blog