พระไตรปิฎกแปลไทย ความหมายอาจตกหล่น
.



จากหนังสือ "คนไทยใช่กบเฒ่า" โดยพระพรหมคุณาภรณ์
ลิงค์โหลดอ่าน //www.watnyanaves.net/th/book_detail/530

จะเอาข้อมูลเดิมไว้ หรือพอใจแค่คำแปล

เมื่อรู้ทันแล้ว ตอนนี้ขอวกกลับมาที่เรื่องของเรา ขอทำความ
เข้าใจว่า ในตอนนี้ เพื่อความสะดวก ขอเอาวัชรยานของทิเบตรวม
ไว้ในมหายาน จะพูดแบบมี ๒ นิกายใหญ่ คือ มหายาน กับ เถรวาท
นอกจากนี้ เมื่อพูดพาดพิงเรื่องอดีตครั้งยังมีนิกายย่อยอื่นๆ
ถ้าพูดถึงคำว่าหินยาน ก็ดี คำว่าอาจริยวาท ก็ดี ก็ขอให้เข้าใจตาม
ที่ได้อธิบายมาแล้ว


ได้บอกแล้วว่า เถรวาทรักษาธรรมวินัยตามพุทธพจน์ของ
เดิมเท่าที่รวบรวมไว้ให้คงอยู่ในพระไตรปิฎกบาลี และถือปฏิบัติ
ตามวินัยที่เป็นพุทธบัญญัติเดิมให้เต็มเท่าที่จะเป็นไปได้
ส่วนทางมหายานก็อาศัยพระไตรปิฎกที่สืบมาตามสาย
อาจริยวาทของตนนั่นเอง ซึ่งรักษาต่อกันมาเป็นภาษาสันสกฤต แต่
ก็ยอมรับว่ารักษาไว้ได้ไม่ครบถ้วนด้วยเหตุหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่ว่า
อาจริยวาทสายที่เป็นต้นทางของตนนั้นร่อยหรอลงแล้วก็สูญสิ้นไป
(เช่น บุคคลที่จะคอยท่องจำสาธยายสอบทานไว้ ก็หมดไป ตัว
คัมภีร์ก็กระจัดกระจายพลัดหายไปบ้าง เช่น กาลามสูตรก็ไม่พบ)


อีกด้านหนึ่ง จุดเน้นก็ไปอยู่ที่คำสอนของอาจารย์ใหญ่เจ้า
นิกายของตน กับทั้งหันไปให้ความสำคัญแก่พระสูตรที่เกิดขึ้นใหม่
ซึ่งมาเป็นหลักของมหายาน ความใส่ใจในคำสอนเดิมก็ย่อมอ่อน
ลงเป็นธรรมดา


นอกจากนั้น พระไตรปิฎกมหายาน (มีฉบับภาษาจีน และ
ฉบับภาษาทิเบต เป็นหลัก, ของเกาหลี ก็มีแต่โบราณ, ต่อมา ญี่ปุ่น





หน้า ๑๒๔

ก็พิมพ์เป็นภาษาจีน ที่สมบูรณ์ที่สุด เรียกว่าฉบับ Taishō ซึ่งใช้
เป็นที่อ้างอิงกันเป็นมาตรฐาน) ที่เรียกว่าพระไตรปิฎกนั้น เป็นการ
เรียกอย่างหลวมๆ หมายถึงประมวลประดาคัมภีร์ทั้งหลายนั่นเอง
คือ ไม่เฉพาะพระไตรปิฎกเท่านั้น แต่รวมทั้งอรรถกถา และงาน
นิพนธ์ของอาจารย์ทั้งหลาย


ข้อที่สำคัญอย่างยิ่ง ในยุคที่เป็นมหายานขึ้นมาแล้ว พระไตร
ปิฎกสันสกฤตเท่าที่ได้ไปหรือเท่าที่ยังมี ก็แปลเป็นภาษาของตัวเอง
(พระไตรปิฎกของมหายานที่เป็นหลักอยู่เวลานี้ ก็คือพระไตรปิฎก
ภาษาจีน และพระไตรปิฎกภาษาทิเบต) แล้วก็รักษาฉบับแปลไว้เป็น
หลัก ส่วนต้นฉบับภาษาสันสกฤตก็เอาบรรจุพระสถูปเจดีย์ไว้บ้าง
(นานไปก็ผุสลายไปตามกาลเวลา หลงเหลืออยู่น้อยมาก) ละเลย
หลงลืมหมดหายไปเองบ้าง มาถึงปัจจุบันพระไตรปิฎกสันสกฤต
ของเดิมจึงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย


ทีนี้ พระไตรปิฎกที่แปลไปเป็นภาษาจีน หรือทิเบตก็ตามนี้
เมื่อไม่ได้รักษาต้นฉบับสันสกฤตไว้ และเมื่อของเดิมนั้นสูญไปแล้ว ก็
ไม่มีที่ตรวจสอบ บางคัมภีร์ในยุคต้นๆ ก่อนหาย ที่มีแปลกันไว้หลาย
ฉบับโดยผู้แปลต่างท่าน ในต่างยุคสมัย ก็เห็นได้ถึงคำแปลที่แตกต่าง
กัน หรือขัดแย้งกัน เมื่อไม่มีของเดิมที่จะตรวจสอบ ก็ต้องรวมเก็บไว้
ทุกฉบับ และข้อสงสัยในคำแปลบางอย่างก็ต้องคงอยู่ตลอดไป
(ตัวอย่าง เช่น คัมภีร์วิมลกีรติสูตร ซึ่งเป็นสูตรสำคัญมากสูตร
หนึ่งของมหายาน ต้นฉบับสันสกฤตสูญไปแล้ว มีคำแปลภาษาจีน
หลายฉบับ ดีแต่ว่าในจำนวนนี้ มีฉบับแปลของปราชญ์ฝีมือเยี่ยม
อยู่ด้วย คือฉบับของพระกุมารชีวะ เมื่อ พ.ศ.๙๔๙ และฉบับของ






หน้า ๑๒๕

หลวงจีนเหี้ยนจัง หรือพระถังซำจั๋ง ใกล้ๆ พ.ศ. ๑๑๘๙)




การแปลหนังสือหรือคัมภีร์นี้ เป็นเรื่องที่น่ายกย่องความมี
ฉันทะและวิริยะอุตสาหะของผู้แปล และในเวลาเดียวกันก็ต้องเห็น
ใจ บางทีแม้แต่ไม่ได้ผิดพลาดแต่ก็อาจจะมีข้อเคลือบแคลงไม่แน่ใจ
เพราะในต่างภาษาจะมีบางถ้อยคำสำนวนซึ่งหาคำแปลที่ตรงกันแท้
ไม่ได้เลย จึงจำเป็นต้องรักษาต้นฉบับของเดิมไว้ให้ดูของจริงได้ด้วย


ไม่ต้องดูไกล พระไตรปิฎกบาลีนี้ ในเมืองไทยก็มีฉบับแปล
เป็นพระไตรปิฎกภาษาไทยขึ้นมาแล้วถึงปัจจุบัน ๓ ชุด (อีก ๑ ชุด
แก้ไขกันอยู่) เห็นได้ว่าฉบับที่ทำทีหลังก็ปรับปรุงให้ถูกต้องดีขึ้น
กว่าฉบับก่อน แต่ถึงกระนั้นก็ยังจะต้องปรับปรุงกันต่อไปอีกนาน
เพราะเป็นงานใหญ่มาก เนื้อความกว่า ๒๒,๐๐๐ หน้า ผู้แปลต่าง
ฝีมือต้องมาช่วยกันมากมาย แม้จะมีการจัดวางระบบงานดีขึ้นๆ แต่
ความลักลั่นก็ยังไม่อาจแก้ได้หมด จะต้องเพียรพยายามกันต่อไป


ขอยกตัวอย่าง เช่น มีศัพท์ทางวินัยคำหนึ่งว่า “อาสนฺทิ”
ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกบาลีหลายเล่ม เช่น เล่ม ๓, เล่ม ๕, เล่ม
๗, เล่ม ๒๐ เป็นคำเดียวกัน ตรงกัน
แต่ “อาสนฺทิ” นี่แหละ ในพระไตรปิฎกแปลภาษาไทย ชุดแรก
ชุดเดียวกัน ก็แปลไปต่างๆ ในสองเล่ม (เล่ม ๕, ๒๐) แปลว่า “เตียงมี
เท้าเกินประมาณ” อีกเล่มหนึ่ง (เล่ม ๓) แปลว่า “ตั่ง” และอีกเล่มหนึ่ง
(เล่ม ๗) แปลว่า “เก้าอี้นอน”*
ดูต่อไป พระไตรปิฎกแปลภาษาไทย ชุดที่ ๒ ปรากฏว่า แปล-->


___________________________
* อรรถกถาอธิบาย หรือให้คำแปลไว้ว่า “อาสนฺทีติ ปมาณาติกฺกนฺตาสนํ ฯ” แปลว่า
อาสนะเกินประมาณ







หน้า ๑๒๖


เหมือนกับในชุดแรก ตรงกันเกือบทุกแห่ง (ถ้าถูก ก็ถูกด้วยกัน ถ้าผิด
ก็ผิดเหมือนกัน) มีที่แปลต่างออกไปแห่งเดียว ซึ่งยิ่งทำให้กลายเป็น
ว่า คำศัพท์เดียวกัน แต่แปล ๔ แห่ง ก็ต่างกันไป ๔ อย่าง (คือแปล
แห่งหนึ่งว่า เตียงมีเท้าเกินประมาณ, แห่งหนึ่งว่า ม้าหรือเก้าอี้สำหรับนั่ง,
แห่งหนึ่งว่า ตั่ง, และอีกแห่งหนึ่งว่า เก้าอี้นอน)
แล้วก็ต่อไปในพระไตรปิฎกแปลภาษาไทย ชุดที่ ๓ ปรากฏว่า
ก็คล้ายกับในชุดแรก แต่มีความสม่ำเสมอมากขึ้น (๔ แห่ง นำมาเรียง
ตามลำดับ คือ เตียงมีเท้าสูงเกินขนาด, เตียงมีเท้าเกินประมาณ, ตั่งยาว,
เตียงมีเท้าสูงเกินขนาด)


นี่เพียงแค่เรื่องวัตถุสิ่งของซึ่งมองเห็นง่าย ก็ยังพบปัญหาใน
การแปลได้อย่างนี้ ถ้าเป็นเรื่องนามธรรมที่ลึกซึ้ง จะน่าระวังเพียงใด
ฉะนั้น แค่ที่ยกมาให้ดูเท่านี้ ก็คงเห็นได้ชัดว่า ทำไมจึงต้องพยายาม
รักษาพระไตรปิฎกบาลีที่เป็นข้อมูลของเดิมไว้ ให้ถูกต้องแม่นยำ
และครบถ้วนที่สุด ส่วนพระไตรปิฎกฉบับแปลภาษาไทยนั้น เรา
อาศัยเป็นที่ปรึกษา หรือเป็นเครื่องประกอบในการศึกษาพระไตร
ปิฎก เรื่องนี้ ผู้ที่ใช้พระไตรปิฎกภาษาไทยควรทราบตระหนักไว้




พึงทราบด้วยว่า ในการแปลพระไตรปิฎกจากภาษาบาลีนั้น มี
ถ้อยคำและข้อความมากแห่งที่ผู้แปลไม่รู้ไม่เข้าใจ หรือไม่แน่ใจ หรือ
แม้แต่เพียงอยากให้ผู้อ่านเข้าถึงง่ายขึ้น ท่านผู้แปลก็จะดูคำอธิบาย
ในอรรถกถา แล้วท่านก็แปลไปตามคำอธิบายของอรรถกถานั้น (คำ
แปลศัพท์หรืออธิบายข้อความในพระไตรปิฎกนั่นแหละคืออรรถกถา
เป็นทำนองอรรถานุกรม คล้ายกับพจนานุกรม ส่วนเรื่องราวต่างๆ ที่
เล่าไว้ในอรรถกถานั้น เป็นเครื่องประกอบ ไม่ใช่เป็นตัวอรรถกถา






หน้า ๑๒๗

เพราะฉะนั้น เมื่อผู้ศึกษาอ่านพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย
พึงตระหนักในใจว่า อาจจะกำลังอ่านคำแปลของอรรถกถา หรือ
อ่านพระไตรปิฎกผ่านอรรถกถา ไม่ใช่อ่านพระไตรปิฎกโดยตรง



ยกตัวอย่างเช่น ถ้าอ่านคาถาของพระภัททเถระ ในพระไตร
ปิฎกภาษาไทย เล่ม ๒๖ เราจะพบข้อความที่ท่านแปลมาว่า


พระศาสดาผู้ทรงชนะมาร ครั้นทรงสั่งให้บวชให้เรา
แล้วก็ได้เสด็จเข้าพระคันธกุฎี เมื่อพระอาทิตย์ยังไม่ทัน
อัสดงคต พอเริ่มวิปัสสนานั้น จิตของเราก็ได้หลุดพ้นแล้ว



ในคำแปลนี้ “ พระคันธกุฎี ” เป็นคำอธิบายของอรรถกถา ของ
เดิมในพระไตรปิฎกคือ “วิหารํ” การที่ท่านอธิบายและแปลตามอรรถ-
กถาไปอย่างนี้ เพราะในสมัยหลังๆ ต่อมา คนเรียกที่ประทับของพระ
พุทธเจ้าว่าพระคันธกุฎี ส่วนข้อความว่า “ พอเริ่มวิปัสสนา ” ก็ไม่มีใน
ตัวพระไตรปิฎก แต่ท่านเพิ่มเข้ามาตามคำอธิบายของอรรถกถา ที่จะ
ให้เห็นขั้นตอนของความเป็นมาชัดยิ่งขึ้น


คาถาที่เป็นข้อมูลเดิมในพระไตรปิฎก คือ

ปพฺพาเชตฺวาน มํ สตฺถา วิหารํ ปาวิสี ชิโน
อโนคฺคตสฺมึ สุริยสฺมึ ตโต จิตฺตํ วิมุจฺจิ เม ฯ


ถ้าแปลเฉพาะตามคำที่มีในพระไตรปิฎก ก็จะได้ความไทยว่า

พระศาสดาชินเจ้า ครั้นทรงสั่งให้บวชให้เราแล้วก็ได้
เสด็จเข้าที่ประทับ  เมื่อพระอาทิตย์ยังไม่ทันอัสดง ทีนั้น
จิตของเราก็ได้หลุดพ้นแล้ว


ที่ท่านผู้แปลได้ปรับความไปตามอรรถกถาอย่างนี้ ไม่ถือว่า







หน้า ๑๒๘


เป็นความผิดพลาดเสียหาย แต่ท่านมุ่งจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย
หรือชัดมากขึ้น บางทีอาจจะถือเป็นประเพณีไปแล้วที่จะแปลตามคำ
อธิบายของอรรถกถา แต่ผู้ที่ศึกษาค้นคว้าลงลึกละเอียดจำเป็นต้อง
แยกแยะได้ มิฉะนั้นก็อาจจับไปสรุปผิดพลาด เช่น บอกว่า “คันธกุฎี”
เป็นคำที่มีในพระไตรปิฎกอย่างนั้นอย่างนี้
(ในพระไตรปิฎกบาลี มี
“คันธกุฎี” เฉพาะในคัมภีร์อปทาน ส่วนท้ายของพระสุตตันตปิฎก)



ยิ่งกว่านั้น บ่อยครั้ง การแปลพูดได้ว่าจำเป็นต้องอาศัยอรรถ-
กถา เพราะแปลไม่ง่ายเหมือนในคาถาข้างบนนี้ จะเห็นว่า ในกรณีนี้
คาถาที่จะแปลมีถ้อยคำไม่ยาก ไม่ซับซ้อน และเห็นรูปร่างครบที่จะ
แปลออกมาได้ แต่ที่อื่นหลายแห่ง ทั้งถ้อยคำก็ยาก ไม่เคยพบ รูป
ประโยคก็ซับซ้อน ไม่เห็นลำดับ และซ่อนคำซ่อนความ เป็นสำนวน
ของยุคสมัย (ขอให้นึกถึงคนไทยสมัยใหม่อ่านวรรณคดีไทยอย่าง
ลิลิตตะเลงพ่าย) ท่านผู้แปลก็หมดทางไป นอกจากปรึกษาตำรับ
ตำราเท่าที่จะหาได้ ซึ่งก็คือมักต้องดูอรรถกถาเป็นอันดับแรก



พระไตรปิฎกภาษาไทยเท่าที่มีอยู่นี้ ถึงอย่างไร ท่านผู้แปล ว่า
โดยทั่วไป ก็เคร่งครัดอยู่ในหลัก ไม่พยายามพาผู้อ่านผู้ศึกษาถลำเลย
ออกไป แต่ที่น่ากลัวก็คือคำแปลพระไตรปิฎกของเอกชนบางบุคคล
หรือเอกสารที่ทำในทำนองให้เข้าใจว่าเป็นคำแปลจากพระไตรปิฎก
เอาข้อความมาจากพระไตรปิฎก แต่ใส่ความคิดเห็นหรือข้อสรุปของ
ตนเองแทรกลงไป ทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าทั้งหมดนั้นเป็นคำแปลจาก
พระไตรปิฎก อย่างนี้เป็นอันตราย



การแปลนั้น ต้องทำอย่างซื่อตรง พยายามให้ผู้อ่านเข้าถึงข้อ
มูลจริงของเดิมอย่างแม่นยำชัดเจน ไม่เอาความคิดเห็นหรือข้อสรุป






หน้า ๑๒๙


ส่วนตัวไปใส่ ซึ่งจะกลายเป็นการปิดบังกั้นขวางผู้อ่านจากข้อมูลหรือ
หลักฐานนั้น หรือถึงกับกลายเป็นไปหลอกเขา


ถ้านึกว่าความคิดเห็นหรือข้อสรุปของเราจะเป็นประโยชน์แก่
เขา ก็ใส่แยกด้วยวิธีทำเป็นเชิงอรรถ หรือวงเล็บ หรือทำบันทึก
ประกอบ ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านได้ทั้งสองอย่าง คือ ทั้งไม่เสียโอกาสที่จะ
เข้าถึงข้อมูลจริง และได้รับข้อคิดความเห็นที่อาจเสริมประโยชน์




กลับมาเรื่องเก่า ก็เป็นอันพูดรวมๆ ว่า ทางด้านมหายานนั้น
ท่านไม่ได้รักษาพระไตรปิฎกของเดิมไว้ แต่เก็บรักษาฉบับที่แปลเป็น
ภาษาจีน และภาษาทิเบต แล้วก็มีพระสูตรเกิดขึ้นใหม่ๆ ในสมัยของ
มหายานที่ว่าประมาณ พ.ศ.๖๐๐ เป็นต้นมา เรียกกันว่าพระสูตร
มหายาน ซึ่งถือว่าเป็นหลักของมหายาน ยึดเป็นสำคัญยิ่งกว่าพระ
สูตรที่สืบมาจากเดิมที่ถือว่าเป็นหินยาน (เช่น กาลามสูตร ที่สูญ
หายจากมหายานไปแล้วนั่นแหละ) เรื่องก็เป็นมาอย่างนี้





หมายเหตุ

- ก้อป+ตัดแต่งจากกระทู้ พระไตรปิฎกแปลไทย ความหมายอาจตกหล่น


- แปลกดีว่า ทั้งที่ "ตัวบทความ" นี้ เป็นข้อเท็จจริงอันเป็นกลาง

ไม่เข้าใครออกใคร ไม่เลือกฝ่ายใด ควรรู้ไว้เพื่อวางท่าทีอย่างถูกต้องในการศึกษา


หากเมื่อตั้งกระทู้ คนที่มีฝ่ายในใจ ก็มองตัวบทความอย่างไม่เป็นกลาง

คือทั้งที่เป็นข้อเท็จจริงอันเป็นกลาง ก็ไม่อยากให้เผยแพร่

เพียงเพราะฝ่ายตรงข้ามอาจจะนำไปอ้างได้

(คนนำบทความมาเผยแพร่ก็ถูกมองเป็นฝักฝ่ายหรือมีเจตนาแฝงไปด้วย

บางท่านก็แสดงออกตรงๆ เปิดเผย บางท่านก็เก็บงำในใจ มาแสดงให้รู้ก็ตอนหลัง)

บางท่านก็แสดงความระแวง บางท่านก็แสดงความกริ่งเกรงออกมา


ส่วนตัวคิดว่าเป็นวิธีมองที่หนักไปทางคิดถึงการแพ้ชนะฝ่ายเราเขา

มากกว่าจะเอาความตรงต่อความจริงเป็นที่ตั้ง





Create Date : 06 มิถุนายน 2555
Last Update : 6 มิถุนายน 2555 21:06:58 น.
Counter : 1304 Pageviews.

0 comments

ปล่อย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Group Blog
มิถุนายน 2555

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
7
8
9
10
11
12
14
15
16
17
19
20
21
22
23
24
25
27
28
29
30
 
All Blog