ร้อยวันพันปีอยู่อย่างนี้ก็ดีแล้ว
Group Blog
 
 
มีนาคม 2551
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
18 มีนาคม 2551
 
All Blogs
 

นิคมแตก ตอนที่ 1

คืนนั้น
เป็นคืนที่ผมและครอบครัวไม่เคยลืมเลย
มันเป็นคืนแห่งความโหดร้ายที่สุดของพวกเราในกลุ่มพี่และน้องทั้ง 6 คน
ตอนนั้นพวกเรายังเล็กนัก ผมเป็นพี่ชายคนโตตอนนั้นอายุเพียง 12 ขวบ
มีน้องคลานตามกันมาอีก 4 คน หญิง 2 ชาย 2
น้องชายบุญธรรมอีก 1 อายุไล่เลี่ยกัน ห่างกัน 2 ปี ตามลำดับ

บ้านของผมเป็นบ้านไม้สองชั้น เป็นพักของข้าราชการในเขตนิคมสร้างตนเอง1
พวกเรานอนกันอยู่ชั้นบนของบ้านด้วยกันทั้งหมด ซึ่งมี 2 ห้องนอนด้วยกัน


ดึกสงัดในคืนนั้น ขณะที่พวกเรากำลังหลับสนิทอยู่
ผมได้ยินเสียงระเบิดดังกึกก้องสนั่นหวั่นไหว มันดังขึ้นพร้อมๆกันหลายลูก
ปนกับเสียงปืนอาร์ก้าที่รัวกระหน่ำพร้อมๆกันอีกหลายจุดในระยะใกล้บ้าน
ผมตกใจสุดขีดสดุ้งตื่นขึ้นพร้อมๆกับน้องชายคนรองที่นอนเตียงเดียวกัน
ผมรีบลุกลงจากเตียงวิ่งออกจากห้องนอนเพื่อไปหาแม่อีกห้องหนึ่งที่อยู่ติดกัน



ที่ห้องของแม่ผมเห็นแม่กำลังเปิดหน้าต่างมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางด้านนอก
แม่มองหาที่มาของเสียง แม่บอกว่าให้พวกเราอยู่เงียบๆและให้พากันหมอบลง
น้องสาวสองคนของผมที่นอนอยู่บนเตียงลุกขึ้นมาร้องให้ระงม
ส่วนน้องชายคนเล็กที่แม่อุ้มเอาไว้ก็กำลังกรีดร้องเสียงดังเช่นกัน


ผมมุดหัวแทรกแขนแม่เข้าไปที่ริมหน้าต่างเพื่อมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ผมเห็นบ้านเจ้านายของพ่อและบ้านของเพื่อนผมที่อยู่ห่างกันเพียง 200 เมตร
กำลังถูกไฟไหม้ มีเสียงร้องเอะอะโวยวายแข่งกับเสียงปืนที่ยังคงยิงไม่หยุด
แม่รีบฉุดแขนของผมและน้องออกจากห้องเพื่อรีบหนีออกไป
แม่บอกว่าให้พวกเรารีบวิ่งหนีลงบันใดไปให้เร็วที่สุด

"ดูน้องด้วยนะลูก เอาน้องออกไปจากบ้านให้หมดทุกคน"
แม่ร้องบอกสั่งกับผม


แม่อุ้มน้องชายคนเล็กไว้ในอ้อมกอดเหนียวแน่น
พร้อมกับจูงมือน้องสาวของผมอีกสองคนวิ่งลงมาที่ชั้นล่าง
ผมกับน้องชายคนรองและน้องชายบุญธรรมวิ่งลงบันใดนำหน้าแม่เพื่อดูต้นทาง


"ไม่ต้องใส่รองเท้านะลูก รีบวิ่งไปที่หลุมเลย !!!"
แม่ตะโกนบอก

หลุมที่ว่าคือ หลุมดินขนาดใหญ่ที่กว้างพอประมาณซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเราไม่ใกล
พ่อจะขุดเอาไว้ให้หลบภัยเมื่อมีกลุ่มเขมรแดงบุกเข้ามาทิ้งระเบิดและปล้นชาวบ้าน


เสียงปืนยังยิงไม่หยุด เสียงระเบิดยังคงดังต่อเนื่องใกล้ๆ
ผมรีบฉุดมือน้องๆที่ลงมาจากบันใดบ้านชั้นบนกันหมดแล้ววิ่งไปที่หลุม


"โดดลงไปเลยลูก ไม่ต้องหันไปดู"
แม่ตะโกนบอกผมและน้องในขณะที่พวกเราวิ่งมาถึงปากหลุมแล้ว


ในตอนนั้นผมหันกลับไปดูที่บ้านอีกครั้งเพราะความอยากรู้อยากเห็น
ผมบอกแม่ว่าบ้านเราไฟใหม้แล้ว !!!
ผมเห็นมีไฟลุกไหม้ที่ริมหน้าต่างชั้นบนของห้องนอน
มีเสียงระเบิดดังขึ้นติดกัน 2 ครั้งที่ชั้นบนของบ้านด้วย


ผมรีบกระโดดลงไปในหลุมพร้อมกับฉุดแขนของน้องชายให้ลงตามมาด้วย
แม่กับน้องสาววิ่งตามมาติดๆ ผมบอกแม่ให้รีบกระโดดตามลงมาที่เรา
ผมดีใจที่พวกเราลงมาอยู่ที่หลุมได้อย่างปลอดภัยกันทุกคน
แม่กระซิบบอกพวกเราว่าอย่าร้องระวังพวกมันจะได้ยินเราจะตายกันทั้งหมด
เราทุกคนนอนขดกันอยู่ในหลุมหลบนั่นอย่างเงียบสงบเพื่อฟังเสียงที่เกิดขึ้น

ผมตกใจสุดขีดเมื่อได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นอีก 2 ครั้งที่บ้านของเรา
ทีนี้ผมปีนขึ้นไปดูที่ปากหลุมด้วยสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นแน่กับบ้านของเรา


"แม่ !!! ... บ้านเราไฟไหม้ !!!"
ผมบอกแม่ เสียงน้องคนเล็กหวีดร้องตามมา


แม่รีบดึงผมลงมาจากปากหลุมด้วยกลัวว่าจะมีอันตราย
กอดผมและน้องไว้แน่น แขนแม่สั่น ปากแม่สั่น แม่ร้องให้เรียกหาพ่อ

ตอนนั้นพ่อโชคดีมากเพราะในวันนั้นพ่อเข้าไปทำธุระในตัวจังหวัด
(ตัวจังหวัดห่างจากอำเภอที่พวกเราอยู่ 80 กม.)
คืนนั้นพ่อไม่ได้กลับบ้านเพราะงานของพ่อยังไม่เสร็จ
นี่ถ้าพ่อผมอยู่ด้วยพ่อต้องตายแน่นอนเพราะพ่อมีปืนพ่อชอบเล่นปืนเป็นนิสัย
พ่อชอบเอากระป๋องมายิงกับเพื่อนเพื่อซ้อมมือเกือบจะทุกวัน


แม่เรียกพ่อ แม่คงคิดถึงพ่อ
แม่กอดพวกเราทั้ง 6 คนไว้แน่น แม่ร้องให้ตลอดเวลา
แม่สวดมนต์ขอให้คุณพระคุณเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองพวกเรา
ผมได้ยินแม่ท่องนะโมหลายจบ แม่กลัว


ตอนนั้นน้องชายคนเล็กไม่ร้องเลยเค้าหลับสนิท
น้องๆทุกคนก็อยู่ในอาการที่สงบ ไม่ร้องกลัว
แต่ผมก็รู้ว่าพวกเค้าคงกลัวมากเช่นกัน และรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น

ผมพยายามดันแขนของแม่ออกเบาๆเพื่อจะปีนขึ้นไปที่ปากหลุม
แค่อยากได้เห็นบ้านที่ไฟกำลังถูกไฟไหม้อีกครั้งเท่านั้น


ข้างหน้านั่นผมเห็นบ้านอยู่ท่วมกลางกองไฟที่แดงฉาน
ความสว่างสาดส่องไปทั่วบริเวณ มีเสียงของเศษไม้และกระเบื้องหลังคา
ที่หล่นลงมาที่สู่พื้นดังเป็นระยะๆ น่ากลัวนัก

"บ้านเราเป็นไงบ้างลูก"
แม่ถาม

ผมตอบแม่ว่าบ้านเรากำลังถูกไฟไหม้
แม่บอกว่า ช่างมันลงมาเถอะ ระวังจะถูกลูกหลง


ผมเห็นกลุ่มคนประมาณ 7-8 คน กำลังมองดูบ้านของผมที่กำลังไฟไหม้
คนพวกนั้นพูดคุยกันเป็นภาษาไทยและเขมรปน
บางทีพวกมันตะโกนคุยกันจนฟังไม่รู้เรื่องก็มี
ผมสังเกตุเห็นว่าพวกมันกำลังหาอะไรบางอย่างอยู่ ?

"พวกมันตามหาพวกเรา"
ผมบอกกับแม่


แม่รีบดึงตัวผมให้ลงมา แม่ร้องไห้หนักเข้าไปอีกเมื่อรู้ว่าคนพวกนั้นตามหาเรา
แม่ดึงผมเข้ามาใกล้ๆ กอดผมไว้แน่น แม่บอกให้พวกเราสวดมนต์ในใจ
และขอให้สิ่งศักดิ์สิทธ์จงคุ้มครอง
...



ผมได้ยินเสียงปืนจากพวกมันหลายนัดใกล้ๆตรงที่พวกเราซ่อนตัวอยู่
ตอนนั้นไม่รู้เหมือนกันว่ามันยิงอะไร เรากลัวกันมาก ตัวแม่สั่นไปหมด

"สวดมนต์ไว้ลูก ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธ์คุ้มครองพวกเรา อย่าให้มันเห็นเรา"
ผมเข้าใจความหมายที่แม่บอก พวกเราท่องนะโมในใจ
และขอร้องให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตย์อยู่ ณ.ที่นั้น
ช่วยดลบันดาลให้พวกเราได้อยู่รอด ปลอดภัยและอย่าให้พวกมันเห็นเรา


ผมตกใจสุดขีด เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของพวกมันเดินเข้ามาใกล้ๆ
กับที่ ที่พวกเราซ่อนตัวอยู่ เสียงพูดคุยของพวกมันคราวนี้ผมฟังออก
เพราะมันคุยกันเป็นภาษาไทย

น่าแปลกใจว่าทำไมคนพวกนี้ถึงพูดภาษาไทยได้
มารู้ทีหลังว่าที่จริงแล้วกลุ่มคนพวกนี้คือกลุ่มโจรเขมรแดง
ส่วนหนึ่งมีคนไทยหลงผิดเข้าไปรวมกลุ่ม
และยังมีกลุ่มนักศึกษาที่หลงผิด ส่วนหนึ่งหนีจากการปฎิวัติรัฐประหารในปีนั้น
เข้าไปร่วมอุดมการกับกลุ่มโจรเขมรแดงหลายคน


พวกเรากลัวจนตัวสั่นเมื่อได้ยินเสียงมันพูดว่า
"เฮ้ย ... ยิงเลย มันต้องอยู่แถวนี้แหละ"

บริเวณหลุมหลบภัยของพวกเราตรงนั้นมันเป็นเหมือนหนองน้ำ
มีหญ้าปกคลุมไปทั่วยากต่อการสังเกตุเห็น ประกอบกับเป็นเวลากลางคืน
จึงสังเกตุเห็นอะไรไม่ชัดเท่าไรนัก

เสียงหัวใจผมและแม่เต้นแรงจนรู้สึกได้ วินาทีนั้นเรากลัวกันมาก
ผมภาวนาว่าอย่าให้น้องคนหนึ่งคนใดร้องขึ้นมา หรือ กระดุกกระดิกตัวกันเลย
เพราะหากมันรู้ว่าพวกเราอยู่ตรงนั้นมันคงยิงเราตายทั้งหมด

ตัวของแม่สั่น แม่ไม่พูดอะไรอีก
ผมรู้สำผัสของแม่เมื่อแขนแม่กอดพวกเราไว้ทุกคน
สัญญานนั้นมันบ่งบอกแทนคำพูดว่า ภัยร้ายกำลังเข้ามาใกล้ตัว



ผมนอนฟังเสียงของพวกมันที่กำลังคุยกันอยู่ใกล้ๆ
หัวใจผมเต้นรัวจากความกลัวสุดขีด
ตรงนั้นจากกลุ่มคน 3 คนเป็น 4 คน
และมีมาสมทบอีกประมาณ 2-3 คน ยืนคุยกันเป็นกลุ่มใหญ่
ใจความตอนหนึ่งมีอยู่ว่า จะมีอีกคนอีกกลุ่มที่จะเข้าไปเอารถในอู่จอด
เพื่อเอาออกไปใช้ยังเขตแดนเขมร
(ในส่วนงานซ่อมของหน่วยงานพ่อจะมีโรงรถและที่นั่นมีรถหลายคันสำหรับใช้ในงานราชการ)

มันคงจะเป็นความโชคดีของพวกเราหรืออย่างไรไม่รู้ได้
เมื่อกลุ่มคนพวกนั้นเข้ามาสมทบกันมากขึ้น จาก 7-8 คน เป็น 10 คน
พวกมันต่างทักทาย หัวเราะชอบใจ
พออก พอใจในภารกิจที่กลุ่มตนนั้นทำได้สำเร็จและกำลังจะกลับ

(ลืมบอกไปว่า บริเวณบ้านผมและหลุมหลบภัยที่พวกเราอยู่นั้น
มันใกล้กับทางที่พวกโจรเขมรแดงจะใช้เป็นทางสัญจรและขนเสบียงที่ปล้น
ตลอดทั้งรถยนต์ กลับเพื่อข้ามเขตแดนไปยังฝั่งเขมร)

"มันคุยกันจนลืมพวกเราเสียสนิท"
...







 

Create Date : 18 มีนาคม 2551
0 comments
Last Update : 24 มีนาคม 2551 6:07:19 น.
Counter : 137 Pageviews.


Pleng-Ticha-korn
Location :
สุพรรณบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]








ลูกเล่า-พ่อเขียน
ลูกเขียน-พ่อนั่งปลื้ม

แมวไม่อยู่หนูอดโซ



เป็นคนที่ไม่มีอะไร
ที่น่าสนใจเท่าไรนัก
บางครั้งบางทีอาจดูต๊องส์ๆ
เสียด้วยซ้ำ





คนเราแก้ไขอดีตไม่ได้
แต่เราแก้้ไขอนาคตได้


บางเวลา
บางจังหวะของชีวิต
ก็ใช่ว่าจะราบรื่น
ตกหลุมตกบ่อมาก็มาก
ระวังเสมอไม่ให้ตกเหว
พ่อเองพยายามพยุงลูกๆให้ลุกเดิน
ถึงฝั่งด้วยมั่นคง
เจ้าลูกชายมาได้ครึ่งทาง
ลูกสาวจะถึงปลายทางอยู่รอมร่อ




หวังอยู่มากเหมือนกัน
ที่จะพยายามสร้างความมั่นคง
ให้กับพวกเค้า
พยายามสุดสามารถเช่นกัน
ที่จะไม่ให้พวกเค้าต้องมาลำบาก
เศรษฐกิจบ้านเรา
มันไม่ได้ดีอย่างที่ใครๆ เค้าคิด
พ่อสอนลูกเสมอว่า
สิ่งที่ลูกได้เห็น ได้รู้
และได้สำผัส

นั่นแหละมันคือของจริง
เชื่อมั่นในสิ่งที่เห็น
ศรัทธาความจริง
อย่าเอาตัวเราเองไปวัดกับใครเค้า
แล้วก็อย่าเอาเค้า
มาเป็นบรรทัดฐานให้กับตัวเรา

"ทำด้วยตัวเองให้ถึงที่สุด
เมื่อต้องรู้ว่าไม่ไหว
แล้วค่อยกวักมือเรียกใครเค้า"

ศรัทธาไม่ละลาย
ลมหายใจยังอุ่นๆ
Friends' blogs
[Add Pleng-Ticha-korn's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.