Group Blog
 
 
กันยายน 2549
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
7 กันยายน 2549
 
All Blogs
 
Final Fantasy VII : On the Way to a Smile (บนเส้นทางสู่รอยยิ้ม) บทที่ 1

On a Way to a Smile เป็นนวนิยายบอกเล่าเรื่องราวในโลกของ FF7 ก่อนเริ่มเกมส์เล็กน้อยไปจนถึงหลังจากเหตุการณ์ทุกอย่างสิ้นสุดลง ก่อนหน้าจะเริ่ม Advent Children ไม่นาน มีทั้งหมด 4 บท บอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ของเด็กน้อยเดนเซลและความคิดมุมมองที่มีต่อโลกในขณะนั้น ให้ผู้อ่านเข้าใจมุมมองของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งใหญ่ในโลก FF7

On a Way to a Smile
Episode 1-1 (Published, 05.09.05)
By Kazushige Nojima
Translated from Japan by vilaeth

ก่อนนั้น มหานครมิดการ์ (Midgar) จัดแบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยกัน เมืองส่วนบนที่สร้างขึ้นจากวัสดุก่อสร้างสูงขึ้นไปจากพื้น ผู้คนใช้ชีวิตอย่างหรูหราสะดวกสบาย เรียกกันว่า เพลท (Plate) และสลัม (Slum) ซึ่งเป็นพื้นที่ใต้เพลทที่มืดมิดไม่เห็นแสงตะวัน เต็มไปด้วยผู้คนและชีวิตที่สับสนวุ่นวาย สภาพของมิดการ์ที่เป็นอยู่นี้ เหมือนว่าจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงตลอดไป

สี่ปีก่อน เหตุการณ์ที่มี Life-Stream ผุดออกมาจากผืนพิภพ ผู้คนจำนวนมากเชื่อว่านั่นเป็นวาระสุดท้ายของมิดการ์ ผู้คนต่างอพยพหลบหนี ทว่ากลับไม่ได้ออกไปไกลเท่าใดนัก ยังคงอยู่บริเวณชายแดนของเมืองนั่นเอง บางส่วนยังคงหวังว่าจะสามารถตั้งรกรากอยู่ที่นี่ได้ หลังจากเหตุการณ์นั้นจบลง บริเวณที่ผู้อพยพไปตั้งรกราก จึงเกิดเมืองเอดจ์ (City of Edge) ซึ่งอยู่บริเวณชายแดนของเมืองมิดการ์

**************



ถนนหลัก (Main road) ของเมืองเอดจ์ถูกสร้างตรงบริเวณเชื่อมต่อระหว่าง Sector 3 และ Sector 4 มุ่งตรงไปทางตะวันออก การสร้างเมืองยึดตามถนนสายนี้และขยายออกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ เมื่อมองไกลๆ จะเห็นทิวทัศน์ที่แปลกประหลาดน่าหลงไหล อาคารส่วนใหญ่สร้างจากเศษวัสดุจากซากปรักหักพังในเมืองมิดการ์ เมืองใหม่ทั้งเมืองเต็มไปด้วยบรรยากาศของเหล็กและฝุ่นสนิม

จอห์นนี่ (Johnny) เปิดร้านคาเฟ่ที่ถนนหลัก เป็นร้านเล็กๆ มีเพียงโต๊ะและเก้าอี้คู่เดียว ชั้นวางแสดงอาหารหน้าร้านว่างเปล่าอยู่เสมอ จอห์นนี่ตั้งชื่อร้านว่า จอห์นนี่เฮฟเว่น (Johnny Heaven) เลียนแบบร้านอาหาร เซเว่นเฮฟเว่น (Seventh Heaven) ที่เคยเปิดใน Sector 7 ในนครมิดการ์ จอห์นนี่หวังลึกๆ ว่าร้านของเขาน่าจะราบรื่นด้วยดี เหมือนกันกับร้านเซเว่นเฮฟเว่น จริงๆแล้ว ตัวจอห์นนี่เองเคยหลงรักทีฟา(Tifa) สาวเสิร์ฟของเซเว่นเฮฟเว่นมาก่อน

ไม่กี่เดือนหลังจากที่ Sector 7 ถล่มทีฟาก็เปิดเซเว่นเฮฟเว่นใหม่ที่เมืองเอดจ์ ก่อนหน้านั้นจอห์นนี่สูญเสียทุกอย่างเหมือนกับผู้คนอีกมากมาย และไร้ซึ่งอนาคต แต่ตัวของจอห์นนี่เอง เคยเห็นสิ่งที่ทีฟาทำสมัยที่เปิดร้านเซเว่นเฮฟเว่น จอห์นนี่จึงตัดสินใจทำสิ่งที่ทีฟาเคยทำ และเรียนรู้สิ่งที่คนที่เขาหลงรักเคยทำในอดีต

“ฉันน่าจะพยายามดำเนินชีวิตตามแบบทีฟา แต่ทำอะไรดีล่ะ? อ๋อ ใช่แล้ว ฉันจะเปิดร้านของตัวเอง เป็นร้านที่ให้ความหวังกับคนที่หมดหวัง”

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างจอห์นนี่เฮฟเว่น ลูกค้าที่เข้ามาจะได้ฟังเรื่องเกี่ยวกับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเขา เมื่อลูกค้าเข้ามาหยุดพักและสั่งเครื่องดื่มซักแก้วสองแก้ว เขาจะเล่าเรื่องราวของเขาเอง ลูกค้าจะรู้สึกเหมือนอยู่ในร้านเซเว่นเฮฟเว่น เหมือนกำลังคุยอยู่กับทีฟา และเมื่อเขารู้สึกตัว จอห์นนี่ก็พบว่าตัวเองกำลังนั่งคอยใครซักคนเข้ามาในร้านและฟังเขาเกี่ยวกับความรักและความหวังที่เขามี

”มีลูกค้ารึ?”
จอห์นนี่นึกในใจ เขาเห็นเด็กคนหนึ่ง

“ไม่ค่อยเห็นเด็กมาที่นี่คนเดียวนะ..อ้าว..นั่น เดนเซล (Denzel)ไม่ใช่เหรอ?”

จอห์นนี่สนใจเดนเซลมากเป็นพิเศษ เพราะเด็กคนนี้อาศัยอยู่กับทีฟา จอห์นนี่มักบริการเดนเซลอย่างดี

”หวัดดี เดนเซล”

จอห์นนี่ก้มศรีษะและโค้งตัวลง แต่เดนเซลชำเลืองแค่แวบเดียวก่อนที่จะเดินไปนั่งโต๊ะตัวที่อยู่ห่างจากเคาท์เตอร์มากที่สุด

“มานั่งนี่สิ นั่งโต๊ะตัวนี้ก็ได้”

“ไม่ล่ะ ผมมารอคนน่ะ”

“มาพบคนรึ? เด็กตัวกระเปี๊ยกมีเดทกับเค้าด้วย ให้ตายเหอะจอห์นนี่ นายอย่าพึ่งหัวเสียกับเรื่องพรรณนี้นะ”

จอห์นนี่ชำเลืองดูเดนเซล เขาตั้งใจจะบริการอย่างดีที่สุดเพื่อแขกตัวน้อยคนพิเศษนี้

“ขอกาแฟก็พอ”

เดนเซลบอกพร้อมหันหน้าไปอีกทางหนึ่ง

“ทำเป็นไม่สนใจชั้นเรอะ?....อ้อ เข้าใจล่ะ เขาต้องกำลังอายอยู่แน่ๆ”

“ถ้าเธอกำลังนึกหัวข้อเรื่องที่จะคุยอยู่ล่ะก้อ ถามชั้นก็ได้นะ ชั้นมีเรื่องน่าสนใจตั้งเยอะให้เธอเอาไปคุย ชั้นจะเล่าให้เธอไปเล่าให้เพื่อนเธอฟังมั๊ย หรือจะให้ชั้นเล่าให้เธอกับเพื่อนเธอฟังมั๊ยล่ะ ถ้าเธอ....”

เขายังพูดไม่จบ เดนเซลก็ผลุดลุกขึ้น เขาคงทำให้เดนเซลเคือง จอห์นนี่มองเด็กชายอีกครั้ง เห็นเด็กชายมองไปทางเข้าร้าน

ชายในชุดสูทคนหนึ่งยืนอยู่ที่นั่น

“ยินดีต้อนรับ”

จอห์นนี่พูด เขารู้จักชายคนนั้น “รีฟ” (Reeve) อดีตเจ้าหน้าที่ระดับบริหารของชินระคัมพานี (Shin-ra Company) ตอนนี้เป็นหัวหน้ากลุ่ม W.R.O (World Recovery Organization)

“ฉันพึ่งเคยเห็นเขาแถวนี้ครั้งแรก ฉันจะทำยังไงดีล่ะ? ต้องมีเรื่องแย่ๆ กำลังจะเกิดแน่ๆ ผู้ชายคนนี้มาทำอะไรในร้านของชั้น?”

รีฟเดินเข้ามาในร้านด้วยท่าทีระมัดระวังตัว เหมือนกับว่าเขาทำแบบนี้บ่อยๆ จนกลายเป็นนิสัยไปแล้ว เขานั่งลงที่โต๊ะกับเดนเซล จอห์นนี่รู้แล้ว นี่ต้องเป็นการชักชวนสมาชิกของ W.R.O รีฟพยามจะหลอกให้เดนเซลเข้าเป็นสมาชิก

“ต้องทำอะไรซักอย่างแล้ว ถ้าชั้นยอมให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นในร้าน คงมองหน้าทีฟาไม่ติดแน่”

เขาเพ่งสายตาไปที่รีฟ ถึงยังงั้นสีหน้าของรีฟที่หันมาทางเขาก็ยังเรียบเฉย

”ผมขอกาแฟครับ”

รีฟพูดขึ้นอย่างสุภาพ

“ครับ รอสักครู่ครับ”

จอห์นนี่ผุดลึกขึ้นทันที หันกลับไปที่เคาท์เตอร์ ผู้ชายคนนี้รับมือด้วยยากมาก…

เดนเซลลุกขึ้น ไม่ทันตั้งตัวแม้จะกล่าวคำทักทายชายที่มาพบเขา เขาแปลกใจที่รีฟ หัวหน้าองค์การ W.R.O มาเพื่อพูดคุยกับเขาด้วยตัวเอง

”นั่งก็ได้”

เสียงของรีฟดึงเขาออกจากพะวัง เดนเซลนั่งลงเหมือนเดิม

“เอาล่ะ เดนเซล ผมไม่มีเวลามากนัก ขอเข้าเรื่องเลยนะ”

เขาลดเสียงลงต่ำ

“ผมต้องเตือนเธอก่อน ว่าตอนนี้เราเปลี่ยนไปมาก เราไม่ได้รับสมาชิกใหม่แล้ว หากเธออาสาที่จะช่วย เธอต้องติดต่อไปที่หัวหน้าประจำเขต ตอนนี้ W.R.O เป็นกองทัพแล้ว”

“ผมรู้ครับ รู้ดีว่าอันตรายแค่ไหน”

”งั้นรึ....เอาล่ะ งั้นเริ่มกันได้แล้ว ลองเล่าประวัติของเธอดูสิ?”

”ประวัติ? แต่ผมพึ่งสิบขวบนะครับ”

”ผมรู้ แต่เธอไม่มีประวัติในช่วง 10 ปีเลยหรือ”

เดนเซลเป็นลูกของเอเบล (Abel) พนักงานแผนกที่ 3 ของชินระคัมพานี กับ โครเอ (Chloe) ที่เป็นแม่บ้าน ทั้งสามอาศัยอยู่ในส่วนที่พักของพนักงานชินระคัมพานีใน Sector 7 เอเบลนั้นเกิดและเติบโตขึ้นที่หมู่บ้านเล็กๆ ดังนั้นจึงพอใจกับการที่ได้อยู่บนเพลทของมิดการ์ แต่เอเบลเชื่อว่าคนเราจะต้องมีจุดมุ่งหมายในชีวิต ดังนั้นเขาฝันที่จะย้ายไปอยู่ใน Sector 5 ซึ่งเป็นเขตที่อยู่อาศัยระดับบริหาร ก่อนวันเกิดอายุ 7 ขวบของเดนเซลไม่นาน เอเบลได้เลื่อนขึ้นเป็นหัวหน้าแผนก ซึ่งทำให้ได้สิทธิ์ในการย้ายไปอยู่ใน Sector 5 เมื่อทราบข่าว โครเอและเดนเซลเตรียมจัดงานเลี้ยงขึ้น เป็นงานเลี้ยงที่สนุกสนาน เดนเซลได้ฟังพ่อเล่าถึงชีวิตและเรื่องตลกที่เคยเล่าให้ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า

”ลูกจะดีใจที่เกิดเป็นลูกพ่อ และได้อยู่ที่นี่ เดนเซล ถ้าลูกต้องอยู่ที่สลัม ลูกจะได้กินหนูแทนเนื้อไก่”

”พวกเขาไม่มีไก่เหรอครับ?”

”มีสิ แต่ทุกคนยากจนเกินกว่าจะซื้อได้ ชีวิตแบบนั้นน่ะ สิ่งที่ลูกจะทำได้ มีแต่หาหนูมากินเป็นอาหารเย็น หนูสกปรกสีเทาๆ”

”อี๋...แหวะ”

”แล้วรู้มั๊ยว่ารสชาติมันเป็นยังไง?” เอเบลถามขึ้น ขยิบตาให้กับโครเอ

”อยากรู้มั๊ยจ๊ะลูก?”

โครเอถามขึ้นพลางมองไปที่จานของเดนเซล เดนเซลรู้สึกขนลุกขึ้นมา มองสลับไปมาระหว่างจานของเขากับหน้าของพ่อแม่ เอเบลก้มหน้าลง พยายามกลั้นหัวเราะ ทำให้เดนเซลนึกขึ้นได้ว่าแม่เคยพูดอยู่เสมอว่า “ไม่มีประโยชน์ที่จะมีชีวิตอยู่ ถ้าไม่มีรอยยิ้ม”

“พ่อแม่หลอกเรานี่นา”

เดนเซลคิดในใจ

“รู้แล้ว”

เดนเซลโพล่ง

“นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมผมเชื่อพ่อไม่ค่อยได้!”

*************



”น่าสนุกนะ” รีฟเอ่ย

”พวกเขาชอบเล่นสนุกอยู่เรื่อย ชอบแกล้งผมกัน” เดนเซลพูด

”ผมต้องบอกเธอก่อน เท่าที่ผมรู้ พวกเขาไม่ได้กินหนู ถ้าพวกเขาเอาหนูมากินจริง หนูในสลัมก็คง..”

”ผมรู้ครับ ผมรู้ดี”

”ทำไมล่ะ เกิดอะไรขึ้นเหรอ”

”เรื่องมันยาวครับ”

************



เดนเซลอยู่บ้านตอนที่พ่อโทรมา

“แม่อยู่รึเปล่า?” พ่อถาม

”แม่ออกไปซื้อของ”

”บอกแม่ว่ากลับมาแล้วโทรหาพ่อด้วย ไม่..ไม่เอาล่ะ พ่อไปหาเองดีกว่า”

พ่อวางสายไปแล้ว อะไรเนี่ย เสียงพ่อดูเป็นกังวลมาก สงสัยเกิดเรื่อง ยังไงเขาก็ทำอะไรไม่ได้ เดนเซลเปิดทีวีดูระหว่างรอแม่กลับมา มีข่าวแสดงการระเบิดของเตาปฏิกรณ์มาโคหมายเลข 1 (No 1 Maco Reactor) เป็นฝีมือของผู้ก่อการร้ายกลุ่มอวาแลนซ์ นี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้พ่อยุ่ง เดนเซลคิด และรู้สึกฉุนเฉียว ไม่ใช่เป็นเพราะเขาหรือแม่ซักหน่อย

ประมาณชั่วโมงเศษ ก็มีคนมาที่บ้าน ไม่ใช่แม่ แต่เป็นพ่อ “แม่ล่ะ?” เอเบลถาม

”ยังไม่กลับมาเลย”

“บ้าจริง พ่อจะไปตามแม่” เอเบลพูดแล้วออกจากบ้านไป เดนเซลตามพ่อออกไปทันที พวกเขาไปยังเขตการค้าและพบโครเอคุยอยู่กับคนทำเนย เอเบลให้เดนเซลรออยู่ข้างนอก แล้วเดินเข้าไปจับข้อมือของโครเอดึงมาที่เดนเซลรออยู่โดยไม่พูดไม่จา

เดนเซลตกใจเมื่อได้ยินแม่ร้อง “ปล่อยนะ! อะไรกัน!? ทำอะไรของคุณน่ะ? เอเบล”

เอเบลมองไปรอบๆ อย่างระแวง และพูดออกมาเบาๆ “Sector 7 จะถูกทำลาย เราต้องรีบย้ายไปที่Sector 5 บ้านใหม่เราอยู่ที่นั่น”

”ถูกทำลาย!?”

”พวกที่วางระเบิดเตาปฏิกรณ์มาโคหมายเลขหนึ่ง เป้าหมายต่อไปคือ Sector 7”

เดนเซลมองหน้าพ่อของเขา พวกเขากำลังล้อเล่นกันอีกหรือเปล่านะ “พูดจริงเหรอฮะ?” เดนเซลถาม พลางจับแขนพ่อ “รีบไปกันเถอะ”

แต่พวกเขายังไม่ไป

“เราไปกันเองไม่ได้” โครเอพูดขึ้น “เราต้องบอกคนอื่นด้วย พวกเพื่อนๆของเรา”

”ไม่มีเวลาแล้ว โครเอ แล้วข่าวนี้ก็เป็นข้อมูลภายในของบริษัทด้วย ผมละเมิดกฎเพื่อเอามาบอกคุณ แล้วถ้าได้รับการเลื่อนขั้นแล้ว.......”

โครเอหันมาทางเดนเซล

”ไปกับพ่อนะ เดี๋ยวแม่ตามไป ไม่ต้องห่วง” โครเอบีบมือเดนเซลแน่น ก่อนที่จะวิ่งไป

”โครเอ!” เอเบลวิ่งตามออกไปสองสามก้าว แต่แล้วก็หยุด สิ่งที่พ่อบอกทำให้เดนเซลกลัว เขาอยากจะตามแม่ไปด้วย

”เดนเซล ไป Sector 5 กัน”

”ไม่ เราต้องตามแม่ไปนะครับ”

”แม่ไม่เป็นไรหรอก เขาดูแลครอบครัวมาตลอด เขาดูแลตัวเองได้”

พ่อพาเขาผ่านเขตรอยต่อของ Sector 6 และ Sector 7 พบผู้ชายตัวสูงลากอุปกรณ์หนักๆ มาตามทางนั้น เอเบลร้องเรียกชายคนนั้น ชายคนนั้นได้ยินและรีบวิ่งมาหาพวกเขา

”อยู่นี่เหรอครับ?” ชายคนนั้นพูด “พวกเติร์กกำลังทำงานอยู่ พวกนั้นพึ่งตั้งระเบิดเสร็จ ตอนนี้กำลังจะเดินทางกลับ”

เดนเซลเคยได้ยินพ่อเล่าให้ฟังเรื่องการทำงานของบริษัทมาตั้งแต่ยังเด็ก ทีมเติร์กจะรับหน้าที่ทำงานสกปรกทุกอย่าง แต่มันหมายความว่าอย่างไร ที่พวกเขาติดตั้งระเบิดเสร็จ พวกเขาคืออวาแลนซ์เหรอ? เขาก้มหน้านึกสิ่งที่ชายคนนั้นพูด รู้สึกว่าพ่อกำลังมองมาที่เขา จึงเงยหน้าขึ้น

”นายพาลูกของฉันไป Sector 5 ทีได้ไหม?” เอเบลพูด “ฉันหวังพึ่งนายนะ” สายตาพ่อยังคงมองมาที่เดนเซล

”ไม่เอา!” เดนเซลร้อง

”พ่อจะไปตามแม่กลับมา ลูกไปกับอาคัมนะ (Arkham)”

”มาเถอะ ฉันจะพาไป” อาคัมพูด

”ฝากด้วยนะ อาคัม?”

”แน่นอนครับ”

”ไปรอที่บ้านเลขที่ 38 ของ Sector 5 นี่กุญแจ ฉันจะให้ลูกฉันเก็บไว้” พ่อหยิบกุญแจจากกระเป๋าออกมายัดใส่มือของเดนเซล

”พ่อ...”

”พ่อพึ่งซื้อทีวีจอใหญ่เอามาไว้ที่บ้าน ลูกดูทีวีรอเราอยู่ที่นั่น ไม่ต้องเป็นห่วง”

เอเบลขยี้ผมของเดนเซลแล้วผลักเขาเบาๆ ไปหาอาคัม แล้ววิ่งตรงไปทาง Sector 7 เดนเซลเสียหลักเกือบล้มลง แต่อาคัมยึดเขาไว้ “เอาล่ะ ไปกันเถอะ ฉันชื่อ อาคัม เป็นลูกน้องของพ่อเธอ ยินดีที่ได้รู้จักนะ เดนเซล”

เดนเซลพยายามวิ่งตามพ่อ แต่อาคัมจับเขาไว้

”ฉันรู้ว่าเธอรู้สึกยังไง แต่เมื่อพ่อของเธอเขาว่ายังงั้น ฉันก็ต้องทำตามที่เขาสั่ง ไป Sector 5 กันก่อน พอถึงที่นั่นแล้ว เธออยากจะทำอะไรก็เรื่องของเธอล่ะ โอเคมั๊ย?”

เขตอาศัยเต็มไปด้วยบ้านเรียงกันเป็นทิวแถว พวกเขามาถึงบ้านที่พ่อบอก ในบ้านไม่มีอะไรเลยยกเว้นกล่องใส่ทีวีอยู่เครื่องหนึ่ง อาคัมแกะทีวีออกจากกล่องแล้วต่อเข้ากับสายสัญญาณแล้วจึงเปิดเครื่อง ทั้งคู่นั่งดูข่าวรายงานการระเบิดเตาปฏิกรณ์ เดนเซลสงสัยว่าอาคัมจะออกไปเมื่อไหร่ ท้องของเขาเริ่มร้อง

“ผมหิวแล้ว”

“งั้นเอางี้ ฉันจะออกไปซื้ออะไรให้เธอทานหน่อย”

ทันใด บ้านทั้งหลังเหมือนถูกจับเขย่า เสียงดังลั่นจับทิศทางไม่ได้ เหมือนโลกกำลังจะแตก อาคัมเปิดประตู เสียงเหล็กลั่นเอี๊ยดอ๊าดสะท้อนไปมาทั่วทั้งบ้าน สิ่งของพังลงมา ผนังเหล็กฉีกเหมือนแผ่นกระดาษ เส้นลวดขนาดใหญ่ดีดไปมา ดังกึกก้องราวกับเสียงของเทพเจ้ากำลังพิโรธ

เดนเซลกรีดร้องแต่แทบไม่ได้ยินท่ามกลางเสียงเหล่านั้น พื้นสั่นอีกครั้ง แล้วก็หยุดลง

”รออยู่ที่นี่นะ” อาคัมพูดแล้วออกไปจากบ้าน เดนเซลกำลังจะตามเขาไปแต่ได้ยินเสียงจากทีวีดังขึ้น

“รายงานข่าวด่วน” ทีวีแสดงภาพการถล่มของเมืองแสดงบนจอ เดนเซลมองครู่หนึ่งก็จำได้ว่าเป็น Sector 7 ที่เขาพึ่งจากมาเมื่อชั่วโมงที่แล้ว

“เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ Sector 7” เสียงผู้ประกาศข่าวขณะที่ภาพบนจอเปลี่ยนไป ไม่มีอะไรเลย Sector 7 พังพินาศแล้ว

เดนเซลวิ่งออกจากบ้าน เมืองทั้งเมืองตกอยู่ในความสับสน เขาวิ่งผ่านฝูงคนมหาศาล บางคนกรีดร้องว่าต่อไปคือ Sector 5 เขาไม่รู้ว่าวิ่งมาไกลแค่ไหน เขาหอบหายใจ นี่เขาวิ่งมาถึงเขตเชื่อมต่อของ Sector 6 มีทหารบางคนประจำการป้องกันอยู่ เขาพยายามเข้าไปที่รั้ว และมองไปที่ Sector 7 ไม่เหลืออะไรเลย ว่างเปล่าเหมือนกับว่าตรงนั้นไม่เคยมีอะไรมาก่อน เหมือนกับมีช่องว่างมาแทนที่อาคาร,พื้น,บ้าน และผู้คน เดนเซลมองเห็น Sector 8 อยู่ไกลออกไป พื้นที่ Sector 7 และบริเวณเชื่อมต่อกลายเป็นซากปรักหักพังไปแล้ว “เฮ้ เจ้าหนู!” ทหารคนหนึ่งตะโกน “มาจากไหนเนี่ย?”

เดนเซลยังคงเหม่อมองยังที่ว่างตรงหน้า”โอ้ โทษทีนะเจ้าหนู” ทหารเบาเสียงลง “พ่อแม่หนูอยู่ไหนเหรอ?”

เดนเซลหันไปมองที่ว่างเปล่าตรงหน้าที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น Sector 7 อีกครั้ง ทหารมองตามเขา”อวาแลนซ์เป็นต้นเหตุทั้งหมด อย่าลืมเป็นอันขาดนะ เจ้าหนู นี่ เธอจะแก้แค้นก็ได้นะ ตอนที่เธอโตแล้ว”

ทหารพยายามให้กำลังใจเดนเซล “กลับไปได้แล้วเจ้าหนู” เขาถูกจับหันแล้วผลักให้กลับไป Sector 6

เดนเซลเดินไปท่ามกลางฝูงคน เขาคิดอะไรไม่ออก ทุกสิ่งทุกอย่างขาวโพลน เขาเดินเรื่อยเปื่อยไม่สนใจกับสิ่งรอบตัว เขาคิดไม่ออกว่าจะไปที่ไหน “พ่อ-แม่ ที่นี่ปลอดภัยจริงๆหรือ? พวกชั่วอวาแลนซ์ ฉันจะไม่อภัยสิ่งที่พวกแกทำ บริษัทชินระมัวทำอะไรอยู่ พ่อ-แม่ อยู่ที่ไหน?”
เดนเซลเดินออกห่างออกมาจากความสับสน เสียงผู้คนโหวกเหวกวุ่นวายอยู่เบื้องหลังโดยไม่สนใจ ทันในนั้นก็มีเสียงหนึ่งที่เขาคุ้นเคย เสียงนั้นเรียกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง เขาหยุดเดิน น้ำตาไหลลงอาบแก้ม เมื่อเห็นคนๆ หนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น


Create Date : 07 กันยายน 2549
Last Update : 7 กันยายน 2549 16:43:14 น. 0 comments
Counter : 625 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ดุก
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ดุก's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.