มีนาคม 2556

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
ความลับหลังภูหมอกดิน #1 แผนพรางหมอก (100%)

ตุ๊กตาโดเรมอนอัดเสียงใหม่เอี่ยมวางอยู่บนพื้นตรงกลางโกดังร้างมืดๆทึมๆอาจเป็นภาพที่ดูขัดกันเป็นที่สุด แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ พันตำรวจตรีเมฆินทร์ วงศ์ไกรสรหรือสารวัตรเมฆเครียดที่สุดจนต้องกุมขมับไว้ไม่ให้ระเบิดเหล่านายตำรวจยศต่างๆที่ขนกันมาเกือบสิบยืนได้แต่มองหน้ากันเองไปมา เมื่อข้อมูลการส่งมอบยาเสพติดล๊อตใหญ่ที่ทั้งตามสืบทั้งวางแผนแรมเดือนถูกตลบหลัง แทนที่จะได้ล้อมจับ กลายมาเป็นยืนล้อมโดเรม่อนแทน!!!
"โธ่เว้ย!!" ลูกพี่ใหญ่สบถเสียงดังลั่นปราดจะเข้าไปเหยียบไอ้ตุ๊กตานั่นให้แหลก โชคดีที่มีมือคู่หนึ่งดึงไว้

"ใจ เย็นก่อนพี่เมฆ เดี๋ยวผมจัดการเอง" คนพูดพูดด้วยน้ำเสียงใจเย็น ใบหน้านิ่งเฉยผิดกับนายตำรวจคนอื่นที่เริ่มออกอาการเซ็งบ้างเครียดบ้างให้เห็น แต่นั่นก็ไม่พอที่จะดับอารมณ์ของสารวัตรหนุ่มให้สงบลงได้ ยิ่งบอกให้คนกำลังโกรธใจเย้นยิ่งเหมือนเติมเชื้อไฟ
    "นี่เย็นกันมาจะเดือนนึงแล้วนะไอ้นุแล้วแกดู!!!"เมฆินทร์หันไปพูดกับลูกน้องคนสนิทที่ตอนนี้ยังรั้งแขนเขาอยู่...ร้อยตำรวจเอกนุวัติวรารมณ์หรือผู้กองนุ
    "อายเค้าเข้าไปอีกนะพี่เป็นสารวัตรใหญ่กระทืบโดเรมอน" นุวัติพูดไปกลั้วหัวเราะไปพอเห็นสีหน้าไม่เล่นด้วยของลูกพี่จึงพูดจริงจังขึ้นมา...นิดนึง
    "บอกแล้วไงเดี๋ยวผมดูเองเผื่อมันอัดอะไรไว้ จะได้ไม่ต้องตายก่อนได้พูด" พูดจบผู้กองหนุ่มก็เดินเข้าไปกลางวงด้วยท่าทางอารมณ์ดี...ดีจนไม่ทันสังเกตุเห็นสายตาที่เปลี่ยนไปแวบหนึ่งของคนที่ตนเพิ่งดึงแขนไว้
ทันทีที่ปุ่มบันทึกเสียงตรงหน้าอกถูกกดโดเรมอนก็ขยับปากพูดขึ้นลงเป็นเสียงของกวนๆชายวัยกลางคน
    "ผมรู้น๊าาาสารวัตรอยากเจอผมมากก อิอิ ผมเองก็อยากเจออยากคุยกับสารวัตรแบบสบตาเหมือนกันผมไม่ได้เบี่ยงเบนนะครับ ออกตัวไว้ก่อน แค่ไหนๆผมกับสารวัตรก็เล่นไล่จับกันมาตั้งนานก็เห็นวิ่งอยู่นั่นแหละกลัวจะเหนื่อย แต่สารวัตรก็ไม่เคยยอมคุยกันดีๆซักกะทีเพราะสารวัตรน่าจะนิ่งฟังมั่ง เป็นไงครับ นิ่งสนิทไปเลยใช่มั้ยฮ่าๆๆๆ"...จบเสียงที่บันทึกไว้เท่านั้น ...จบโดยที่คนในคลิปเสียงเดาผิดไปสารวัตรเมฆไม่ได้นิ่งสนิท หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้นิ่งด้วยตัวเอง เพราะมือหลายๆมือของลูกน้องที่มาด้วยช่วยๆกันรั้งแขนรั้งขาไว้...ถูกคนร้ายตลบหลังเข้าโกดังเปล่าน่ะมันอายธรรมดา แต่สารวัตรกระทืบตุ๊กตามันอายมุดดิน

                              .........................................................

"ไอ้เลขมันอยู่ไหน???"
เป็นประโยคแรกที่สารวัตรหนุ่มเอ่ยขึ้นมาได้หลังจากที่ลูกน้องช่วยกันกล่อมแล้วลากกลับมานั่งที่ห้องทำงานได้
    "ไปงานวัดกับแฟนครับ"นุวัติตอบ แทนนายตำรวจคนอื่นๆที่ยืนหน้าซีด
"เออดี ทิ้งเพื่อนหน้าแตกคนเดียว"
    "พี่เมฆอย่าพาลสิคร๊าบบบก็หน้าแตกกันทั้งก๊วนน่ะแหละ ผมก็ด้วย"น้ำเสียงไม่ทุกข์ไม่ร้อนของคู่หูคนสนิทเรียกสายตาเขียวปั๊ดจากเมฆินทร์ที่กำลังพาลได้เป็นอย่างดีจนคนพูดต้องปรับเสียงให้จริงจังขึ้น
    "ข้อหนึ่งเลยนะผู้กองเลขเพิ่งย้ายมาและยังอยู่ในช่วงลาพักจะไปไหนก็ได้ ข้อสองผู้กองเลขไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆกับแผนนี้เลยจะลากเค้ามาหน้าแตก เอ๊ย มาบุกโกดังด้วยทำไมครับ???"
"เฮ้อ!!!" เมฆินทร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะโบกไล่ "มีงานอะไรไปทำก็ไปเถอะ"
พอได้ยินว่าไปไหนก็ไปเท่านั้นแหละแต่ละคนแอบถอนหายใจกันอย่างโล่งออกเตรียมตัวกลับ ยกเว้น...
"แล้วจะให้เขียนรายงานว่าไงดีครับ?"
"เดี่ยวชั้นจัดการเอง"
นุวัติกระตุกยิ้มมุมปาก ก้มศีรษะรับคำสั่งเบาๆเป็นเชิงล้อเลียนตำรวจคนอื่นๆก้มศีรษะทำความเคารพ เมฆินทร์พยักหน้ารับรู้
    "อยู่คนเดียวอย่าคิดสั้นนะคร๊าบบ อนาคตยังอีกยาวไกลความหวังยังมี" นุวติที่เดินออกรั้งท้ายอุตส่าห์โผล่หน้ามาแซวซ้ำก่อนจะปิดประตู
ทันที่ประตูห้องทำงานปิดสนิท สีหน้ามืดหม่นของเมฆินทร์ก็ปิดลงเช่นกันสารวัตรหนุ่มคลี่ยิ้มอย่างสุขใจ ราวกับว่ากับที่ถูกหลอกไปล้อมจับตุ๊กตาไม่ได้มีผลอะไรต่อเขาเลยสักนิดซ้ำยังสร้างความพอใจให้เขาอย่างมากเสียด้วย
    "คนอย่างสารวัตรเมฆินทร์ไม่คิดอะไรสั้นๆร๊อก"สารวัตรหนุ่มนึกไปถึงคำพูดที่นุวัติฝากไว้ พลางถอนหายใจเบาๆ"แกนั่นแหละไอ้นุยังมีอนาคตไกลแท้ๆ ไม่น่ามาเลือกทางนี้เล๊ย"

......................................

งานปิดทองฝังลูกนิมิตรของวัดใหญ่ประจำอำเภอปีนี้ใหญ่โตเป็นพิเศษเพราะความคิดของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ถ่ายทอดมายังนายอำเภอว่าอยากจัดงานแสดงสินค้า-ของดีพื้นเมืองควบคู่กันไปด้วยเผื่อจะเรียกคืนนักท่องเที่ยวที่หนีหายจากกรณีลักพาตัวเรียกค่าไถ่เมื่อสามเดือนก่อนกลับมาได้บ้างบริเวณงานจึงมีทั้งบรรดาพ่อค้าแม่ค้ามาจับจองขายสินค้ากันเต็มที่เครื่องเล่นต่างๆตั้งแต่ชิงช้าสวรรค์ยันรถไฟตีลังกา ร้านค้าการกุศลการแสดงบนเวทีทั้งการละเล่น-ดนตรีพื้นบ้าน วงดนตรีหลากหลายประเภทบางวันก็มีดารานักแสดงมาปรากฏตัวแต่ที่ใครๆตั้งตารอคงหนีไม่พ้นงานประกวดเทพีประจำปีที่ปีนี้มีรางวัลถึง 50,000 บาทสำหรับผู้ชนะอันดับหนึ่งแต่ละหน่วยงาน บริษัทหรือห้างร้านต่างๆ จึงเฟ้นหาผู้เข้าประกวดอย่างเต็มที่ไม่เว้นแม้แต่...สถานีตำรวจ
    "พรุ่งนี้แล้วนะ ตื่นเต้นไหม ศศิ???"
ชายหนุ่มผิวสีแทน รูปร่างสูงใหญ่เอ่ยถามขึ้นมือยื่นไอศกรีมโคนที่ซื้อมาให้แฟนสาว
    "ตื่นเต้นสิคะ งานใหญ่ขนาดนี้"หญิงสาวตอบเสียงหวานใส ระบายยิ้มบางๆบนใบหน้าอย่างชวนมอง เธอเป็นหญิงสาวที่เรียกได้ว่าสวยแบบหวานหยดใบหน้ารูปไข่นวลเนียน ตาโตสวยออกคมนิดๆ คิ้วโก่ง จมูกโด่งสวยเชิดเล็กน้อยปากรูปกระจับเคลือบสีชมพูหวาน ผิวพรรณนวลเนียนผุดผ่องเป็นหนึ่งในตัวเก็งการประกวดปีนี้
ศศิเรขาเอื้อมมือรับไอศกรีมจากชายหนุ่มที่คนในอำเภอรู้จักกันในชื่อของร้อยตำรวจเอกคณิตพิสิตลักษณ์ หรือผู้กองเลขนายตำรวจหนุ่มที่ย้ายเข้ามาประจำอำเภอภูหมอกโดยพาแฟนสาวที่กำลังจะแต่งงานกันมาด้วยและทำเรื่องขอลาพักร้อนท่องเที่ยวในจังหวัดก่อนเข้าทำงานในสถานีตำรวจสองอาทิตย์ชื่อแปลกๆทำตัวแปลกๆใครล่ะจะจำไม่ได้
    "พี่เลขค่ะ ศศิอยากนั่งชิงช้าสวรรค์"
ผู้กองเลขชะงักทันทีที่แฟนสาวพูดขึ้น
    "เอาจริงสิ ศศิไม่กลัวเหรอ???"
    "กลัวอะไรคะ? ศศิไม่กลัวความสูงหรอก"
หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงขบขัน
    "พี่ไม่ได้หมายถึงกลัวความสูงแต่หมายถึงกลัวโป๊น่ะ วันนี้ศศิใส่กระโปรงนะ" ชายหนุ่มทักเพราะวันนี้ศศิเรขาอยู่ในกระโปรงผ้าฝ้ายสีครีมปักลายหวานแถมยังคาดหน้าผากด้วยเชือกถักประดับดอกไม้เล็กๆอีกเลยดูเด่นกว่าคนในงานที่ส่วนใหญ่แต่งตัวสบายๆกัน
    "ศศิระวังตัวอย่างดีอยู่แล้วค่ะ คิดไว้แล้วว่ายังไงวันนี้ต้องขึ้นชิงช้าสวรรค์ให้ได้พี่เลขรับปากแล้วด้วยว่าวันนี้จะตามใจศศิทุกอย่าง"
คณิตได้แต่ถอนหายใจยอมจูงมือพอแฟนสาวขึ้นชิงช้าสวรรค์ เล่นเครื่องเล่นเล่นเกมจับรางวัลต่างๆอย่างสนุกสนานแล้วแต่ศศิเรขาอยากจะไป
สองหนุ่มสาวเที่ยวเล่นด้วยกันอย่างมีความสุขท่ามกลางสายตาของผู้คนที่มาร่วมงานรวมทั้งสายตาสองคู่ของผู้ที่ลอบมองตั้งแต่ทั้งคู่เข้ามาในงานแล้วด้วยวัตถุประสงค์บางอย่าง
    "จะดูเรื่อยๆอย่างเดียวเหรอครับ พี่หลัก"
"วันนี้ดูอย่างเดียว เรื่องงานไว้พรุ่งนี้"ชายหนุ่มที่ถูกถามตอบ พลางขยับแว่นตากันแดดที่สวมแทบจะตลอดเวลาให้เข้าที่ทั้งที่ตอนนี้กลางคืนแล้ว ด้วยเหตุผลง่ายๆคือใส่แล้วรู้สึกหล่อ
    "จะรีบกลับรึเปล่า เทียนง่วงนอนหรืออยากดูละครกะเมีย???"
    "ผมก็ถามดูเฉยๆ ไม่ได้ง่วงอะไร ไม่ได้อยากดูละครด้วยดูที่นี่ก็ได้" สายตาเทียนบุ๊ยไปยังคู่รักที่พวกเขาจับตาอยู่

"สวยยังกะนางเอกละคร ประกวดพรุ่งนี้ชนะแน่ๆ น่าเสียดายที่...."
    "ก็รอประกวดใหม่ปีหน้า" หลักตัดบท แต่ก็อดเสริมต่อไม่ได้ "ถ้ายังกล้าอ่ะนะ"
    "ผมว่ากล้านะ ขวัญกำลังใจหล่อล่ำขนาดนั้นเอ? ว่าแต่พี่หลักสนใจจะเป็นขวัญกำลังใจให้เค้ามั่งครับผมว่าอย่างพี่เนี่ยเขี่ยแฟนเค้าชิดซ้ายได้เลยนะ"
ชายหนุ่มหัวเราะหึหึในลำคอกับสำบัดสำนวนของเทียนซึ่งความจริงแล้วก็ไม่ได้กล่าวเกินไปนัก ...หลักแสนไทรที่คนในภูหมอกรู้จักชื่อเสียงดีในฐานะคนสนิทมือซ้ายของ...คำพงษ์ ผาภูเจ้าพ่อยาเสพติดรายใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าลึก จัดเป็นคนหน้าตาหล่อถึงหล่อมากหุ่นสมาร์ท ผิวขาวจัดอย่างคนไม่ค่อยออกแดด ถ้าไม่บอกไม่มีใครเชื่อว่านี่คือ หลักแสนไทร ต่อให้บอกก็คงไม่ค่อยมีใครเชื่อ
ครั้งหนึ่งเทียนเคยกระซิบถามด้วยความสงสัย
"ถามจริงเหอะพี่ ต่อให้เพราะเรื่องพ่อพี่ก็เหอะแต่อย่างพี่เนี่ยผมว่าไปเป็นดารานายแบบเนี่ยเกิดเลยนะ นึกไงมาเป็นโจร"
    "ม.ป.ส.ด."
    "คือ?"
    "มันเป็นสันดาน หน้าตาไม่เกี่ยว"
    "อ๋ออออ"
"นู่น!! เค้าจะกลับกันแล้ว"
หลักสะกิดเรียกลูกน้องช่างเจรจาให้ดูคู่หนุ่มสาวที่กำลังจะกลับคณิตลูบศีรษะแฟนสาวอย่างหยอกล้อ ก่อนจะยื่นหมวกกันน๊อกสีหวานให้
    "มอเตอร์ไซค์คันตั้งใหญ่กล้านั่งข้างซ้อนท้ายนะเนี่ย"
เทียนไม่วายแซวทิ้งท้าย หลักมองหน้าลูกน้อง
    "แฟนอยู่ด้วยทั้งคนกลัวอะไร แต่ก็นะไว้พรุ่งนี้ก่อนเถอะ ค่อยกลัว,, ไป กลับบ้านกัน"
    "ขอแวะซื้อของในงานก่อนได้มั้ยพี่???"
    "ซื้อฝากเมียล่ะสิ เอาเหอะ หลังพรุ่งนี้ก็คงไม่จัดต่อแล้ว!!!"
        ....................................................

รถกระบะสีดำคันใหญ่เลี้ยวเข้าสู่ถนนหลักของหมู่บ้านจัดสรรตรงดิ่งไปยังบ้านเดี่ยวหลังในสุดที่เปิดไฟสว่างสารวัตรเมฆินทร์ไม่ได้แวะมาที่นี่บ่อยนักปกติแค่แวะมาดูความเรียบร้อยของบ้านเท่านั้น...บ้านของเพื่อนรักตั้งแต่เด็กที่ไม่ได้พบกันนานแล้วนานจนความมั่นใจที่จะได้เจอ”เพื่อน”เบาบางลงไปทุกที ไฟสว่างที่เปิดในบ้านตอนนี้ไม่ได้มาจากเจ้าของบ้านที่จากไปแสนนานแต่เพราะตอนนี้สารวัตรเมฆินทร์ให้ผู้กองที่ย้ายมาใหม่พักอาศัยไปก่อนระหว่างที่รอก่อสร้างบ้านของตัวเองเป็นการถาวร

“สมกับที่มีตำรวจอยู่บ้านจริงๆ กี่ครั้งกี่ครั้งประตูรั้วก็ไม่ปิด”เมฆินทร์บ่นพึมพำมือไขกุญแจเปิดเข้าบ้าน

โพล๊ะ!!

หมอนเอนใบใหญ่พุ่งมาต้อนรับเต็มหน้า เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นมา

“เอาแล้วไงล่ะแก ไอ้เรข”

เมฆินทร์ดึงหมอนออกจากหน้า ภาพที่เห็นตรงหน้าคือชายหญิงคู่หนึ่งยืนจ้องหน้ากันอยู่คนละฟากของห้องรับแขกที่ตอนนี้สภาพเหมือนเพิ่งมีการไล่ล่าอะไรบ้างอย่างเกิดขึ้น

“ไอ้พี่ทีหาเรื่องก่อน” ฝ่ายหญิงที่เป็นมือปาหมอนเป็นโจทย์ฟ้องในมือเจ้าหล่อนอุ้มหมอนใบหนึ่งจากสภาพการเดาได้ว่าเอาไว้ต่อจากลูกที่เพิ่งประทับหน้าเมฆินทร์ไป

“ชั้นอยู่เฉยๆแกแหละปาอยู่คนเดียวเลย”ชายหนุ่มแก้ต่างเมฆินทร์ส่ายหัวอย่างเหนื่อยหน่าย นี่ถ้าคนในงานวัดที่ได้เจอตำรวจหนุ่มแสนจะสุภาพบุรุษกับหญิงสาวแสนจะอ่อนหวานมาเปิดเผยตัวตนในตอนนี้ล่ะก็...จะทำหน้ากันยังไง

“งานจะเริ่มพรุ่งนี้แล้ว แกแน่ใจนะว่าพร้อมจริงๆ ไอ้เรข ”

ร้อยตำรวจเอกหญิงศศิเรขาปราชญ์ปริทัศน์หรือผู้กองเรขในคราบคุณหนูศศิยิ้มเจื่อนๆเดินตามที่นิ้วเมฆินทร์ชี้ไปนั่งสงบเสงี่ยมที่โซฟา เรียกรอยยิ้มเยาะเย้ยจากชายหนุ่มที่เพิ่งตกเป็นเป้าหมอนบินพร้อมขยับปากเป็นคำพูด

“สม..น้ำ..หน้า”

สารวัตรเมฆินทร์หันขวับ

“แกก็เหมือนกันไอ้ที แทนที่จะทำตัวให้รุ่นน้องนับถือ ,, แล้วนี่คุยงานกันถึงไหนแล้ว”

ร้อยตำรวจเอกเอกนัทที จิตพิริยะหรือผู้กองทีในคราบผู้กองเลขยิ้มแห้งๆตอบ

“ยังไม่ได้คุยไรเลยครับ ไอ้เรขกลับมาถึงก็อาละวาดเลย”

“ก็เล่นหัวก่อนทำไม? ไม่ชอบ”

“แกแหละเริ่มก่อนทำไม ไอ้เรข รู้ว่าชั้นไม่ถูกกะความสูงชวนขึ้นซะครบทั้งชิงช้าสวรรค์ทั้งรถไฟเหาะ”

“ใครเริ่มกันแน่ ให้ซื้อไอติมถ้วย ซื้อมาทำไมไอติมโคน เหงื่อทั้งมือ สกปรก”

“แล้วใครบังคับให้กินโคนไม่ทราบ ไม่ซื้อขนมปังให้ก็บุญแล้วนะเนี่ย”

“เหรอ ขอบคุณนะคะ” ศศิเรขาประชดหน้าหงิก เพราะมีงานใหญ่รออยู่ไม่อยากทะเลาะด้วยนานหันไปตัดบทพูดกับเมฆินทร์แทน

“แล้วทางพี่เมฆเป็นไงบ้าง”

“เรียบร้อยตามแผนดี” สารวัตรหนุ่มตอบเอกนัททีเห็นสีหน้ารุ่นพี่หงอยๆก็อดทักไม่ได้

“เครียดเรื่องผู้กองนุเหรอครับ”

เมฆินทร์ถอนหายใจ ก่อนจะพยักหน้ารับ

“เสียดายอนาคตมัน ไม่น่าเลือกเดินทางผิด”

“เรื่องผู้กองไอศูรย์ด้วยใช่ไหมคะ” ศศิเรขาพูดขึ้นมาบ้าง “ไม่ต้องห่วงนะจะหาทางสืบให้”

เมฆินทร์พยักหน้าเบาๆ

“ขอบใจ”

....ร้อยตำรวจเอกไอศูรย์ สุรีย์วงศาหรือผู้กองไอซ์ เจ้าของบ้านหลังที่เอกนัททีกับศศิเรขาพักอยู่เป็นเพื่อนสมัยเด็กและร่วมรุ่นตำรวจกับสารวัตรเมฆ เมื่อประมาณสามปีก่อนในระหว่างลาพักผู้กองหนุ่มกลับมาเยี่ยมบ้านที่ภูหมอก ด้วยความสนใจในคดีคำพงษ์ ผาภูจึงอาสาช่วยเพื่อนสืบคดีแบบลับๆโดยการแอบลอบเข้าป่าไปหาแหล่งกบดานโชคร้ายที่คืนนั้นเกิดการปะทะกันระหว่างคำพงษ์กับเจ้าพ่อยาเสพติดที่ขัดผลประโยชน์อีกคนสารวัตรเมฆทราบข่าวการยิงกันตอนเช้า หลังจากตรวจสอบพบร่องรอยเพื่อนรักเพียงปลอกกระสุนและคราบเลือดนอกจากนั้นไม่มีวี่แววใดๆของผู้กองไอซ์อีกเลย ไม่มีอีกเลย...นับจากนั้นมา

เมฆินทร์ตกลงเรื่องแผนการและเวลานิดหน่อยกับลูกน้อง พร้อมมอบอุปกรณ์สองสามชิ้นไว้ติดตัว

“ไปนอนกันได้แล้ว พรุ่งนี้พี่อาจติดงานอื่นด้วยไม่ได้เจอพวกแก พักผ่อนให้มากๆคงต้องเหนื่อยกันหน่อยโดยเฉพาะแก ไอ้เรข” สารวัตรหนุ่มมองหน้าลูกน้องที่งานนี้รับบทหนักสุด “ดูแลตัวเองดีๆล่ะ”

ศศิเรขากับเอกนัททียิ้มบางๆตอบรับ คล้อยหลังเมฆินทร์ไป ทั้งคู่ก็แยกย้ายกันไปนอนแผนการพรุ่งนี้แม้จะเสี่ยงเอาเรื่องแต่ก็เตรียมพร้อมมาดี เหลือแต่เตรียมตัวและใจให้พร้อม

สิ่งหนึ่งที่ทั้งสามคนต่างรู้ดีเกี่ยวกับงานชิ้นนี้...ไม่ว่าจะเตรียมมาพร้อมแค่ไหนแต่อนาคตก็ไม่ใช่สิ่งที่ลิขิตได้ดังใจคิดมันคลาดเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงได้เสมอ....เพียงแต่ไม่มีใครคิดว่ามันจะคลาดและเคลื่อนกันไปไกลแค่ไหน

ยินดีรับทุกคำติชมนะค่ะ ^_^




Create Date : 31 มีนาคม 2556
Last Update : 11 เมษายน 2556 22:31:38 น.
Counter : 505 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ซากดาว
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ด้านบนของblog นี้จะเขียนอะไรที่อยากเขียนค่ะ
ถ้าอยากดูที่มีสาระเลื่อนลงมาดูข้างล่างได้
จะคั่นไว้ให้นะค่ะ

บางส่วนที่เขียนอาจยาวไปหรืออกทะเลบ้างซึ่งไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องนั้น ส่วนหนึ่งเพื่อใช้เป็นบันทึกความทรงจำของตัวเองค่ะ