กรกฏาคม 2560

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
::บันทึกการเดินทาง:: Hello Osaka! หมดเวลาสนุกแล้วสิ


::บันทึกการเดินทาง:: Hello Osaka! หมดเวลาสนุกแล้วสิ



ในที่สุดก็เดินทางมาถึงวันสุดท้ายของทริปนี้ จริงๆ แล้วเวลาเช็คเอ้าท์คือ 10 โมง แต่สุดท้ายเราก็เลทเป็น 11 โมงจนได้ เพราะลงมาจากห้องแล้วหากระเป๋าเงินไม่เจอ ก็วิ่งขึ้นไปรื้อของใหม่อีกรอบแต่ก็ยังหาไม่เจอ พอค้นหาดูอีกทีก็พบว่ามันนอนอยู่ในกระเป๋าถือตั้งแต่แรกแล้ว ชีวิตบัดซบจริงๆ แต่เจ้าของห้องก็ใจดีไม่ได้คิดเงินเพิ่มแต่อย่างใด


เราลากกระเป๋ากันมาฝากไว้ที่ตู้อัตโนมัติที่สถานี Shin-Osaka แต่ก็มีปัญหาอีก เนื่องจากล็อกเกอร์ที่รับฝากไซส์ใหญ่สุดที่ใส่กระเป๋าเดินทางขนาด 29 นิ้วได้มีแค่ 5 ตู้ต่อ 1ล็อก แต่เต็มไปแล้ว 2 ตู้ ที่น่าหงุดหงิดคือ ก่อนหน้าที่เราจะไปถึงมีผู้หญิงต่างชาติ 2 คน กำลังเปิดตู้ไซส์ใหญ่สุดเพื่อฝากของแค่กระเป๋าเดินทางไซส์ 20 นิ้วที่ Carry on ได้อ่ะ คือตู้ไซส์อื่นก็มีนางก็ไม่เอา ทำให้เราฝากกระเป๋าได้แค่ 3 ใบ เราเลยไปช่วยกันเดินหาตู้ฝากของที่อื่นให้แสตมป์ฝากกระเป๋า ซึ่งก็อยู่ใกล้ๆ ทางเข้าสถานีอีกทาง แต่ยังค่ะ ความพังยังไม่จบแค่นี้ เพราะแต่ละคนมีเงินในบัตร ICOCA ที่ต้องใช้จ่ายค่าฝากไม่พอ ก็ต้องวิ่งไปเติมเงินกันที่ตู้ แล้วค่อยวิ่งกลับมา ลิ้นห้อยตั้งแต่ยังไม่ออกไปไหนเลย จากนั้นก็มุ่งหน้าไปกันที่ Dotonburi เพื่อช็อปปิ้งเก็บตกกันต่อ ละนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้มาเดินตอนฟ้าสว่าง ของขายเยอะมาก ยั่วกิเลสขั้นสุด เสื้อโค้ทสีพาสเทลน่ารักไปหมด ถ้าได้มาเดินตั้งแต่วันแรงคงสอยไปแล้วแน่ๆ


อย่างที่บอกไว้ตอนแรกว่าตั้งใจอยากได้รองเท้า Nike Roshe One all black กับ Converse เลื่อม แต่ Converse เลื่อมราคาแรงเหลือเกินก็เลยต้องตัดใจ เลยหันมาหมายมั่นปั้นมือกับ Nike Roshe One all balck มากๆ บุญมีแต่ก็เหมือนกรรมบังเพราะร้านแรกที่เข้าไปมีของและลดราคาอยู่จ้า แต่ประเด็นคือไม่มีไซส์ มันเล็กกว่าไซส์ที่ใส่ไป 1 เบอร์ ตอนลองก็แอบลังเลในใจว่าจะซื้อไปดีมั้ย ใส่ๆ ไปแล้วมันอาจจะขยายออกก็ได้นะ อีกใจก็บอกว่าอย่าเลย ถ้าของมันจะเป็นของเรายังไงก็เป็นของเรา ซึ่งก็โชคดีแล้วแหละที่ไม่ได้ซื้อมา พอเดินผ่านมาอีกไม่กี่ร้านก็ไปเจอแบบที่อยากได้ที่ร้าน Sports Lab ในราคา 6,400¥ แม้ว่ามันจะไม่ลดราคาเหมือนร้านแรกที่เจอ แต่ก็สามารถทำ Tax Free ได้ เพราะราคาเกิน 5,000¥


ยิ่งเดินยิ่งขาไม่ติดพื้น เจอแต่ของน่ารักๆ ทั้งนั้น เข้าร้านนู้นออกร้านนี้ประหนึ่งแข่งแรลลี่อยู่ ยังแอบเสียดายไปตลอดทางว่าทำไมไม่มาเดินที่นี่ตั้งแต่วันแรกๆ (ในเวลากลางวัน) ส่วนพี่รถเมล์และแสตมป์ก็สอยรองเท้าไปเหมือนกัน ระหว่างที่นั่งรอพนักงานไปงมไซส์รองเท้าให้ พี่รถเมล์ก็บอกให้นุ้ยกับพี่บัวเดินล่วงหน้าไปกันก่อนก็ได้ เพราะพี่บัวต้องไปซื้อของเพิ่มที่ร้านด็องกี้ นุ้ยกับพี่บัวก็เลยเดินแยกกันมาก่อน จนกระทั่งมาถึงที่ป้าย Glico man หากยังจำกันได้ วันที่สองที่มาถึงโอซาก้า เราแวะถ่ายรูปกันตอนกลางคืนละวุ่นวายมาก เพราะคนเยอะ แถมยังถ่ายยาก โฟกัสที่ป้ายไฟ คนก็มืด โฟกัสที่คน ป้าย Glico man ก็ขาวโพลน สาดแฟลชหน้าก็พัง แต่ที่ป้าย Glico man ตอนเช้าคือโล่งมาก ไม่มีคนเลย ก็เลยจัดสักหน่อยคนละแชะกับพี่บัวแล้วก็วิ่งกันต่อ



จากแพลนที่วางเอาไว้คือต้องออกจาก Dotonburi ช้าที่สุดคือไม่เกินบ่าย 2โมง ปรากฎว่าเราซัดไปบ่าย 2.... ณ จุดนี้ข้าวก็ไม่ต้องกินกันแล้วค่ะ ก่อนที่จะลุ้นว่าจะตกเครื่องหรือไม่ เราต้องมาลุ้นกันก่อนว่าจะตกรถไฟไปสนามบินรึเปล่า หลังจากปลดล็อกตู้ล็อกเกอร์ที่ฝากของกันเสร็จก็ลากกระเป๋าวิ่งลงไปที่สถานี ซึ่งรถไฟที่เข้าสนามบินจะมาถึงตอนบ่าย 3 โมง มีเวลาเหลืออีก 10 นาที แสตมป์เลยวิ่งไปซื้อของฝากที่ร้านด้านบนก่อน ลุ้นกันจนเหงื่อตก


รถไฟ Haruka จากสถานี Shin-Osaka ไปสนามบินใช้เวลาประมาณ 50 นาที นั่นหมายความว่าเราจะไปถึงสนามบินในเวลา 15.50 น. และต้องวิ่งไปเช็คอินที่เค้าท์เตอร์และดรอปกระเป๋าก่อน 16.10 น. เป็นช่วงที่กระชั้นชิดมาก ลุ้นกันสุดตัว พี่รถเมล์เลยวางแผนว่าพอถึงสนามบินให้นุ้ยทิ้งกระเป๋าเดินทางไว้แล้วเอาพาสปอร์ตของทุกคนไปเช็คอินก่อน ซึ่งตอนนั้นต้องไปเช็คอินเค้าท์เตอร์ไหนก็ยังไม่รู้ บอกเลยว่าวิญญาณนักวิ่งเข้าสิงขั้นสุด แต่ความตื่นเต้นยังไม่หมดแค่นั้น เพราะ 16.00 แล้วยังไม่ถึงสนามบินเลยจ้า ในใจนี่คำนวนละว่าต้องซื้อตั๋วเครื่องบินราคาเท่าไร


ทันทีที่รถไฟจอดสนิทที่สถานี นุ้ยก็ใส่เกียร์วิ่งเต็มที่ อดีตเหรียญทองกีฬาสีงานโรงเรียน 3 ปีซ้อนจะต้องไม่มัวหมอง ตัดภาพมาที่เจ้าหน้าที่เค้าท์เตอร์ไม่ยอมให้เช็คอินรวม ต้องให้แต่ผู้โดยสารทั้งหมดมาเช็คอินด้วยตัวเอง ณ จุดนั้น คำว่าชิ*หายในหัวก็ยังน้อยไป จะโทรหรือไลน์หาก็ไม่ได้เพราะต่อ Wifi ไม่ติด ร้อนใจยิ่งกว่าตอนเข้าห้องสอบไม่ทันอีก แต่สุดท้ายทุกคนก็มาเช็คอินทันเวลาแบบฉิวเฉียด แถมน้ำหนักกระเป๋าก็ไม่เกิน


แต่หลังจากที่ทุกคนโล่งใจและกำลังหันหลังกลับนั้น เจ้าหน้าที่ก็เรียกแสตมป์เอาไว้ และบอกให้โหลดถุงใส่ของที่จะ Carry on เพราะมันใหญ่เกินไปแม้ว่าจะชั่งน้ำหนักแล้วไม่เกิน 7 กิโลกรัมก็ตาม โอ้โห...งานเข้าเลยค่ะ ส่วนนุ้ยเองก็ต้องแกะกล่องรองเท้าออกแล้วพับเพราะตามกฎสายการบินสามารถ Carry on ขึ้นเครื่องได้แค่ 1 ชิ้นนอกจากกระเป๋าส่วนตัว ทั้งสี่คนก็เลยสุมหัวพยายามยัดถุงของแตมป์ให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ โชคดีที่มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งของ Hongkong Airlines พูดไทยได้ บอกว่า “พับเล็กๆ พับเล็กๆ” แล้วนางวิ่งไปหาสก็อตเทปมาช่วยพันถุงของแสตมป์จนเป็นก้อนกลมดิ๊ก แล้วก็ปล่อยให้เข้าเกทไปพร้อมกับคำพูดสุดท้ายที่ไล่หลังมา


“วิ่งเร็วๆ” ค่ะ ทุกคนก็วิ่งกันป่าราบ ขาร้าวไปหมด มานั่งนึกดูแล้วก็คิดว่า ทริปโอซาก้า 5 วัน 4 คืนทริปนี้ เดินรวมกันมากกว่าเดินทั้งปีอีกมั้ง นี่ถึงขั้นน้ำหนักลดไป 2 กิโลกรัม แม้ว่าจะกินแหลกก็ตาม และเนื่องจากไม่มีเวลาเหลือไปทำอะไรทั้งนั้น ทำให้เราไม่ได้ใช้เงินในดิวตี้ฟรีเลยสักบาทเดียว ทำได้แค่โกยเหรียญที่มีทั้งหมดไปหยอดตู้เพื่อกดน้ำดับความร้อนในร่างกาย


บ๊ายบาย โอซาก้า :)


จากโอซาก้าบินกลับมาฮ่องกงใช้เวลา 3 ชั่วโมงกว่าเช่นเดิม ได้กินอาหาร Full Set เป็นครั้งที่ 2 รอบนี้มีไก่ผัดเครื่องเทศ กับเสต็กปลา นุ้ยกับแสตมป์เลือกเสต็กปลาทั้งคู่ แต่คุณแอร์ฯ พูดอะไรไม่รู้ฟังไม่ทัน ให้ไก่กับปลามาอย่างละหนึ่ง ซึ่งคือนุ้ยไม่ชอบกลิ่นเครื่องเทศเลยถามคุณแอร์ฯ ว่าเปลี่ยนได้มั้ย แต่คุณแอร์กลับตอบมาว่ามันไม่เผ็ดค่ะ กินได้...คือไม่ได้กลัวเผ็ด แต่เกลียดเครื่องเทศอ่ะ ยูโน้ววว?! สุดท้ายแสตมป์เลยเสียสละเสต็กปลาให้ กราบขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ แต่เอาเข้าจริงแล้วอาหารรสชาติก็ยังไม่ถูกปากอยู่ดี กินได้นิดเดียวก็ไม่ไหวละ



มาถึงสนามบินนานาชาติ เช็กแล็บก็อก ของฮ่องกงตอนสองทุ่มนิดๆ คุยกับพี่บัว พี่รถเมล์ และแสตมป์ ต่างคนต่างก็บอกว่าไม่ไหวกับอาหารบนเครื่องจริงๆ ก็เลยว่าจะไปแลกเงินแล้วหาอะไรกินที่สนามบินแทน ตอนขามาแอบเห็นเค้าท์เตอร์แลกเงินที่ทางเข้า Immigration ทุกคนก็ควักเงินเยนออกมา ปรากฎว่าอาเจ้ไม่ยอมให้แลก นางชี้ๆ ไปที่ป้าย รับแลกแค่เงินดอลล่าร์, เงินบาท และเงินวอน แถมเรทเงินก็แพงมาก ปกติถ้ารูดบัตรไม่เกิน 4.5 อ่ะ แต่เอาเงินบาทแลกเงิน HKD ที่นี่ได้เรท 5.1 โอ้โห.... แลกไป 1,500 บาท ได้มา 999 HKD วันหลังต้องแลกเงินติดตัวมาเผื่อเปลี่ยนเครื่องแล้วแหละ


อาหารในสนามบินฮ่องกงมีหลายอย่างทั้งราเมง, บะหมี่, ติ่มซำ, ข้าวผัด บลาๆๆ เยอะแยะไปหมด แต่แพงมากกกกกก เฉลี่ยประมาณชามละ 4xx บาท บ้าไปแล้ว สิ่งที่ถูกสุดคือแมคโดนัลด์ ราคาตกชุดละ 2xx บาท เพราะฉะนั้นแถวงี้ยาวไปโลกหน้า แต่คืนตอนนั้นหิวมาก เลยไปฝากท้องไว้กับร้านโจ๊ก ราคา 65 HKD และน้เปล่าขวดละ 12 HKD ที่ตัดสินใจกินโจ๊กเพราะรอบที่แล้วไปกินที่จิมซาจุ่ย ซึ่งมันอร่อยมาก ตับงี้เด้งอยู่ในปาก ใช่ค่ะ โจ๊กร้านนั้นอร่อย แต่ไม่ใช่ร้านที่อยู่ในสนามบิน....รสชาติไม่ได้แตกต่างจากอาหารบนเครื่องบินมื้อเมื่อกี้เลย น้ำตาจะไหล



หลังจากกินเสร็จเราก็ไปตะลุย Dudy Free อีกครั้ง โดยเฉพาะ Disney Store ลางเสียทรัพย์มาเห็นๆ ส่วนพี่รถเมล์ก็โดนหมอน Marie ดูดไปเหมือนกัน 


อีกอย่างหนึ่งคือแอบเล็งกระเป๋า Longchamp เอาไว้ แต่พอดูราคาแล้วก็ต้องโบกมือลากันไป



จะว่าไปของใน Duty Free ที่ฮ่องกงก็ไม่ได้ราคาถูกนะ บางอย่างแพงกว่าที่ไทยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นซื้อที่ King Power ดีที่สุด ถ้ามีบัตรก็ได้ลด on top อีก 5-10% ตามประเภทบัตรที่ถือด้วย


จากนั้นเราก็ไปนั่งๆ นอนๆ รอเวลาขึ้นเครื่องกลับไทยตอนตี 2 ถึงไทยตี 4 จริงๆ ต้องไปเข้างานตอน 9 โมงเช้า แต่พอได้นอนแล้วตื่นขึ้นมาไข้ขึ้นเลยจ้า ต้องโทรไปลางานแล้วแบกสังขารไปโรงพยาบาลเพื่อฉีดยาคลายกล้ามเนื้ออีก ร่างถึงขั้นพังแต่เราก็โอเคนะ



แม้ว่าทริปนี้จะมีหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ หลายสถานที่ที่ยังไม่ได้ไป บางอย่างก็ไม่เป็นไปตามแพลนที่วางเอาไว้ ไม่ว่าจะด้วยความขี้เกียจของตัวเอง หรืออะไรก็ตาม แต่มันก็เป็นทริปที่สนุกสนาน และช่วยชาร์ตพลังกลับไปต่อสู้กับงานที่รออยู่ได้อีกพักใหญ่เลยแหละ....





Create Date : 23 กรกฎาคม 2560
Last Update : 23 กรกฎาคม 2560 22:58:19 น.
Counter : 385 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หมีน้อยพุงพลุ้ย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]