มิถุนายน 2554

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
 
 
WWOOF Japan : Day 8 ปลดปล่อย

Day 8



เช้านี้ตื่นมาด้วยอาการสดชื่นอย่างน่าประหลาด


แหงสิ วันนี่วันหยุดนี่ ถ้าทำงานปกติคงไม่ระริกระรี้ขนาดนี้ Smiley


อย่างที่บอกค่ะว่าวันนี้จะเข้าไปในเมืองเกียวโตซักหน่อย แต่จุดประสงค์ไม่ได้ต้องการเที่ยวแต่อย่างใด


ความตั้งใจของมิ้งกับน้องดาวคือ "ไปกินเนื้อ" ค่ะ 


ไก่ทอดเมื่อวานเป็นเนื้อจานแรกและจานเดียวของเราตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ บอกก่อนว่ามิ้งไม่เคยกินเจ ไม่นิยมมังสวิรัติ มิ้งเป็นพวกมธุรโภชนนิยม อะไรอร่อยกินหมด ซึ่งเนื้อก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่มิ้งขาดไม่ได้จริงๆ 


ฉะนั้น เป้าหมายของวันนี้่จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก "ตลาดสด"


.


เมื่อคืนพวกเราขอยืมนิตยสารแนะนำแหล่งท่องเที่ยวในเกียวโตของ Mari มาเปิดๆดู จนไปเจอสถานที่หนึ่งค่ะ นั่นคือ "Nishiki Ichiba" ซึ่ง Mari ก็บอกว่าเป็นตลาดใหญ่พอสมควร ถ้าจะไปเที่ยวก็น่าสนเหมือนกัน



พวกเราให้ Mari ไปส่งที่ป้ายรถเมล์ Oomachi ตอน 7 โมงเช้า ซึ่ง Mari ให้เรายืมถุงมือ เสื้อคลุมตัวหนา และร่มมาด้วย


จากนั้นนั่งรถไฟจากสถานี Ayabe ไปลงที่ Kyoto Station 


เมื่อไปถึง Kyoto Station พวกเราตรงดิ่งไปที่ Information center ทันทีเพื่อสอบถามเส้นทางไปยัง Nishiki Ichiba


ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้บอกว่าให้ขึ้นรถเมล์สาย 17 จากหน้าสถานี Kyoto Station ไปลงที่ Shijo Kawaramachi จากนั้นให้เดินต่อไปอีกนิดตามเส้นทางในแผนที่


จริงๆแล้วก็ดูเหมือนจะง่ายนะคะ แต่ปัญหาของพวกเราก็คือ เราดูแผนที่ไม่เป็นนี่สิ พอลงจากรถมันจะต้องไปทางไหน เข้าซอยอะไรก็ไม่รู้ แล้วแผนที่มันก็ดูซับซ้อนเกินกว่าสมองน้อยๆของพวกเราจะเข้าใจ


ก็คงต้องเดินไปมั่วๆสลับกับถามทางเหยื่อแถวๆนั้น ซึ่งถามไปก็ฟังไม่รู้เรื่อง แต่ละคนพ่นภาษาญี่ปุ่นมาเป็นชุด สิ่งที่ทำได้ก็แค่เอาคำที่พอจะรู้ความหมายมาเรียงๆกันแล้วแต่งเรื่องเอาเอง((เมพขิงๆ))


แต่วิธีนี้มันก็ใช้ได้ผลนะคะ เพราะเราใช้เวลาไม่นานก็มาถึง Nishiki Ichika จนได้


เย้ๆๆๆ



.


Nishiki Ichiba ก็คล้ายๆกับตลาดบ้านเรา คือเต็มไปด้วยของสด  ของแห้ง  และอาหารมากมาย


เดินไป น้ำลายแทบหกไปตามทาง ล่อตาล่อใจดีทั้งนั้น ร้านไหนมีให้ชิมก็เข้าไปเนียนๆกับบรรดาญี่ปุ่นมุง จิ้มกินอย่างละชิ้นสองชิ้น "อืมๆ หย่อยๆ" Smiley




เดินเพลินๆไปจนถึงหน้าร้านราเม็งร้านหนึ่ง ดูท่าทางน่ากิน แถมคนเยอะอีกต่างหาก เป็นเครื่องรับประกันได้อย่างดีว่าร้านนี้ต้องเด็ด!! 


เห็นดังนั้นก็ไม่รอช้า อยากรู้เหมือนกันว่าราเม็งแท้ๆ รสชาติมันเป็นยังไง มันจะแตกต่างจากฮาจิบังราเม็ง บะหมี่หมายเลขแปดของบ้านเรามั้ยนะ Smiley


และแน่นอนค่ะว่าราเม็งที่สั่ง ต้องมีเนื้อหมู!!! ไอพวกราเม็งเห็ดทั้งหลายหลบไปไกลๆ เจ๊อยากกินหมูจะแย่!!


ในเรื่องของรสชาตินั้น ถ้าเป็นคนญี่ปุ่นคงจะบอกว่าอร่อยเหาะ แต่สำหรับคนไทยติดรสจัดอย่างเราๆคงบอกว่ามัน "งั้นๆแหละ" คือมันจืดๆน่ะค่ะ มีสองรสคือจืดกับเค็ม แต่ดีที่ยังพอมีพริกป่นให้ใส่ปรุงรสอยู่บ้าง อันนี้น้องดาวแทบจะเทหมดกระปุกเลย((เห็นโต๊ะอื่นเค้าแค่เหยาะๆลงไปเล็กน้อยเท่านั้นนะ Smiley)) กินไปก็รู้สึกเอียนๆเพราะชามมันใหญ่เกิน ไหนจะต้องยกชามขึ้นซดน้ำซุปให้เสียงดังๆอีก((เลียนแบบโต๊ะข้างๆ เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม)) พอกินหมดแทบจะลุกจากโต๊ะไม่ไหว จุกสุดๆค่ะ



พอได้กินราเม็งจนหนำใจแล้ว เราก็ควรเดินทางต่อไปยังสถานที่อื่นได้ซะที อิ่มแล้วจะมามัวอยู่ตลาดอีกทำไม ไหนๆออกมาแล้วก็เที่ยวซะหน่อยเนอะ


ว่าแต่...พวกเราจะไปไหนกันดี Smiley


ไม่ได้เตรียมตัวหาข้อมูลใดๆมาทั้งนั้น ตั้งใจมาตลาดอย่างเดียวเลย Smiley


เมื่อไม่รู้ก็ต้องกางแผนที่ค่ะ ซึ่งที่ใกล้ๆก็คงจะเป็น Gion ย่านที่ขึ้นเรื่องไมโกะและเกอิชานั่นเอง โว้ว Smiley




แต่มาที่นี่ในช่วงกลางวันแสกๆแบบนี้ พวกเราไม่กล้าคาดหวังว่าจะได้เจอเกอิชาตัวเป็นๆหรอกค่ะ Smiley



ย่านนี้เป็นจุดที่มีของกินละลานตาเช่นกัน เห็นแล้วอดใจไม่อยู่ ต้องควักกระเป๋าตลอดทาง((บอกแล้วว่าเก็บกด))


พอเดินเตร็ดเตรไปเรื่อยๆจนสุดทางก็เจอกับศาลเจ้าแห่งหนึ่งชื่อว่า Yasaka shrine



ยืนดูจากด้านนอกแล้ว สังเกตุได้ว่ามีคนเดินพลุกพล่านเต็มไปหมด


ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าพวกเค้ามาทำอะไรกันเยอะแยะ ก็ต้องไปสำรวจมันซักหน่อย


และมันก็เป็นโชคดีของเราจริงๆค่ะ เพราะว่าศาลเจ้าแห่งนี้กำลังมี "งานวัดดดดดดด" Smiley



.



.



เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ซากุระกำลังบานนั่นเอง ผู้คนจึงเดินทางมาที่นี่กันอย่างล้นหลาม มีผู้หญิงวัยขบเผาะหลายคนแต่งกิโมโนมาเดินเล่น ดูน่ารักดีค่ะ อยากใส่บ้างจัง Smiley


เราเดินสำรวจไปรอบๆพร้อมของกินเต็มสองมือ มันยั่วน้ำลายดีจริงๆ ไอขนมท่าทางน่ากินทั้งหลายเนี่ยยย




((ยากิโซบะของคุณลุงน่ากินมาก แต่ไม่อยากบอกว่าไม่อร่อยเลยซักนิดค่ะลุงขา)) 



.




((น้องดาวภูมิใจเสนอไอศครีมชาเขียว อากาศไม่ถึง 10 องศา แต่ด้วยความอยาก น้องดาวเลยจัดเต็มค่ะ))




ไหนๆมาศาลเจ้าทั้งที ก่อนกลับก็ต้องแวะทำบุญซะหน่อยเพื่อความเป็นศิริมงคล


ว่าแล้วก็ควักเหรียญ 1 เยนขึ้นมา แล้วโยนลงไปในตู้((1 เยนเท่ากับ 35 สตางค์)) พร้อมกับทำท่าทางนมัสการศาลเจ้าตามพี่ยุ่นคนข้างๆ Smiley




.


ออกมาจากศาลเจ้าก็ปาเข้าไปเกือบเย็นแล้วค่ะ คงต้องรีบกลับบ้านซะที เพราะตามตาราง  รถเมล์จะหมดตอนประมาณ 6 โมงเย็น


แต่เงินที่เหลืออยู่ตอนนี้ก็น้อยซะเหลือเกิน ต้องรีบหาตู้ ATM ก่อน ไม่งั้นถ้าไม่มีเงินติดตัวแล้วมันไม่อุ่นใจค่ะ


ว่าแล้วก็เดินเข้าไปในธนาคารแห่งหนึ่ง เพื่อมองหาตู้ ATM ต่างประเทศ แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าธนาคารนี้ไม่มีตู้ ATM ที่สามารถใช้บัตรต่างประเทศได้ค่ะ  น่าจะมีอยู่ในห้างใหญ่ๆมากกว่า


พวกเราจึงต้องเดินไปที่ห้างแห่งหนึ่งที่ใกล้ธนาคารที่สุด และตรงดิ่งเข้าไปถาม Information ซึ่งเจ้าหน้าที่คนสวยบอกว่า ต้องไปที่ที่ทำการไปรษณีย์ที่อยู่ชั้นบนสุดของห้างค่ะ 


พอไปถึงหน้าตู้ ATM เราก็พบว่าถ้าเป็นบัตรต่างประเทศจะสามารถกดเงินได้อย่างเดียว จะเช็คยอดเงินหรือทำรายการอื่นไม่ได้เลย คงต้องใช้เงินระวังๆหน่อยแล้วล่ะค่ะ ไม่งั้นถ้ากดเพลิน เงินหมดขึ้นมานี่ยุ่งเลย ยิ่งจนๆอยู่ด้วย Smiley


.


พอมาถึง Kyoto Station สายตาน้องดาวก็เหลือบไปเห็นร้านขายข้าวกล่องที่เอาไว้กินบนรถไฟ หน้าตาของข้าวกล่องที่นี่น่ากินมากๆ มันยั่วเราอีกแล้วค่าาา Smiley


ถึงวันนี้จะจัดเต็มจนอิ่มมากแค่ไหนก็ตาม แต่พวกเราก็ไม่สามารถตัดสินใจอย่างอื่นได้นอกจากไปซื้อมันมากินซะ Smiley จะได้หมดเรื่องหมดราวไป((ตรงไหน??))





((น่ากินใช่มั้ยคะ แต่ขอเตือนเลยค่ะว่า อย่าตัดสินอะไรจากรูปลักษณ์ภายนอกเด็ดขาด หน้าตาสะสวยแต่รสชาืติมันแสนจะไม่ได้เรื่องจริงๆ Smiley))





เมื่อเดินทางกลับมาถึง Oomachi


Mari ก็ทำหน้าที่ขับรถออกมารับพวกเรากลับบ้านตามเคย


ขณะที่นั่งอยู่ในรถ Mari บอกว่าฮิโตมิซังจะมากินข้าวเย็นกับพวกเราด้วยในวันนี้ และจะมีแค่พวกเรา 4 สาวที่ต้องกินข้าวด้วยกัน เพราะสองหนุ่ม Koji กับ Yuji เค้าออกไปแช่อนเซ็นกันค่า


.


มื้อเย็นวันนี้ Hitomi โชว์ฝีมือทำซุปกิมจิให้พวกเรากิน


คือสำหรับพวกเรา มันอร่อยมากๆ เพราะฮิโตมิซังทำออกมารสจัดจริงๆ แต่ก็อย่างเคยค่ะ ถ้าเราอร่อย พวกเค้าจะกินกันไม่ได้ แม้แต่ฮิโตมิซังที่เป็นคนทำเองยังตักไปกินหน่อยเดียวแล้วก็จอดเลยค่ะ((แล้วจะทำเผ็ดๆทำไม Smiley))


ในที่สุด ซุปกิมจิของฮิโตมิซังก็เหลือหม้อเบ้อเริ่ม คาดว่าคงกินได้อีกหลายวันเลยทีเดียว Smiley


.


วันนี้เราเอาของฝากที่ขนมาจากไทยให้กับ Mari และ ฮิโตมิซังเพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจของทั้งคู่ด้วยค่ะ


ดูพวกเขาก็พอใจกับมันดีนะคะ ค่อยยังชั่วๆ Smiley


.


และก่อนนอนวันนี้ก็เป็นอีกคืนที่คนบ้านนี้ทำให้พวกเราซึ้งสุดๆ เพราะว่า Koji กลับมาพร้อมปลั๊กเชื่อมโน๊ตบุคของเรานั่นเองค่ะ


อย่างที่บอกไปแล้วว่าโน๊ตบุคที่เราอุตส่าห์แบกมาจากไทยมันเป็นปลั๊ก 3 รู แต่เต้าเสียบที่ญี่ปุ่นมีแต่แบบ 2 รูเท่านั้น ทำให้พวกเราไม่สามารถใช้โนตบุคของตัวเองได้ค่ะ


เรื่องนี้เราเคยบอก Koji ไปเมื่อหลายวันก่อน แต่ก็นึกว่าเค้าจะลืมไปแล้วนะเนี่ย ก็เลยเกิดอาการเสียวๆอยู่ว่า เราจะต้องเสียแรงแบกโน๊ตบุคเครื่องนี้ไปตลอด 1 เดือนโดยที่ไม่สามารถใช้การมันได้รึป่าวหนอ


พอมาวันนี้ Koji ไปหาซื้อปลั๊กสามตามาให้เรา ดีใจมากค่าา Smiley


โฮสของเราน่ารักเนอะ Smiley


.






Free TextEditor



Create Date : 17 มิถุนายน 2554
Last Update : 17 มิถุนายน 2554 23:34:06 น.
Counter : 513 Pageviews.

4 comments
  
โฮสน่ารักจังค่ะ ดีจังเลยเนอะ

อ่านตอนนี้ก็คิดถึงเกียวโตอีกแล้ว
โดย: salamanka วันที่: 17 มิถุนายน 2554 เวลา:23:41:07 น.
  
น่ารักจัง ที่เราไปแต่ละที่สังเกตคนญี่ปุ่นเค้าดูใส่ใจแม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ

ที่บางอย่างเราอาจจะมองข้ามมันไป ประทับใจจริงๆ

โดย: harumi วันที่: 18 มิถุนายน 2554 เวลา:11:17:49 น.
  
ยาวกว่าเก่าเยอะเลยนะมิ้งจู๋
โดย: kirofsky วันที่: 19 มิถุนายน 2554 เวลา:23:07:55 น.
  
เก่งมากเลยจร้า.....
โดย: ถนนสายนี้เปรี้ยว วันที่: 21 มิถุนายน 2554 เวลา:15:42:26 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Newbie Traveller
Location :
นครปฐม  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Yoroshikune~