มิถุนายน 2554

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
 
 
WWOOF Japan : Day 7 ข้าวต้มปากพอง

Day 7


.


เมื่อคืนมิ้งกับดาวปรึกษากันค่ะว่า เมื่อพิจารณาจากงานที่ทำในแต่ละวันแล้ว อาหารเช้าไม่ควรจะเป็นแค่ขนมปังปิ้ง เพราะมันไม่อยู่ท้อง!! กินไปแปปเดียวก็หิวแล้ว เพราะฉะนั้นอาหารเช้าควรเป็นอะไรที่มันหนักๆหน่อย


ถกเถียงกันหน้าดำคร่ำเคร่งก็มาลงตัวที่ ข้าวต้ม ค่ะ Smiley ฝีมือกากๆอย่างพวกเราน่าจะพอทำได้นะ


.


ดังนั้น เช้านี้หลังจากตื่นมาล้างหน้าแปรงฟัน((น้ำไม่อาบ หนาวเกิ๊นนน Smiley)) พวกเราก็เริ่มรื้อตู้เย็นอีกครั้งค่ะ


ข้าวต้มมันก็ควรจะมี 1.ข้าว อันนี้เหลือมาจากเมื่อคืน มันยังไม่บูด พอใช้ได้ๆ


 2.ผัก เห็นในตู้เย็นมีต้มหอมอยู่แต่ไม่ใส่ดีกว่าค่ะ ไม่ชอบกิน Smiley และในเมื่อบ้านนี้เค้าสะสมไอพวกตระกูลมันสำปะหลังหลายชนิดไว้เต็มตู้ ก็เลยสุ่มๆหยิบมาลอง((ไม่รู้ว่าได้พันธุ์ไหนติดมือมา))แล้วก็หั่นๆๆต้มรวมไปกับข้าวต้ม


พอน้ำเดือดพร้อมๆกับที่คิดเอาเองว่ามันสุกแล้วก็ปิดเตาแล้วตักใส่ชาม หน้าตาน่ากินมากค่ะ เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปไว้ Smiley


และความหิวก็ไม่รอท่า จัดแจงประคองชามข้าวต้มมาวางที่โต๊ะ  รินน้ำก๊อกใส่แก้วคนละใบ((ที่นี่กินน้ำก๊อกค่ะ เพราะมันสะอาดเหมือนกับน้ำดื่มเลย)) นั่งแหย่ขาไปหาความอุ่นใต้โต๊ะ ยกมือพนมแล้วพูดว่า "อิทาดาคิมัส" จากนั้นก็กินได้!!


รสชาติข้าวต้มคำแรกที่เข้าปาก "อืมๆ อร่อยดี"


คำที่สอง "แหมๆ ฝีมือน้องดาวก็ใช้ได้เหมือนกันนี่"


คำที่สาม "ดาว แกใส่พริกไทยด้วยหรอวะ"


คำต่อๆไป "โอยยยย ทำไมมันเผ็ดงี้!!" 


คือมันแสบปากมากค่ะ กินเข้าไปไม่กี่คำก็ทนไม่ไหว ไอดาวก็บอกว่าไม่ได้ใส่พริกไทย แล้วทำไมมันเผ็ด?? 


จังหวะนั้นเองที่ Mari เดินเข้ามาพอดี เราก็เลยเรียกให้ Mari ช่วยดูว่าเราใส่อะไรผิดปกติเข้าไปรึเปล่า


Mari ก็ใช้ช้อนเขี่ยๆข้าวต้มดูแล้วก็หัวเราะออกมาพร้อมกับบอกว่ามันที่เราใส่ลงไป มันเป็นมันชนิดพิเศษ ซึ่งปกติแล้วเ้ค้าไม่นำมากินกัน เพราะจะทำให้แสบปากและคอ ถ้าจะกิน ต้องต้มนานๆแบบข้ามวันเลยถึงจะกินได้ Smiley


นั่นไง!! กระจ่างแล้ว Smiley


หลังจากนั้นทั้งมิ้งและดาวก็ต้องทนทรมานกับอาการแสบปากแสบคอไปอีกเกือบ 3 ชั่วโมง Smiley


.


แต่เหมือนฟ้าจะเห็นใจค่ะ


ในเมื่อสองสาวต่างด้าวต้องเผชิญกับอาการปากพอง เทวดาเลยบันดาลให้ฝนตกลงมา ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน นั่นก็คือ ไม่สามารถออกไปทำงานได้ตามปกตินั่นเองค่ะ เสียดายจังเนอะ Smiley


พวกเราจึงใช้เวลาว่างที่มีหมดไปกับการจองที่พักสำหรับโปรแกรมเที่ยวเกียวโตหลังจากนี้ค่ะ((คือเราจะอยู่ที่บ้านนี้เป็นเวลา 2 อาทิตย์ค่ะ จากนั้นจะเข้าไปเที่ยวในเมืองเกียวโตซัก 3 วัน แล้วค่อยเดินทางไปยังบ้านโฮสที่สองนั่นเอง))


ซึ่งในเรื่องการจองที่พักนี้ มี Mari คอยให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ค่ะ ทั้งหาตารางรถเมล์  ตารางรถไฟ  แผนที่ที่พัก ช่วยโทรสอบถามให้สารพัด


ถ้าไม่ได้เธอ พวกเราคงแย่จริงๆ Smiley


.


และมื้อกลางวันที่หลายคนตั้งตารอก็มาถึง เมนูเด็ดที่โม้กับเจ้าของบ้านเอาไว้ว่าจะทำให้พวกเค้ากินก็คือ ส้มตำ ไก่ทอด!!


หลายคนคงสงสัยว่า พวกแกจะทำส้มตำยังไง??


ไม่ยากค่ะ เราใช้แอปเปิลกับแครอท แทน มะละกอ


และใช้พริกแห้ง แทน พริกขี้หนู


ส่วนเครื่องปรุง ก็พยายามเลือกใช้อันที่พอจะมีรสชาติใกล้เคียง ซึ่งก็ออกมาพอใช้ได้


บวกกับไก่ทอดอีกจานที่หมักกับโชยุไว้ในตอนเช้า  ทอดออกมาแล้วน่ากิ๊น น่ากิน


ไม่ได้โม้ค่ะ Smiley



((ในรูปมันแหว่งๆไปแล้วนิดนึง)) 


.


ทุกคนชมว่าส้มตำของเราอร่อยดี แต่เผ็ดไปนิดนึง สาเหตุที่เผ็ดก็เพราะเราแอบเห็นถุงพลาสติกที่บรรจุพริกแห้งไว้ 4 เม็ด((สอบถาม Mari ทีหลัง ได้ความว่าเค้าซื้อมาไว้ใช้ประดับจานค่ะ)) เราก็เลยใส่ๆมันลงไปซะ เพราะส้มตำถ้าไม่ใส่พริก มันจะอร่อยได้ไงเนอะ Smiley


จริงๆแล้วก็พอจะทราบค่ะว่าคนญี่ปุ่นเค้ากินเผ็ดไม่ได้ แต่ไอพริกแห้ง 4 เม็ดนี่มันไม่ได้รสชาติเหมือนพริกขี้หนูเลยซักนิด คือใส่ลงไปแล้วส้มตำก็ยังจืดเหมือนเดิม แต่ทฤษฎีนี้มันใช้กับคนที่นี่ไม่ได้ค่ะ Smiley พริกก็คือพริก ยังไงมันก็เผ็ด


 อาหารมื้อนี้สร้างความแปลกใจให้กับมิ้งและน้องดาวจริงๆ คือนอกจากเรื่องความเผ็ดของส้มตำที่เค้าบ่นๆกันแล้ว มิ้งก็เพิ่งรู้ว่า Koji เกลียดแครอท แต่เค้าก็พยายามฝืนกินด้วยท่าทางอร่อยเหมือนไม่อยากให้เราเสียน้ำใจน่ะค่ะ รวมทั้งไก่ทอดหมักโชยุกับน้ำตาลก็กลายเป็นอาหารรสโอชะที่ทำเอาคนญี่ปุ่นตะลึงตึงๆ Mari ยังถามถึงสูตรหมักไก่เลยนะเออ((ยากตรงไหน)) Smiley


พอกินกันเสร็จเรียบร้อย ปรากฏว่าในจานส้มตำเหลือพริกอยู่ 2 เม็ด ด้วยความนึกสนุกของน้องดาว เจ๊แกเลยกินพริกโชว์ให้ทุกคนดูไป 1 เม็ด เล่นเอาญี่ปุ่นสามคนในบ้านร้อง "สุโค่ย" พร้อมกันเลยทีเดียว Smiley


การกระทำของน้องดาวคงทำให้ Koji และ Yuji รู้สึกเหมือนโดนสาวไทยลูบคม จึงจัดการแบ่งพริกเม็ดสุดท้ายที่เหลือเอาเข้าปากไปคนละครึ่งเม็ด


Smiley


หลังจากนั้นน้ำก๊อกอีก 1 กระติกก็หมดไปภายในพริบตา Smiley ซนจริงๆ


.


ตอนบ่าย Koji สั่งงานให้พวกเราทำกาแฟข้าวอีก 1 หม้อและออกจากบ้านไปพร้อมกับ Yuji ซึ่งมิ้งกับน้องดาวมารู้ทีหลังว่าออกไปเที่ยวกันตามประสาหนุ่มๆ


ส่วน Mari ขอตัวเข้าไปนอนกลางวัน((เธอเพิ่งแสดงอาการคนท้องให้พวกเราเห็นเป็นครั้งแรก ปกติทำตัวเหมือนไม่ได้ท้องเลยซักนิด))


หึหึ Smiley และจากนั้น...


เคยได้ยินสุภาษิตทีว่า "แมวไม่อยู่ หนูร่าเริง" มั้ยคะ 


ใช่ค่ะ ตอนนี้พวกเราคือ หนู Smiley


เมื่อแมวไม่อยู่ หนูก็จัดการเปิดคอมเล่นเน็ต แชทกับเพื่อน จิ๊กขนมปังในตู้เย็นมาปิ้งกิน บลาๆๆๆ


ดังนั้นกว่างานจะเสร็จ พวกเราก็เถลไถลไปไกลทีเดียว Smiley


.


ตามกฏของ WWOOF หากทำงานครบ 1 อาทิตย์ เจ้าบ้านจะต้องให้วันหยุดเรา 1 วันค่ะ


แล้วตอนนี้เราทำครบอาทิตย์แล้วด้วย!!


เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้เราก็จะได้หยุดงานออกไปเปิดตูเปิดตากับโลกภายนอกซักนิด คิดว่าจะเข้าไปเซอร์เวย์ในเมืองเกียวโตก่อนเที่ยวจริงซะหน่อยค่ะ Smiley


.






Free TextEditor



Create Date : 17 มิถุนายน 2554
Last Update : 17 มิถุนายน 2554 19:35:53 น.
Counter : 504 Pageviews.

3 comments
  
อิอิ มาอ่านต่อค่ะ

ตกลงข้าวต้มมื้อนั้นกินหมดมั้ยคะ? หรือว่าต้องทิ้ง

โดย: harumi วันที่: 17 มิถุนายน 2554 เวลา:21:43:39 น.
  
ทิ้งค่ะ มันกินไม่ได้เลย
โดย: pinkbuffy วันที่: 17 มิถุนายน 2554 เวลา:22:37:45 น.
  
ตามมาอ่านค่ะ
ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้ไปแบบนี้บ้าง วัยก็ล่วงเลยไปทุกที
โดย: salamanka วันที่: 17 มิถุนายน 2554 เวลา:23:35:19 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Newbie Traveller
Location :
นครปฐม  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Yoroshikune~