กุมภาพันธ์ 2555

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
12
13
14
15
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
 
 
WWOOF Japan : Day 13 แมงมุมขยุ้มหัวใจ (พร้อมสรุปรายละเอียดโฮสบ้านแรก)

 Day 13


.


เข็มนาฬิกายังคงเดินหน้า แต่เวลาของพวกเรากลับเดินถอยหลังอย่างน่าเศร้าค่ะ


วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเสพความสุขจากบ้านหลังนี้ 


 แล้วก็ได้แต่คาดหวังว่า เราจะได้เจอกับโฮสเพื่อนใหม่ใจดีเหมือนแบบครอบครัวนี้อีก Smiley


.


 และในเมื่อมื้อเช้ามื้อนี้คือมื้อสุดท้ายที่จะได้โชว์ฝีมือทำอาหาร น้องดาวก็เลยงัดทีเด็ดการทำขนมปังไข่ทอดขั้นเทพออกมาโชว์ค่ะ


วิธีทำก็คือ ขั้นแรก ใช้มีดกรีดเนื้อขนมปังตรงกลางให้เป็นรูปสี่เหลี่ยม แล้วเอามันออกมา ก็จะได้ขนมปังแยกร่าง 2 ชิ้น คือ ชิ้นนอกที่เป็นเหมือนกรอบรูป มีรูสี่เหลี่ยมตรงกลาง และ เนื้อขนมปังรูปสี่เหลี่ยมที่ถูกควักออกมา


ต่อไป นำขนมปังส่วนที่เป็นกรอบรูปวางลงบนกระทะไฟอ่อนๆ และเทไข่ลงไปที่รูขนมปังตรงกลาง จากนั้นเอาเนื้อขนมปังรูปสี่เหลี่ยมที่เป็นไส้มันลงไปปิดที่รูไว้ตามเดิม ขั้นตอนนี้ต้องระวังไม่ให้ไข่มันทะลักออกมาด้านนอกนะคะ


 สุดท้าย พอขนมปังเริ่มเปลี่ยนสี ก็จะสังเกตเห็นว่ารอยต่อระหว่างกรอบและไส้ขนมปังมันจะเนียนขึ้น พร้อมรับประทานค่ะ


.


มาดูกันค่ะว่า พวกเราทำออกมาสำเร็จรึเปล่า


.


((ให้น้องดาวเริ่มก่อน เพราะมิ้งทำไม่เป็น Smiley))



.


เหมือนที่อธิบายไปเลย ตรงรอยต่อมันเริ่มเนียนๆแล้วค่า แอบมีไข่ทะลักออกมานิดนึง 



.


และนี่คือ ผลงานน้องดาวค่ะ Smiley น่ากิน!!!




.


ลองเปรียบเทียบกับของมิ้ง



เห้ย!!  ไข่กระจาย!!!! Smiley



 .


และในเมื่อวันนี้คือวันสุดท้ายของการทำงานที่นี่ 


เพราะฉะนั้น วันนี้ต้องขยันทิ้งทวนซะหน่อย เย้!!!


จะให้ทำอะไรก็บอกมาได้เลยค่า โคจิซางงงงงงง Smiley (สาบานได้ว่า ถ้ารู้ว่าวันนี้จะต้องเจองานอะไร จะไม่มีทางคิดแบบนี้เด็ดขาด)


.


งานของพวกเราเริ่มจากการยกถาดเพาะข้าวประมาณ 20 ถาดที่ตอนนี้ดินในถาดชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำฝนขึ้นไปเรียงอย่างสวยงามบนรถเพื่อขนไปยังนาข้าวของ Koji จากนั้นก็นั่งรถไปที่ฟาร์มเพื่อขนถาดข้าวลงมาเรียงไว้ให้เป็นระเบียบ


แต่ Koji บอกว่าข้าวที่เพาะไว้ในถาดมันยังไม่พอ ต้องทำเพิ่มอีกประมาณ 20 ถาด


เมื่อเสร็จเรียบร้อย ได้จำนวนที่ Koji พอใจ ก็เข้าสู่ขั้นตอนการคลุมข้าวค่ะ


การคลุมข้าวนี้จะใช้ฟางแห้งวางปิดลงไปบนถาดข้าวจนมิด แล้วล้อมด้วยตาข่ายกันนก 



แค่นี้ก็กินเวลาไปมากพอสมควรค่ะ เกือบจะเที่ยงแล้ว ยังคลุมตาข่ายกันไม่เสร็จเลย ที่ช้าก็เพราะว่าตาข่ายไม่ได้มาเป็นผืนสวยงามค่ะ แต่มาเป็นก้อน พันกันยุ่งเหยิง กว่าจะแก้ได้ทีละจุดๆนี่เครียดยิ่งกว่าสอบไฟนอลซะอีก


และในระหว่างที่ทุกคนกำลังเคร่งเครียดกับก้อนตาข่าย  น้องดาวก็มากระซิบบอกว่าเธอปวดฉี่ จะทำยังไงดี?


อืมมมมม ปัญหาระดับชาติ ที่นี่ไม่มีห้องน้ำซะด้วย จะให้เดินกลับไปที่บ้านก็คงจะไม่ทัน 


เมื่อแก้ปัญหากันเองไม่ได้ ก็ต้องไปบอก Koji ค่ะ


พอ Koji ฟังแล้วก็ทำหน้าเครียด  แล้วก็ยืนคิดอยู่แปปนึง Smiley สุดท้ายลุงแกก็ชี้นิ้วกวาดไปรอบๆแล้วบอกว่าทุกที่ก็คือ ห้องน้ำ จะถ่ายที่ไหนก็ได้ แล้วแต่สะดวก Smiley


เมื่อได้รับคำตอบที่เป็นที่น่าพอใจแล้ว น้องดาวก็เลยจำเป็นต้องเลือกบริเวณด้านหลังกระต๊อบหลังหนึ่ง ซึ่งคาดว่าน่าจะเอาไว้เก็บอุปกรณ์ 


อืมมมม ห้องน้ำวีไอพีเลยนะนั่น


Smiley



(ต้องปีนรั้วข้ามไปอีกต่างหาก Smiley)


.


หลังจากข้าวเที่ยงผ่านไป ก็ได้เวลากลับมามึนงงกับก้อนตาข่ายกันต่อ


เมากันไป มึนกันมา สุดท้ายพวกเราก็ทำสำเร็จค่ะ


น้องต้นข้าวทั้งหลาย ไม่ต้องกลัวน้องนกจะมาจิกพวกเธอไปอีกแล้วนะ Smiley



และเมื่อพวกเราทำงานเสร็จก่อนเวลา Koji จึงกลัวว่าจะว่างกันจนเกินไป ก็เลยบอกว่าจะหาอะไรให้พวกเราทำกันอีกซักนิด


แล้วเค้าก็เหลือบไปเห็น กองฟางกองใหญ่หลายกองที่วางเอาไว้ตรงกลางทุ่งนาแบบเกะกะสุดๆ


จึงหันมาบอกเราว่า ให้ขนฟางเหล่านั้นไปกองรวมกันไว้ที่ริมทุ่งนาตรงหน้าทางเข้า


งานนี้ไม่ยากค่ะ ก็แค่ยกฟาง แล้วเดินเอาไปวาง 


แต่ที่ทำให้มิ้งรู้สึกเหมือนจะร้องไห้ก็คือ สิ่งที่มันมาพร้อมกับฟางอุ้มน้ำเปียกๆเหล่านั้นน่ะสิคะ 


พอยกฟางขึ้นมาฟ่อนนึง อีเจ้าแมงมุมตัวเล็กๆที่แอบอยู่ในกองฟางก็จะวิ่งกรูกันออกมาเป็นขบวน และไต่ไปตามตัวมิ้งกับน้องดาว ยั้วเยี้ยมาก!! Smiley


แต่จะทำไงได้ล่ะคะ  งานคืองาน เกลียดยังไงก็ต้องทน Smiley


และในเมื่อฟางเหล่านั้นมันมีจำนวนเยอะมาก จะให้หิ้วไปทีละนิดก็เกรงว่าเที่ยงคืนก็คงไม่เสร็จ 


สุดท้ายก็ต้องกัดฟันหอบฟางไว้แนบตัวให้เต็มเท่าที่แขนจะโอบได้ พร้อมกับน้องแมงมุมที่ไต่ยั้วเยี้ยทำความรู้จักกันอย่างสนุกสนาน


โอววววววว Smiley


.


หลังจากที่เผชิญกับน้องแมงมุมไปได้ซักพัก หูก็แว่วๆเหมือนจะได้ยินเสียงใครเรียกชื่อ


พอหันไปมองทางต้นเสียงก็เห็น Mari ปั่นจักรยานเข้ามาในทุ่งนา


Smiley


คนท้อง 8 เดือน ปั่นจักรยานขึ้นเขา!!!


เธอทำให้พวกเราตกใจได้จนวันสุดท้ายจริงๆค่ะ 


.


Mari เอามันเผากับน้ำชามาให้พวกเรากินกันค่ะ


ทำเพื่อพวกเราแท้ๆ ผู้หญิงท้องแก่ไม่น่าลำบากขนาดนี้เลยจริงๆ Smiley


จะว่าไป วันนี้เป็นวันแรกที่มี tea time และเป็น tea time ครั้งสุดท้ายกับบ้านหลังนี้ด้วย Smiley



.



.


หลังจาก tea time ผ่านไป


พวกเราก็กลับไปเผชิญกับกองฟางและน้องแมงมุมตัวน้อยต่อไป Smiley


.


ตกเย็น หลังจากที่งานทุกอย่างเสร็จแล้วเรียบร้อย สติพวกเราก็เตลิดค่ะ


หลังจากที่ topic หลัีกของการเม้าระหว่างเราสองคนตั้งแต่เมื่อคืนมีอยู่เรื่องเดียว ก็คือ ซูชิ!! Smiley


ใครไม่อยู่ในสถานการณ์แบบเราสองคน ไม่มีวันเข้าใจหรอกค่ะ Smiley


ตั้งแต่ลงจากเครื่องและเดินทางตรงมาที่บ้านหลังนี้ เพิ่งได้ไปเปิดหูเปิดตาเห็นสภาพภายนอกแค่วันเดียว!! 


 ที่สำคัญคือ อยู่ญี่ปุ่นมา 2 อาทิตย์ ยังไม่ได้แตะซูชิซักคำ!!


พอใกล้ถึงเวลามื้อเย็น มันก็อดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้จริงๆนะ Smiley


.


พวกเรานั่งรถของ Yuji ไปที่ร้านซูชิในเมืองกันค่ะ  ชื่อว่าร้าน "กัปปะ"



เป็นซูชิสายพาน จานละ 105 เยน (1จาน มี 2 ชิ้น)


โดย Mari บอกว่า ให้งบมิ้งกับน้องดาวคนละ 1000 เยนเท่านั้น


ถ้ากินกันเยอะเกินไปกว่านั้น ก็ต้องจ่ายส่วนที่เกินเอง


ซึ่ง ณ วินาทีนั้น ต่อให้ต้องจ่ายเยอะแค่ไหน เราก็ยอมค่ะ


Smiley


พวกเรากินกันแบบไม่เกรงใจเจ้ามือ เป็นครั้งแรกที่ได้กินซูชิญี่ปุ่นแท้ๆ อย่างน้อยก็ดีกว่าของไทยที่เป็นลักษณะ "ข้าวยาว ปลาสั้น" ล่ะค่ะ Smiley


.


สายพานเลื่อนไปเรื่อยๆ  พวกเราก็หยิบกันไปเรื่อยๆ


รวม 2 คน ก็เกือบ 30 จาน ซึ่งเกิน 1000 เยนไปเยอะแล้ว


Smiley



แต่สุดท้ายแล้ว Mari ก็ไม่ยอมคิดเงินส่วนเกินกับเราอยู่ดีค่ะ Smiley


.


แล้วคืนนี้ เราก็แปลงบ้านไม้หลังน้อย ให้กลายเป็นสตูดิโอถ่ายภาพ


ทั้งกล้องเจ้าของบ้าน และกล้องของผู้อาศัยต่างถูกนำออกมาเก็บภาพความทรงจำเหล่านี้ไว้ Smiley



.



.


อีกไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องร่ำลากันแล้ว สิ่งที่พวกเราได้จากที่นี่ไม่ใช่แค่เพียงภาพถ่าย ถ้าจะให้เปรียบเทียบแล้วที่นี่เป็นเหมือนครูที่ช่วยสอนเด็กสองคนอย่างพวกเราให้โตขึ้น เราไม่ได้รับแค่เพียงความรู้หรือประสบการณ์แต่เรายังได้รับสิ่งที่เรียกว่าความรู้สึกดีๆกลับไปด้วย Smiley


.


พรุ่งนี้จะต้องเดินทางออกจากบ้านหลังนี้ โดยจะเข้าไปเที่ยวในเมืองเกียวโตก่อนสองวัน จากนั้นก็จะมุ่งหน้าสู่นางาโน่ บ้านโฮสหลังที่สองของพวกเราค่ะ



สรุปรายละเอียดของบ้าน Satono โฮสบ้านแรกของการ WWOOF


บ้านหลังนี้มีสมาชิกสองคน เป็นสองสามีภรรยา อายุราวๆ 30 ปี แต่เดือนหน้า สมาชิกบ้านหลังนี้ก็จะเพิ่มขึ้นแล้วค่ะ Smiley


มีอาชีพหลัก คือ ทำนา  ปลูกข้าวทานเอง และขาย รวมทั้งทำกาแฟข้าวขายด้วย


ในหนึ่งปีจะทำนาหนึ่งครั้งค่ะ และในช่วงที่ไม่ใช่ฤดูทำนา สองสามีภรรยาก็จะหางานพิเศษทำ เรียกว่าไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่าเลยจริงๆ


บ้านนี้จะไม่ใช้สารเคมีใดๆแม้กระทั่งน้ำยาล้างจาน จะใช้น้ำเปล่าล้างเพียงอย่างเดียว (ถามว่าแล้วจานชามมีคราบมันหลงเหลือมั้ย : ตอบว่า มีค่ะ Smiley แต่เขาก็ทำกันแบบนั้น)


ส่วนน้ำร้อนที่ใช้อาบหรือกิน จะมีเครื่องทำความร้อนอยู่บริเวณหลังบ้าน เป็นเครื่องเผาฝืนพลังงานสูง ซึ่งต้องเปิดเครื่องนี้และใส่ท่อนฟืนลงไปเพื่อทำให้เกิดความร้อน และบ้านนี้จะเปิดเครื่องนี้ตอน 6 โมงเย็นของทุกวัน และปิดในตอนเช้า


หากวันไหนที่ไม่ได้ใช้เจ้าเครื่องนี้ นั่นหมายความว่า จะไม่มีน้ำร้อนให้อาบ และอาบน้ำไม่ได้


ส่วนโอฟุโระ(อ่างอาบน้ำร้อน) โฮสที่บ้านหลังนี้จะเสียสละให้WWOOFerใช้ก่อน และตัวเจ้าของบ้านเองจะอาบทีหลังค่ะ ซึ่งคนญี่ปุ่นเขาจะใช้น้ำในอ่างร่วมกัน คือใส่น้ำครั้งเดียว อาบกันจนครบทุกคน แล้วค่อยทิ้งน้ำ


แต่พวกเราก็ไม่ได้แช่อ่างหรอกค่ะ ร่างกายไม่ชินกับความร้อนของอ่างอาบน้ำด้วย อีกอย่างอาบฝักบัวเร็วกว่าตั้งเยอะ Smiley


โดยรวมแล้ว โฮสบ้านนี้ดูแล WWOOFer เหมือนแขกคนหนึ่ง ที่ไม่ใช่เป็นแค่คนงาน เอาใจใส่พวกเราในทุกเรื่อง และใจดีมากๆด้วยค่ะ


ให้ 10 เต็มไปเลยค่ะ Smiley


.






Free TextEditor



Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2555 0:03:26 น.
Counter : 675 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Newbie Traveller
Location :
นครปฐม  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Yoroshikune~