โชคร้าย
Life as a House

โชคร้ายขั้นแรกของ จอร์จ (เควิน ไคลน์) นักสร้างโมเดลจอมขวางโลกวัย ๔๒ ปี คือมีอันต้องตกงานเพราะถูกแย่งงานโดยคอมพิวเตอร์ ส่วนโชคร้ายขั้นที่ ๒ ของเขาคือพบว่าตัวเองกำลังจะตายภายใน ๒-๓ เดือน ด้วยโรคมะเร็งขั้นสุดท้าย
ในด้านครอบครัว จอร์จอยู่เพียงลำพังหลังหย่าขาดกับภรรยา รอบิน (คริสติน สก็อต โธมัส) เพราะไม่เคยเข้าใจกันอย่างแท้จริง แซม (เฮย์เดน คริสเต็นเซ่น) ลูกชายคนเดียวของเขาอยู่ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ความสัมพันธ์ของสองพ่อลูกมีแต่ความกินแหนงแคลงใจ แซมแสดงออกว่าเกลียดพ่ออย่างเปิดเผย ในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ จอร์จอยากปรับความเข้าใจกับลูก เขารื้อกระท่อมโทรมๆ ที่อยู่บนหน้าผาติดชายหาดทิ้ง แล้วบังคับให้ลูกชายใช้เวลาช่วงปิดเทอมฤดูร้อนมาช่วยเขาสร้างบ้านหลังใหม่ หวังให้มันเป็นสื่อระหว่างเขากับลูกชาย
การสร้างบ้านเป็นไปอย่างลุ่มๆ ดอนๆ พอๆ กับความสัมพันธ์ แซมแสดงความเป็นปฏิปักษ์กับจอร์จในทุกทาง แต่ผลข้างเคียงของความตายก็ทำให้จอร์จใจเย็นและใจกว้างที่จะเรียนรู้ปัญหาของลูกมากขึ้น กระทั่งความสัมพันธ์ของพวกเขาคลี่คลายไปในทางที่ดี รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างจอร์จกับอดีตภรรยาด้วย กระทั่งพวกเขาได้รู้ว่าจอร์จเหลือเวลาอีกไม่นานแล้ว ความรักที่พวกเขามีให้กันก็ยิ่งชัดเจนและสมบูรณ์ แล้วในวันที่จอร์จอาการเพียบหนัก บ้านยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดีนัก แซมเร่งมือสร้างบ้านส่วนที่เหลือตามลำพังเพื่อให้พ่อของเขาได้เห็นมันก่อนจากเขาไปชั่วนิรันดร์
ผู้กำกับ เออร์วิน วิงเคลอร์ และมือเขียนบทรางวัลจาก As Good as it get อย่าง วิลมอส ซิกมันด์ ทำให้หนังเรื่องนี้ทั้งเศร้าสร้อยแต่สวยงาม ละเมียดละไมแต่เต็มไปด้วยความสมจริง และ ซึ่งวิลมอสกล่าวถึงประเด็นความตายในเรื่องนี้ว่า “คนเรากลัวที่จะตายและไม่อยากพูดถึงมัน แต่ผมคิดว่าเราควรจะเผชิญหน้ากับความตาย และมองหาแนวทางการดำเนินชีวิตที่เหมาะสมกับในช่วงเวลาที่เหลือของเรา”





Create Date : 11 ธันวาคม 2548
Last Update : 11 ธันวาคม 2548 16:22:04 น.
Counter : 298 Pageviews.

7 comments
  
My Life Without Me




หนังสเปนเรื่องนี้เล่าเรื่องของ แอนน์ (ซาร่าห์ พอลลี่) คุณแม่ยังสาววัยเพียง ๒๓ ปี เธอมีพ่อเป็นคนขี้คุก มีแม่เป็นคนอารมณ์ร้าย (อแมนด้า พาลเมอร์) มี ดอน (สก็อตต์ สปีดแมน) สามีที่อ่อนแอ ปราศจากความเป็นผู้นำ แต่ก็รักครอบครัว พร้อมด้วยลูกสาววัยกำลังน่ารักอีก ๒ คน ทั้งหมดใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในรถพ่วงเล็กๆ คันหนึ่งแอนน์เป็นพนักงานทำความสะอาด ชีวิตของเธอดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและจำเจ กระทั่งวันที่แพทย์บอกกับเธอว่า เธอเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้ายที่จะทำให้มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน ๒ เดือน แอนน์ตัดสินใจเก็บเรื่องนี้เป็นความลับและเริ่มลงมือเขียนพินัยกรรมชีวิตผนวกกับสิ่งที่เธออยากทำก่อนตาย อาทิ


บอกเด็กๆ ว่าฉันรักพวกเธอ ให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
มองหาผู้หญิงดีๆ ไว้ดูแลดอนกับเด็กๆ
บันทึกข้อความอวยพรวันเกิดลูกๆ จนกว่าพวกเธอจะอายุครบ 18...
อย่าให้ใครรู้ถึงโรคร้ายที่ฉันเป็น


แล้วแอนน์ก็พบว่าความตายที่ใกล้เข้ามาทุกขณะได้ผลักดันให้เธอสามารถจัดการกับรายละเอียดบางอย่างของชีวิตได้อย่างลงตัว เธอเดินเข้าไปหาพ่อถึงในคุกเพื่อทำความเข้าใจท่านอย่างจริงจัง ปล่อยวางกับความหวังดีที่มาพร้อมกับการะเบิดอารมณ์ของแม่ได้มากขึ้น แต่เหนืออื่นใดคือเธอได้รู้จักตัวเองอย่างที่ไม่เคยได้รู้จักมาก่อน เหมือนที่เธอบันทึกไว้ว่า "ชีวิตคนเราก็เหมือนการอยู่ท่ามกลางสายฝน อยู่ที่เราจะรู้สึกถึงความเหน็บหนาว หรือว่าจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นความอบอุ่น"


ผู้กำกับหญิง อิซาเบล คอยเวต ร้อยเรียงเรื่องของความตาย ผู้หญิง ความเป็นแม่ ความรัก และการเรียนรู้ตัวเองในช่วง ๖๐ วันสุดท้ายของชีวิต มารวมกันอยู่ในหนังเรื่องนี้ได้อย่างลงตัว แม้โทนหนังจะเศร้าสร้อย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความอบอุ่น กล้าหาญ และเด็ดเดี่ยวอย่างน่าชื่นชม


โดย: srisawat วันที่: 11 ธันวาคม 2548 เวลา:16:25:46 น.
  
คุณธรรมในสายเลือด

พระไพศาล วิสาโล


เมื่อ ๒-๓ ปีก่อนมีการทดลองเพื่อศึกษาแบบแผนการเลือกคู่ของผู้คน ผู้วิจัยได้นำภาพถ่ายของชายและหญิงที่อยู่กินด้วยกันนานหลายปีมาสลับกันแล้วรวมไว้ในกองเดียวกัน จากนั้นให้อาสามัครเลือกเอาภาพของคนที่หน้าตาคล้ายกันมาจับคู่กัน ปรากฏว่าคู่ที่อาสาสมัครเลือกมานั้นมักเป็นคู่สามีภรรยากันจริงๆ การทดลองหลายครั้งได้ผลถูกต้องบ่อยครั้งเกินกว่าที่จะเรียกว่าเป็นความบังเอิญ

มีการทดลองคล้ายๆ กันอีก คราวนี้ให้อาสาสมัครทำการเจรจาต่อรองเรื่องเงิน ปรากฏว่าคู่เจรจาอีกฝ่ายมักจะได้รับความไว้วางใจมากกว่าหากว่าเขาหรือเธอมีหน้าตาคล้ายกับอาสาสมัคร การทดลองนี้ให้ผลสอดคล้องกับข้อสังเกตที่มีมานานแล้วว่า คนเราจะให้ความไว้วางใจมากกว่าแก่คนที่มีหน้าตาใกล้เคียงกับตน

การทดลองทั้งสองกรณีชี้ว่าหน้าตาที่คล้ายกันนั้นมีผลต่อการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและยั่งยืน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ? นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่าหน้าตาและรูปร่างที่คล้ายกันนั้นกันนั้นบ่งชี้ถึงความใกล้ชิดกันทางด้านพันธุกรรม สัตว์ทุกชนิดมีสัญชาตญาณอย่างหนึ่งคือการพยายามถ่ายทอดและรักษาพันธุกรรม (หรือยีน) ของตนให้อยู่รอดและยั่งยืน แม่เสือยอมตายเพื่อรักษาชีวิตของลูกน้อยก็เพื่อให้ยีนของลูก (ซึ่งมียีนของแม่ครึ่งหนึ่ง) สามารถอยู่รอดและถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อๆ ไปได้ มดปลวกและผึ้งยอมตายเพื่อปกป้องรังและพวกพ้องของมัน ก็เพราะทุกตัวในรังล้วนมียีนเหมือนกัน (เพราะมาจากแม่หรือนางพญาตัวเดียวกัน) “ ตัวตายแต่ยีนอยู่ ” คือภารกิจของทุกชีวิต ซึ่งไม่ได้หมายถึงการรักษาตัวให้รอดเท่านั้น หากยังรวมไปถึงการช่วยเหลือให้ตัวอื่นๆ ที่มียีนใกล้ชิดกับตนอยู่รอดด้วย ด้วยเหตุนี้สัตว์จึงมีความรู้สึกใกล้ชิดเป็นพิเศษกับตัวอื่นๆ ที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายๆ กัน เพราะนั่นหมายถึงการมีพันธุกรรมเดียวกัน (หรือใกล้กัน)

สมมติฐานดังกล่าวสามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดสัตว์จึงมักจับคู่กับตัวที่มีลักษณะคล้ายกับมัน แต่ต้องไม่คล้ายกันมากเกินไป (เพราะนั่นอาจหมายถึงการสืบพันธุ์กับพี่น้องร่วมสายเลือดซึ่งเป็นผลเสียต่อพันธุกรรมของลูกหลาน) เคยมีการทดลองกับหนูและนกคุ่ม พบว่าตัวผู้มักจะจับคู่และผสมพันธุ์กับตัวเมียที่มีสีหรือกลิ่นคล้ายกับพี่น้องหรือแม่ของมัน หรือคล้ายกับตัวที่มันคุ้นเคยตั้งแต่ยังเล็ก ๆ

ทั้งหมดนี้อธิบายได้ไม่มากก็น้อยว่าทำไมเราถึงนิยมแต่งงานกับคนที่มีหน้าตาใกล้เคียงกัน และเหตุใดคนที่มีหน้าตาใกล้เคียงกันจึงคบหาหรืออยู่กินด้วยกันได้นานกว่า อย่างไรก็ตามคำอธิบายดังกล่าวมีนัยที่กว้างกว่านั้น เพราะหากคำอธิบายดังกล่าวเป็นความจริง นั่นก็หมาย ความว่า ความรู้สึกว่าเป็น “ พวกเรา ” นั้นมีรากเหง้าอยู่ในยีนของเราด้วย ไม่ใช่เป็นเรื่องของวัฒนธรรมหรือการบ่มเพาะทางสังคมเท่านั้น

ความรู้สึกว่าเป็น “ พวกเรา ” นั้นมักเกิดขึ้นเมื่อพูดภาษาเดียวกัน นับถือศาสนาเดียวกัน บริโภคสินค้ายี่ห้อเดียวกัน ชื่นชมนักร้องคนเดียวกัน สังกัดสถาบันเดียวกัน และอยู่ประเทศเดียวกัน แต่ปัจจัยที่มีอิทธิพลสำคัญมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันก็คือ การมีสีผิวและชาติพันธุ์เดียวกัน

สีผิวและชาติพันธุ์เดียวกันในสมัยก่อน (และแม้กระทั่งปัจจุบัน) ย่อมหมายถึงภาษา วัฒนธรรม และเผ่าเดียวกัน อย่างไรก็ตามลึกลงไปกว่านั้นมันยังหมายถึงการมียีนหรือพันธุกรรมที่ใกล้เคียงกัน อย่างน้อยก็ใกล้กว่าคนต่างเผ่า ต่างสีผิวและต่างชาติพันธุ์

ยีนหรือพันธุกรรมในเซลของเรานั้นมีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อความรู้สึกนึกคิดของเราชนิดที่ยากจะปฏิเสธได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะถูกกำหนดโดยยีนไปเสียทั้งหมด มีพฤติกรรมหลายอย่างของมนุษย์ที่อธิบายไม่ได้ว่าเป็นเพราะอำนาจของยีน เช่น การมีกลุ่มนักบวชที่ครองชีวิตพรหมจรรย์ หรือการเห็นแก่ประเทศชาติ (ซึ่งประกอบด้วยคนหลากหลายชาติพันธุ์) ยิ่งกว่าชีวิตของตน จนเกิดคำพูดว่า “ ตัวตายแต่ชื่อยัง ”

มนุษย์เรานั้นมีความคิดที่สามารถพัฒนาเป็น “ ปัญญา ” และมีอารมณ์ความรู้สึกที่สามารถพัฒนาเป็น “ กรุณา ” ได้ ปัญญาและกรุณานี้เองที่ทำให้มนุษย์สามารถเป็นอิสระจากอำนาจบงการของยีน อย่างน้อยก็ในแง่พฤติกรรม (แม้มันยังคุมได้ในแง่กายภาพอยู่) ด้วยเหตุนี้เองความสำคัญมั่นหมายว่า “ พวกเรา ” จึงสามารถข้ามพ้นเส้นแบ่งทางด้านสีผิว ชาติพันธุ์ ตลอดจนศาสนา ภาษา และวัฒนธรรมได้ อิสรภาพดังกล่าวทำให้มนุษย์สามารถทำวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ที่พบเห็นได้แม้ในชีวิตประจำวัน

แม่ชีเทเรซ่าเล่าว่า ครั้งหนึ่งได้ข่าวว่ามีชาวฮินดูครอบครัวหนึ่งซึ่งมีลูกแปดคนไม่ได้กินอาหารมาหลายวันแล้ว ท่านจึงจัดอาหารเพียงพอสำหรับหนึ่งมื้อและเดินทางไปยังบ้านของพวกเขา ภาพที่ท่านเห็นคือเด็กผอมแห้ง ตาโปน น่าสะเทือนใจมาก เมื่อผู้เป็นแม่ได้ข้าวมา ก็แบ่งข้าวออกครึ่งหนึ่ง และเดินออกไปข้างนอก เมื่อเธอกลับมา แม่ชีเทเรซ่าถามว่า “ เธอไปไหนมา ? ” ผู้เป็นแม่ตอบว่า “ พวกเขา ก็หิวเหมือนกัน ” เธอหมายถึงเพื่อนบ้านซึ่งอยู่ถัดไป พวกเขามีลูกที่ต้องเลี้ยงดูจำนวนใกล้เคียงกัน และไม่ได้กินอะไรเลยมาหลายวัน ทั้งหมดเป็นครอบครัวมุสลิม แต่ความต่างศาสนาไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกว่าพวกเขาเป็น “ คนอื่น ” และแม้เธอจะลำบากมากแต่ก็ยังมีใจนึกถึงคนอื่นซึ่งลำบากเหมือนกัน

ยีนที่ทำให้สัตว์นึกถึงแต่พวกพ้องที่มีสายเลือดใกล้เคียงกันนั้นอธิบายเรื่องนี้ไม่ได้ หรืออย่างน้อยก็ไม่สามารถบงการให้ผู้เป็นแม่คิดถึงแต่ลูกของตนเท่านั้น มองในอีกแง่หนึ่ง ถ้าเราเชื่อว่ายีนมีอิทธิพลจริงๆ เป็นไปได้ไหมว่ามียีนอีกชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดการเอื้อเฟื้อเสียสละข้ามสายเลือด ข้ามพันธุกรรม ข้ามชาติพันธุ์ หรือแม้แต่ข้ามชนิดพันธุ์ (species)

เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ที่รัฐแมรี่แลนด์มีผู้พบเห็นห่านตัวหนึ่งติดอยู่กลางลำธารซึ่งกลายเป็นน้ำแข็ง ปีกทั้งสองข้างอ่อนแรงหุบอยู่ข้างตัว ส่วนเท้าทั้งสองจมหายไปในแผ่นน้ำแข็ง ขณะที่เธอกำลังตัดสินใจทำอะไรบางอย่างก็เหลือบเห็นฝูงหงส์บินผ่านมา สักพักก็แปรขบวนเป็นวงกลมและร่อนลงพื้นรอบๆ ตัวห่าน หงส์กับห่านนั้นปกติไม่ค่อยคบค้าสมาคมกัน บางครั้งก็เป็นปฏิปักษ์กันด้วยซ้ำ ขณะที่เธอกำลังวิตกว่าห่านกำลังจะถูกหงส์รุมจิกตี การณ์กลับกลายเป็นว่าหงส์ต่างพากันใช้จะงอยปากจิกแซะน้ำแข็งที่ยึดเท้าห่านอยู่ เหล่าหงส์ใช้เวลาอยู่นานจนน้ำแข็งบางพอที่ห่านจะยกเท้าขึ้นได้ พอเป็นอิสระแล้วห่านก็ขยับปีก แต่ก็ไม่สามารถบินได้ ทีนี้ก็มีหงส์สี่ตัวเข้ามาไซ้ปีกห่านทั้งด้านนอกและด้านในเพื่อเอาน้ำแข็งออก สักพักห่านก็ลองสยายและหุบปีกทีละนิด พอหงส์เห็นห่านสามารถกางได้สุดปีก ก็รวมกลุ่มกันใหม่แล้วบินต่อไปจนลับสายตา

ความเอื้ออาทรมิได้มีอยู่แต่ในมนุษย์เท่านั้น หากยังมีในหมู่สัตว์โดยไม่จำกัดเฉพาะเผ่าพันธุ์ของตัว เรื่องนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ว่าคุณธรรมนั้นก็เป็นธรรมชาติส่วนหนึ่งของสัตว์ด้วย (อย่างน้อยก็ในสัตว์ชั้นสูง) แม้ไม่มีการอบรมบ่มเพาะ ก็สามารถแสดงอานุภาพให้ประจักษ์ได้

มนุษย์เรามีความสามารถที่จะรักและเอื้อเฟื้อผู้อื่นแม้จะต่างสีผิว ศาสนา และเผ่าพันธุ์ ความสามารถนี้เกิดจากปัญญาและกรุณาไม่น้อยไปกว่าที่ฝังอยู่ในสัญชาตญาณของเรา บางทีเราอาจไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่าการเปิดโอกาสให้ศักยภาพดังกล่าวมีโอกาสแสดงออกเท่านั้น หรืออย่างน้อยก็ไม่ไปทำลายมันด้วยการเรียนรู้แบบผิดๆ ซึ่งมีอยู่มากมายในสังคม

โดย: srisawat วันที่: 11 ธันวาคม 2548 เวลา:16:29:13 น.
  
เปลี่ยนทุกข์เป็นสุข

รินใจ


มีเรื่องเล่าที่น่าสนใจเกี่ยวกับสามศรีพี่น้อง อารมณ์ อาภรณ์ และอาภา

ครั้งหนึ่งอารมณ์ไปหาหมอดูซึ่งว่ากันว่าทำนายอนาคตได้แม่นยำมาก หมอดูอ่านไพ่สักพักก็บอกว่า “คุณจะมีสุขภาพไม่ค่อยดี เงินทองจะฝืดเคือง ชีวิตครอบครัวจะไม่ราบรื่น หมอว่า คุณจะลำบากไป ๕ ปี”

“หลังจากนั้นฉันจะสบายใช่ไหม หมอ ?” อารมณ์ถาม

“เปล่า หลังจากนั้นคุณก็จะชินไปเอง” หมอตอบ

เรื่องต่อมาเป็นประสบการณ์ของอาภรณ์ราว ๆ ๓๐ ปีก่อน ตอนนั้นเธอไปงานทำบุญเลี้ยงพระที่บ้านเพื่อน หลวงปู่บุดดารับอาราธนามางานนี้ด้วยตนเอง หลังจากฉันเสร็จเจ้าภาพได้นิมนต์หลวงปู่ซึ่งชรามากแล้ว ให้เอนกายพักผ่อนก่อนที่จะเดินทางกลับจังหวัดสิงห์บุรี

ระหว่างนั้นข้างห้องซึ่งเป็นร้านขายของ มีคนเดินใส่เกี๊ยะขึ้นบันไดส่งเสียงดัง อาภรณ์จึงบ่นกับเพื่อน ๆ ซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลจากหลวงพ่อมากนักว่า “แหมเดินเสียงดังเชียว”

หลวงปู่บุดดานั้นแม้นอนหลับตาอยู่ แต่ก็รับรู้ตลอดจึงพูดเตือนเบา ๆ ว่า “เขาเดินของเขาอยูดี ๆ เราเอาหูไปรองเกี๊ยะเขาเอง”

เรื่องที่ ๓ นั้นถอยหลังไปไกลอีก ๒๐ ปีสมัยที่ทั้ง ๓ คนยังเด็ก คราวหนึ่งแม่กำลังทำครัวอยู่ จึงให้อารมณ์ไปซื้อน้ำปลามา ๑ ขวด อารมณ์รีบวิ่งไปซื้อทันที ขากลับเดินสะดุดหลุมหกล้ม ขวดน้ำปลาหลุดมือ อารมณ์หยิบขวดน้ำปลาเดินกลับบ้าน สีหน้าเศร้าสร้อย บอกแม่ว่า “แย่จัง หนูทำน้ำปลาหกไปตั้งครึ่งขวด”

อาทิตย์ต่อมาแม่ให้อาภรณ์ไปซื้อน้ำมันมา ๑ ขวด อาภรณ์ซื้อเสร็จ ขากลับเดินสะดุดหิน น้ำมันหกไปครึ่งขวด แต่เธอกลับไปเล่าให้แม่ฟังอย่างยิ้มแย้มว่า “เมื่อกี้หนูหกล้ม แต่ยังดีที่คว้าเอาไว้ได้ทัน มีน้ำมันเหลือตั้งครึ่งขวดแน่ะ”

๒-๓ อาทิตย์ต่อมา ถึงเวรของอาภาบ้าง เธอไปซื้อน้ำส้มสายชูกลับมาก็บอกแม่ว่า “เมื่อกี้หนูหกล้ม แต่ยังดีที่คว้าเอาไว้ได้ทัน มีน้ำส้มเหลือตั้งครึ่งขวด แต่หนูรับปากว่าต่อไปจะไม่เผลออีก” ว่าแล้วเธอก็กลับไปขุดเอาหินที่โผล่ตามทางเดินออกจนหมด รวมทั้งกลบหลุมที่อาจทำให้ใครต่อใครเดินสะดุดด้วย

ทั้ง ๓ เรื่องนี้แม้จะต่างกัน แต่อย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือเป็นเรื่องของการประสบกับปัญหาหรือสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ปัญหาหรือสิ่งไม่น่าพอใจเมื่อเกิดกับใคร ก็มักจะทำให้ทุกข์ แต่วิธีที่จะทำให้ไม่ทุกข์ ก็มีอยู่ วิธีแรกคืออดทน ไม่ตีโพยตีพาย ไม่นานก็จะปรับตัวได้ พูดง่าย ๆ คือชินไปเอง อย่างเรื่องแรก คนเราไม่ว่าจะทุกข์แค่ไหน จิตใจก็มักจะปรับตัวให้คุ้นชินได้เสมอ หากมีเวลาพอ หรือไม่คิดสั้นเสียก่อน มีคาถาหนึ่งที่จะช่วยให้เราทนได้มากขึ้นก็คือ เมื่อหายใจเข้า ให้พูดกับตนเอง “ทนได้” เมื่อหายใจออก ให้พูดในใจว่า “สบายมาก”

วิธีที่ ๒ คือการใช้ตา หู รวมไปถึงจมูก ลิ้น และกายให้เป็น เรื่องนี้โยงไปถึงจิตใจ ความทุกข์นั้นบ่อยครั้งเกิดขึ้นก็เพราะใจเราไม่อยู่สุข ชอบสั่งตาหรือหูให้ไปรับเอาสิ่งไม่ดีมาสร้างปัญหาแก่จิตใจ เสียงนั้นแม้จะดัง แต่ถ้าไม่ฟัง ปัญหาก็ไม่เกิด ใครเขาจะบ่น จะว่า ถ้าไม่สนใจเสียอย่าง จะทุกข์ได้อย่างไร ข้อสำคัญคือต้องรักษาใจให้ดี อย่าปล่อยใจให้เพ่นพ่านออกไปนอกตัวมากนัก จะทำอย่างนั้นได้ต้องมีสติรู้ตัวอยู่เสมอ หรือไม่เช่นนั้น ก็ให้มีสมาธิจดจ่าอยู่กับอะไรสักอย่างที่ดี ๆ เช่น เสียงเพลงที่ไพเราะ หรือจดจ่าอยู่กับลมหายใจเข้าออกก็ได้

วิธีที่ ๓ ก็คือ มองแง่ดี เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา ลองมองให้เห็นแง่ดีของมันบ้าง ไม่มีอะไรที่ไม่มีแง่ดีเลย เจ็บป่วยก็มีแง่ดี คือได้พักผ่อน ได้มีเวลาทำสิ่งที่ชอบ อยู่กับครอบครัว หรือเข้าหาธรรมะ อย่างน้อย ๆ แง่ดีอย่างหนึ่งที่ต้องมีแน่ ๆ ก็คือ ดีที่ไม่หนักกว่านั้น เงินหาย ๑,๐๐๐ บาท ก็ยังนับว่าดีที่ไม่หาย ๑๐,๐๐๐ บาท เวลาถูกคนนินทา ก็ยังดีที่เขาไม่ทำร้ายเรามากกว่านั้น

อย่างไรก็ตามมองแง่ดีอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องลงมือจัดการกับปัญหาหรือป้องกันมิให้เกิดซ้ำอีก การมองแง่ดีทำให้อาภาไม่เป็นทุกข์กับการสะดุดหกล้ม แต่เธอไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น หากยังออกไปขุดหินและกลบหลุมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำซากอีก มองแง่ดีทำให้เราไม่ทุกข์เวลาเจ็บป่วย แต่ก็ต้องหาทางป้องกันไม่ให้เจ็บป่วยอีก เช่น ออกกำลังกายมากขึ้น กินอาหารให้สมดุลกว่าเดิม เป็นต้น

ความทุกข์นั้นเราสามารถแปรเปลี่ยนให้เป็นความไม่ทุกข์ หรือเปลี่ยนให้กลายเป็นความสุขได้ สิ่งเลวร้ายไม่น่าพอใจ เมื่อเกิดขึ้นกับเรา ใช่ว่าจะทำให้เราทุกข์ไปเสียหมด ก็หาไม่ ทุกข์หรือไม่ทุกข์อยู่ที่ตัวเรา ไม่ได้อยู่ที่ว่าอะไรเกิดขึ้นกับเรา

ปีใหม่ ใคร ๆ ก็อยากให้ตนเองประสบสิ่งดี ๆ แต่จะดีกว่านั้นถ้าฝึกตนให้มีความอดทน มีสติ สมาธิ และมองแง่ดี รับรองว่า ไม่ว่าจะเจออะไรก็ตาม ก็ยากจะทำให้เราทุกข์ได้ นี้คือหลักประกันแห่งความสุขที่แท้จริง




โดย: srisawat วันที่: 11 ธันวาคม 2548 เวลา:16:31:50 น.
  
ความสุขริมทาง

พระไพศาล วิสาโล






ปีเก่ากำลังจะลับมุมโลกไปในเวลาไม่นานหลักจากร่ำลากันเรียบร้อยแล้ว เราก็ต้องเตรียมจิตเตรียมใจไว้รับปีใหม่ ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่เราหวังว่าดีกว่าปีเก่า
ถึงแม้ว่าเราจะไม่แน่ใจนักว่า ปีใหม่นี้รถจะติดน้อยกว่าเก่าหรือไม่ มลพิษในอากาศจะลดลงแค่ไหน สายน้ำจะน่าอาบน่าว่ายเพียงใด และป่าจะเพิ่มกว่าเดิมจริงหรือ กระนั้นก็ตาม ๓๖๕ วัน ข้างหน้าก็คงต้องมีเรื่อง น่าอภิรมย์อยู่บ้างไม่มากก็น้อย สำคัญอยู่ตรงที่ว่า เราจะช่างสังเกตหรือรู้จักมองหรือไม่ ถึงอากาศกรุงเทพฯ จะไม่น่าสูดเพียงใด แต่ทุกเช้าดวงอาทิตย์ที่โผล่ลังเหลี่ยมตึกยอดอาคารก็ยังน่าชื่นชมมิใช่หรือ ริมตึกหรือข้างกำแพงเก่า ก็ยังมีตะไคร่เขียวสดและแผ่นมอสคอยทักทายเราทุกครั้งที่เดินผ่าน หวังอยู่แต่ว่าเราจะไม่เอาแต่หลับหูหลับตาเดิน หรือหมกมุ่นครุ่นคิดกับแผนการ จนไม่มีเวลาเปิดใจสัมผัสสิ่งงดงามข้างทาง
ถึงเราจะตีตัวออกห่างจากธรรมชาติเพียงใดแต่ธรรมชาติก็ยังไม่ไปไหน หากยังเฝ้าติดตามเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน รุ่งอรุณมีดวงอาทิตย์ ค่ำคืนมีดวงจันทร์และดวงดาว แม้แสงไฟจะแรงกล้าเพียงใด แต่ก็ยากจะบดบังเรามิให้เห็นแผ่นฟ้าในคืนเดือนมืดได้ บางวันหากปิดไฟ และลองจุดเทียนดูบ้าง บางทีจะได้สัมผัสความลึกล้ำบางอย่างที่อยู่รายรอบตัวเรา แต่เราก็ต้องลงแรงช่วยธรรมชาติบ้าง จะคอยให้ธรรมชาติตามปลอบประโลมเราแต่ฝ่ายเดียวก็ดูจะใจจืดใจดำเกินไป อย่างน้อยก็เจียดเวลาช่วยหมู่ไม้ให้ได้แพร่พันธุ์บ้าง รดน้ำพรวนดินให้ต้นไม้ได้เติบใหญ่และออกลูกออกหลานเต็มกระถาง และถ้ามีที่ ก็อย่างลืมเอาลงดิน เพื่อให้หมู่ไม้ได้ซึมซับพลังชีวิตจากผืนดิน ยามท้อแท้ท้อถอย ความเขียวสดใสของใบไม้คงเติมเรี่ยวแรงให้แก่จิตใจของเราได้มากทีเดียว ใบไม้ที่ผลิบาน หน่ออ่อนที่แทงยอดพ้นดิน และดอกตูมที่เตรียมเบ่งบานอย่างเต็มที่ในรุ่งเช้า สะท้อนให้เราเห็นพลังสร้างสรรค์ที่มีอยู่อย่างเปี่ยมล้นในตัวเรา ขอเพียงแต่เราได้ร่วมมือกับธรรมชาติเท่านั้น พลังนฤมิตจะพลันส่งผ่านจากมือเรา และให้กำเนิดชีวิตใหม่ ๆ แก่โลกรายรอบตัวเรา
ชีวิตมิได้มีแต่สิ่งเลวร้าย โลกมิได้มีแต่บาดแผลของธรรมชาติ หากยังคอยเปล่งประกายแห่งความสดใสให้เราได้สัมผัสทุกเมื่อเชื่อวัน ขอเราเปิดใจรับสัมผัสแห่งธรรมชาติบ้าง เมื่อสุขบังเกิดขึ้นในใจคุณค่าแห่งธรรมชาติก็ยิ่งประจักษ์ชัด เมื่อนั้นการพิทักษ์รักษาธรรมชาติก็ปรากฏ เพราะธรรมชาติที่แท้นั้นเริ่มต้นที่ใจเรา

--------------------------------------------------------------------------------



โดย: srisawat วันที่: 11 ธันวาคม 2548 เวลา:16:34:13 น.
  
Road
ถนนสู่การปล่อยวาง


โดย วันวนัทธ์ วรภู






สัญชาติหนัง : เกาหลี ผู้กำกับ : แบชางโฮ นักแสดง : แบชางโฮ, คังกีฮวา ระดับความน่าดู :

. กลางปี ๒๕๔๗ ฉันมีโอกาสได้เข้าร่วมอบรมเรื่องธรรมชาติบำบัด โชคดีที่ได้พักห้องเดียวกับวิทยากร คือคุณเพียงพร ลาภคล้อยมา ในระหว่างการวิสาสะประสาผู้รู้กับผู้รู้น้อย ฉันเปรยแกมบ่นให้คุณเพียงพรฟังว่า ตัวเองเป็นคนที่มักจะเก็บสะสมความโกรธเอาไว้กับตัวนาน ๆ จนแม้คนที่ทำให้โกรธเขาลืมไปแล้ว แต่ตัวเองก็ยังไม่ยอมลืมง่าย ๆ และมักเก็บมาคิดโดยไม่รู้ตัวอยู่เสมอ
คุณเพียงพรมองฉันอย่างพินิจ ก่อนจะส่งปากกาด้ามหนึ่งให้ฉัน บอกให้ฉันกำปากกาไว้ในมือ ค่อย ๆ เพิ่มความแรงในการบีบด้ามปากกานั้นขึ้นเรื่อย ๆ และให้บอกว่ารู้สึกอย่างไร ฉันตอบว่า "เกร็งเขม็งและเครียด" จากนั้นก็ให้คลายมือออก กำปากกาไว้อย่างหลวม ๆ คราวนี้ฉันบอกว่า "รู้สึกผ่อนคลายขึ้น"
"นั่นแหละจ้ะ...ที่หนูต้องทำ" นั่นคือประโยคสั้น ๆ ที่คุณเพียงพรบอกกับฉันด้วยความเมตตา


ต้นปี ๒๕๔๘ เพลง "ก้อนหินก้อนนั้น" ที่ประพันธ์โดย คุณนิติพงษ์ ห่อนาค และขับร้องโดย โรส ศิรินทิพย์ หาญประดิษฐ์ ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่ผู้ฟัง เนื้อเพลงเหมือนกับเหตุการณ์ที่คุณเพียงพรบอกให้ฉันกำปากกาไว้ในมือไม่มีผิด เพียงแต่เปลี่ยนปากกาเป็นก้อนหินเท่านั้นเอง
"ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง
ให้เธอคิดเอาเองว่าชีวิตของเธอเป็นของใคร
ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ถ้าเธอไม่รับมันมาใส่ใจ
ถูกเขาทำร้ายเพราะใจเธอแบกรับมันเอง"
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เพลงประเภทตีหัวเข้าบ้าน แต่การที่มันได้รับความนิยม ก็อาจเป็นเพราะมัน "จูนกันติด" กับชีวิตของคนยุคนี้ก็เป็นได้ นี่เป็นยุคที่สภาวะรอบตัวถาโถมเข้าบีบรัดเราแทบจะทุกด้าน คนส่วนใหญ่รู้สึกเครียดและโกรธอยู่แทบจะตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว และสั่งสมเพิ่มพูนมันไว้ทีละเล็กละน้อย วันหนึ่ง ๆ เราโกรธใครต่อใครหรืออะไรต่อมิอะไรมากมายก่ายกองไปหมด ...โกรธคนขับรถเมล์ โกรธไฟแดง โกรธคนข้ามถนน โกรธลูกค้า โกรธเจ้านาย-เพื่อนร่วมงาน โกรธเพื่อนบ้าน โกรธตำรวจ โกรธนักการเมือง โกรธลูกเต้าภรรยาสามี ฯลฯ .
..ไปจนถึงโกรธตัวเองก็ยังมี



ปลายปี ๒๕๔๘ ฉันมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์เกาหลีเรื่อง Road แล้วก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างใน 3 เหตุการณ์นี้ได้เกี่ยวเนื่องสอดรับเป็นเรื่องเดียวกันอย่างพอดิบพอดี
Road เป็นเรื่องราวของ เทซุก (แบชางโฮ) ช่างตีเหล็กวัยค่อนชราที่ไม่เคยง้อลูกค้า แม้ว่าโรงงานถลุงเหล็กกำลังจะทำให้เขาตกงาน แต่เทซุกก็ยังหยิ่งทะนงในงานฝีมืออันประณีตที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ กระนั้นเขาก็ต้องวิ่งเร่ระหว่างตลาดกันดัมกับตลาดก๊อกซุงเพื่อให้ได้งานที่มากขึ้น โดยไม่อินังขังขอบกับการแบกแท่นตีเหล็กที่น้ำหนักเกือบเท่าตัวเขา เทซุกไม่มีครอบครัว เขาอยู่ตัวคนเดียว มีอยู่ตอนหนึ่งที่เขาบอกเพื่อนว่า ที่ทำงานหนักขนาดนี้ก็เพื่อให้งานหนักช่วยเจือจางความทุกข์ที่แผดเผาใจของเขาอยู่
หนังค่อย ๆ บอกเราว่าความทุกข์ของเทซุกคืออะไร ก่อนหน้านี้เขามีครอบครัวที่อบอุ่น มีภรรยาที่ปรนนิบัติดูแลเขาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง และลูกชายวัยกำลังน่ารัก นอกจากนี้เทซุกยังมี ดุกโซ ช่างย้อมผ้าเป็นเพื่อนรักด้วย แม้ดุกโซจะใช้ชีวิตอย่างประมาท และไม่ถนอมความสัมพันธ์นัก แต่เทซุกก็ให้อภัยเพื่อนทุกครั้ง ทั้งยังให้ความช่วยเหลือทั้งเรื่องเงินทองและคำปรึกษาอยู่เสมอ กระทั่งวันที่ดุกโซเอาโฉนดที่ดินของเทซุกไปเสียพนัน เทซุกก็ยังไม่ถือโทษโกรธเคือง แต่การที่เขาไปทวงโฉนดคืนจากบ่อน จนพลั้งมือทำร้ายนักเลงบ่อนอาการสาหัส ทำให้เทซุกต้องติดคุกถึง 4 ปี
เมื่อเทซุกพ้นโทษออกมา หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปมากเหลือเกิน พื้นที่ที่เคยเป็นทะเลกลับตื้นเขินกลายเป็นชายฝั่งและทุ่งดอกหญ้า เรือที่เคยลอยเท้งเต้งอยู่ในน้ำ ขึ้นมาเกยฝั่งอยู่กลางทุ่งดอกหญ้า ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เทซุกไม่เคยจินตนาการถึงมาก่อน ไม่เว้นแม้แต่ภรรยาของเขาก็กลายไปเป็นภรรยาของดุกโซเสียแล้ว การประจักษ์ในความจริงข้อนี้ทำให้ชีวิตของเทซุกเปลี่ยนไปนับแต่นั้น
แล้วถนนช่วงสั้น ๆ จากตลาดกันดัมไปยังตลาดก๊อกซุงก็นำช่างตีเหล็กยิ้มยากอย่างเทซุกให้ไปพบกับสาวน้อยนางหนึ่ง เธอชื่อ ชินยอง (คังกีฮวา) ชินยองเป็นคนประหลาด แม้จะโตเป็นสาว แต่เธอยังคงนิสัยแบบเด็ก ๆ ไว้มากเหลือเกิน เธอบอกว่ากำลังจะเดินทางไปงานศพของพ่อที่ชินจองรี แต่เธอช่างยิ้มแย้มแจ่มใสราวกับจะไปงานรื่นเริง สวมชุดสีแดงเจิดจ้า และมีเข็มกลัดสีเหลืองรูปอมยิ้มติดอยู่ที่อกเสื้อ แม้จะยังโสด แต่ชินยองกลับพกเสื้อผ้าและของเล่นเด็กติดตัว เมื่ออยู่ตกอยู่ในภาวะเครียด เสียใจ หรือตกใจ เธอจะตัวสั่นและชักคล้ายคนเป็นลมบ้าหมู
แม้จะเป็นคนประหลาด แต่ชินยองก็ไม่มีอะไรน่าสนใจสำหรับเทซุก เขาเอื้อเฟื้อและช่วยเหลือเธอตามนิสัยไม่ดูดายของเขาเท่านั้น กระทั่งได้ทราบโดยบังเอิญว่าเธอเป็นลูกสาวคนเดียวของดุกโซ เพื่อนทรยศของเขา เทซุกก็ตัดสินใจเดินทางไปงานศพกับชินยองทันที แม้จะต้องเดินฝ่าหิมะไปถึง 8 ไมล์ เนื่องจากรถประจำหยุดวิ่งก็ตาม
เมื่อเดินทางไปถึงชินจองรี เทซุกพบว่าชินยองไม่มีเงินแม้สักวอนสำหรับจัดงานศพให้ผู้เป็นพ่อ เทซุกจ่ายเงินค่าทำศพให้กับดุกโซ ก่อนที่จะได้รับจดหมายที่ดุกโซเขียนถึงเขาก่อนตาย จดหมายฉบับนั้นทำให้เทซุกเข้าใจบางอย่างดีขึ้น พร้อมกันนั้นเขาก็ได้รับรู้ว่าอะไรที่ทำให้ชินยองเป็นเด็กไม่รู้จักโตและมีอาการลมบ้าหมู
"เมื่อฉันยังเล็ก พ่อพาฉันไปทิ้งไว้กลางตลาด แล้วบอกให้ฉันรอ ฉันรออยู่จนมืดค่ำพ่อก็ไม่กลับมา คนในตลาดบอกฉันว่าพ่อขึ้นรถกลับไปกับผู้หญิงคนหนึ่งเสียแล้ว พ่อของฉันไม่ใช่คนดี เขาทั้งขี้โกหก ขี้เมา และเจ้าชู้ ฉันเกลียดพ่อ" ...นั่นคือทัศนคติที่ชินยองมีต่อพ่อของเธอ
ทัศนคติอันเลวร้ายที่เธอมีต่อพ่อ ผลักดันให้ชินยองต้องออกจากบ้านไปทำงานที่กรุงโซล กระทั่งได้เสียกับนายจ้าง และถูกหลอกพาไปทำแท้ง ชินยองชดเชยบาปที่เธอไม่ได้ก่อครั้งนั้นด้วยการหอบหิ้วเอาเสื้อผ้าและของเล่นเด็กไปไหนต่อไปด้วยเสมอ พร้อมกันนั้นก็ฝังความเกลียดชังบิดาผู้ให้กำเนิดเอาไว้ในใจอย่างเหนียวแน่น
ชินยองพูดความรู้สึกที่มีต่อพ่อต่อหน้าศพและภาพถ่ายของเขา เธอตัวสั่นยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ก่อนจะล้มลงชักในตักของเทซุก
"ใช่ พ่อเธอมันเลว" เทซุกประคองหญิงสาวไว้ในอ้อมแขนขณะตะโกนบอกเธอดัง ๆ "แต่เธอจะทำอย่างไรได้ เขาตายไปแล้ว แต่เราต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป"
เทซุกบอกชินยองพร้อม ๆ กับย้ำเตือนตัวเองไปด้วย ใช่แล้ว คนที่ทำให้เราเจ็บได้ตายจากไปแล้ว แต่เรายังมีชีวิตอยู่ และอยู่พร้อมกับความเจ็บปวดที่เขาสร้างไว้ให้เช่นนั้นหรือ ยุติธรรมกับตัวเองดีแล้วหรือ ที่เราจะเป็นเช่นนั้นต่อไป ต่อไป และต่อไป
ก่อนจากกันไปตามวิถีทางของแต่ละคน ชินยองมอบเข็มกลัดติดเสื้อรูปอมยิ้มให้เทซุกและขอร้องให้เขายิ้ม แล้วคนดูก็ได้เห็นรอยยิ้มของเทซุกเป็นครั้งแรก
Road เป็นภาพยนตร์เกาหลีที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังฟิลาเดลเฟีย ปี ๒๕๔๗ หนังเล่าเรื่องอย่างเรียบเรื่อย เร้าอารมณ์แต่น้อย และค่อย ๆ เก็บรายละเอียดของตัวละครหลักไปทีละเล็กละน้อย จนคนดูสามารถปะติดปะต่อแคแรกเตอร์ ภูมิหลัง และที่มาที่ไปของตัวละครได้ชัดเจนขึ้น ๆ จนในที่สุดเมื่อคนดูประจักษ์ว่าแท้จริงแล้วช่างตีเหล็กขี้เมา ปากร้าย และอีโก้จัดอย่างเทซุกนั้นเป็นคนจริงใจและใจกว้างอย่างกับแม่น้ำ คนดูก็หลงรักและเอาใจช่วยเขาอย่างไม่มีข้อแม้
แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายหนังก็ทำร้ายจิตใจคนดูด้วยการบอกว่าเทซุกนั้นพร้อมจะให้อภัยคนอื่น ยกเว้นก็แต่ตัวเอง



โดย: srisawat วันที่: 11 ธันวาคม 2548 เวลา:16:37:15 น.
  
หลายรส หลายชีวิต
โดย: noom_no1 วันที่: 11 ธันวาคม 2548 เวลา:17:29:42 น.
  




ขอให้มีความสุขมาก ๆ ในปี 2006 นี้นะคะ
โดย: srisawat วันที่: 31 ธันวาคม 2548 เวลา:9:56:15 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

srisawat
Location :
นครราชสีมา  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ธันวาคม 2548

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
11 ธันวาคม 2548