"ภาวะของคนสองประเภท" โดย หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
ทุฆราวาสํ ทุปพฺพชิตํ
อยู่ครองฆราวาสก็เป็นทุกข์ เป็นบรรพชิตก็เป็นทุกข์


ในพระภาษิตทั้งสองบทนี้... ได้แสดงถึงความเป็นอยู่ของบุคคล ๒ ประเภทว่า... เป็นทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น พระพุทธเจ้ามีxxxอันบริสุทธิ์และซื่อตรง ได้แสดงถึงสภาพความเป็นจริง ซึ่งผิดจากความเห็นของบุคคลบางคนในโลกผู้ยังตกอยู่ใต้อำนาจแห่งความหลงว่า..... เป็นฆราวาสมีความสุขบ้าง บวชมีความสุขบ้าง จึงได้ทำความไม่สงบวุ่นวายให้เกิดขึ้นในวงสังคมทั้งสองดังที่ปรากฏเห็นกันอยู่แล้ว เมื่อบุคคลมีความเข้าใจผิดเห็นผิดแล้วก็ย่อมกระทำผิดเป็นธรรมดาอยู่เอง สิ่งที่ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้นอีก ก็คือ บางคนเมื่อตนเข้าใจผิดแล้ว ยังแถมไปใส่โทษพระพุทธเจ้าเข้าไปอีกว่า..... คำสอนของพระพุทธองค์ผู้เป็น "ทุกขนิยม" พระองค์ยอมสละเสียซึ่งความเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่และความสุขทั้งปวงแล้ว จะมาทรงปรารถนาประโยชน์อะไรจากชาวโลกอีก มีแต่ทรงยอมทรมานพระวรกายเสด็จไปประกาศสัจธรรมของจริงแก่พลโลก เนื่องจากทรงพระเมตตากรุณาอันใหญ่หลวงแก่ปวงสัตว์ผู้ตกอยู่ในห้วงแห่งความมืด ซึ่งต่างก็พากันดิ้นรนเพื่อให้พ้นเสียจากความมืด แล้วจะยังมาหาว่าคำสอนของพระพุทธองค์เป็นทุกขนิยมไปเสียอีก


สัตว์โลกผู้ยังหนาแน่นด้วยความมืด คือ "อวิชชา" มีฝ้าปิดบังกล่าว คือ "โมหะ" ย่อมไม่เห็นด้วยกับสัจจวาทีของผู้หวังดีต่อตน..... นอกจากไม่เห็นดีด้วยแล้วยังเห็นคำสอนเป็นไม้เบื่อไม้เมาอีกด้วยจึงเป็นที่น่าสงสารมาก แต่ถึงกระนั้นพระองค์ผู้ซึ่งปราศจากพระโยธาหาญาติมิได้ ก็มิได้หวั่นเกรงต่ออำนาจอิทธิพลใดๆและของใครๆทั้งนั้นทรงเปล่งสีหนาทประกาศสัจจธรรมในท่ามกลางพระพุทธบริษัทตามความเป็นจริง โดยมิได้อคติอันใดทั้งสิ้น..... ดังพุทธภาษิตที่ได้ยกขึ้นไว้ ณ เบื้องต้น อันมีความว่า..... “อยู่ครองฆราวาสก็เป็นทุกข์ บวชก็เป็นทุกข์” ดังนี้ โดยมิได้เกรงใจใคร และมิได้เห็นแก่หน้าใครๆ ทั้งสิ้น ว่าเขาเหล่านั้นจะชอบใจหรือไม่ แต่ตรัสตามความเป็นจริง เพราะสิ่งที่อุบัติมาในโลกนี้ทั้งหมดจะเป็นรูปก็ตาม เป็นนามก็ตาม ที่เรียกว่า "สังขาร" ล้วนแล้วแต่เป็นทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น


ความจริงคนเราเกิดมาแล้ว..... มิใช่พึงเป็นทุกข์เมื่อเป็นฆราวาสและเมื่อบวชเท่านั้น มันเป็นทุกข์ตั้งแต่แรกปฏิสนธิอยู่ในครรภ์ของมารดาโน้น ที่พระพุทธเจ้าทรงยกเอาทุกข์ของฆราวาสและบรรพชิตมาตรัสนี้ เพียงแต่เพื่อชี้ให้เห็นทุกข์ส่วนหนึ่งในบรรดาทุกข์ทั้งหลายเท่านั้น และทรงมุ่งให้ผู้เข้าใจผิดเห็นตามเป็นจริงแล้วจะได้ปรับปรุงตัวเองให้ได้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ ไม่ต้องดิ้นรนจนทำให้สิ่งแวดล้อมยุ่งเท่านั้น หาไม่แล้ว ผู้ที่เข้าใจผิดเห็นผิดดังว่ามาแล้วนั้นจะทำให้สังคมและสิ่งแวดล้อมยุ่งไปหมด


ฆราวาสผู้ที่ไม่มีความสามารถในอาชีพ หรือเกียจคร้านในการงาน เป็นต้น..... ก็หาว่าฆราวาสเป็นทุกข์ บวชเป็นสุขสบายดีกว่าไม่ต้องทำงานอะไร ถึงเวลาก็มีคนหามาให้กินเอง ก็เลยอยากบวช ผู้บวชอยู่แล้วบางคนได้เคยเป็นฆราวาสมีลูกมีเมียมาก่อนเสียด้วยซ้ำ ก็ยังหาว่าบวชเป็นทุกข์เหมือนกับขังไว้ในคอกในกรง จะไปจะมาจะอยู่กินใช้สอยอย่างไร ก็ล้วนแต่มีข้อกฎ-กติกา-ระเบียบ พระวินัย บังคับไปเสียหมดทุกอย่าง ที่สุดแม้แต่ ตา หู จมูก กาย ลิ้น ของตน ซึ่งเป็นสมบัติเดิมพ่อแม่แบ่งปันให้มาโดยเฉพาะแท้ๆ ก็ไม่มีสิทธิที่จะใช้ได้อย่างเต็มที่ ยังต้องให้ระวังควบคุมรักษาอีกด้วย ก็เลยอยากสึกเสีย บางคนสึกออกไปแล้วได้รับอุปสรรคขัดข้องบางประการ ซึ่งตัวเองปรับปรุงตัวของตัวให้เข้ากับสังคมเขาไม่ได้ก็ดี หรือไม่รู้เท่าเข้าใจต่อเหตุการณ์นั้นๆ ตลอดจนไม่มีความสามารถในหน้าที่ของตนก็ดี..... ก็เลยคิดถึงความสุขเล็กน้อย ที่ตนได้รับเมื่อครั้งที่บวชอยู่ แล้วหาว่าฆราวาสมันยุ่ง สกปรกเป็นทุกข์มาก กลับมาบวชอีกสองครั้งสามทีก็มี


คนประเภทที่กล่าวนี้..... มีจิตใจคลอนแคลนไม่หนักแน่น ไม่มีหลักธรรมประจำใจ มักกระทำตามความคิดที่เหลวไหลของตน แล้วก็ไม่เชื่อความคิดเห็นของคนอื่นอีกด้วย พูดง่ายๆ ว่า..... เป็นคนเจ้าอารมณ์ (เป็นทาสของอารมณ์) ยอมแพ้ทั้งทางโลกและทางธรรม คนโบราณจึงได้พูดเป็นคำพังเพยไว้ว่า..... “หญิงสามผัว ชายสามโบสถ์” ไม่ควรคบเอาเป็นมิตร (อย่าเอาเป็นตัวอย่าง)


(มีต่อ)






--------------------------------------------------------------------------------

ตั้งสติเอาจิตมาพิจารณาจิต เอาจิตล้างจิต

IP : (203.118.84.185)



Cipher Posted : 2004-06-07 18:24:27 IP : (80.1.88.13)



เมล็ดบัว



Sex :
Post : 2
สมาชิกลำดับที่ : 31
อนุโมทนาด้วยครับ...





ความคิดเห็นที่ : 1



TU Posted : 2004-06-07 18:29:31 IP : (203.118.84.185)




บัวแรกแย้ม



Sex :
Post : 2142
สมาชิกลำดับที่ : 3


แท้จริง สิ่งที่อุบัติขึ้นมาในโลกนี้ที่เรียกว่า "สังขาร" คือ พวกที่มีแต่ชีวิต เช่น ต้นไม้และเถาวัลย์เป็นต้นก็ดี ที่มีวิญาณด้วยเช่น สัตว์ มนุษย์ เป็นต้นก็ดี..... ล้วนแล้วแต่พากันเกลียดทุกข์ต้องการสุขด้วยกันทั้งนั้น ต่างพากันดิ้นรนให้พ้นไปจากทุกข์ หมายจะเอาชนะทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะคนเราต้องการความสุขมากกว่าเขาทั้งหมด และเมื่อได้รับความสุขมาแล้วก็ไม่รู้จักพอเสียด้วย..... คนเราจึงได้ทำให้โลกเป็นทุกข์และเดือดร้อนมาก อาจกล่าวได้ว่าโลกที่เดือดร้อนเป็นทุกข์อยู่ทุกข์วันนี้เกิดมาจากมนุษย์เราเป็นส่วนมาก แม้แต่สัตว์ที่หนีไปซุกซ่อนอยู่ในป่าดงพงลึก หรือในก้นทะเล ก็ไม่พ้นจากคนตามไปเบียดเบียน เป็นธรรมดาผู้ต้องการมากก็ต้องใช้ความคิดมาก พร้อมกันนั้นก็มีความฉลาดมากอีกด้วย แต่ถ้านำความฉลาดนั้นมาใช้ให้เกินขอบเขตไป มักจะเป็นเหตุทำให้เกิดความเดือดร้อนทั้งแก่ตนและคนอื่น พุทธภาษิตที่ตรัสว่า..... อยู่ครองฆราวาสก็เป็นทุกข์นั้นอยู่ในข่ายนี้เหมือนกัน..... ทุกข์มากก็ดิ้นรนมากก็ยิ่งแต่จะเดือดร้อนมากเหมือนกับนกที่ติดข่าย ยิ่งดิ้นก็ยิ่งแต่จะรัดตัวเข้า ไม่ดิ้นเสียเลยก็มีหวังเข้าหม้อแกงแน่ พูดสั้นๆ ว่า ดิ้นรนก็เป็นทุกข์ ไม่ดิ้นรนก็เป็นทุกข์ ไม่พ้นคำที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ไปได้


เมื่อเหตุผลมีอยู่อย่างนี้แล้ว จะไม่ให้พระองค์ผู้ทรงมีจักษุดี ทรงมองดูมนุษย์และสัตว์ผู้มืดมัวอยู่ด้วยความเมตตาแล้วทรงเปล่งสีหนาทประกาศก้องว่า..... นั่นเป็นทุกข์ๆ อย่างไรเล่า และยังได้ทรงชี้ตัวทุกข์อย่างตรงๆตามที่มีอยู่เป็นอยู่จริงๆ อีกด้วยว่ามี ๑๑ ประการ คือ

๑. ความเกิด
๒. ความชรา ( ความเจ็บไข้ก็รวมอยู่ในชรานี้)
๓. ความตาย
๔. ความโศก
๕. ความพิไรร้องไห้รำพัน
๖. ความทุกข์ใจ
๗. ความน้อยใจ
๘. ความเหือดแห้งใจ
๙. ความประสบอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ
๑๐. ความปรารถนาสิ่งใดๆ แล้วไม่สมประสงค์ และ
๑๑. ความวิปโยคพลัดพรากจากสิ่งที่ตนรักและชอบใจ


เหล่านี้แต่ละอย่างล้วนแล้วแต่เป็นทุกข์..... ถ้าหากทุกข์ทั้ง ๑๑ อย่างนั้นโหมกลุ้มรุมเข้ามาพร้อมกันทั้งหมดใส่บุคคลใดแล้ว บุคคลผู้นั้นถ้าไม่ถึงดิ้นแด่วดับชีวิต ก็มีหวังเหลืองไปทั้งตัวทีเดียว ทุกข์ทั้งหมดดังกล่าวมาแล้วนี้ เมื่อสรุปแล้วก็อยู่ที่ความถือว่ากาย ใจ นี้ เป็นเรา เป็นของเรา (อัตตานุทิฎฐิ) ที่เรียกว่า อุปทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์..... อุปทานขันธ์เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ เมื่อบุคคลมาพิจารณา อุปทานขันธ์ เห็นตามเป็นจริง และปล่อยวางได้ ทุกข์ทั้งหลายก็ไม่มี ถ้าปล่อยวางอุปทานขันธ์ นี้ยังไม่ได้ตราบใด กายและใจก็จะพร้อมกันสร้างกิเลสขึ้นเสวยร่วมกันอยู่ตราบนั้น เมื่อกายแตกดับทำลายไปตามสภาพของสังขาร ใจเป็นผู้หอบเอากิเลสอันเป็นเชื้อนำให้ไปเกิดในภพอื่น และร่วมกันทำกรรมเสวยทุกข์ต่อไปอีก แล้วก็ดิ้นรนเดือดร้อนประกอบกิเลส อันเป็นเหตุให้เกิดภพชาติต่อไปอีก วนไปวนมาไม่รู้จักจบจักสิ้นเสียที หากจะเขียนให้เข้าใจง่ายแล้ว ก็ต้องเขียนดังนี้


*** แผนผังของภพชาติ ***

เหตุ................................. ผล
วิปากวัฏฏ์ (เกิดมา).............. กัมมะวัฏฏ์ (ทำกรรม)..............กิเลสวัฏฏ์ (เศร้าหมองใจ)
ปากวัฏฏ์ (เกิดอีก)
กัมมะวัฏฏ์ (ทำกรรม).............. กิเลสวัฏฏ์ (เศร้าหมองใจ)


จะหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปเป็นเหตุเป็นผล ผลัดเป็นต้นผลัดเป็นปลายของกันและกันวนอย่างนี้อยู่เรื่อยไป ไม่รู้จักจบจักสิ้นตลอดภพตลอดชาติ ท่านจัดเรียกว่า..... วัฏฏสงสาร การหมุนของวัฏฏ์ทั้ง ๓ ดังแสดงมานี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องแสดงอาการของความทุกข์สลับกันไปมาทั้งนั้น


(มีต่อ)






--------------------------------------------------------------------------------

ตั้งสติเอาจิตมาพิจารณาจิต เอาจิตล้างจิต

ความคิดเห็นที่ : 2



TU Posted : 2004-06-07 18:44:31 IP : (210.86.204.101)




บัวแรกแย้ม



Sex :
Post : 2142
สมาชิกลำดับที่ : 3
ฉะนั้น มนุษย์คนเราเกิดมาก็จะต้องดิ้นรนหมุนเวียนอยู่ในวัฏฏสามนี้ เด็กเกิดมาแล้วก็อยากเติบโตเป็นผู้ใหญ่ โดยเข้าใจว่า..... เราจะได้อิสระภาพใช้เฉพาะตนเอง ไม่ต้องอยู่ใต้อำนาจบังคับของบิดามารดา หนุ่มๆ สาวๆ ไม่เชื่อโอวาทของพ่อแม่และผู้ปกครอง ก็ด้วยเข้าใจว่าตนมีความสามารถพอตัวแล้ว การอยู่ใต้บังคับคนอื่นเป็นทุกข์ ผู้เป็นโสดอยากมีคู่ครอง ก็ด้วยความเข้าใจว่าเราจะได้อิสระภาพเต็มที่ ผู้ที่มีลูกมีหลานแล้วก็อยากที่ให้เขาแต่งงานเสีย เพื่อที่จะได้หมดห่วงหมดใย เมื่อชีวิตเปรียบเหมือนกับความฝันแล้ว เรื่องทั้งหลายดังกล่าวมาแล้วนั้นมันจะเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากจะเป็นความฝันไปตามชีวิตเท่านั้น..... แต่กระนั้นบุคคลก็ยังดิ้นรนไปตามความฝันของตนๆ อยู่ร่ำไป เพื่อหวังผล คือ ความสุขอันตนวาดภาพไว้บนอากาศ อนิจจา สังขารเอ๋ย หาสาระอะไรมิได้..... นอกจากจะมีไว้เป็นเครื่องประดับความคิดของผู้มีความหวังอยู่


แท้จริงเด็กๆ และหนุ่มๆ สาวๆ ซึ่งเป็นกุลบุตรกุลธิดา ของผู้บังเกิดเกล้า ได้ชื่อว่าเป็นทรัพย์อันมีค่าของวงศ์สกุลตลอดถึงประเทศชาติด้วย ย่อมมีอิสระภาพควรแก่ฐานะของตนเพียงพออยู่แล้ว..... แต่เขาเหล่านั้นไม่รู้จักคุณค่าของอิสรภาพที่ตนได้ และนำออกมาใช้ไม่ถูกหน้าที่ของตน จึงได้ทำให้เสียคนเสียเกียรติ ทำทรัพย์อันมีค่าของบิดา มารดา ตลอดจนประเทศชาติให้เสื่อมสลายไปอย่างน่าเสียดาย ไม่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเกียจคร้าน หัวดื้อ ถือรั้น ไม่เชื่อคำบิดามารดา และผู้ปกครองเหล่านี้เป็นต้น แต่ละอย่างล้วนแล้ว แต่จะทำทรัพย์อันมีค่าของบิดามารดา ให้ลดน้อยถอยลงไปทั้งนั้น..... เมื่อบิดามารดาหรือผู้ปกครองผู้ที่เมตตาปรารถนาดี หวังจะเทอดทูนคุณค่าของทรัพย์ ที่มีคุณค่าอยู่แล้วให้ดีเด่นขึ้น เมื่อเห็นบุตรธิดาทำสิ่งใดลงไปที่ไม่เหมาะสมก็ตักเตือนว่ากล่าวเขากลับโกรธชักไม่พอใจ เลยเห็นความดีที่บิดามารดามีต่อตนเป็นภัยไปทั้งหมด


ความเมตตาปราณีความหวังดีมีคุณค่าเท่ากับ..... ข้อบังคับ ให้โอวาทตักเตือนเปรียบเหมือนกับการสร้างเรือนจำให้อยู่ หากเขาเหล่านั้นแหละได้แต่งงานไปแล้วด้วยความผิดพลาด หลงมัวเมาของเขา หรือด้วยความยินยอมของผู้ใหญ่ก็ตามที ซึ่งเขาคิดว่าจะมีอิสระภาพนั้น แท้จริงก่อนจะแต่งงาน ทุกๆ ฝ่ายจะต้องยอมสละสิทธิเพื่ออิสระภาพให้แก่กันและกันเสียก่อนจึงจะแต่งงานกันได้ ถ้าหากไม่มีแล้ว ไม่มีใครจะยอมรักและแต่งงานกันเลย นอกจากจะยอมสละเพื่อคู่รักของตนโดยไม่รู้ตัวแล้ว ยังยอมสละเพื่อบริวารชน มีพ่อตาแม่ยาย พ่อผัวแม่ผัว เป็นต้น อิสระเหล่านี้ย่อมไม่เหมือนกับอิสระเมื่อยังเป็นหนุ่มสาวคราวอยู่กับบิดามารดาที่เหมือนเรือนจำของลูก..... เมื่อแต่งงานแล้วหน้าที่การงานตลอดถึงความประพฤติและด้านจิตใจเราจะทำอย่างอยู่ด้วยบิดามารดาไม่ได้เด็ดขาด จำจะต้องเปลี่ยนแปลงไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง การงานในบ้านเราจะต้องรับผิดชอบแต่ผู้เดียว รายได้และใช้จ่ายจะต้องมีขอบเขตจำกัด เมื่อได้ลูกขึ้นมา ทุกๆ อย่างจะต้องเพิ่มปริมาณขึ้นเป็นเงาตามตัว


อันรูปร่าง ผิวพรรณ กิริยามารยาทตลอดถึงความรู้สึกนึกคิด การงานทั้งปวงของหนุ่มๆสาวๆ นั้น..... จะคลี่คลายหายเข้ากลีบเมฆไปทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว ผลที่สุดก็จะยังเหลือแต่ความยุ่งและความแก่ตลอดเวลา สมาชิกในครอบครัวมากขึ้นมิใช่อาชีพมันจะเจริญขึ้นตามตัวเสมอไปซ้ำอายุกำลังเรี่ยวแรงก็มีแต่จะลดน้อยถอยลงไปทุกๆ วัน แม่เหล็กแม่แรงพ่อเหล็กพ่อแรงนั้นมันจะถ่วงน้ำหนักได้สักกี่คน..... เมื่อถึงเวลานั้นโอวาทคำสั่งสอนของบิดามารดา และครูอาจารย์ ซึ่งเคยเป็นยาเบื่อไม้เมามาแต่ก่อนโน้น จะกลับมาเป็นยาแก้ลมชโลมหัวใจของลูกรักด้วยความระลึกถึงบุณคุณของท่านอีกครั้ง


คนแก่ๆ ก็ไม่ยอมแพ้หนุ่มๆ สาวๆ เหมือนกัน มีลูกมีหลานแล้วไม่เพียงแต่จะเอาไว้กอดรัก และโชว์เพื่อนบ้านเท่านั้น ยังครุ่นคิดอยากจะปลูกฝังเพื่อจะให้มีหน่อแหนงสืบเชื้อวงศ์ตระxxxลเป็นห่วงถึงอนาคตของเขา..... กลัวจะพ้นผ่านขัยวัยอันควรแก่กาลของเขา ยิ่งบางคนลูกมากเลี้ยงไม่ไว้หาให้ไม่พอ นึกว่าแต่งงานให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเสียที จะได้ไม่เป็นทุกข์ด้วยเขา ที่ไหนได้กว่าจะเสร็จเรื่องแต่ละคน เข้าทำนองที่ว่า..... ที่ดีไม่ได้ ที่ได้ไม่ดี ก็เป็นทุกข์ตอนหนึ่งแล้ว ต่อจากนั้นไปก็จะต้องเฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวของเขาทุกวิถีทาง หากอาชีพและความรักใคร่ของเขายังกลมกลืนพอไปกันได้ ก็ค่อยสบายใจไปตอนหนึ่ง ถ้าเขาเกิดมีเรื่องจุกจิกอะไรขึ้นในระหว่างนี้แล้ว ก็จะทำให้คนแก่ใช้สมองมากเหมือนกัน..... ขั้นต่อไปเมื่อเขาได้หลานขึ้นมาแล้ว สองตายายก็จะตาลุกตาล่อจนลืมตัว ทิ้งแบก กลับมาได้หาม ไม่ทราบว่าความทุกข์ของฆราวาสนี้มันจะไปสิ้นสุดลงไหน..... ยิ่งดิ้นก็ยิ่งแต่พันเข้าเหมือนกับปลาติดอวน พระพุทธองค์ทรงรู้แจ้งแทงตลอดในทุกข์ของฆราวาสได้เป็นอย่างดี ว่าเป็นของสุดวิสัยของผู้ครองฆราวาสที่จะปลดเปลื้องทุกข์ให้หมดสิ้นไปได้


คำพิพากษาของศาลว่า..... ผู้นี้กระทำผิดต่อกฏหมายมาตรานี้แล้วจะต้องได้รับโทษจำคุกเท่านี้เท่านี้ๆ ปีแล้วจึงจะพ้นได้..... เรียกว่า โทษมีกฎหมายปรับตามโทษานุโทษนั้นๆ แต่ส่วนโทษของฆราวาสนี้ซิ เมื่อไรมันจะพ้นได้ เพราะทำผิดเองตัดสินตนเอง โดยไม่มีแม่บทกฎหมาย นี่ว่าเฉพาะทุกข์เดียว คือ ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งแก่ถึงขนาดนี้..... หากจะพูดถึงเรื่องทุกข์สายใหญ่ๆ แล้วก็ยังมีอีกมากเป็นต้นว่าทุกข์เรื่องอาชีพ เจ็บป่วย และทะเลาะวิวาททุบตีซึ่งกันและกัน ตลอดถึงทุกข์ใจเศร้าโศกอาลัย มันเหลือที่จะคณานับให้ถ้วนได้ พระพุทธเจ้าทรงประมวลความทุกข์ของมนุษย์ สัตว์ไว้มีอยู่ ๑๑ ประการแล้ว ดังที่ยกมากล่าวแล้วไว้ในข้างต้นนั้น


(มีต่อ)






--------------------------------------------------------------------------------

ตั้งสติเอาจิตมาพิจารณาจิต เอาจิตล้างจิต

ความคิดเห็นที่ : 3



TU Posted : 2004-06-07 18:51:22 IP : (210.86.204.101)




บัวแรกแย้ม



Sex :
Post : 2142
สมาชิกลำดับที่ : 3


สรุปแล้วทุกข์ทั้งหลายเหล่านี้เกิดแต่อุปทานขันธ์ คือ ถือว่านามและรูปอันนี้มันเป็นของๆ เรา..... แต่ถึงอย่างไรก็ดี หากผู้ได้รับทุกข์แล้วไม่หลงมัวเมาประมาทจนเกินควร มาสำนึกถึงความผิดโดยการยกเอาทุกข์ขึ้นมาพิจารณาให้ถ่องแท้ แล้วตั้งใจจะบำเพ็ญตนให้สมภาวะที่ตนเป็นฆราวาสดำเนินชีวิตตามวิธีที่พระพุทธเจ้าได้ทรงวางไว้เพื่อผู้ครองฆราวาส..... ถึงแม้ทุกข์จะไม่หมดสิ้นไปทีเดียวแต่ก็พอจะได้รับความสุขตามอัตภาพวิสัย เท่าที่การปฏิบัติของตนจะพึงอำนวยผลให้ เราเกิดมามิใช่เทวดาบนชั้นฟ้าสวรรค์จะมีความสุขได้ มิใช่แต่เฉพาะมีทรัพย์มากมีเกียรติยศชื่อเสียงโด่งดังและบริวารชนมากเท่านั้นก็หาไม่.....


ถึงจะมีสิ่งเหล่านั้นแล้วก็ตามที ถ้าไม่มีคุณธรรมประจำตนเป็นลักษณะแล้ว..... อาจเป็นทุกข์มากกว่าคนที่เขามีคุณธรรมเป็นเครื่องดำเนินชีวิตของเขาถูกต้องตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ได้..... ดังนั้น จึงนำฆราวาสธรรมมาแสดงให้เห็นพอเป็นเอกเทศ เพื่อเป็นการศึกษาของผู้สนใจ เมื่อน้อมนำไปปฏิบัติตามแล้วจะได้รับผลดังที่ท่านแสดงไว้หรือไม่..... เชิญทดลองดู






--------------------------------------------------------------------------------

ตั้งสติเอาจิตมาพิจารณาจิต เอาจิตล้างจิต

ความคิดเห็นที่ : 4



DM Posted : 2004-06-07 23:04:17 IP : (203.118.81.232)



เมล็ดบัว



Sex :
Post : 32
สมาชิกลำดับที่ : 15
ได้ประโยชน์มากเลยครับ





ความคิดเห็นที่ : 5



สายลม Posted : 2004-06-07 23:18:45 IP : (203.113.39.10)


Administrator


บัวใต้น้ำ



Sex :
Post : 764
สมาชิกลำดับที่ : 17



แม้กายจะจากไป แต่ท่านก็ทิ้งคำสอนไว้ให้ลูกๆ หลานๆ ได้ศึกษาปฏิบัติกัน สาธุ กับหลวงปู่ด้วยครับ

.......
ภาพสุดท้ายนี้ น่าจะเป็นภาพที่ท่านมาพักอยู่ที่วัดถ้ำขาม สกลนคร แล้วก็ละสังขารที่นั้น

เมื่อต้นปี 43 ผมได้มีโอกาสไปกราบเจดีย์ที่เก็บอัฐิธาตุของท่าน ที่วัดถ้ำขาม
แล้วได้จดหลักธรรมที่ผู้สร้างได้จารึกไว้ภายในเจดีย์ของท่าน

เดี๋ยวจะหามาลงให้อ่าน ภายหลังก็แล้วกันครับ







--------------------------------------------------------------------------------

....... หยุดคิด เพื่อรู้ ....... หยุดดู เพื่อละ ........

ความคิดเห็นที่ : 6



DEV Posted : 2004-06-09 08:34:05 IP : (10.11.9.123)


Administrator


บัวผลิหนอ



Sex :
Post : 203
สมาชิกลำดับที่ : 4
อนุโมทนาคับ

เดฟ




--------------------------------------------------------------------------------

รักพระธรรม...ไม่ทำให้อกหัก

ความคิดเห็นที่ : 7



สายลม Posted : 2004-06-09 13:01:28 IP : (203.113.38.11)



เคยได้ยินว่า หลวงปู่เทสก์ นั้นสมัยครั้งเป็นเณรอยู่ ได้เจอกับหลวงปู่ดูลย์ ซึ่งตอนนั้นหลวงปู่ท่านบวชเป็นพระและได้ไปปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่นแล้ว

หลวงปู่ดูลย์ได้มาพักอยู่ที่วัดของที่หลวงปู่เทสก์บวชอยู่ แล้วหลวงปู่ดูลย์ก็ช่วยหลวงปู่เทสก์ออกไปปฏิบัติกรรมฐาน เดินธุดงค์ และก็นำไปฝากกับหลวงปู่มั่น

อ่านแล้วคงไม่งง น่ะ





ความคิดเห็นที่ : 8



new Posted : 2004-06-11 17:19:47 IP : (202.183.225.244)


Administrator


บัวใต้ดิน



Sex :
Post : 578
สมาชิกลำดับที่ : 2
สาธุครับ




--------------------------------------------------------------------------------

รสแห่งธรรม ชนะรสทั้งปวง

ความคิดเห็นที่ : 9



เดี่ยว Posted : 2004-12-14 21:42:42 IP : (203.113.50.15)


สาธุ











Create Date : 23 สิงหาคม 2548
Last Update : 23 สิงหาคม 2548 6:03:19 น.
Counter : 356 Pageviews.

3 comments
  
โดย: wbj วันที่: 23 สิงหาคม 2548 เวลา:6:37:21 น.
  
โดย: เ ม ฆ ค รึ่ ง ฟ้ า วันที่: 23 สิงหาคม 2548 เวลา:11:54:13 น.
  
โดย: BeHappier วันที่: 12 กันยายน 2548 เวลา:22:22:33 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

srisawat
Location :
นครราชสีมา  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สิงหาคม 2548

 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
24
25
26
27
28
29
30
31