อาวรณ์
คุณ coffeecandy เวลาที่จิตใจมีความอาลัยอาวรณ์ในสิ่งที่เรารักผูกพันนี่ ตัดยังไง..ให้หายคะ ดิฉันจิตใจค่อนข้างอ่อนไหวมาก ๆ โดยเฉพาะกับพ่อ แม่ พี่ น้อง ทั้ง ๆ ที่พยายามข่มใจมาก ๆ

อ่านหนังสือธรรมะ พระท่านบอกว่า ให้มองเห็นเป็นสิ่งสมมติ ทุกอย่างเป็นธรรมชาติ มาจากธรรมชาติ สุดท้าย
ก็คืนสู่ธรรมชาติตามเดิม คือทราบ..แต่ก่อนทราบ โน่น..ใจมันอาวรณ์..น้ำตาไหลไปจากโคราชถึง สุไหโกลก แย๊วค่ะ...ช่วยที...




โดย: srisawat 14 มิถุนายน 2548 3:29:37 น.



Create Date : 15 มิถุนายน 2548
Last Update : 15 มิถุนายน 2548 4:49:32 น.
Counter : 359 Pageviews.

20 comments
  
เปิดหนังสือกำลังใจ ๒ มาบอกสั้นๆ นะครับ
อนัตตา แปลว่าไม่ใช่ของของเรา ทุกอย่างเป็นของยืมมาใช้ เมื่อถึงเวลาเราก็ต้องปล่อยคืนสิ่งเหล่านั้นไป

ให้ทำสิ่งดีๆ ตราบที่จะทำให้ได้ตลอดเวลามอบเป็นความสุขแก่คนที่เรารักครับ

เป็นกำลังใจนะครับ
โดย: noom_no1 วันที่: 15 มิถุนายน 2548 เวลา:5:25:56 น.
  
กำลังใจต้องเข้มแข็ง ถ้าเราไม่เข็มแข็ง ก็จะไม่มีคนคอยห่วงใยดูแลคนที่เรารักได้อย่างเต็มที่น่ะครับ แต่ถ้าอยากร้องก็ร้องไป ไม่ต้องไปห้ามครับ หยุดร้องเสร็จก็ค่อยทำสิ่งดีๆ ต่อไป...ผมก็ทำให้แม่อยู่ครับ
โดย: noom_no1 วันที่: 15 มิถุนายน 2548 เวลา:5:29:15 น.
  
มาอยู่เป็นเพื่อนค่ะ

แบมไปนอนแล้วนะคะ

เป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ

จริงจังนะคะ

คิคิคิ
โดย: yadegari วันที่: 15 มิถุนายน 2548 เวลา:5:35:54 น.
  
มาอยู่เป็นเพื่อนอีกคนค่ะ




...
โดย: ขอบคุณที่รักกัน (blueberry_cpie ) วันที่: 15 มิถุนายน 2548 เวลา:7:03:16 น.
  
โดย: noom_no1 วันที่: 15 มิถุนายน 2548 เวลา:7:20:32 น.
  
มาเป็นกำลังใจให้นะคะ
และอย่าลืมให้กำลังใจกับตัวเองมากๆ เช่นกันค่ะ
ลองมองทุกสิ่งเป็นสิ่งสมมุติก็คงจะดี
ทุกสิ่งไม่ใช่เป็นของเรา
โดย: journey (thai_friends ) วันที่: 15 มิถุนายน 2548 เวลา:7:23:53 น.
  
อย่าท้อค่ะอย่าท้อ...
กำลังใจที่นี่มีให้เยอะเลย
เพื่อนๆทุกคนพร้อมที่จะอยู่เคียงข้าง
เสมอนะค่ะ.......
ในสมองเธอกำลังสุมปัญหา
เป็นควันไฟขึ้นมายามสับสน
อย่าได้คิดให้ชีวิตมันวกวน
อีกไม่นานจะผ่านพ้นไปด้วยดี
โดย: ยัยแก้มบุ๋ม : ) วันที่: 15 มิถุนายน 2548 เวลา:9:28:35 น.
  
แวะมาสวัสดี
มีความสุขมากๆ นะคะ
โดย: marinesnow วันที่: 15 มิถุนายน 2548 เวลา:16:19:22 น.
  
แจ่มใสขึ้นมั่งไหมครับ
โดย: noom_no1 วันที่: 15 มิถุนายน 2548 เวลา:17:56:33 น.
  
ทำไมมืดหมดเลย อ่านอะไรไม่ออกจ้า

เดี๋ยวมาใหม่นะคะ
โดย: zaesun วันที่: 15 มิถุนายน 2548 เวลา:20:44:25 น.
  
เหนื่อยก็นอนหลับพักผ่อน พักกายพักใจนะครับ
โดย: noom_no1 วันที่: 15 มิถุนายน 2548 เวลา:21:41:35 น.
  
ขอบคุณมาก ๆ ค่ะคุณหนุ่ม
ช่วงนี้..เหนื่อยกาย และเหนื่อยใจเล็กน้อยนะคะ
ก็เรื่องการงาน..และชีวิตตัวเองบ้างนิดหน่อย

ที่คุณหนุ่มแนะนำมา..เป็นคำตอบที่ดีมาก
เพิ่มกำลังใจให้กับชีวิต..
จะพยายามทำเหมือนอย่างที่คุณหนุ่มปฏิบัติกับคุณแม่ค่ะ



โดย: srisawat วันที่: 16 มิถุนายน 2548 เวลา:2:11:32 น.
  
ลองอ่านบทนี้ดูก่อนนะคะ ยาวหน่อยนะคะ

พระกีสาโคตมีเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง

พระกีสาโคตมีเถรี ถือกำเนิดในสกุลคนเข็ญใจในกรุงสาวัตถี บิดามารดาตั้งชื่อให้นางว่า “โคตมี” แต่เพราะความที่นางเป็นผู้มีรูปร่างผอมบอบบาง คนทั่งไปจึงพากันเรียกนางว่า“กีสาโคตมี”

เงินทองของเศรษฐีกลายเป็นถ่าน

ในกรุงสาวัตถีนั้น มีเศรษฐีคนหนึ่งมีทรัพย์สินเงินทองมากมายถึง ๔๐ โกฏิ แต่ต่อมา ทรัพย์เหล่านั้นกลายสภาพเป็นถ่านไปทั้งหมด เศรษฐีจึงเกิดความเสียดายเศร้าโศกเสียใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับ ร่างกายซูบผอมไปจากเดิม มีสหายคนหนึ่งมาเยี่ยมเยียนได้ทราบสาเหตุความทุกข์ของเศรษฐีแล้ว จึงแนะนำอุบายที่จะให้ถ่านเหล่านั้นกลับมาเป็นเงินเป็นทองดังเดิมว่า:- “แน่ะสหาย ท่านจงนำถ่านทั้งหมดนี้ออกไปวางที่ริมถนนในตลาด ทำทีประหนึ่งว่านำสินค้าออกมาขาย ถ้ามีคนผ่านไปผ่านมาพูดว่า “คนอื่น ๆ เขาขายผ้า ขายน้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นต้น แต่ท่านกลับเงินเอาทองมานั่งขาย” ถ้าคนที่พูดนั้นเป็นหญิงสาว ท่านก็จงสู่ขอนางมาเป็นสะใภ้ แล้วมอบทรัพย์ทั้งหมดนั้นให้แก่เธอ ท่านก็จงอาศัยเลี้ยงชีพอยู่กับเธอนั้น แต่ถ้าคนที่พูดเป็นชายหนุ่ม ท่านก็จงยกธิดาของท่าน ให้แก่เขาแล้วมอบทรัพย์ทั้งหมดให้แก่เขาโดยทำนองเดียวกัน

เศรษฐีได้ฟังสหายแนะนำแล้วเห็นดีด้วย จึงทำตามสหายแนะนำทุกอย่าง ประชาชนที่ผ่านไปผ่านมาต่างก็พูดกันว่า “คนอื่น ๆ เขาขายผ้า ขายน้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นต้น แต่ท่านกลับมานั่งขายถ่าน” เศรษฐีตอบว่า “ก็เรามีแต่ถ่านอย่างเดียว สิ่งอื่น ๆ ของเราไม่มี” วันนั้น นางกีสาโคตมีเดินเข้าไปธุระในตลาดเห็นเศรษฐีแล้วนึกประหลายใจจึงถามว่า “คุณพ่อ คนอื่น ๆ คนอื่น ๆ เขาขายผ้า ขายน้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นต้น แต่ทำไมคุณพ่อกลับเงินเอาทองเล่า” “เงินทองที่ไหนกัน แม่หนู” เศรษฐีกล่าว “คุณพ่อ ก็ที่กองอยู่นี่ไง” พูดแล้วนางก็กอบเต็มมือให้เศรษฐีดู ทันใดนัน เศรษฐีก็เห็นถ่านในกำมือของนางกลายเป็นเงินเป็นทองจริง ๆ จากนั้น เศรษฐีได้สอบถามถึงสถานที่อยู่และตระกูลของนางแล้ว ได้สู่ขอนางมาทำพิธีอาวาหมงคลกับบุตรชายของตนแล้วมอบทรัพย์ ๔๐ โกฏินั้นให้แก่นาง ทรัพย์เหล่านี้ก็กลับเป็นเงินเป็นทองดังเดิม

อุ้มศพลูกหาหมอรักษา

นางได้อยู่ร่วมกับสามีจนมีบุตรหนึ่งคนในขณะที่บุตรของนางอยู่ในวัยพอเดินได้เท่านั้น ก็ถึงแก่ความตาย นางห้ามมิให้คนนำบุตรของนางไปเผาหรือไปทิ้งในป่าช้า เพราะนางไม่เคยเห็นคนตาย จึงอุ้มร่างบุตรชายที่ตายแล้วนั้นเที่ยวเดินถามตามบ้านเรือนต่าง ๆ ว่ามียารักษาบุตรของนางบ้างหรือไม่ คนทั้งหลายพากันคิดว่า “นางคงจะเป็นบ้า จึงเที่ยวหายารักษาคนตายให้ฟื้น” อุบาสกผู้มีปัญญาคนหนึ่งเห็นกิริยาของนางแล้วก็คิดว่า “นางคงจะมีบุตรคนแรกจึงรักบุตรมาก และคงจะไม่เคยเห็นคนตาย จึงไม่รู้ว่าความตายเป็นอย่างไร เราควรจะแนะนำทางให้นางดีกว่า” จึงกล่าวกับนางว่า: “แม่หนู ฉันเองไม่รู้จักยารักษาลูกของเธอหรอก แต่พระสมณโคดม ขณะนี้ประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน พระองค์ท่านรู้จักยาที่รักษาลูกของเธอได้”

นางรู้สึกดีใจที่ทราบว่ามีคนสามารถรักษาลูกน้องของนางให้หายได้ จึงอุ้มลูกน้อยรีบมุ่งหน้าตรงไปยังพระวิหารเชตวัน เข้าไปกราบถวายบังคมพระบรมศาสดาแล้วทูลถามหายาที่จะมารักษาลูกของนางให้หายได้ พระพุทธองค์รับสั่งให้นางไปหาเมล็ดพันธุผักกาดหยิบมือหนึ่ง มากเป็นเครื่องปรุงยา แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องเป็นเมล็ดพันธุ์ผักกาด ที่ได้จากบ้านที่ไม่เคยมีคนตายมก่อนเท่านั้นจึงสามารถใช้เป็นเครื่องปรุงยาได้

พระศาสดาบอกยาให้

ในดวงจิตของนางคิดว่า ของสิ่งนี้หาไม่ยาก นางอุ้มร่างลูกน้อยเข้าไปในหมู่บ้าน ออกปากขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดตั้งแต่บ้านหลังแรกเรื่อยไป ปรากฏว่าทุกบ้านมีเมล็ดพันธุ์ผักกาดทั้งนั้น แต่พอถามว่าที่บ้านนี้เคยมีคนตายหรือไม่ เจ้าของบ้านต่างก็ตอบเหมือนกันอีกว่า “ที่บ้านนี้ คนที่ยังเหลือยู่นี้น้อยว่าคนที่ตายไปแล้ว” เมื่อทุกบ้านต่างก็ตอบอย่างนี้นางจึงเข้าใจว่า “ความตายนั้นเป็นอย่างไร และคนที่ตาย ก็มิใช่ว่าจะตายเฉพาะลูกของเธอเท่านั้น ทุกคนเกิดมาก็ต้องตายเหมือนกันหมด”

นางจึงวางร่างลูกน้อยไว้ในป่าแล้วกลับไปกราบทูลพระบรมศาสดาว่า “ไม่สามารถจะหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากบ้านเรือนที่ไม่เคยมีคนตายได้” พระพุทธองค์ได้สดับคำกราบทูลของนางแล้วตรัสว่า: “โคตมี เธอเข้าใจว่าลูกของเธอเท่านั้นหรือที่ตาย อันความตายนั้นเป็นของธรรมดาที่มีคู่กับสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาในโลก เพราะว่ามัจจุราชย่อมฉุดคร่าสัตว์ทั้งหมด ผู้มีอัธยาศัยเต็มเปี่ยมไปด้วยกิเลสตัณหา ให้ลงไปในมหาสมุทรคือ อบายภูมิ อันเป็นเสมือนว่าห้องน้ำใหญ่ ฉะนั้น” นางได้ฟังพระดำรัสของพระบรมศาสดาจบลงก็ได้บรรลุอริยผลดำรงอยู่ในพระโสดาบัน แล้วกราบทูลขอบรรพชา พระบรมศาสดารับสั่งให้ไปบรรพชาในสำนักของภิกษุณีสงฆ์ นางบวชแล้วได้นามว่า “กีสาโคตมีเถรี”

วันหนึ่งพระเถรีได้ไปทำความสะอาดโรงอุโบสถ เห็นแสงประทีปที่จุดอยู่ลุกโพลงขึ้น แล้วหรี่ลงสลับกันไป นางจึงถือเอาดวงประทีปนั้นเป็นอารมณ์กรรมฐานว่า “สัตว์โลกก็เหมือนกับแสงประทีปนี้ มีเกิดขึ้นและดับไป แต่ผู้ถึงพระนิพพานไม่เป็นอย่างนั้น”

ขณะนั้น พระผู้มีประภาคประทับอยู่ภายในพระคันธกุฎิ ทรงทราบด้วยพระญาณ ว่านางกำลังยึดเอาเปลวดวงประทีปเป็นอารมณ์กรรมฐานอยู่นั้น จึงทรงแผ่พระรัศมีไปปรากฏประหนึ่ง ว่าพระองค์ประทับนั่งตรงหน้าของนางแล้วตรัสว่า: “อย่างนั้นแหละโคตมี สัตว์ทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นและดับไป เหมือนเปลวดวงประทีปนี้ แต่ผู้ถึงพระนิพพานแล้ว ย่อมไม่ปรากฏอย่างนั้น ความเป็นอยู่แม้เพียงชั่วขณะเดียวของผู้เห็นพระนิพพาน ย่อมประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี ของผู้ไม่เห็นพระนิพพานนั้น”

เมื่อสิ้นสุดพระพุทธดำรัส นางก็ได้บรรลุพระอรหัตผล ดำรงตนเป็นพระเถรีผู้เคร่งครัดในการใช้สอยบริหาร ยินดีเฉพาะผ้าไตรจีวรที่มีสีปอน ๆ และเศร้าหมองเที่ยวไปทุกหนทุกแห่ง ด้วยเหตุนี้ พระบรมศาสดา จึงได้ประทานแต่งตั้งพระเถรีนี้ ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายในฝ่าย ผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง

เดี๋ยวบทที่เราคิดว่า เราทำใจได้จากบทนี้ จะมาพิมพ์ให้อีกนะคะ

แต่คงเหมือนเพื่อนท่านอื่น ๆ บอกไว้นะคะ
จิตใจเราต้องเข้มแข็งก่อน
โดย: coffeecandy วันที่: 16 มิถุนายน 2548 เวลา:3:12:28 น.
  


อนุโมทนาค่ะ
โดย: ป่ามืด วันที่: 16 มิถุนายน 2548 เวลา:10:15:31 น.
  
ภาวะของคนสองประเภท" โดย หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

TU Posted : 2004-06-07 18:16:05


Administrator


บัวตูม



Sex :
Post : 2081
สมาชิกลำดับที่ : 3


ทุฆราวาสํ ทุปพฺพชิตํ
อยู่ครองฆราวาสก็เป็นทุกข์ เป็นบรรพชิตก็เป็นทุกข์


ในพระภาษิตทั้งสองบทนี้... ได้แสดงถึงความเป็นอยู่ของบุคคล ๒ ประเภทว่า... เป็นทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น พระพุทธเจ้ามีxxxอันบริสุทธิ์และซื่อตรง ได้แสดงถึงสภาพความเป็นจริง ซึ่งผิดจากความเห็นของบุคคลบางคนในโลกผู้ยังตกอยู่ใต้อำนาจแห่งความหลงว่า..... เป็นฆราวาสมีความสุขบ้าง บวชมีความสุขบ้าง จึงได้ทำความไม่สงบวุ่นวายให้เกิดขึ้นในวงสังคมทั้งสองดังที่ปรากฏเห็นกันอยู่แล้ว เมื่อบุคคลมีความเข้าใจผิดเห็นผิดแล้วก็ย่อมกระทำผิดเป็นธรรมดาอยู่เอง สิ่งที่ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้นอีก ก็คือ บางคนเมื่อตนเข้าใจผิดแล้ว ยังแถมไปใส่โทษพระพุทธเจ้าเข้าไปอีกว่า..... คำสอนของพระพุทธองค์ผู้เป็น "ทุกขนิยม" พระองค์ยอมสละเสียซึ่งความเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่และความสุขทั้งปวงแล้ว จะมาทรงปรารถนาประโยชน์อะไรจากชาวโลกอีก มีแต่ทรงยอมทรมานพระวรกายเสด็จไปประกาศสัจธรรมของจริงแก่พลโลก เนื่องจากทรงพระเมตตากรุณาอันใหญ่หลวงแก่ปวงสัตว์ผู้ตกอยู่ในห้วงแห่งความมืด ซึ่งต่างก็พากันดิ้นรนเพื่อให้พ้นเสียจากความมืด แล้วจะยังมาหาว่าคำสอนของพระพุทธองค์เป็นทุกขนิยมไปเสียอีก


สัตว์โลกผู้ยังหนาแน่นด้วยความมืด คือ "อวิชชา" มีฝ้าปิดบังกล่าว คือ "โมหะ" ย่อมไม่เห็นด้วยกับสัจจวาทีของผู้หวังดีต่อตน..... นอกจากไม่เห็นดีด้วยแล้วยังเห็นคำสอนเป็นไม้เบื่อไม้เมาอีกด้วยจึงเป็นที่น่าสงสารมาก แต่ถึงกระนั้นพระองค์ผู้ซึ่งปราศจากพระโยธาหาญาติมิได้ ก็มิได้หวั่นเกรงต่ออำนาจอิทธิพลใดๆและของใครๆทั้งนั้นทรงเปล่งสีหนาทประกาศสัจจธรรมในท่ามกลางพระพุทธบริษัทตามความเป็นจริง โดยมิได้อคติอันใดทั้งสิ้น..... ดังพุทธภาษิตที่ได้ยกขึ้นไว้ ณ เบื้องต้น อันมีความว่า..... “อยู่ครองฆราวาสก็เป็นทุกข์ บวชก็เป็นทุกข์” ดังนี้ โดยมิได้เกรงใจใคร และมิได้เห็นแก่หน้าใครๆ ทั้งสิ้น ว่าเขาเหล่านั้นจะชอบใจหรือไม่ แต่ตรัสตามความเป็นจริง เพราะสิ่งที่อุบัติมาในโลกนี้ทั้งหมดจะเป็นรูปก็ตาม เป็นนามก็ตาม ที่เรียกว่า "สังขาร" ล้วนแล้วแต่เป็นทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น


ความจริงคนเราเกิดมาแล้ว..... มิใช่พึงเป็นทุกข์เมื่อเป็นฆราวาสและเมื่อบวชเท่านั้น มันเป็นทุกข์ตั้งแต่แรกปฏิสนธิอยู่ในครรภ์ของมารดาโน้น ที่พระพุทธเจ้าทรงยกเอาทุกข์ของฆราวาสและบรรพชิตมาตรัสนี้ เพียงแต่เพื่อชี้ให้เห็นทุกข์ส่วนหนึ่งในบรรดาทุกข์ทั้งหลายเท่านั้น และทรงมุ่งให้ผู้เข้าใจผิดเห็นตามเป็นจริงแล้วจะได้ปรับปรุงตัวเองให้ได้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ ไม่ต้องดิ้นรนจนทำให้สิ่งแวดล้อมยุ่งเท่านั้น หาไม่แล้ว ผู้ที่เข้าใจผิดเห็นผิดดังว่ามาแล้วนั้นจะทำให้สังคมและสิ่งแวดล้อมยุ่งไปหมด


ฆราวาสผู้ที่ไม่มีความสามารถในอาชีพ หรือเกียจคร้านในการงาน เป็นต้น..... ก็หาว่าฆราวาสเป็นทุกข์ บวชเป็นสุขสบายดีกว่าไม่ต้องทำงานอะไร ถึงเวลาก็มีคนหามาให้กินเอง ก็เลยอยากบวช ผู้บวชอยู่แล้วบางคนได้เคยเป็นฆราวาสมีลูกมีเมียมาก่อนเสียด้วยซ้ำ ก็ยังหาว่าบวชเป็นทุกข์เหมือนกับขังไว้ในคอกในกรง จะไปจะมาจะอยู่กินใช้สอยอย่างไร ก็ล้วนแต่มีข้อกฎ-กติกา-ระเบียบ พระวินัย บังคับไปเสียหมดทุกอย่าง ที่สุดแม้แต่ ตา หู จมูก กาย ลิ้น ของตน ซึ่งเป็นสมบัติเดิมพ่อแม่แบ่งปันให้มาโดยเฉพาะแท้ๆ ก็ไม่มีสิทธิที่จะใช้ได้อย่างเต็มที่ ยังต้องให้ระวังควบคุมรักษาอีกด้วย ก็เลยอยากสึกเสีย บางคนสึกออกไปแล้วได้รับอุปสรรคขัดข้องบางประการ ซึ่งตัวเองปรับปรุงตัวของตัวให้เข้ากับสังคมเขาไม่ได้ก็ดี หรือไม่รู้เท่าเข้าใจต่อเหตุการณ์นั้นๆ ตลอดจนไม่มีความสามารถในหน้าที่ของตนก็ดี..... ก็เลยคิดถึงความสุขเล็กน้อย ที่ตนได้รับเมื่อครั้งที่บวชอยู่ แล้วหาว่าฆราวาสมันยุ่ง สกปรกเป็นทุกข์มาก กลับมาบวชอีกสองครั้งสามทีก็มี


คนประเภทที่กล่าวนี้..... มีจิตใจคลอนแคลนไม่หนักแน่น ไม่มีหลักธรรมประจำใจ มักกระทำตามความคิดที่เหลวไหลของตน แล้วก็ไม่เชื่อความคิดเห็นของคนอื่นอีกด้วย พูดง่ายๆ ว่า..... เป็นคนเจ้าอารมณ์ (เป็นทาสของอารมณ์) ยอมแพ้ทั้งทางโลกและทางธรรม คนโบราณจึงได้พูดเป็นคำพังเพยไว้ว่า..... “หญิงสามผัว ชายสามโบสถ์” ไม่ควรคบเอาเป็นมิตร (อย่าเอาเป็นตัวอย่าง)


(มีต่อ)






--------------------------------------------------------------------------------

ตั้งสติเอาจิตมาพิจารณาจิต เอาจิตล้างจิต

IP : (203.118.84.185)



Cipher Posted : 2004-06-07 18:24:27 IP : (80.1.88.13)



เมล็ดบัว



Sex :
Post : 2
สมาชิกลำดับที่ : 31
อนุโมทนาด้วยครับ...





ความคิดเห็นที่ : 1



TU Posted : 2004-06-07 18:29:31 IP : (203.118.84.185)


Administrator


บัวตูม



Sex :
Post : 2081
สมาชิกลำดับที่ : 3


แท้จริง สิ่งที่อุบัติขึ้นมาในโลกนี้ที่เรียกว่า "สังขาร" คือ พวกที่มีแต่ชีวิต เช่น ต้นไม้และเถาวัลย์เป็นต้นก็ดี ที่มีวิญาณด้วยเช่น สัตว์ มนุษย์ เป็นต้นก็ดี..... ล้วนแล้วแต่พากันเกลียดทุกข์ต้องการสุขด้วยกันทั้งนั้น ต่างพากันดิ้นรนให้พ้นไปจากทุกข์ หมายจะเอาชนะทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะคนเราต้องการความสุขมากกว่าเขาทั้งหมด และเมื่อได้รับความสุขมาแล้วก็ไม่รู้จักพอเสียด้วย..... คนเราจึงได้ทำให้โลกเป็นทุกข์และเดือดร้อนมาก อาจกล่าวได้ว่าโลกที่เดือดร้อนเป็นทุกข์อยู่ทุกข์วันนี้เกิดมาจากมนุษย์เราเป็นส่วนมาก แม้แต่สัตว์ที่หนีไปซุกซ่อนอยู่ในป่าดงพงลึก หรือในก้นทะเล ก็ไม่พ้นจากคนตามไปเบียดเบียน เป็นธรรมดาผู้ต้องการมากก็ต้องใช้ความคิดมาก พร้อมกันนั้นก็มีความฉลาดมากอีกด้วย แต่ถ้านำความฉลาดนั้นมาใช้ให้เกินขอบเขตไป มักจะเป็นเหตุทำให้เกิดความเดือดร้อนทั้งแก่ตนและคนอื่น พุทธภาษิตที่ตรัสว่า..... อยู่ครองฆราวาสก็เป็นทุกข์นั้นอยู่ในข่ายนี้เหมือนกัน..... ทุกข์มากก็ดิ้นรนมากก็ยิ่งแต่จะเดือดร้อนมากเหมือนกับนกที่ติดข่าย ยิ่งดิ้นก็ยิ่งแต่จะรัดตัวเข้า ไม่ดิ้นเสียเลยก็มีหวังเข้าหม้อแกงแน่ พูดสั้นๆ ว่า ดิ้นรนก็เป็นทุกข์ ไม่ดิ้นรนก็เป็นทุกข์ ไม่พ้นคำที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ไปได้


เมื่อเหตุผลมีอยู่อย่างนี้แล้ว จะไม่ให้พระองค์ผู้ทรงมีจักษุดี ทรงมองดูมนุษย์และสัตว์ผู้มืดมัวอยู่ด้วยความเมตตาแล้วทรงเปล่งสีหนาทประกาศก้องว่า..... นั่นเป็นทุกข์ๆ อย่างไรเล่า และยังได้ทรงชี้ตัวทุกข์อย่างตรงๆตามที่มีอยู่เป็นอยู่จริงๆ อีกด้วยว่ามี ๑๑ ประการ คือ

๑. ความเกิด
๒. ความชรา ( ความเจ็บไข้ก็รวมอยู่ในชรานี้)
๓. ความตาย
๔. ความโศก
๕. ความพิไรร้องไห้รำพัน
๖. ความทุกข์ใจ
๗. ความน้อยใจ
๘. ความเหือดแห้งใจ
๙. ความประสบอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ
๑๐. ความปรารถนาสิ่งใดๆ แล้วไม่สมประสงค์ และ
๑๑. ความวิปโยคพลัดพรากจากสิ่งที่ตนรักและชอบใจ


เหล่านี้แต่ละอย่างล้วนแล้วแต่เป็นทุกข์..... ถ้าหากทุกข์ทั้ง ๑๑ อย่างนั้นโหมกลุ้มรุมเข้ามาพร้อมกันทั้งหมดใส่บุคคลใดแล้ว บุคคลผู้นั้นถ้าไม่ถึงดิ้นแด่วดับชีวิต ก็มีหวังเหลืองไปทั้งตัวทีเดียว ทุกข์ทั้งหมดดังกล่าวมาแล้วนี้ เมื่อสรุปแล้วก็อยู่ที่ความถือว่ากาย ใจ นี้ เป็นเรา เป็นของเรา (อัตตานุทิฎฐิ) ที่เรียกว่า อุปทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์..... อุปทานขันธ์เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ เมื่อบุคคลมาพิจารณา อุปทานขันธ์ เห็นตามเป็นจริง และปล่อยวางได้ ทุกข์ทั้งหลายก็ไม่มี ถ้าปล่อยวางอุปทานขันธ์ นี้ยังไม่ได้ตราบใด กายและใจก็จะพร้อมกันสร้างกิเลสขึ้นเสวยร่วมกันอยู่ตราบนั้น เมื่อกายแตกดับทำลายไปตามสภาพของสังขาร ใจเป็นผู้หอบเอากิเลสอันเป็นเชื้อนำให้ไปเกิดในภพอื่น และร่วมกันทำกรรมเสวยทุกข์ต่อไปอีก แล้วก็ดิ้นรนเดือดร้อนประกอบกิเลส อันเป็นเหตุให้เกิดภพชาติต่อไปอีก วนไปวนมาไม่รู้จักจบจักสิ้นเสียที หากจะเขียนให้เข้าใจง่ายแล้ว ก็ต้องเขียนดังนี้


*** แผนผังของภพชาติ ***

เหตุ................................. ผล
วิปากวัฏฏ์ (เกิดมา).............. กัมมะวัฏฏ์ (ทำกรรม)..............กิเลสวัฏฏ์ (เศร้าหมองใจ)
ปากวัฏฏ์ (เกิดอีก)
กัมมะวัฏฏ์ (ทำกรรม).............. กิเลสวัฏฏ์ (เศร้าหมองใจ)


จะหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปเป็นเหตุเป็นผล ผลัดเป็นต้นผลัดเป็นปลายของกันและกันวนอย่างนี้อยู่เรื่อยไป ไม่รู้จักจบจักสิ้นตลอดภพตลอดชาติ ท่านจัดเรียกว่า..... วัฏฏสงสาร การหมุนของวัฏฏ์ทั้ง ๓ ดังแสดงมานี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องแสดงอาการของความทุกข์สลับกันไปมาทั้งนั้น


(มีต่อ)






--------------------------------------------------------------------------------

ตั้งสติเอาจิตมาพิจารณาจิต เอาจิตล้างจิต

ความคิดเห็นที่ : 2



TU Posted : 2004-06-07 18:44:31 IP : (210.86.204.101)


Administrator


บัวตูม



Sex :
Post : 2081
สมาชิกลำดับที่ : 3
ฉะนั้น มนุษย์คนเราเกิดมาก็จะต้องดิ้นรนหมุนเวียนอยู่ในวัฏฏสามนี้ เด็กเกิดมาแล้วก็อยากเติบโตเป็นผู้ใหญ่ โดยเข้าใจว่า..... เราจะได้อิสระภาพใช้เฉพาะตนเอง ไม่ต้องอยู่ใต้อำนาจบังคับของบิดามารดา หนุ่มๆ สาวๆ ไม่เชื่อโอวาทของพ่อแม่และผู้ปกครอง ก็ด้วยเข้าใจว่าตนมีความสามารถพอตัวแล้ว การอยู่ใต้บังคับคนอื่นเป็นทุกข์ ผู้เป็นโสดอยากมีคู่ครอง ก็ด้วยความเข้าใจว่าเราจะได้อิสระภาพเต็มที่ ผู้ที่มีลูกมีหลานแล้วก็อยากที่ให้เขาแต่งงานเสีย เพื่อที่จะได้หมดห่วงหมดใย เมื่อชีวิตเปรียบเหมือนกับความฝันแล้ว เรื่องทั้งหลายดังกล่าวมาแล้วนั้นมันจะเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากจะเป็นความฝันไปตามชีวิตเท่านั้น..... แต่กระนั้นบุคคลก็ยังดิ้นรนไปตามความฝันของตนๆ อยู่ร่ำไป เพื่อหวังผล คือ ความสุขอันตนวาดภาพไว้บนอากาศ อนิจจา สังขารเอ๋ย หาสาระอะไรมิได้..... นอกจากจะมีไว้เป็นเครื่องประดับความคิดของผู้มีความหวังอยู่


แท้จริงเด็กๆ และหนุ่มๆ สาวๆ ซึ่งเป็นกุลบุตรกุลธิดา ของผู้บังเกิดเกล้า ได้ชื่อว่าเป็นทรัพย์อันมีค่าของวงศ์สกุลตลอดถึงประเทศชาติด้วย ย่อมมีอิสระภาพควรแก่ฐานะของตนเพียงพออยู่แล้ว..... แต่เขาเหล่านั้นไม่รู้จักคุณค่าของอิสรภาพที่ตนได้ และนำออกมาใช้ไม่ถูกหน้าที่ของตน จึงได้ทำให้เสียคนเสียเกียรติ ทำทรัพย์อันมีค่าของบิดา มารดา ตลอดจนประเทศชาติให้เสื่อมสลายไปอย่างน่าเสียดาย ไม่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเกียจคร้าน หัวดื้อ ถือรั้น ไม่เชื่อคำบิดามารดา และผู้ปกครองเหล่านี้เป็นต้น แต่ละอย่างล้วนแล้ว แต่จะทำทรัพย์อันมีค่าของบิดามารดา ให้ลดน้อยถอยลงไปทั้งนั้น..... เมื่อบิดามารดาหรือผู้ปกครองผู้ที่เมตตาปรารถนาดี หวังจะเทอดทูนคุณค่าของทรัพย์ ที่มีคุณค่าอยู่แล้วให้ดีเด่นขึ้น เมื่อเห็นบุตรธิดาทำสิ่งใดลงไปที่ไม่เหมาะสมก็ตักเตือนว่ากล่าวเขากลับโกรธชักไม่พอใจ เลยเห็นความดีที่บิดามารดามีต่อตนเป็นภัยไปทั้งหมด


ความเมตตาปราณีความหวังดีมีคุณค่าเท่ากับ..... ข้อบังคับ ให้โอวาทตักเตือนเปรียบเหมือนกับการสร้างเรือนจำให้อยู่ หากเขาเหล่านั้นแหละได้แต่งงานไปแล้วด้วยความผิดพลาด หลงมัวเมาของเขา หรือด้วยความยินยอมของผู้ใหญ่ก็ตามที ซึ่งเขาคิดว่าจะมีอิสระภาพนั้น แท้จริงก่อนจะแต่งงาน ทุกๆ ฝ่ายจะต้องยอมสละสิทธิเพื่ออิสระภาพให้แก่กันและกันเสียก่อนจึงจะแต่งงานกันได้ ถ้าหากไม่มีแล้ว ไม่มีใครจะยอมรักและแต่งงานกันเลย นอกจากจะยอมสละเพื่อคู่รักของตนโดยไม่รู้ตัวแล้ว ยังยอมสละเพื่อบริวารชน มีพ่อตาแม่ยาย พ่อผัวแม่ผัว เป็นต้น อิสระเหล่านี้ย่อมไม่เหมือนกับอิสระเมื่อยังเป็นหนุ่มสาวคราวอยู่กับบิดามารดาที่เหมือนเรือนจำของลูก..... เมื่อแต่งงานแล้วหน้าที่การงานตลอดถึงความประพฤติและด้านจิตใจเราจะทำอย่างอยู่ด้วยบิดามารดาไม่ได้เด็ดขาด จำจะต้องเปลี่ยนแปลงไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง การงานในบ้านเราจะต้องรับผิดชอบแต่ผู้เดียว รายได้และใช้จ่ายจะต้องมีขอบเขตจำกัด เมื่อได้ลูกขึ้นมา ทุกๆ อย่างจะต้องเพิ่มปริมาณขึ้นเป็นเงาตามตัว


อันรูปร่าง ผิวพรรณ กิริยามารยาทตลอดถึงความรู้สึกนึกคิด การงานทั้งปวงของหนุ่มๆสาวๆ นั้น..... จะคลี่คลายหายเข้ากลีบเมฆไปทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว ผลที่สุดก็จะยังเหลือแต่ความยุ่งและความแก่ตลอดเวลา สมาชิกในครอบครัวมากขึ้นมิใช่อาชีพมันจะเจริญขึ้นตามตัวเสมอไปซ้ำอายุกำลังเรี่ยวแรงก็มีแต่จะลดน้อยถอยลงไปทุกๆ วัน แม่เหล็กแม่แรงพ่อเหล็กพ่อแรงนั้นมันจะถ่วงน้ำหนักได้สักกี่คน..... เมื่อถึงเวลานั้นโอวาทคำสั่งสอนของบิดามารดา และครูอาจารย์ ซึ่งเคยเป็นยาเบื่อไม้เมามาแต่ก่อนโน้น จะกลับมาเป็นยาแก้ลมชโลมหัวใจของลูกรักด้วยความระลึกถึงบุณคุณของท่านอีกครั้ง


คนแก่ๆ ก็ไม่ยอมแพ้หนุ่มๆ สาวๆ เหมือนกัน มีลูกมีหลานแล้วไม่เพียงแต่จะเอาไว้กอดรัก และโชว์เพื่อนบ้านเท่านั้น ยังครุ่นคิดอยากจะปลูกฝังเพื่อจะให้มีหน่อแหนงสืบเชื้อวงศ์ตระxxxลเป็นห่วงถึงอนาคตของเขา..... กลัวจะพ้นผ่านขัยวัยอันควรแก่กาลของเขา ยิ่งบางคนลูกมากเลี้ยงไม่ไว้หาให้ไม่พอ นึกว่าแต่งงานให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเสียที จะได้ไม่เป็นทุกข์ด้วยเขา ที่ไหนได้กว่าจะเสร็จเรื่องแต่ละคน เข้าทำนองที่ว่า..... ที่ดีไม่ได้ ที่ได้ไม่ดี ก็เป็นทุกข์ตอนหนึ่งแล้ว ต่อจากนั้นไปก็จะต้องเฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวของเขาทุกวิถีทาง หากอาชีพและความรักใคร่ของเขายังกลมกลืนพอไปกันได้ ก็ค่อยสบายใจไปตอนหนึ่ง ถ้าเขาเกิดมีเรื่องจุกจิกอะไรขึ้นในระหว่างนี้แล้ว ก็จะทำให้คนแก่ใช้สมองมากเหมือนกัน..... ขั้นต่อไปเมื่อเขาได้หลานขึ้นมาแล้ว สองตายายก็จะตาลุกตาล่อจนลืมตัว ทิ้งแบก กลับมาได้หาม ไม่ทราบว่าความทุกข์ของฆราวาสนี้มันจะไปสิ้นสุดลงไหน..... ยิ่งดิ้นก็ยิ่งแต่พันเข้าเหมือนกับปลาติดอวน พระพุทธองค์ทรงรู้แจ้งแทงตลอดในทุกข์ของฆราวาสได้เป็นอย่างดี ว่าเป็นของสุดวิสัยของผู้ครองฆราวาสที่จะปลดเปลื้องทุกข์ให้หมดสิ้นไปได้


คำพิพากษาของศาลว่า..... ผู้นี้กระทำผิดต่อกฏหมายมาตรานี้แล้วจะต้องได้รับโทษจำคุกเท่านี้เท่านี้ๆ ปีแล้วจึงจะพ้นได้..... เรียกว่า โทษมีกฎหมายปรับตามโทษานุโทษนั้นๆ แต่ส่วนโทษของฆราวาสนี้ซิ เมื่อไรมันจะพ้นได้ เพราะทำผิดเองตัดสินตนเอง โดยไม่มีแม่บทกฎหมาย นี่ว่าเฉพาะทุกข์เดียว คือ ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งแก่ถึงขนาดนี้..... หากจะพูดถึงเรื่องทุกข์สายใหญ่ๆ แล้วก็ยังมีอีกมากเป็นต้นว่าทุกข์เรื่องอาชีพ เจ็บป่วย และทะเลาะวิวาททุบตีซึ่งกันและกัน ตลอดถึงทุกข์ใจเศร้าโศกอาลัย มันเหลือที่จะคณานับให้ถ้วนได้ พระพุทธเจ้าทรงประมวลความทุกข์ของมนุษย์ สัตว์ไว้มีอยู่ ๑๑ ประการแล้ว ดังที่ยกมากล่าวแล้วไว้ในข้างต้นนั้น


(มีต่อ)






--------------------------------------------------------------------------------

ตั้งสติเอาจิตมาพิจารณาจิต เอาจิตล้างจิต

ความคิดเห็นที่ : 3



TU Posted : 2004-06-07 18:51:22 IP : (210.86.204.101)


Administrator


บัวตูม



Sex :
Post : 2081
สมาชิกลำดับที่ : 3


สรุปแล้วทุกข์ทั้งหลายเหล่านี้เกิดแต่อุปทานขันธ์ คือ ถือว่านามและรูปอันนี้มันเป็นของๆ เรา..... แต่ถึงอย่างไรก็ดี หากผู้ได้รับทุกข์แล้วไม่หลงมัวเมาประมาทจนเกินควร มาสำนึกถึงความผิดโดยการยกเอาทุกข์ขึ้นมาพิจารณาให้ถ่องแท้ แล้วตั้งใจจะบำเพ็ญตนให้สมภาวะที่ตนเป็นฆราวาสดำเนินชีวิตตามวิธีที่พระพุทธเจ้าได้ทรงวางไว้เพื่อผู้ครองฆราวาส..... ถึงแม้ทุกข์จะไม่หมดสิ้นไปทีเดียวแต่ก็พอจะได้รับความสุขตามอัตภาพวิสัย เท่าที่การปฏิบัติของตนจะพึงอำนวยผลให้ เราเกิดมามิใช่เทวดาบนชั้นฟ้าสวรรค์จะมีความสุขได้ มิใช่แต่เฉพาะมีทรัพย์มากมีเกียรติยศชื่อเสียงโด่งดังและบริวารชนมากเท่านั้นก็หาไม่.....


ถึงจะมีสิ่งเหล่านั้นแล้วก็ตามที ถ้าไม่มีคุณธรรมประจำตนเป็นลักษณะแล้ว..... อาจเป็นทุกข์มากกว่าคนที่เขามีคุณธรรมเป็นเครื่องดำเนินชีวิตของเขาถูกต้องตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ได้..... ดังนั้น จึงนำฆราวาสธรรมมาแสดงให้เห็นพอเป็นเอกเทศ เพื่อเป็นการศึกษาของผู้สนใจ เมื่อน้อมนำไปปฏิบัติตามแล้วจะได้รับผลดังที่ท่านแสดงไว้หรือไม่..... เชิญทดลองดู






--------------------------------------------------------------------------------

ตั้งสติเอาจิตมาพิจารณาจิต เอาจิตล้างจิต

ความคิดเห็นที่ : 4



DM Posted : 2004-06-07 23:04:17 IP : (203.118.81.232)



เมล็ดบัว



Sex :
Post : 32
สมาชิกลำดับที่ : 15
ได้ประโยชน์มากเลยครับ





ความคิดเห็นที่ : 5



สายลม Posted : 2004-06-07 23:18:45 IP : (203.113.39.10)


Administrator


บัวใต้น้ำ



Sex :
Post : 633
สมาชิกลำดับที่ : 17



แม้กายจะจากไป แต่ท่านก็ทิ้งคำสอนไว้ให้ลูกๆ หลานๆ ได้ศึกษาปฏิบัติกัน สาธุ กับหลวงปู่ด้วยครับ

.......
ภาพสุดท้ายนี้ น่าจะเป็นภาพที่ท่านมาพักอยู่ที่วัดถ้ำขาม สกลนคร แล้วก็ละสังขารที่นั้น

เมื่อต้นปี 43 ผมได้มีโอกาสไปกราบเจดีย์ที่เก็บอัฐิธาตุของท่าน ที่วัดถ้ำขาม
แล้วได้จดหลักธรรมที่ผู้สร้างได้จารึกไว้ภายในเจดีย์ของท่าน

เดี๋ยวจะหามาลงให้อ่าน ภายหลังก็แล้วกันครับ







--------------------------------------------------------------------------------

....... หยุดคิด เพื่อรู้ ....... หยุดดู เพื่อละ ........

ความคิดเห็นที่ : 6



DEV Posted : 2004-06-09 08:34:05 IP : (10.11.9.123)


Administrator


บัวผลิหนอ



Sex :
Post : 203
สมาชิกลำดับที่ : 4
อนุโมทนาคับ

เดฟ




--------------------------------------------------------------------------------

รักพระธรรม...ไม่ทำให้อกหัก

ความคิดเห็นที่ : 7



สายลม Posted : 2004-06-09 13:01:28 IP : (203.113.38.11)



เคยได้ยินว่า หลวงปู่เทสก์ นั้นสมัยครั้งเป็นเณรอยู่ ได้เจอกับหลวงปู่ดูลย์ ซึ่งตอนนั้นหลวงปู่ท่านบวชเป็นพระและได้ไปปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่นแล้ว

หลวงปู่ดูลย์ได้มาพักอยู่ที่วัดของที่หลวงปู่เทสก์บวชอยู่ แล้วหลวงปู่ดูลย์ก็ช่วยหลวงปู่เทสก์ออกไปปฏิบัติกรรมฐาน เดินธุดงค์ และก็นำไปฝากกับหลวงปู่มั่น

อ่านแล้วคงไม่งง น่ะ





ความคิดเห็นที่ : 8



new Posted : 2004-06-11 17:19:47 IP : (202.183.225.244)


Administrator


บัวใต้ดิน



Sex :
Post : 578
สมาชิกลำดับที่ : 2
สาธุครับ




--------------------------------------------------------------------------------

รสแห่งธรรม ชนะรสทั้งปวง

ความคิดเห็นที่ : 9



เดี่ยว Posted : 2004-12-14 21:42:42 IP : (203.113.50.15)


สาธุ





โดย: srisawat วันที่: 17 มิถุนายน 2548 เวลา:3:52:02 น.
  
ขอบคุณคุณ coffeecandy ที่มีเมตตากรุณาค้นหาให้นะคะ อ่านแล้วรู้สึกดีค่ะ.........
โดย: srisawat วันที่: 17 มิถุนายน 2548 เวลา:3:57:44 น.
  
Add หน้านี้เข้า Favorites สั่งพิมพ์หน้านี้ ปรับขนาดตัวหนังสือ
กะเทาะชีวิต แม่ชีธนพร ผู้หยั่งรู้ "เกิดแต่กรรม"!

สายลม Posted : 2004-12-04 00:45:53


Administrator


บัวใต้น้ำ



Sex :
Post : 633
สมาชิกลำดับที่ : 17



กะเทาะชีวิต แม่ชีธนพร ผู้หยั่งรู้ "เกิดแต่กรรม"!
........................................................
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 3 ธันวาคม 2547 14:25 น.


****
กระแสหนังสือเรื่อง "เกิดแต่กรรม" บอกเล่าถึงชีวิตของแม่ชีธนพร ชัยประคอง พิธีกรรับเชิญรายการมิติพิศวง ทางช่อง 7 กำลังขายดิบขายดี เพราะคำทำนายทายทักของแม่ชีได้โดนใจกับผู้คนจำนวนมากที่ถูกทำนาย โดยเฉพาะบรรดาดารา นักแสดงต่างๆ

แต่คำทำนายเกี่ยวกับบุญ-กรรมได้สร้างความสงสัยใคร่รู้พร้อมกับคำถามมากมายตามเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ต่างๆว่า "แม่ชีธนพร"เป็นใคร มาจากไหนและจริงหรือไม่ที่แม่ชีธนพร สามารถหยั่งรู้ถึงอดีตชาติของคนอื่นได้
และนี่คือเรื่องราวของแม่ชีผู้นี้

แม่ชีธนพรคือใคร!?
"หลายคนอาจคิดว่า แม่ชีอุตริ หรืออยากสร้างชื่อเสียง แต่แม่ชีอยากเป็นเทียนเพียงเล่มเดียวที่ส่องสว่างบนเขาสูง หมายถึงในชีวิตทำกรรมมามาก และอยากให้คนเห็นถึงผลแห่งกรรมนั้นแม่ชีอยากให้ทุกคนเริ่มต้นใหม่ได้เหมือนที่แม่ชีมีโอกาส"นั่นคือคำพูดที่เป็นเสมือนการตั้งมั่นเพื่อหนทางธรรมของแม่ชีธนพร

ก่อนที่จะบวช แม่ชีธนพร เคยใช้ชีวิตทางโลกมาแล้วโดยการประกอบสัมมาอาชีพจนมีฐานะเข้าขั้นคหบดีคนหนึ่ง ชีวิตฆราวาสนั้นได้แต่งงานมีสามีและลูกอีก 5 คน

โดยในช่วงหนึ่งได้ประสบกับปัญหาครอบครัวทำให้เกิดความทุกข์อย่างมากจนแม่ชีต้องหันไป พึ่งศาสนาโดยการหัดสวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำเพราะต้องการทำให้จิตใจที่รุ่งร้อนนั้นถูกดับลงด้วยการหันหน้าพึ่งศาสนา

"ในสมัยที่เป็นฆราวาสนั้น แม่ไม่มีที่พึ่งก็อาศัยการสวดมนต์เข้าช่วย แต่เราก็สวดผิดหมดเลยเพราะแม่ไม่เคยสมาทานศีล 5 พอเราไม่สมาทานสัมมาวาจา ก็ไม่เกิดกับเสียง ตอนหลังมาทำกรรมฐานมาเข้านิโรธ เราถึงได้รู้ ซึ่งการปฏิบัติของเรานั้นต้องเกิดจากความบริสุทธิ์ใจอย่างเดียวคือไม่โกรธ ไม่อิจฉา ไม่อะไรเลยสักอย่างเราก็จะสามารถเข้าสู่ความสงบได้อย่างแท้จริง"

ในที่สุดแม่ชีธนพรก็ตัดสินใจบวชที่วัดเขาอิติสุคโต และมีความตั้งใจที่จะบวชเพียงไม่กี่วัน แต่หลังจากได้สัมผัสกับรสพระธรรม ในที่สุดแม่ชีธนพรก็ตัดสินใจปลงผมเพื่อบวชเป็นแม่ชีที่วัดเขาอิติสุคโต โดยมีหลวงพ่อปรีชา เจ้าอาวาสวัดเขาอิติสุคโตเป็นผู้แนะนำให้นั่งสมาธิ ซึ่งในการนั่งวันแรกนั้นแม่ชีสามารถนำจิตรวมลงเป็นหนึ่งเดียวจนเกือบได้จตุถฌาณ(ฌาน=จิตตั้งมั่น=สมาธิขั้นสูง)

ต่อมาแม่ชีก็สามารถได้คุณธรรมจากการเป็นผู้ปฏิบัติจนจิตสงบเป็นสมาธิหนึ่งเดียวสามารถอนุมานจากคุณธรรมที่โดดเด่นคือคุณธรรมในหมวดของวิชชา 3 ซึ่งแม่ชีได้ 2 ใน 3 หมวดคือบุพเพนิวาสานุสสติ คือระลึกชาติตัวเองได้ 2.จตูปปาตญาณคือตาทิพย์ระลึกชาติคนอื่นได้
(สำหรับอานิสงส์สูงสุดคือการพ้นทุกข์จากการเวียนว่ายตายเกิดและในระหว่างที่ยังมีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องก็ยังจะได้คุณธรรมพิเศษองค์อื่นๆเช่น หมวดที่ว่าด้วยอภิญญา 6 หมวดที่ว่าด้วยวิชชา 3 หมวดที่ว่าด้วยวิชชา 8(อ่านล้อมกรอบ )

วัดพิชัยญาติสอนปฏิบัติธรรม
ในปัจจุบันแม่ชีธนพรได้จำวัดเพื่อเปิดโอกาสให้กับคนที่กำลังเผชิญความทุกข์ได้มีโอกาสก้าวพ้นทะเลทุกข์นั้นแม้จะไม่ได้ทั้งหมด แต่แม่ชีเชื่อว่าหากมีใครสักคนคอยชี้แนะแนวทางเพื่อการพ้นทุกข์อย่างถูกต้องได้สังคมก็จะน่าอยู่ขึ้น

แม่ชีธนพรได้ขออนุญาตจากท่านเจ้าอาวาสวัดพิชัยญาติ เปิดวัดรับพุทธศาสนิกชนที่สนใจศึกษาพระธรรมเข้ามาเรียนรู้การนั่งสมาธิและปฏิบัติธรรมในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งในแต่ละอาทิตย์จะมีคนสนใจเข้ามาปฏิบัติธรรมมากถึง 500 -1,000 คนซึ่งคนที่เข้ามาปฏิบัติธรรมที่วัดพิชัยญาตินี้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

"ตอนนี้แม่ไม่รู้ว่าตัวเองได้คุณธรรมข้อไหนแล้วแต่แม่รู้ว่าแม่รู้ได้ในระดับหนึ่งคือบางคนสามารถพูดได้แต่บางคนพูดไม่ได้เพราะยังติดค้างกรรมอยู่แม่จะบอกให้เขามาใหม่ในวันหลัง ซึ่งการรู้ของแม่นั้นแม่รู้ไปที่เหตุของทุกข์ โดยพระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แม่รู้สมุทัย

(ทุกข์ คือ ตัวปัญหา สมุทัย คือ ตัวเหตุแห่งทุกข์ จากนั้นเราก็รู้ว่าเมื่อกำจัดเหตุแห่งทุกข์ได้ เราจะเข้าถึงจุดหมายคือนิโรธ แต่ทั้งหมดนี้จะสำเร็จได้ด้วยการลงมือทำในข้อสุดท้ายคือ มรรค เมื่อเราปฏิบัติตาม มรรค เราก็กำจัด สมุทัย แก้เหตุแห่งทุกข์ได้เราก็พ้นทุกข์) "
นอกจากการเข้าไปปฏิบัติธรรมเพื่อหาความสงบทางใจแล้วแม่ชีธนพรยังสามารถแนะนำลูกศิษย์ให้สามารถฝ่าฟันมรสุมชีวิตทั้งทางร่างกายและจิตใจไปพร้อมๆกัน

โดยการนำสัจธรรมที่ค้นพบคือชีวิตของมนุษย์มีความเกี่ยวพันธ์กับจิตวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วทั้งสิ้นโดยมากมักเป็นจิตวิญญาณของญาติมิตรภายในตระxxxลของตน เป็นจิตวิญญาณที่คอยดูแลบุตรหลายด้วยความเป็นห่วงจึงมักจะมาเกาะเกี่ยวกับสังขารร่างกายของญาติมิตร ซึ่งหากดวงวิญญาณนั้นมีกรรมหนักและมีความเกี่ยวพันกับมนุษย์ก็มักจะนำความทุกข์มาให้กับบุตรหลานได้

คนที่ได้มีโอกาสได้ให้แม่ชีธนพร แก้ไขโรคกรรมให้นั้นส่วนใหญ่จะเป็นลูกศิษย์ที่มีโอกาสเข้ามาศึกษาพระธรรมในวัดพิชัยญาติในช่วงวันหยุดส่วนคนภายนอกจะมีเพียงส่วนน้อยซึ่งมีโอกาสได้เข้าพบแม่ชีเป็นการส่วนตัวเท่านั้นซึ่งมาจนถึงวันนี้วัดพิชัยญาติยังเป็นวัดหนึ่งที่มีพุทธศาสนิกจำนวนมากหลั่งไหลเข้าไปศึกษาธรรมะโดยมีแม่ชีธนพรเป็นผู้ฝึกสอนและแนะนำการใช้ชีวิตกับลูกศิษย์ที่ต้องการพ้นทุกข์ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน


"กฎแห่งกรรม" ทำอะไร ได้อย่างนั้น!?
แม่ชีธนพรนั้นมักจะเน้นย้ำให้ลูกศิษย์ได้สนใจและเอาใจใส่ไม่ให้สร้างกรรมใหม่ขึ้นมาเพื่อลดกรรมที่เราเคยได้ทำมาแล้วทั้งในอดีตและปัจจุบันโดยเฉพาะกรรมที่เราได้ทำกับบิดามารดา โดยได้แบ่งแยกให้เห็นอย่างชัดเจนในหนังสือ "เกิดแต่กรรม"ดังนี้

ลูกเถียงพ่อเถียงแม่
สำหรับผู้ที่ชอบเถียงพ่อจัดว่าเป็นการทำความชั่วที่หนักหนาสาหัสเมื่อลูกผู้นั้นเริ่มเข้าสังคมจะโดนผู้อื่นว่าร้าย ถกเถียงชนิดคำต่อคำ พ่อแม่เคยเจ็บช้ำจากการเถียงของลูกเช่นไรลูกคนนนั้นก็จะโดนสังคมบีบคั้นเช่นกันกรรมนี้สามารถพบเห็นในพบชาตินี้แน่นอน

ส่วนทางร่างกายนั้นลูกที่เถียงพ่อแม่ที่มีกรรมหนักมากจะมีอาการลิ้นสั้นจุกปาก พูดจาไม่ถนัด พูดลิ้นพันกัน ลิ้นแข็ง ฯลฯ

ลูกที่ทำร้ายพ่อแม่
ในศาสนาพุทธนั้นสอนว่าลูกที่ทำร้ายพ่อแม่ตายไปแล้วจะไปเกิดในขุมนรกชื่อตปะนรก มีลักษณะเป็นบัวกลดเผาทำลายอยู่เป็นนิจมียมบาลคอยเอาค้อนทุบหัวอยู่ร่ำไป แต่ถ้าจะให้เห็นในชาติปัจจุบันแม่ชีธนพรบอกว่าคนที่ทำร้ายพ่อแม่อกุศลกรรมจะทำให้คนผู้นั้นถูกคนรักทำร้าย เช่นอาจจะเป็นสามี ภรรยา บุตรหรือคนที่สนิททำร้ายได้

ลูกที่ใช้ให้พ่อแม่บริการตัวเอง
การที่ลูกๆใช้พ่อแม่ให้บริการตัวเองหรือพ่อแม่เต็มใจบริการลูกๆเพราะรักลูกมาก เช่นซักผ้า ล้างจาน ทำกับข้าวให้จะถือว่าเป็นกรรมที่พ่อแม่ทำให้เกิดกับลูกทั้งสิ้น ทำให้เมื่อลูกออกไปใช้ชีวิตในสังคมจะต้องไปเป็นข้าผู้อื่น ถูกคนอื่นเอารัดเอาเปรียบเป็นต้น

การทำแท้ง
การทำแท้งถือเป็นกรรมในหมวดข้อการเบียดเบียนชีวิตหรือปาณาติบาต ผู้ที่กรรมนี้จะหากินไม่ขึ้นหาความสุขใจในชีวิตนี้ไม่ได้เลย เพราะโดนวิญญาณที่จะมาเกิดเป็นลูกของตัวเองนั้นจองเวรอาฆาต ซึ่งการเกิดการตายของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณและวิบากกรรมโดยตรง

ผลกรรมอันเกิดจากการทำแท้งมี 2 ข้อคือ 1.กรรมที่ทิ้งลูกตัวเอง 2.กรรมในการฆ่าทำลายชีวิต ซึ่งอกุศลกรรมนี้พระไตรปิฎกได้กล่าวไว้ชัดเจนว่าผู้ที่ทำแท้งเมื่อสิ้นใจยังต้องตกนรก พ้นจากนรกจึงเกิดมาเป็นเปรต จากนั้นจะเป็นอสุรกาย ตนเมื่อมีบุญพอจะเกิดเป็นคนแต่ต้องถูกพ่อแม่ทอดทิ้งแต่เล็กหรือโโนพ่อแม่ของตนในชาติต่อไปทำแท้งตัวเองเสียหรือแท้งลูกโดยอุบัติเหตุ

ส่วนกรรมจากการปาณาติบาลหรือทำลายชีวิตลูกของตัวเองนั้นจะทำให้มีอายุสั้น มีโรคภัยเบียดเบียนมาก หากินไม่ขึ้นและกรรมจากการทำแท้งมักจะก่อผลให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ แม้ผู้ที่เกี่ยวข้องการการทำแท้งยังต้องมีอกุศลกรรมติดตัวตามไปด้วยเช่นกัน

******************
//www.manager.co.th







--------------------------------------------------------------------------------

....... หยุดคิด เพื่อรู้ ....... หยุดดู เพื่อละ ........

IP : (203.113.39.6)



casy99 Posted : 2004-12-08 19:30:19 IP : (61.90.100.144)


เท่าที่ทราบการบรรลุธรรมระดับอริยะหรือได้ฌาณสมาบัติ จะมาพูดอย่างนี้ไม่ได้





ความคิดเห็นที่ : 1



สำเร็จ Posted : 2004-12-08 22:38:51 IP : (202.57.167.85)


การทายอดีตที่อยู่ในภพก่อนหน้า...เป็นเรื่องที่คนพูดรู้คนเดียว
คนถูกทายก็เพียงแค่..อนุมานเอา
คนฟัง...ยิ่งห่างจากการรู้จริงเป็นอย่างยิ่ง...

การทายเรื่องในอดีต...แล้วตบท้ายให้คนนั้นๆทำแต่ความดี..เคยมีมาหลายราย
ฟังดูแล้วแนบเนียนมาก...น่าเชื่อถือมาก
ออกจะเป็นเรื่องอิทธิฤทธิ์นิดๆ....คนยิ่งแห่เชื่อกันไปหมด
ลืมใช้ปัญญาตัวเอง....หวังพึ่งความวิเศษของผู้อื่น

เรื่องแบบนี้...พิสูจน์จริง-เท็จ..ยากมาก...
อนุมานได้หยาบๆว่า..คนที่ได้ฌานขั้นสูงแล้ว...ไม่ชอบคลุกคลีกับหมู่คณะ
ถึงจะมีคุณวิเศษในตน...แต่พระพุทธองค์ก็ไม่ทรงสรรเสริญ

ไม่อยากให้เรื่องแม่ชีนี้...ดูๆก็คล้ายๆ..นายวินัย ละอองสุวรรณ...
ที่มีการโฆษณา...ประชาสัมพันธ์ในตอนแรก...จนคนนับถือเป็นจำนวนมาก
ทำตัวเป็นบุคคลชั้นอริยะ...แต่สอนธรรมะตื้นๆ...

สุดท้ายความจริงก็ปรากฏ...ในทางไม่ดี
กลายเป็นหลอกต้มคนทั้งประเทศ...ตั้งหลายปี

คงต้องติดตามอีกนาน...กว่าจะรู้...ของจริงหรือของปลอม
ขอให้เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง...อย่าซ้ำรอยเดิมเลย.






ความคิดเห็นที่ : 2



สุนทร Posted : 2004-12-09 14:12:23 IP : (192.168.1.56)


ผมเป็นคนหึ่งที่มีโอกาศได้ไปพบกับแม่ชีธนพร ที่วัดพิชัยญาติ ผมก็ได้ไปกับรายการชั้วโมงพิศวงที่จัดขึ้นให้คนทางบ้านสมัครไปเป็นอาสาสมัครใน ช่วงเกิดแต่กรรมของแม่ชีธนพรตอนนี้ผมเองเชื่อเรื่องกรรมมาก ซึ่งแม่ชีธนพรก็ดูอดีตชาติให้ผมก็เชื่อ ผมคิดว่าเป็นความจริง ผมเองก็นับถือแม่ชีมาก ผมอ่านหนังสือเกิดแต่กรรมแล้วก็รู้สึกดีมากเลยครับ





ความคิดเห็นที่ : 3



สายลม Posted : 2004-12-12 17:21:28 IP : (203.113.39.9)


:'11': ขออนุโมทนาด้วยครับคุณสุนทร

มีเวลาว่างก็จะน่าพิมพ์เนื้อหาในหนังสือมาโพลไว้ให้ท่านอื่นๆ ได้อ่านบ้างนะครับ







ความคิดเห็นที่ : 4



ปีนัง Posted : 2004-12-24 18:57:41 IP : (10.29.4.20)



เมล็ดบัว



Sex :
Post : 6
สมาชิกลำดับที่ : 289
รู้แล้วได้อะไร
ไม่รู้แล้วได้อะไร
ผมคิดว่าการหยั่งรู้อดีตชาติไม่เห็นจำเป็น
คนเรามีกรรมก็ใช้ไปอย่าสร้างขึ้นใหม่
พยายามทำความดีให้มากแค่นี้ก็พอแล้ว




--------------------------------------------------------------------------------

เวลาที่หายไปคือการตายของเรา

ความคิดเห็นที่ : 5



ชำ Posted : 2004-12-28 00:20:54 IP : (203.107.159.176)




เมล็ดบัว



Sex :
Post : 12
สมาชิกลำดับที่ : 115
กรรมจำแนกสัตว์ ทั้งละเอียดและปรานีต




--------------------------------------------------------------------------------

ตนเป็นที่พึ่งของตน (ตนที่ฝึกดีแล้วเท่านั้นที่จะพึ่งตนเองได้)

ความคิดเห็นที่ : 6



นามธรรม Posted : 2005-01-08 18:19:17 IP : (203.107.193.201)


การรับรู้เรื่องกรรม เรื่องอดีตชาติ
ไม่เป็นเรื่องที่ทำให้เราล่วงทุกข์ไปได้






ความคิดเห็นที่ : 7



โอ่ Posted : 2005-01-12 07:07:33 IP : (203.113.71.100)


ต้องมองหลายๆด้าน แล้วค่อยพิจารณาในประเด็นของคนหลากหลาย เรื่องกรรมนี้เป็นเรื่องของความไม่ประมาทด้วย ไม่ว่าโทษหรือคุณของกรรมควรจะรู้ได้ชัดยิ่งดี แต่ควรทำความเข้าใจด้วยตนเองให่มากที่สุด


คำสอนเรื่องกรรมนั้นดูที่เจตนา และเป็นเรื่องของกุศลเช่นเดียวกัน ต้องแยกเรื่องความหลง ความศรัทธาในตัวบุคคล ออกจากความเชื่อเรื่องกรรม มีหลายประเด็น แต่ควรพูดด้วยความระมัดระวังในทุกๆเรื่อง

เรื่องวิชชา 8 นั้นผมเข้าใจว่าต้องได้สมาบัติแปด และบรรลุอรหันต์แล้วจึงได้วิชชาแปด ซึ่งสามารถทำอะไรได้มีฤทธิ์ หายตัวได้แปลงกายเป็นหลายคนได้เป็นต้น นี่เป็นความเข้าใจของผม

ส่วนเข้านิโรธ (สมาบัติ) ก็ต้องเป็นอนาคามี และพระอรหันต์ และผลก็ดูว่าผู้ถวายทานได้รับผล เช่นมีพวกเพชร ทอง เกิดเป็นความร่ำรวบในวันนั้นหรือไม่ นี่เรียกว่าผลทานจากการทำทานกับผู้ออกจากนิโรธสมาบัติ อันนี้ต้องขอคำยืนยันว่าใครเป็นผู้พูดว่าเข้านิโรธ และเข้ากี่วันเป็นต้น เพื่อให้การพูดทุกสิ่งได้ข้อควาที่ตรงกับความจริงตามหลักศาสนา อันนี้มิใช่การจ้องจับผิดใคร แต่ให้พูดตรงกับคุณธรรมที่มีอยู่จริง ให้ศรัทธาจะได้เกิดตามความเป็นจริงได้

ที่จริงก็มีเรื่องจะพูดมาก แต่อาจไม่เป็นประโยชน์มากเท่าไร ก็ขอแค่นี้ดีกว่า





ความคิดเห็นที่ : 8



momo Posted : 2005-01-15 20:36:59 IP : (61.91.125.224)


เคยดูทีวี เคยอ่านหนังสือ แต่กลับคิดว่าแม่ชีอวดอุตริตัวเองไปหรือเปล่า วิจารณ์ไปก็กลัวบาป เพราะเราแค่ถือศีล 5 เอง

แต่เรื่องกฏแห่งกรรมนั้น มันช่วยให้คนเราละชั่ว เกรงกลัวต่อผลของมันได้

ขอคำแนะนำเรื่องความเชื่อที่ใครๆมีต่อเรื่องนี้ได้ไหมคะ เห็นเพื่อนๆแห่กันจะไปหาแม่ชีกัน ดุแล้วรู้สึกเหมือนแม่ชีใช้สื่อมากเกินไปหรือเปล่า

กลัวบาปเหมือนกันเรา







ความคิดเห็นที่ : 9



วิภาวัลย์ Posted : 2005-01-18 22:35:44 IP : (203.113.35.10)


ถ้าคุณคิดว่าเป็นการอวดอุตริของแม่ชีว่ามีความวิเศษเหนือคนปกติ
คุณก็ลองศึกษาในเรื่องของปริยัติ และปฏิบัติดูสิจ้ะว่า สิ่งที่จะบอกได้ว่า
การระลึกอดีตชาติได้นั้นมีจริงหรือไม่ คุณลองฝึกสมาธินั่งกรรมฐาน
ดูสิ แต่ต้องมีครูอาจารย์ที่แนะนำได้ถูกต้อง และคุณต้องมีสัจจะ ความอดทน
ความเพียร ในการนั่งกรรมฐาน แล้วคุณจะได้รู้ว่าเท่าที่ผ่านมาในภพนี้
คุณได้ทำร้ายบุคคลหรือสัตว์เดรัจฉานใดมาบ้าง ไม่ว่าทางกาย วาจา ใจ
เมื่อคุณระลึกได้ แล้วคุณยอมชดใช้หนี้กรรม ในขณะที่คุณยังมีสติ ไม่ต้อง
รอให้เสียชีวิตก่อนแล้วค่อยไปชดใช้ในนรก ซึ่งหมดสิทธิ์ที่จะได้กระทำความดีต่อไปเพื่อภพภูมิที่ดีต่อไป ๆ (วิภาวัลย์)






ความคิดเห็นที่ : 10



1 2 3 4



แสดงความ

โดย: srisawat วันที่: 17 มิถุนายน 2548 เวลา:4:44:14 น.
  
ขออนุโมทนาค่ะ
ขอบคุณคุณ srisawat ที่นำมาให้อ่านนะคะ

เรื่องทำใจ
มันอาจจะแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคลนะคะ
คือ ถ้าเราหมกมุ่น คิดซ้ำ ๆ อยู่ในเรื่องหรือ ปัญหาที่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขนั้นได้แล้ว จิตเราจะเศร้าหมอง คิดไปก็ไม่มีประโยชน์ค่ะ
ถ้าร้องไห้ออกมาแล้วยังไม่สบายใจ.....แสดงว่ายังร้องไห้ออกมาไม่สุดค่ะ
ลองร้องไห้ออกมาให้หมด ร้องไห้ให้มันสุด ๆ ไปเลย แล้วสัญญาว่าจะไม่ร้องอีกแล้วในเรื่องนี้
อาจจะระลึกถึงเรื่องนั้นได้ค่ะ แต่อย่าเก็บเอาอารมณ์ในอดีตขณะที่เรากำลังเสียใจมาคิดนะคะ... ห้ามเก็บมาคิดเด็ดขาด
ลองถอยออกมาก้าวหนึ่ง เออ หลาย ๆ ก้าวก็ได้ค่ะ มายืนมองดูตัวเองกำลังเสียใจ โดยเราต้องรู้สึกเฉย ๆ ไม่เอาจิตไปปรุงแต่งความรู้สึกเสียใจนั้นนะคะ เราอาจจะเห็นหรือรู้สึกอีกแบบก็ได้ค่ะ
โดย: coffeecandy วันที่: 17 มิถุนายน 2548 เวลา:6:24:41 น.
  
บทนี้คัดมาจากส่วนหนึ่งของ บทสวดมนต์ทำวัตรเย็น ค่ะ

ครั้งแรกที่ตัวเองสวดปุ๊บ ระลึกได้ปั๊บ
อ๋อ ! ชีวิตคนเรา มันก็แค่นี้เองหนอ
แก่ เจ็บ ตาย..........เราก็จักตายอย่างนั้นเหมือนกัน
สวดแล้วปลงทันที
คิดว่าถ้าตัวเองตายไปตอนนี้ ก็ไม่กลัวตาย ไม่มีความเป็นห่วงอะไรอีกแล้ว พูดถึงเรื่องตายเสมอ ๆ เป็นเรื่องปกติ

ถ้าอยากจะสวดให้ได้ผล แนะนำว่าให้สวดออกเสียงและสวดเป็นหมู่คณะที่วัดค่ะ เราจะระลึกได้ทันที

ที่ตัดมานี้เป็นแค่บางส่วนนะคะ
ชื่อ หมวด”อภิญหะปัจจะเวกขะณะ”

นำ) หันทะ มะยัง อภิญหะปัจจะเวกขะณะ ปาฐัง ภะณามะ เส
(รับ) ชะราธัมโมมหิ
เรามีความแก่เป็นธรรมดา
ชะรังอะนะตีโต
เราไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้
พะยาธิธัมโมมหิ
เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา
พะยาธิงอะนะตีโต
เราไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้
มะระณะธัมโมมหิ
เรามีความตายเป็นธรรมดา
มะระณังอะนะตีโต
เราไม่ล่วงพ้นความตายไปได้
สัพเพหิเม ปิเยหิ มะณาเปหิ นานาภาโว วินาภาโว
เรามีความเป็นต่าง ๆ และมีความละเว้น คือเราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น
กัมมัสสะโมมหิ
เรามีกรรมเป็นของ ๆ ตน
กัมมะทายาโท
เราจะต้องรับผลของกรรม
กัมมะโยนิ
เรามีกรรมนำมาเกิด
กัมมะพันธุ
เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ พวกพ้อง
กัมมะปฏิสะระโน
เรามีกรรมเป็นที่พึ่งที่อาศัย
ยังกัมมังกะริสสามิ
เรากระทำกรรมอันใดไว้
กัลยานังวา ปาปะกังวา
เป็นบุญหรือเป็นบาป
ตัสสะทายาโท พะวิสสามิ
เราจะต้องรับผลของกรรมนั้น
อภิญหังปัจจะเวกขิตะพัง พึงพิจารณาเห็นเนือง ๆ ดังนี้
อะยังกาโย
อันว่าร่างกายของเรานี้
อะจีรังวะตะ
ไม่นานหนอ
อะเปตะวิญญาโน
มีวิญญาณนำไปปราศแล้ว
ฉุฑโฑ
เป็นของสูญเปล่า
อะธิเสสสติ
จะนอนทับ
ปะฐะวิง
ซึ่งแผ่นดิน
นิรัตถังวะกะลิงคะรัง
เปรียบประดุจจะดังว่าท่อนฟืนอันผุไม่มีประโยชน์เป็นแท้
สังขารา
อันว่า สังขารและธรรมทั้งหลาย
อนิจจาวะตะ
ไม่เที่ยงหนอ
อุปปาทะวะยะธัมมิโน
บังเกิดขึ้นแล้วก็ย่อมเสื่อมไป
อุปัตชิตวานิรุชฌัมติ
บังเกิดขึ้นแล้วก็ย่อมดับไป
เตสังวูปะสะโมสุโข
พระนิพพานเป็นที่ดับเพลิงกิเลสและกองทุกข์ เป็นบรมสุขอันใหญ่ยิ่ง
สัพเพสัตตา
สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง
มะรันติจะ มะริงสุจะ มะริสสะเร
ตายอยู่ด้วย ตายแล้วด้วย จะตายด้วย
ตะเถวา หังมะริสสามิ
เราก็จะตายอย่างนั้นเหมือนกัน
นัตถิเม เอตถะ สังสะโย
ความสงสัยในเรื่องตายนี้ไม่มีแก่เรา
โดย: coffeecandy วันที่: 17 มิถุนายน 2548 เวลา:6:38:05 น.
  
ขอบคุณค่า คอฟฟี่แคนดี้...
จะลองสวดดูนะคะ..
ถ้าบุญมี..คงสว่าง..เห็นทางธรรม..บ้าง..
โดย: srisawat วันที่: 17 มิถุนายน 2548 เวลา:19:19:29 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

srisawat
Location :
นครราชสีมา  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



มิถุนายน 2548

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
15 มิถุนายน 2548