ถามหาความรวย
ลูกเอ๋ย  ก่อนจะเที่ยวไปขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด 
เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเอง  คือ  บารมีของตน  ลงทุนไปก่อน 
เมื่อบารมีของเจ้าไม่พอจึงค่อยขอยืมบารมีคนอื่นมาช่วย 
มิฉะนั้นเจ้าจะเอาตัวไม่รอดเพราะหนี้สิน 
ในบุญบารมีที่เที่ยวไปขอยืมมาจนพ้นตัว  เมื่อทำบญทำกุศลได้บารมีมา
ก็ต้องเอาไปผ่อนใช้หนี้เขาจนหมด  ไม่มีอะไรเหลือติดตัว 
แล้วเจ้าจะมีอะไรไว้ในภพหน้า  หมั่นสร้างบารมีไว้ แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง


" จงจำไว้นะ เมื่อยังไม่ถึงเวลา  เทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้ 
ครั้นถึงเวลา  ทั่วฟ้าจบดิน  ก็ต้านเจ้าไม่อยู่  จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดิน  
เมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลย  จะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า "


คำเทศนา  ของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี 
ที่ได้โปรดชี้ธรรมไว้ในนิมิตหลังจากที่ท่านล่วงลับไปแล้ว  เมื่อ 100 กว่าปี



ที่จั่วหัวไว้นี้ข้าพเจ้าเองเคยได้อ่านมานานมาก แต่ก็ไม่เคยเข้าใจ
แล้วก็ไม่รู้ว่าหลวงปู่โตฯนี้ท่านเป็นใคร พอมาหลังๆก็ได้รู้จักท่านมากขึ้น
ผ่านทางหนังสือบ้าง ผ่านทางวีซีดีบ้าง
โดยเฉพาะกิติศัพท์ในการสร้างพระสมเด็จฯของหลวงปู่ 
ซึ่งสิ่งที่ทำให้สนใจมากยิ่งขึ้นจนถึงมากที่สุดก็ไอ้ตรงนี้แหละ


ครับ..บอกได้เลยว่าตัวเองรู้สึกหูผึ่งเมื่อได้ยินว่า
พระสมเด็จฯที่หลวงปู่โตฯท่านสร้างไว้ราคาองค์เป็นล้านบาทยันไปถึง 20-30
ล้าน ฟังแล้วรู้สึกขนลุกซู่ๆ แบบว่าถ้ามีกับเขาสักองค์ เอาไปขายรับประทาน
ก็จะเป็นเศรษฐีแค่เพียงชั่วพริบตาเดียวซ้ำยังไม่พอ
จินตนาการในเวลานั้นเตลิดไปไกลถึงจะซื้อบ้านซื้อรถ
ซื้อนั่นซื้อนี่ให้สะใจไปเลยทีเดียว
ทั้งๆที่ชั่วชีวิตไม่เคยเห็นพระสมเด็จฯแท้ๆกับเขาเลยสักองค์เดียว
มีแต่คำเขาบอกเขาเล่า ที่เห็นจริงๆเลยก็อยู่แถวท่าพระจันทร์
ใส่กาละมังกองไว้มากมายมหาศาล ขายกันเพียงแค่องค์ละบาทเดียว


วันเวลาผ่านเลยไป.. ก็ยังได้ยินได้ฟังราคาก็มีแต่พุ่งปรี้ดๆ
จากฝันก็ต้องเลิกฝัน จากอยากก็จำเป็นต้องเลิกอยาก
เพราะมันเป็นไปไม่ได้หรอกที่ชีวิตนี้จะมีปัญญาได้จับได้ต้องกับเขา
โดยเฉพาะพระ ดีๆ พระ แท้ๆ
ในวันนี้มันคงไปอยู่ในมือของเซียนหรือไม่ก็เศรษฐีมีเงินกันไปหมดแล้ว
อย่าสะเออะไปยุ่งกับเขาเลยจะได้ไม่ต้องสติแตกมากไปกว่านี้


จนมาถึงวันหนึ่ง... น้องชายที่รักและนับถือข้าพเจ้า
โทรมาบอกว่ามีพระสมเด็จฯองค์หนึ่ง ต้องการปล่อยในราคา 5 ล้านบาท
และถ้าปล่อยได้จะให้ข้าพเจ้า 5 แสนบาทเป็นค่าน้ำร้อนน้ำชา แหม้.. เงิน 5
แสน ฟังดูก็ไม่ใช่น้อยๆ ล่อไปครึ่งล้าน หูก็เลยต้องกลับมาผึ่งใหม่อีกครั้ง


ทั้งที่พระสมเด็จฯหน้าตาเป็นอย่างไร รูปก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี
แต่ตัวเองก็จินตนาการไปสุดกู่แล้วว่าจะต้องได้เงิน 5 แสน
มานอนกอดไว้อย่างแน่นอนเพราะว่ารู้จักกับผู้หลักผู้ใหญ่พอสมควร
แถมผู้ใหญ่แต่ละคนก็ชอบเล่นพระ โดยเฉพาะพระสมเด็จฯ
รับรองว่างานนี้รวยเละแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก


จนคืนหนึ่งได้พบกับผู้ใหญ่ นั่งคุยกันถึงเรื่องพระ แล้วท่านก็จะขอดู
แต่แวบหนึ่งของความรู้สึกถามตัวเองว่า เฮ้ย.. คิดจะขายพระกินเนี่ย
มันถูกหรือผิดว่ะเนี่ย..  ใจนึงก็บอก ไม่ผิดหรอก ใครๆเขาก็ทำกัน 
ส่วนอีกใจนึงก็บอก อาจจะผิดก็ได้ เพราะเรายังไม่ได้บอกกับท่าน 
สรุปคืนนั้นก็ไม่ได้ติดต่อเจรจาเรื่องพระ แล้วกลับบ้านนอนตามปรกติ


คืนนั้น.. ในฝันจำได้แม่นว่า มีผู้ชายแก่ๆหลับตา ยื่นหน้ามาหา
เรียกว่าห่างกันแค่ปลายจมูกเหมือนจริงมากๆ แถมบอกเป็นปริศนาว่า 
"ให้ค้นหาคำตอบให้ตัวเอง ด้วยตัวของเจ้าเอง" ทำเอาต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมา
และจำภาพนั้นไว้ติดตา


เย็นนั้น.. นัดผู้ใหญ่ท่านนั้นไว้อีกที่ร้านอาหาร
แต่ท่านดันติดธุระไม่มาซักที ก็เลยโทรฯบอกน้องว่าไม่ต้องเข้ามาแล้ว
ก่อนเดินไปเข้าห้องน้ำ ผ่านหน้าเคาเตอร์ เห็นรูปบานหนึ่งแขวนอยู่
เป็นภาพถ่ายโบราณของพระรูปหนึ่ง มีชายสองคนนั่งขนาบอยู่ข้างๆ
จำได้ว่าพระองค์นี้หน้าตาแบบเดียวกับที่เห็นในฝันเมื่อคืน
เมื่อหยุดอ่านดู.. อ้าว เป็นภาพของหลวงปู่โตฯ
ไหงหน้าตาท่านไม่เห็นเหมือนในวีซีดี ที่เคยดูเลยนี่นา...
สุดท้ายก็ถึงบางอ้อ ว่าเรานี่ช่างโง่จริงๆ
ดันไปจำภาพของตัวละครที่เล่นเป็นหลวงปู่ฯ
และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เพิ่งจะได้เห็นหน้าตาจริงๆของหลวงปู่ฯองค์จริงๆ เป็น
ครั้งแรก เท่านั้นเอง..ก็รู้สึกขนลุกซู่ๆ 
คิดในใจว่าไอ้ที่ฝันเมื่อคืนนี้ คงจะเจอดีเข้าเสียแล้ว...


แต่อย่ากระนั้นเลย.. ก็เลยตั้งจิตส่งเดชไปว่า "เอางี้แล้วกันหลวงปู่...
ถ้าอยากให้ผมขายพระ คืนนี้ให้ท่านมาเข้าฝันบอกผมเลยนะอย่าชักช้า..
แต่ถ้าไม่ยอมมาน่ะ ผมจะไม่ยุ่งกับเรื่องนี้อีก อ้อ.. แต่ขออย่างนึง..
ให้ผมได้เข้าใจในเรื่องธรรมมะมากขึ้นไปกว่านี้จะได้หรือไม่ ถ้าหากผมไม่ได้ขายพระสม
เด็จฯองนั้นจริงๆ"


เงียบ..ไม่มีคำตอบ


แหง๋ละ จ้างให้หลวงปู่ก็ไม่มีทางมา แต่ตัวเอง...ก็ยังรู้สึกกระวนกระวาย
เพราะเงินก็อยากได้ ด้วยตอนนั้นชีวิตลำบากมากๆ  
จนเวลาก็ผ่านเลยไปสามวันแล้ว
น้องหรือใครมาพูดเรื่องนี้อีกก็จะใจแข็งบอกปัดไปซะงั้น
เพราะได้ลั่นวาจาผ่านจิตไปแล้วนี่นา... 
ส่วนที่เหลือจะเป็นยังงัยก็ช่างหัวมัน ในเมื่อหลวงปู่ไม่มาหา..
ไม่ง้อหลวงปู่ก็ได้


ในคืนที่สาม.. อยู่ไม่อยู่ ข้าพเจ้าก็ได้พบกับรุ่นพี่สองคน
แนะนำว่ามีอาจารย์ท่านหนึ่งเก่งมาก สามารถทำให้ร่ำรวยได้ชนิดไม่ธรรมดา  

อืม.. ฟังดูไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับธรรมมะเลย แต่...มันก็น่าจะเป็นช่องทางที่ดี
นอกจากได้ฟังและได้พิจรานาประกอบแล้วก็น่าจะจริงอย่างที่พวกพี่ๆเขาว่าตามนั้น 
ก็เพราะด้วยคนหนึ่งขับเบนซ์ อีกคนหนึ่งขับ บีเอ็ม ซีรีย์5 
ซึ่งถ้าหากมันจะโม้ มันก็น่าจะมีความเป็นไปได้อยู่บ้าง
ไม่ใช่ยังโหนรถเมล์ต่องแต่ง ยังขี่มอเตอร์ไซค์ผมฟู แล้วมาโม้ให้ฟัง
แบบนี้พ่อจะโดดถีบพร้อมกันสองตรีนให้หงายเงิบไปเลย ประกอบกับสิ่งที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่บอกไว้ว่า
ชีวิตในตอนนั้นล้มลุกคลุกคลานพอสมควร
ชั่วเสี้ยววินาที ตัดสินใจกับตัวเองว่า ไปไหนไปกัน.. จะเป็นจะตายก็ให้มันรู้กันไป
ดูซิว่าชีวิตนี้ มันจะไม่ได้ร่ำได้รวยอย่างคนอื่นเขามั่ง


เดินทางขึ้นทิศเหนือไป...  ด้วยหัวใจอันห่อเหี่ยว
แอบหวังว่าจะได้ร่ำได้รวยเหมือนคนอื่นเขา แต่ทุกอย่างผิดคาด...
จากหวังไปหาความร่ำรวยจากอาจารย์ในครั้งนั้น ตัวเองกลับได้พบหนทางแห่งธรรม
ที่สว่างไสวมากขึ้น

อาจารย์ที่ใครๆบอกว่ามีฤิทธิ์เยอะ เป็นนั่นเป็นนี่ เสกนั่นเสกนี่ได้
แต่เมื่อเจอตัวเป็นๆ ท่านคือผู้ที่ให้ในธรรมมะที่สามารถพิสูจน์ได้
แม้ว่าบางครั้งจะเกี่ยวข้องกับสิ่งลึกลับ
ความมหัศจรรย์ที่มองไม่เห็นควบคู่กันไปด้วยก็ตาม


ข้าพเจ้า ทิ้งงาน ทิ้งบ้าน ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไปเกือบสองปี
เน้นไปทางปฏิบัติอย่างเดียว ทีแรกก็หวังเอาฤิทธิ์ แต่พอนานวัน
เมื่อเริ่มศึกษาก็ยิ่งทำให้เข้าใจในสัจจะธรรมมากขึ้น การมีชีวิต ความสุข
ความปราถนา ทุกสิ่งเป็นเพียงสิ่งสมมุติ ได้มาก็หมดไป ชีวิตใหม่ที่ต้องการแท้จริงแล้วคือการได้หลุดพ้นจาก "ความทุกข์" 
นี่เอง...ให้หวนคิดถึงคำที่ขอไว้กับหลวงปู่โตฯในครั้งนั้น 
ในใจรู้สึกขอบคุณท่านมากๆ
ที่ท่านเปิดโอกาสและทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจในหนทางแห่งธรรมมากขึ้น แม้ว่าสิ่งที่ขอในครั้งนั้นจะเป็นการขอแบบส่งเดช แต่ข้าพเจ้าก็รักษาสัจจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการขายพระนี่นา..


จนวันนหนึ่ง.. อาจารย์ ที่สอนได้มาบอกให้ข้าพเจ้ากลับมาอยู่กรุงเทพฯ
เวลานั้น ข้าพเจ้ารู้สึก งงๆ นั่นก็เพราะงานการก็ไม่มีจะทำ เงินทองก็ไม่มีเหลือติดตัว
เข้าใจง่ายๆก็คือไม่มีอะไรเหลือสักอย่าง แต่ท่านอาจารย์ยังคงยืนยันและบอกว่า
ไม่มีอะไรจะสอนให้กับข้าพเจ้าอีกแล้ว... "เอาน่า กลัวไปทำไม.. บารมี มีแล้ว
อยู่ที่ไหนก็ได้.. ดูอย่างพระเกจิฯสิ ท่านนั่งอยู่เฉยๆก็มีคนเอาเงินมาให้ถึงที่ อยากได้อะไรก็คิดเอา...
ถึงแม้เราไม่ได้เป็นพระ ไม่แก่กล้าบารมีถึงท่าน แต่ปฏิบิติดีแล้ว เทวดาไม่ทอดทิ้งหรอก" 
ข้าพเจ้าฟังแบบง่ายๆแต่เข้าใจโคตรยากครับ แต่ก็ต้องกลับมาอยู่กรุงเทพแบบ งงๆ สะเปะสะปะ 
และได้มาเจอกับลูกพี่คนหนึ่ง  มอบหมายงานให้ทำในตำแหน่งที่ดี
แถมหาบ้านหาช่องให้อยู่ เป็นตึกสามชั้นอย่างดี ติดแอร์
มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ เรียกว่ามีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อม
รวมทั้งยังได้มีบริวารและคนนับหน้าถือตาตามมาอีกมากมาย
เหมือนกับว่า...ชีวิตมันถูกเนรมิตขึ้นใหม่โดยเทวดาอย่างที่อาจารย์ว่าไว้จริงๆด้วย

แต่ข้าพเจ้าก็ยังสงสัย..ทั้งที่ อาจารย์เคยกำชับไม่ให้สงสัย
เพราะความสงสัยบางครั้งทำลายตัวเอง
แต่ถ้าหากยังสงสัยมากก็ให้ลองพิสูจน์ด้วยตัวเอง ดังนั้น..
วันนึง ข้าพเจ้าขอพิสูจน์ดูด้วยการเข้าสมาธิและอธิษฐานจิตกับหลวงปู่โตฯอีกครั้ง 
และในจิตก็ได้บอกกับหลวงปู่ฯว่า
ถ้าหากข้าพเจ้ามีบารมีอย่างที่อาจารย์ว่าแล้วจริง
ข้าพเจ้าขอให้พระสมเด็จฯมาอยู่กับข้าพเจ้าสักองค์ 
และแล้ว.... เรื่องน่าอัศจรรย์ ก็บังเกิดขึ้นในระยะเวลาไม่ถึงสามวัน เชื่อหรือไม่ว่ามีคนเอาพระสมเด็จฯ
มาให้ข้าพเจ้าจริงๆ


พระสมเด็จฯ.... ที่ครั้งหนึ่งเคยบอกกับตัวเองว่า
ชาตินี้คงไม่มีปัญญาได้จับต้อง วันนี้.. อยู่ดีๆก็มีคนเอามาให้
แถมบอกหน้าตาเฉยว่า "ผมอยากให้พี่ไว้ขึ้นคอ..
ผมว่าท่านควรที่จะอยู่กับคนที่มีบารมีอย่างพี่"


อึ้งไปสามวิฯ แถมยังท้าให้เราเอาไปเช็ค "ถ้าเก๊มากระทืบผมได้ ผมจะนอนให้พี่กระทืบตามใจชอบ" ไอ้เราก็..เชื่อใจในสิ่งที่เขายืนยัน แต่อีกใจนึงก็ต้องพิสูจน์ เพราะจะมีใครที่ไหนบ้าเอาพระองค์เป็นล้านมาให้ฟรีๆ และเมื่อนำไปเช็คดู.. ทุกคนบอกว่าเป็นของแท้แน่นอน บางราย ทำตินั่นตินี่แต่ท้ายสุดถามจะปล่อยเท่าไหร่... ได้แต่ยิ้มแล้วบอกว่า เอามาให้ดูเฉยๆ เออว่ะ... ในที่สุดวันนี้พระสมเด็จก็ลอยมาจากไหนไม่รู้... ของแบบนี้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ...
เหมือนคำที่หลวงปู่โตฯบอกไว้ข้างต้น เมื่อถึงคราว
เทวดาที่ไหนก็ขวางทางเจ้าไว้ไม่ได้...


วันนี้.... ผมรู้สึกรักและศรัทธาหลวงปู่โตฯมาก
และเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นมีอยู่จริง
แต่เราจะต้องเชื่อและศรัทธาเสียก่อน
และความรักที่มีต่อหลวงปู่ฯไม่ใช่เพราะพระสมเด็จฯ..
ที่หลวงปู่ฯประทานให้มาเหมือนเนรมิต  แต่คงเป็นคำสอนที่ท่านได้ให้ไว้ 
และถ้าหากใครที่พยายามทำความเข้าใจกับมันได้ เชื่อเถอะว่าชีวิตจะไม่มีอับจนอีกต่อไป  


วันนี้....ชีวิตของผมถึงคราวแล้ว... เทวดาที่ไหนก็ขวางไว้ไม่ได้


ผมจะเป็นคนดี จะเป็นผู้ถืออยู่ในพรหมวิหารสี่ เป็นที่รัก
และเป็นที่พึ่งพากับทุกๆคนตลอดจนสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ตราบเท่าที่สติปัญญาสามารถจะทำได้  สาธุ






Create Date : 30 สิงหาคม 2554
Last Update : 30 สิงหาคม 2554 20:28:29 น.
Counter : 847 Pageviews.

3 comments
  
อ่านเพลินเลยค่ะ
จริงๆ นะคะ คนเราอยากได้ดีก็ต้องทำดี อยากมีศีลก็ต้องถือศีลรักษาศีล
และเดินสายกลางอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านสอน
โดย: PrettyNovember วันที่: 30 สิงหาคม 2554 เวลา:19:19:50 น.
  
สาธุๆๆ
โดย: nomee IP: 115.248.40.155 วันที่: 4 กันยายน 2554 เวลา:5:40:58 น.
  
ผมชอบคำที่สมเด็จท่านสอนไว้มากครับ
" จงจำไว้นะ เมื่อยังไม่ถึงเวลา เทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้
ครั้นถึงเวลา ทั่วฟ้าจบดิน ก็ต้านเจ้าไม่อยู่ จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดิน
เมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลย จะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า "
คงต้องเร่งรีบสร้างกุศล ก่อนมรณภัยจะมาเยือน
โดย: หมาป่าเดียวดาย IP: 203.130.141.34 วันที่: 31 สิงหาคม 2555 เวลา:10:16:23 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ARPUPU
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สิงหาคม 2554

 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
31